ฟิสิกส์ราชมงคล

index  76

เวชศาสตร์นิวเคลียร์ คืออะไร

คือวิทยาการด้านการแพทย์สาขาหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สารกัมมันตรังสี

ในการตรวจวินิจฉัย หรือ รักษาโรคบางชนิดเช่น โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ

สารกัมมันตรังสีคืออะไร

สารกัมมันตรังสี ( Radioactivity ) หรือ ราดิโอนิวไคลด์ ( Radionuclides )

คือสารที่มีโครงสร้างอยู่ในสภาวะไม่เสถียร จะมีการสลายตัวปล่อยอนุภาค

และรังสีชนิดต่างๆออกมา ได้แก่ อนุภาคอัลฟ่า อนุภาคเบต้า และ รังสีแกมม่า

สารกัมมันตรังสีมีทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ และ มนุษย์ผลิตขึ้น

ตัวอย่างสารกัมมันตรังสีที่นำมาใช้งานทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เช่น Tc-99m, Tl-201, Xe-133, I-131

สารเภสัชรังสีคืออะไร

สารเภสัชรังสี ( radiopharmaceuticals ) หมายถึง สารเคมีที่ติดฉลากด้วย

สารกัมมันตรังสี ซึ่งสารเคมีนี้จะมีโครงสร้างและคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะใช้

บริหารเข้าไปในร่างกายเพื่อการวินิจฉัยโรค

สารเภสัชรังสีทำงานอย่างไร

สารเภสัชรังสีประกอบด้วย สารเภสัช และ สารกัมมันตรังสี

สารเภสัช คือ สารประกอบอินทรีย์ หรือ อนินทรีย์ที่มีอิทธิพลต่อการกระจาย

ตัวทางชีวภาพของสารกัมมันตรังสี

เมื่อผู้ป่วยได้รับสารเภสัชรังสีเข้าสู่ร่างกายสารเภสัชจะเป็นตัวกำหนดอวัยวะที่

สารเภสัชรังสีจะกระจายตัวอยู่ ส่วนสารกัมมันตรังสีจะให้รังสีแกมมาผ่านทะลุ

เนื้อเยื่อออกมาจากร่างกาย ทำให้สามารถนับวัดปริมาณรังสีได้

 

ซุปเปอร์โนวา (Supernova)


ภาพวาดซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy

 

ซุปเปอร์โนวา (Supernova) การระเบิดของดาวฤกษ์มวลมาก เมื่อสิ้นอายุขัยหลังจากใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมดไป เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เด่นที่สุดในจักรวาล ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบซุปเปอร์โนวาแล้วหลายร้อยดวง

สำหรับกาแล็กซี่ทางช้างเผือก นับตั้งแต่เกิดซุปเปอร์โนวาเคปเลอร์ เมื่อปี 1604 แล้ว นักดาราศาสตร์ก็ไม่พบซุปเปอร์โนวาในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกอีกเลย

ล่าสุดนักดาราศาสตร์ค้นพบซุปเปอร์โนวาที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยพบมาในกาแล็กซี่ NGC 1260 ซึ่งอยู่ไกลจากโลก 240 ล้านปีแสง นักดาราศาสตร์เรียกซุปเปอร์โนวานี้ว่า "SN 2006 gy"

ทีมนักดาราศาสตร์พบซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy เมื่อเดือนกันยายน 2006 จากการใช้โทรทรรศน์อวกาศรังสีเอ๊กซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ของนาซาซึ่งถ่ายภาพในย่านคลื่นรังสีเอ็กซ์และกล้องโทรทรรศน์ลิคก์ (Lick Observatory) กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน ซึ่งถ่ายภาพในย่านคลื่นแสงที่สายตามนุษย์มองเห็นและอินฟราเรด

อย่างไรก็ดี นาซาเพิ่งแถลงข่าวการค้นพบนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2007 ที่ผ่านมานี้เอง

ซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy มีความสว่างกว่าซุปเปอร์โนวาอื่นๆ ทั้งหมดที่ค้นพบก่อนหน้านี้ประมาณ 5 เท่า และเป็นการระเบิดที่มีพลังงานมากกว่าซุปเปอร์โนวาธรรมดาถึง 100 เท่า ความสว่างของมันมากกว่าความสว่างของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะ 50,000 ล้านดวง และยังสว่างกว่ากาแล็กซี่ที่มันอาศัยอยู่ด้วย


ซากซุปเปอร์โนวาเคปเลอร์

 



นอกจากนั้นความสว่างสูงสุดของมันยังยาวนานถึง 70 วันหลังจากนั้นจึงค่อยๆ ลดความสว่างลง แต่ก็คงความสว่างอยู่อีกนานหลายเดือน ขณะที่ซุปเปอร์โนวาอื่นๆ จะมีความสว่างสูงสุดเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ดาวฤกษ์มวลมากเป็นพิเศษหรือดาวฤกษ์ยักษ์จะปล่อยรังสีแกมมาออกมาในช่วงท้ายชีวิตของมัน บางส่วนของรังสีแกมมาจะเปลี่ยนเป็นสสารและปฏิสสาร ส่วนใหญ่เป็นอิเล็กตรอนและโปรตอน อนุภาคปฏิสสารจะมีมวลเหมือนกับสสารธรรมดา แต่มีคุณสมบัติต่างกันเช่น การหมุนและประจุไฟฟ้า เนื่องจากรังสีแกมมาเป็นพลังงานที่ป้องกันผิวนอกของดาวฤกษ์ไม่ให้ยุบตัวลง ดังนั้น เมื่อมันหายไปผิวนอกของดาวฤกษ์ยักษ์ก็จะยุบตัวลงทำให้เกิดการระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์

อเล็ก ฟิลิปเพนโก หัวหน้าทีมกล้องโทรทรรศน์ลิคก์กล่าวว่า "ในบรรดาดาวฤกษ์ที่ระเบิดทั้งหมดที่เราเคยเห็นมา ดวงนี้แหละคือราชา" และว่าทีมนักดาราศาสตร์ประหลาดใจที่เห็นความสว่างของมันและช่วงเวลาของความสว่างที่ยาวนานด้วย

นักดาราศาสตร์อีกคนหนึ่ง คือ นาธาน สมิธ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ เบิร์กเลย์ กล่าวว่า "มันเป็นการระเบิดขนาดใหญ่และมีพลังงานมากกว่าซุปเปอร์โนวาธรรมดาหลายร้อยเท่า นั่นหมายความว่า ดาวฤกษ์ที่ระเบิดเช่นนี้อาจจะมีมวลมากเท่าที่ดาวฤกษ์จะมีได้ นั่นคือ 150 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่งเราไม่เคยเห็นกันมาก่อน"


ภาพดาวอีตา คารีเน่ จากกล้องอวกาศฮับเบิล

 



ซุปเปอร์โนวาส่วนใหญ่เกิดจากดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลในระหว่าง 8-20 เท่าของดวงอาทิตย์ยุบตัวลง จากแรงโน้มถ่วงของมันเอง เมื่อมันใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมด ซึ่งทำให้ไม่มีแรงดันจากความร้อนที่ทำหน้าที่ต้านแรงโน้มถ่วงต่อไปได้อีก หลังจากนั้นมันจะกลายมาเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ แล้วแต่ขนาดมวลของมัน

นักดาราศาสตร์เคยคิดว่า ผลจากระเบิดของดาวฤกษ์ยักษ์ในยุคต้นของจักรวาลจะเป็นไปได้สองอย่าง คือ อย่างแรก การระเบิดจะทำให้ดาวฤกษ์ปล่อยธาตุต่างๆ ออกมา และมันจะไม่กลายเป็นหลุมดำ อย่างที่สอง คือ มันจะกลายเป็นหลุมดำตลอดกาล

สำหรับ ซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy แล้วมันจะไม่กลายเป็นหลุมดำ การค้นพบครั้งนี้ช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจจุดจบของดาวฤกษ์ยักษ์บางส่วนในช่วงต้นของจักรวาลว่า มันระเบิดเหมือนกับ ซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy

การค้นพบครั้งนี้ยังช่วยให้นักดาราศาสตร์ทำนายว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับดาวฤกษ์ยักษ์ที่อยู่ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราอีกด้วย

ในจักรวาลมีดาวฤกษ์ยักษ์อยู่น้อยมาก ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกซึ่งมีดาวฤกษ์อยู่ประมาณ 400,000 ล้านดวง มีดาวฤกษ์ยักษ์อยู่เพียง 10 กว่าดวงเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือ ดาวอีตา คาริเน่ (Eta Carinae) ดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 100 เท่า อยู่ห่างจากโลก 7,000 ปีแสง

ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า ก่อนที่ดาวฤกษ์ยักษ์จะระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy มันได้ปล่อยสสารจำนวนมากออกมาก่อน ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่กำลังเกิดขึ้นกับดาวอีตา คารีเน่ ซึ่งในปัจจุบันมีการระเบิดที่พื้นผิวตลอดเวลา

นักดาราศาสตร์หลายคนจึงคาดว่า ดาวอีตา คาริเน่ อาจจะระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวาเหมือนกับซุปเปอร์โนวา SN 2006 gy ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

"มันอาจจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรือ ในอีก 1,000 ข้างหน้าก็ได้" มาริโอ ลีวิโอ นักดาราศาสตร์ของสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศบอก "การระเบิดของดาวอีตา คารีเน่ จะเป็นการโชว์ของดาวฤกษ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมสมัยใหม่เลยทีเดียว"

เดพ พูลีย์ นักดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ กล่าวว่า ถ้าดาวอีตา คารีเน่ ระเบิดจริงๆ มันจะสว่างจนเราเห็นได้แม้ในเวลากลางวัน และสว่างจนเราสามารถอ่านหนังสือได้ในเวลากลางคืน

คำถามของคนทั่วไปมีอยู่ว่า แล้วมันจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเราหรือไม่? มาริโอ ลีวิโอ เป็นคนตอบ "ผมคิดว่าเราสามารถนอนหลับได้อย่างสบายตลอดทั้งคืน อีตา คารีเน่ ไม่ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสูญพันธุ์แน่"

 

Maria Goeppert - Mayer : สตรีคนที่สองที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์

Maria Goeppert Mayer กับสามี Joseph

Enrico Fermi กับ Maria Mayer

Maria Gertrude Kate Goeppert เป็นชื่อเต็มในวัยเด็กของ Maria Mayer ผู้มีผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า มีนิสัยเคร่งขรึม และชอบอ่านหนังสือ เธอเกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 ที่เมือง Kattowitz ประเทศเยอรมนี (ปัจจุบันเมืองนี้อยู่ในโปแลนด์) ในตระกูลชนชั้นกลางที่มีฐานะดี เพราะบิดา Friedrich Goeppert เป็นศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Kattowitz ส่วนมารดาเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสและดนตรี
       
       การเป็นบุตรสาวคนเดียวของครอบครัว ทำให้บิดาของ Maria คาดหวังว่าเมื่อเติบใหญ่ เธอจะต้องทำอะไรๆ ได้มากกว่าการเป็นแม่บ้าน Maria เล่าว่า เธอมักรู้สึกปวดหัวบ่อย และหนักใจที่ต้องแบกภาระรับผิดชอบความคาดหวังของวงศ์ตระกูล เพราะย้อนหลัง 6 ชั่วอายุคนของครอบครัว Goeppert มีประวัติว่า สมาชิกของตระกูลอย่างน้อย 1 คน ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์
       
       เมื่อ Maria อายุ 4 ขวบ ครอบครัวได้อพยพไปอยู่ที่ Gottingen ในเยอรมนี เพราะบิดาของเธอได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Georgia Augusta ทำให้มีโอกาสต้อนรับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เช่น David Hilbert ในฐานะเพื่อนบ้าน
       
       Maria ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมใน Gottingen และมีประวัติการเรียนว่ามีความสามารถด้านภาษา และคณิตศาสตร์ เมื่ออายุ 18 ปี Maria สอบเข้ามหาวิทยาลัย Georgia Augusta ได้ และเลือกเรียนคณิตศาสตร์เป็นวิชาเอก ในขั้นแรกความตั้งใจของ Maria ก็คล้ายกับความตั้งใจของนิสิตหญิงคนอื่นๆ ในสมัยนั้น คือ เรียนมหาวิทยาลัยเพื่อรับประกาศนียบัตรครู แต่เธอพบว่า วิธีสอนคณิตศาสตร์ของอาจารย์ไม่ตื่นเต้น และไม่น่าสนใจเลย เธอจึงคิดจะเรียนแพทย์แทน แต่ถูกพ่อคัดค้าน เพราะรู้ดีว่าลูกสาวสุดที่รักของตนจะเครียดมากถ้าเห็นคนไข้ตาย
       
       นอกจากมหาวิทยาลัย Georgia Augusta จะมีชื่อเสียงด้านการวิจัยคณิตศาสตร์แล้ว การวิจัยด้านฟิสิกส์ทฤษฎีของที่นี่ก็โด่งดังไม่แพ้กัน ในปี พ.ศ. 2470 เมื่อ Maria ได้เข้าฟังการบรรยายของ Max Born (ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี พ.ศ. 2497 จากผลงานการแปลความหมายของกลศาสตร์ควอนตัม) เธอตัดสินใจเรียนฟิสิกส์ทันที และในปีเดียวกันนั้น บิดาของเธอก็ได้เสียชีวิตลงอย่างไม่คาดฝัน และเมื่อเธอรู้ว่าบิดาคาดหวังในตัวเธออย่างไร เธอจึงอุทิศตัวเรียนฟิสิกส์จนสำเร็จปริญญาระดับดุษฎีบัณฑิต โดยมี Max Born เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์
       
       เมื่อบิดาจากไปรายได้ของครอบครัวก็ลดลง มารดาของ Maria จึงต้องหารายได้เสริมโดยเปิดห้องว่างที่บ้านให้นิสิต และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีครอบครัวเช่า Maria ได้รู้จัก Joseph Mayer ด็อกเตอร์หนุ่มชาวอเมริกาเชื้อชาติออสเตรีย ซึ่งเป็นผู้เช่าคนหนึ่งที่มีแม่เป็นชาวอเมริกัน คนทั้งสองรักกันและสมรสกันในปี พ.ศ. 2473 ขณะนั้น Maria อายุ 24 ปี และกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง On Elemental Processes with Two Quantum Jumps เพื่อศึกษากระบวนการธรรมชาติ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงควอนตัมสองครั้ง
       
       เมื่อ Joseph สิ้นสุดเวลาการเยือนมหาวิทยาลัย Georgia Augusta เขาได้งานเป็นอาจารย์เคมีที่มหาวิทยาลัย John Hopkins ในสหรัฐอเมริกา สองสามีภรรยาจึงเดินทางไปเมือง Baltimore ในสหรัฐอเมริกา แต่สมัยนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ ในอเมริกายังไม่กระตือรือร้นที่จะรับสตรีเป็นอาจารย์ ยิ่งไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัย John Hopkins ออกกฎหมายห้ามสามีภรรยาทำงานในภาควิชา หรือคณะเดียวกัน การมีกฎเช่นนี้ทำให้แรงต้านการรับ Maria เข้าทำงานมีมาก แต่เมื่อ Max Born เขียนจดหมายรับรองอย่างแข็งขันว่า เธอเป็นผู้มีความสามารถมากในด้านทฤษฎีควอนตัม John Hopkins จึงรับเธอเข้าทำงานกับ Karl Herzfeld ซึ่งเชี่ยวชาญเคมี แต่เธอพบว่าเธอไม่รู้สึกสนใจเคมีเลย เมื่อการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในอเมริกายากลำบาก Maria จึงเดินทางกลับ Gottingen เพื่อไปทำงานร่วมกับ Born
       
       ในเวลาต่อมาเธอได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง ทฤษฎีของ Double Beta Decay ร่วมกับ Born ซึ่งเกี่ยวข้องกับทฤษฎีการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี โดยการปล่อยอนุภาคเบต้า ซึ่งเกิดเวลาอนุภาคนิวตรอนในนิวเคลียสเปลี่ยนไปเป็นโปรตอน อนุภาคเบต้า และอนุภาคแอนตินิวตริโน แต่ในกรณีการสลายตัวแบบเบต้าคู่ อนุภาคนิวตรอนสองตัวในนิวเคลียสถูกเปลี่ยนไปเป็น โปรตอน 2 ตัว อิเล็กตรอน 2 ตัว และแอนตินิวตริโน 2 ตัว พร้อมกัน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในกรณีธาตุ selenium - 76 และนักทดลองได้เห็นเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529 แต่ในทางตรงกันข้าม อนุภาคโปรตอน 2 ตัว ในนิวเคลียส เมื่อได้รับอิเล็กตรอนสองตัวที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียสก็สามารถเปลี่ยนเป็นอนุภาคนิวตรอน 2 ตัว กับนิวตริโน 2 ตัวก็ได้เช่นกัน
       
       ในฤดูใบไม้ผลิ ปี พ.ศ. 2476 Maria ได้โอนสัญชาติเป็นอเมริกัน และมีชื่อในวงวิชาการว่า Maria Goeppert Mayer แต่เวลาอยู่ในสังคมอื่นเธอจะใช้ชื่อง่ายๆ ว่า Maria Mayer เธอมีลูก 2 คน ชื่อ Maria Ann และ Peter Conrad แต่เด็กทั้งสองคนเมื่อเติบใหญ่ไม่มีใครเป็นนักวิทยาศาสตร์เช่นบิดา หรือมารดา

Maria Goeppert - Mayer

Hans Bethe

 


 

Edward Teller

 

ในปี พ.ศ. 2480 Joseph ได้รับแต่งตั้งเป็นรองศาสตราจารย์เคมีแห่งมหาวิทยาลัย Columbia ครอบครัว Mayer จึงไป New York หากมีเวลาว่าง Maria กับสามีจะร่วมกันเรียบเรียงตำรา Statistical Mechanics ซึ่งเป็นตำราที่มีชื่อเสียงมาก ถึงกระนั้นคนอ่านส่วนใหญ่มักคิดว่า หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ Joseph มากกว่าของ Maria
       
       Maria เข้าร่วมวิจัยฟิสิกส์ในโครงการ Manhattan เพื่อสร้างระเบิดปรมาณู เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งๆ ที่เธอมีสัญชาติเป็นเยอรมันแต่เธอก็ได้บอกกับครอบครัวว่า เธอทำเพื่อสู้และกำจัดพวกนาซี ไม่ใช่เพื่อรบฆ่าชาวเยอรมัน เพราะ Hitler เป็นทรชนที่โลกต้องกำจัด งานวิจัยที่เธอทำร่วมกับ Edward Teller (บิดาของระเบิดไฮโดรเจน) เป็นการหาวิธีแยกยูเรเนียม 235 จากยูเรเนียม 238 ในปี พ.ศ. 2488 เมื่อญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู Maria ไม่กังวลหรือเศร้าใจมาก เพราะเธอมิได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างระเบิดมหาประลัยทั้งสองลูกนั้นมาก
       
       เมื่อสงครามสงบ Joseph Mayer ได้ย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Chicago และ Maria ได้รับแต่งตั้งเป็นรองศาสตราจารย์ที่ไม่มีเงินเดือนประจำในขณะที่สามีได้เงินเดือนเต็ม
       
       เมื่อครั้งที่ Maria ทำงานวิจัยร่วมกับ Teller เธอสนใจปัญหาว่า เหตุใดนิวเคลียสของธาตุบางชนิดจึงไม่เสถียร คือสลายตัวโดยการปล่อยอนุภาคต่างๆ และรังสีแกมมาออกมา และเธอก็ได้พบว่า เวลานิวเคลียสรับอนุภาคนิวตรอน หรือโปรตอนเข้าไป พลังงานที่ยึดเหนี่ยวอนุภาคเหล่านั้นในนิวเคลียสอาจมากขึ้น หรือน้อยลงก็ได้ และเมื่อใดก็ตามที่นิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนกับนิวตรอนรวมกันเท่ากับ 2 8 20 28 50 82 126 อนุภาคต่างๆ ในนิวเคลียสเหล่านั้นจะถูกยึดเหนี่ยวอย่างรุนแรงที่สุด นั่นคือนิวเคลียสที่มีจำนวนอนุภาคโปรตอนกับนิวตรอนเท่ากับ 2 8 20 ... เป็นนิวเคลียสที่เสถียร นักฟิสิกส์เรียกจำนวน 2 8 20 28 50 82 126 ... ว่า จำนวนกล (magic number)
       
       ในการอธิบายที่มาของตัวเลขเหล่านี้ Maria ได้คิดทฤษฎีโครงสร้างของนิวเคลียสขึ้น โดยพิจารณาว่า อนุภาคโปรตอนและนิวตรอนในนิวเคลียส มีวงโคจรเป็นชั้นๆ (shell) และอยู่กันอย่างหนาแน่นในนิวเคลียส แต่อนุภาคก็ไม่ชนกันตามหลักการห้ามซ้อนทับของ Pauli ในวิชากลศาสตร์ควอนตัม ดังนั้นอนุภาคแต่ละตัวจึงเคลื่อนที่เสมือนอิสระในสนามของแรงที่เกิดจากอิทธิพลของอนุภาคตัวอื่นๆ อนุภาคเหล่านี้จึงมีพลังงานแตกต่างกัน และอยู่เรียงกันเป็นชั้นๆ ตามหลักของวิชากลศาสตร์ควอนตัม ในลักษณะเดียวกับการจัดเรียงอิเล็กตรอนที่โคจรอยู่นอกนิวเคลียส ซึ่งก็มีพลังงานแตกต่างกันเป็นชั้นๆ ด้วย
       
       ทฤษฎีโครงสร้างนิวเคลียสที่ Maria พบนี้แสดงให้เห็นอีกว่า เวลานิวเคลียสมีอนุภาคโปรตอนหรือนิวตรอนรวมกันมากกว่า 2 8 ... มันจะไม่เสถียร และจะสลายตัวโดยการปล่อยกัมมันตรังสีด้วย
       
       เมื่อเธอตีพิมพ์ผลงานเรื่อง Shell Model ในปี พ.ศ. 2491 เธอพบว่า Johannes Hans Daniel Jensen นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันแห่งมหาวิทยาลัย Heidelberg ก็ได้ศึกษาเรื่องเดียวกันนี้ และได้ผลเหมือนกับเธอได้
       
       ขณะที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังดำเนินอยู่ Maria สูบบุหรี่จัด เธอจึงมีปัญหาเรื่องสุขภาพปอด เมื่ออายุ 50 ปี หูข้างหนึ่งของเธอหนวก ต่อมาเธอและสามีวัย 53 ปี ก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย California ที่ San Diego จากนั้นไม่นานเธอก็ป่วยเป็นอัมพฤกษ์จากการมีเส้นเลือดในสมองที่อุดตัน ในปี พ.ศ. 2506 Maria ได้รับการประกาศให้เป็นผู้พิชิตครึ่งหนึ่งของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับ Jensen จากผลงานทฤษฎี Shell Model ของนิวเคลียส ส่วนรางวัลอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ Eugene Paul Wigner ผู้มีผลงานทฤษฎี Group ที่ใช้ศึกษาปรากฏการณ์ควอนตัมของอะตอม
       
       หลังจากได้รับรางวัลโนเบล Maria ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences ของอเมริกา ซึ่งมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับ Royal Society ของอังกฤษ และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ มากมาย
       
       ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 Maria เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ปี พ.ศ. 2549 จึงเป็นปีครบหนึ่งศตวรรษที่เธอเกิด ชีวิตของเธอแสดงให้เห็นว่า เธอต้องต่อสู้กับประเพณีหลายเรื่องที่ไม่ยุติธรรมของสังคม แต่เธอก็ไม่ท้อถอย เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากบุรุษหลายคนที่เธอรู้จัก เช่น Born, Teller และ Fermi (ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี พ.ศ. 2481) การสนับสนุนเหล่านี้ทำให้เธอเพียรทำงานฟิสิกส์ จนกระทั่งโลกยอมรับเธอ โดยเริ่มทำงานกับ Born วิจัยด้านทฤษฎีควอนตัม แล้วเปลี่ยนไปสนใจเคมีเชิงฟิสิกส์ จากนั้นก็หันกลับมาศึกษานิวเคลียสตามความสนใจของ Teller และเมื่อได้รับคำแนะนำจาก Fermiเธอก็สร้างทฤษฎี Shell Model จนประสบความสำเร็จในที่สุด.
       
       สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท
 

Tintoretto กับภาพ “การขโมยศพนักบุญ Mark”

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ภาพเหมือน Tintoretto

Jupiter and Leda


Madonna and Child


 

Portrait of on Old Man and a Boy


 

The Abduction of the Body of St. Mark

Jacopo Robusti หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม Tintoretto คือ จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายของยุค Renaissance ที่จิตรกรร่วมรุ่นยกย่องให้เป็น Michelangelo แห่ง Venice Tintoretto เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2061 (รัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 2) ที่เมือง Venice เป็นบุตรคนหัวปีของครอบครัวที่มีลูก 21 คน บิดามีอาชีพเป็นช่างย้อมผ้า ซึ่งในภาษาอิตาเลียน เรียก tintore ดังนั้น ชื่อ tintoretto จึงแปลตรงๆ ว่า ลูกชายของชาวย้อมผ้า ในวัยเด็ก Tintoretto ชอบระบายสี และวาดรูปตามผนังบ้านมาก เมื่ออายุ 12 ขวบ บิดานำไปฝึกงานกับจิตรกรผู้มีชื่อเสียงมาก ชื่อ Titian ที่เมือง Venice แต่ Tintoretto เรียนวาดรูปได้เพียง 10 วัน ก็ถูกไล่ออก เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนคิดว่าคงเป็นเพราะ Titian วัย 56 ปี รู้สึกริษยาความสามารถของ Tintoretto แต่บางคนก็คิดว่าเกิดจากการที่แววการวาดภาพของ Tintoretto แสดงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องการครูใดๆ มาสอน และตั้งแต่นั้นมา Tintoretto ก็ฝึกฝนวาดภาพโดยเลียนแบบ Michelangelo บ้าง Titian บ้าง จนมีความสามารถสูงเท่า Titian ณ วันนี้ นักวิจารณ์ศิลปะพบว่า อิทธิพลภาพวาดของ intoretto มีอิทธิพลต่อจิตรกรสเปน เช่น El Greco กับ Velaquez ในเวลาต่อมา
       
        ภาพวาดที่สำคัญของ Tintoretto ส่วนใหญ่เกี่ยวกับศาสนา เทพนิยาย ภาพเหมือน และภาพสเกตชดังเช่น ภาพ The Last Supper ซึ่งขณะนี้อยู่ที่โบสถ์ San Marcuola ใน Venice ภาพ The Washing of the Feet ซึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Prado เป็นต้น
       
        เมื่อ Tintoretto มีอายุ 70 ปี เขาได้วาดภาพตนเองเป็นภาพสุดท้ายและตายจากโลกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2137
        นับเป็นเวลานานร่วม 70 ปีแล้ว ที่โลกได้เห็นการนำผลงานของ Tntoretto เพียงคนเดียวออกแสดง แต่เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 นี้ พิพิธภัณฑ์ Prado ที่กรุง Madrid ประเทศสเปนได้เปิดการแสดงผลงานของ Tintoretto 49 ชิ้นให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพเหมือนของจิตรกร ที่สวมเสื้อคลุมสีดำ ใบหน้าขรึม มีเครา และตาคมเข้มเสมือนมองทะลุวิญญาณของคนดู ภาพทุกภาพใส่กรอบห้อยระดับสายตาให้ทุกคนสามารถเห็นรอยแปรงพู่กัน และเทคนิคการวาดอย่างจุใจ
       
        ภาพที่นำออกแสดงภาพหนึ่ง คือ The Abduction of the Body of St. Mark ซึ่งมีขนาด 398 x 315 เซนติเมตร ที่ Tintoretto ได้วาดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีการขโมยศพของนักบุญ St. Mark จาก เมือง Alexandria ในอียิปต์ไปเมือง Venice ในอิตาลี
       
        Venice ในยุคกลางเมื่อ 1,000 ปีก่อน เป็นเมืองค้าขายที่มั่งคั่ง ถึงแม้จะมีสินค้าเข้า - ออกมากมาย แต่ Venice ก็ไม่มีนักบุญคุ้มครองเมือง จึงต้องขโมยศพนักบุญ ชื่อ St. Mark จากเมือง Alexandria ในอียิปต์ เมื่อปี พ.ศ. 1370 และ Tintoretto ได้วาดภาพการลักพานี้ในปี 2105 - 2109 (รัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ)
       
        ในภาพเราจะเห็นชาวเวนิส 3 คน กำลังอุ้มศพของนักบุญ St. Mark ขึ้นอูฐ และมีชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งคลานอยู่ที่พื้นกำลังดึงรั้งอูฐไว้ ไกลออกไปในบริเวณซ้ายของภาพเราจะเห็นผู้คนกำลังหลบหนีเข้าอาคารที่มีประตูเป็นรูปโค้ง เพราะฟ้ากำลังคะนอง และกำลังผ่า นี่คือเมือง Alexandria ในปี พ.ศ. 1370
       
        เหตุการณ์ลักพาศพนี้เกิดจากการที่ชาว Venice คิดว่า ศพของ St. Mark ถ้าอยู่ในอียิปต์จะไม่ปลอดภัย เพราะองค์กาหลิบแห่ง Saracens ทรงมีบัญชาให้สร้างพระราชวังใน Alexandria โดยให้เอาหินอ่อนจากโบสถ์คริสเตียนมาสร้าง และนั่นก็หมายความว่า โบสถ์ที่มีศพของ St. Mark จะต้องถูกรื้อทิ้งด้วย ชาว Venice จึงพากันไปขอนำศพ St. Mark ไปเก็บที่ Venice แต่นักบวชที่ Alexandria ไม่ยินยอมยกให้ เพราะสังคมในสมัยนั้นถือว่า เมืองใดมีศพนักบุญอยู่ เมืองนั้นมีอะไรที่พิเศษเหนือเมืองอื่น ดังนั้น ชาวเมืองต่าง ๆ จึงมีการขโมยศพและปลอมศพบ่อย เพราะศพนักบุญ Theodore ที่ Venice มิสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ชาว Vencie จึงต้องหาศพนักบุญที่ยิ่งใหญ่กว่ามาประดับให้สมกับสภาพความเป็นเมืองสำคัญ การวางแผนลักพาศพ St. Mark จึงเกิดขึ้น และตำนานอ้างว่า ในขณะขโมย ชาวคริสเตียนได้เอาเนื้อหมู และมันหมูวางบนศพ ทำให้แขกอิสลามซึ่งกลัวหมูตกใจปล่อยขโมยไปโดยไม่ตรวจสอบอะไรเลย และในขณะเดียวกัน พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทรงช่วยด้วย โดยโปรดให้มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และพายุพัด ทำให้ชาวเมือง Alexandria หลบเข้าบ้านหมด ขบวนลักพาศพจึงสามารถนำศพขึ้นเรือที่ท่าได้ โดยไม่มีใครขัดขวาง และเมื่อศพถึง Venice แล้ว ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ศพถูกนำไปยังพระราชวังของ Doge ผู้ครองนคร Venice เพราะที่นี่คือที่ ๆ ปลอดภัยที่สุดในเมือง จากนั้นจัตุรัสใหญ่ในเมืองก็ได้ชื่อว่า San Marco (ตามชื่อ St. Mark) ในเวลาต่อมา นคร Venice ก็หันมาใช้สิงโตมีปีกอันเป็นสัญลักษณ์ของนักบุญ St. Mark เป็นสัญลักษณ์ของเมือง จากนั้น ก็มีการนำศพไปฝังในโบสถ์ St. Mark เมื่อถึงปี พ.ศ. 1519 ผู้ครองนคร Venice ถูกสังหาร และโบสถ์ถูกเผา ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเถ้ากระดูกของ St. Mark ภาวการณ์ขาดข้อมูลเรื่องยิ่งใหญ่นี้ ทำให้ชาว Venice ยอมไม่ได้จนหลายคนร่ำไห้ และตำนานก็เล่าว่า ทันใดนั้นก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาคารหลายแห่งทรุดพัง แล้วโลงศพของ St. Mark ก็ปรากฏให้ชาว Venice ได้เคารพบูชาต่อไป
       
        ถึงแม้เหตุการณ์ลักพาศพจะเกิดขึ้นที่เมือง Alexandria แต่ภาพสถานที่การลักพาที่ Tintoretto วาดดูคล้ายจัตุรัส San Marco ที่คนที่ไปเยือน Venice ทุกคนรู้จัก นักประวัติศิลปะเชื่อว่า Tintoretto วาดภาพนี้ เพราะได้รับการว่าจ้างโดยแพทย์ชื่อ Tommaso Gianotti แห่งเมือง Ravenna ซึ่งเป็นชายคนที่สวมผ้าคลุมสีแดงในภาพ และมีหน้าตา อีกทั้งท่าทางเหมือนคนในคัมภีร์ไบเบิล แต่การเป็นแพทย์ที่เก็บค่ารักษาแพง ทำให้ Gianotti ไม่เป็นที่ชื่นชม เขาจึงพยายามทำความดีโดยให้การอุปถัมภ์แก่จิตรกร และบริจาคเงินเพื่อบูรณะโบสถ์ San Guiliano อีกทั้งให้ช่างปั้นหล่อรูปปั้นของตนติดตั้งที่ปากทางเข้าโบสถ์ และสำหรับกรณีว่าจ้าง Tintoretto วาดภาพ เขาได้ขอให้ Tintoretto วาดภาพของตนยืนอยู่ใกล้นักบุญ St. Mark ทำนองช่วยอุ้มศพ St. Mark ด้วย
       
        นอกจากนี้ที่กลางภาพเราจะเห็น กองไม้สุมอยู่หน้าโบสถ์ด้วย เพราะตำนานเล่าว่า พวกนอกศาสนา หลังจากฆ่า St. Mark โดยการจับลากทั้งเป็นไปตามถนนในเมือง Alexandria แล้ว คนเหล่านี้ต้องการเผาศพทันที แต่พวกคริสเตียนต้องการนำศพไปฝังก่อน และ Tintoretto ก็ได้วาดพวกนอกศาสนาให้มีลักษณะเหมือนปีศาจที่ปรากฏเป็นเงาบาง ๆ แวบหายเข้าอาคารด้านซ้าย ส่วนพวกคริสเตียนเป็นคนที่อุ้มศพนักบุญซึ่งมีแสงอาทิตย์ส่องกระทบ จนเห็นร่างทั้งร่างชัด จากนั้น Tintoretto ก็ได้แบ่งแยก พวกนอกรีตกับพวกในรีต โดยใช้ภาพกระเบื้องทางเดินทอดยาวไปกลางภาพจนถึงหน้าโบสถ์ คือ ให้ข้างซ้ายเป็นพวกนอกศาสนา และข้างขวาคือพวกคริสเตียน
       
        ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์การเมือง การศาสนา จะวุ่นวายเพียงใด ไม่ว่าสงครามจะเกิดหรือไม่เกิด และไม่ว่าเศรษฐกิจจะทรงหรือจะทรุด St. Mark ก็ยังเป็นบุคคลที่ชาว Venice ทุกคนศรัทธา นับถือ และไว้วางใจ ทั้งๆ ที่คนหลายคนรู้สึกไม่แน่ใจว่า กระดูกที่ชาวเมืองนำมาเก็บและไหว้นั้นเป็นกระดูกจริงหรือปลอมก็ตาม แต่ทุกคนก็มีความสุข เพราะสำหรับคน Venice บางคนแล้ว ความเชื่อสำคัญกว่าความจริง
        นิทรรศการภาพของ Tintoretto ที่ Prado จะมีถึงวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ครับ
       
       สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท

Benjamin Thompson (Count Rumford)

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

Benjamin Thompson


 

การเจาะกระบอกปืนใหญ่ทำให้เกิดความร้อนมหาศาล ซึ่ง Thompson ใช้พิสูจน์ว่าพลังงานกลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนได้

 

นอกจากจะเป็นนักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงแล้ว Count Rumford ยังเคยเป็นสายลับ ทหาร รัฐบุรุษ นักปฏิรูปสังคม และบุคคลหนึ่งที่ได้จัดตั้ง Royal Institution ของอังกฤษด้วย
       
       ในวัยเด็ก Rumford มีชื่อว่า Benjamin Thompson เขาถือกำเนิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2296 (รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ) ที่เมือง Woburn ในรัฐ Massachusetts บิดาเป็นชาวนายากจนที่ได้เสียชีวิตตั้งแต่ Thompson ยังเป็นเด็ก มารดาจึงได้แต่งงานใหม่กับชายที่มีฐานะยากจนอีก Thompson เริ่มเรียนหนังสือในโรงเรียนชนบท และชอบวาดภาพมาก จนไม่มีใครคิดว่าเด็กคนนี้เมื่อโตจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก
       
       เมื่อเติบใหญ่ Thompson ใฝ่ฝันว่าจะเป็นทหาร มีเพื่อนเป็นเจ้าชาย และเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองใหญ่ ๆ เขาเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพเป็นพนักงานขายของในร้านในเมือง Salem แล้วย้ายไปฝึกงานค้าขายต่อที่นคร Boston เมื่ออายุได้ 17 ปี Thompson เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยตนเอง อีก 2 ปีต่อมา เขาได้ไปสมัครเรียนวิชาบางวิชาที่มหาวิทยาลัย Harvard แล้วเริ่มอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมือง Concord รัฐ New Hampshire หลังจากทำงานได้เพียง 4 เดือน Thompson ได้เข้าพิธีมงคลสมรสกับ Sarah Walken Rolfe หญิงม่ายผู้ร่ำรวยที่สุดในเมือง และเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า Thompson ถึง 14 ปี การมีฐานะดีทำให้ Thompson ได้เข้าสังคมและได้พบปะผู้คนมากขึ้น
       
       อเมริกาในยุคนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และมีกลุ่มคนภายใต้การนำของ George Washington ที่ต้องการให้อเมริกาประกาศตัวเป็นอิสระจากอังกฤษ แต่ Thompson ไม่เห็นด้วย เขาจึงต้องทิ้งครอบครัวและลูกสาวหนีไป London (โดยไม่ติดต่อภรรยาและลูกสาวเลยเป็นเวลานานถึง 30 ปี) เพราะที่นั่นเป็นสถานที่รวมกำลังของคนอเมริกันที่สนับสนุนอังกฤษ Thompson วัย 23 ปี ได้งานเป็นเลขานุการของ Lord George Germain ผู้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงอาณานิคม ซึ่งมีหน้าที่กำราบคนอเมริกันที่เป็นกบฏ และในยามว่าง Thompson มักใช้เวลานั่งทดลองกลศาสตร์ เช่น ยิงกระสุนปืนพุ่งชนเป้าที่ห้อยแขวนด้วยเชือก (ballistic pendulum) เพื่อศึกษาโมเมนตัมที่เปลี่ยน และใช้ข้อมูลที่ได้ บอกความเร็วของกระสุนปืน
       
       จากเด็กชาวนาที่ยากไร้มาเป็นข้าราชการระดับสูงในต่างแดน ทำให้ Thompson ตระหนักว่า ในการที่ฐานะสังคมของตนจะพัฒนาได้ ตนต้องหาผู้อุปการะที่สามารถบันดาลอะไร ๆ ให้ได้ เขาจึงเข้าหา Sir Joseph Banks ผู้เป็นนายกของสมาคม Royal Society และได้แสดงความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ จนได้รับเลือกเป็นสมาชิกของสมาคม (F.R.S.) อันทรงเกียรตินี้ ขณะมีอายุได้เพียง 26 ปี เท่านั้นเอง
       
       ผลงานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญๆ ของ Rumford ได้แก่ การพบกระแสการพา (convection current) ในของเหลวในยามของเหลวได้รับความร้อน และการพบว่าพลังงานกลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนได้ เช่นในกรณีการเจาะสว่าน โดยแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจะให้ความร้อนแก่ระบบอย่างไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่สว่านยังทำงาน นอกจากนี้ Thompson ยังได้ออกแบบสร้าง photometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์วัดกำลังส่องสว่างของหลอดไฟเครื่องแรกของโลกด้วย และเป็นคนที่คิดใช้คำว่า กำลังเทียน (candle power) เพื่อบอกกำลังส่องสว่างของหลอดไฟ และยังได้พบอีกว่า น้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ความรู้นี้ทำให้เราเข้าใจเหตุผลว่า เหตุใดเวลาน้ำที่ผิวสระกลายเป็นน้ำแข็ง ปลาในสระจึงมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะ ใต้ชั้นน้ำแข็งลงไปมีน้ำเหลว ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า นั่นเอง
       
       นอกจากจะมีผลงานวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์แล้ว Thompson ยังเป็นนักเทคโนโลยีผู้มากด้วยความสามารถอีกด้วย โดยได้ออกแบบกาต้มน้ำที่ใช้ความดัน หม้อต้มกาแฟชนิดหยด ปล่องไฟที่มีการถ่ายเทความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างเครื่องทำความร้อน (heater) ที่เขานำไปติดตั้งเป็นครั้งแรกที่ Royal Institution ของอังกฤษกับที่ French Institute ของฝรั่งเศส และนอกจากนี้ Thomson ก็ยังคิดวิธีใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
       
       สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท
 


งา อาจแปลความหมายได้หลายอย่างเช่น งาช้าง งาที่เป็นอุปกรณ์จับปลา แต่ที่จะพูดถึงก็คือคำว่า งา ที่เป็นพืชที่เรานำมารับประทาน ได้ บางคนอาจจะคิดว่างาที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารจะมีประโยชน์อะไรนอกจากตกแต่งหน้าตาของ อาหารให้น่ารับประทานขึ้น แต่จริงๆ แล้วประโยชน์ของงาต่อร่างกายนั้นมีมากมายและงา นั้นก็ยังเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย เนื่องจากงาเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการตลาดสูง ปลูกได้ง่าย ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี

ดอกงา

 

นอกจากผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแล้วเมล็ดงาและน้ำมันงามีคุณค่าทางด้านโภชนาการสูง งา มีชื่อเรียกทาง วิทยา ศาสตร์ว่า Sesamun indicum Linn เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีร่องตามยาวของลำต้น มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบเป็นรูปไข่กว้างประมาณ 2-5 ซม. ยาวประมาณ 6-10 ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีชมพู ผลเป็นผลแห้ง เมล็ดแบน รูปไข่ มีทั้งงาดำ งาขาว งาดำ-แดง

 

ประโยชน์ทางด้านสารอาหารของงา ในเมล็ดงาจะอุดมไปด้วยวิตามินทุกชนิด(ยกเว้นวิตามินบี 12) ซึ่งจะช่วยในการบำรุงสมอง ประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่มีมากถึง 4.1-6.5% ที่สำคัญคือพวกธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียม และฟอสฟรัส โดยเฉพาะแคลเซียม และฟอสฟอรัสในงาจะมีอยู่มากกว่าผักชนิดอื่น ๆ ถึง 20 และ 40 เท่าตามลำดับ รวม ทั้งยังมีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด แคลเซียมบำรุงกระดูก ไอโอดีนป้องกันคอหอยพอก และสังกะสีช่วยบำรุงผิวพรณในงายังมีไขมัน 35-57 % ซึ่งจัดเป็นไขมันที่มีคุณภาพดีเพราะเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึง เหมาะแก่การนำมาบริโภคและไม่เกิดการเหม็นหืนง่าย เนื่องจากมีสารกันหืนตามธรรมชาติ มีโปรตีน 17-25% โดยมีกรดหลายชนิดที่ช่วยควบคุมคอลเรสเตอรอลไม่ให้สูงเกินไป เช่นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อ ร่างกายโดยเฉพาะ เมธิโอนิน ซึ่งมีอยู่น้อยในโปรตีนถั่วเหลือง แต่มีมากในงา ผู้บริโภคมังสวิรัตต้องบริโภคเมล็ดงาควบคู่ไปกับเมล็ดถั่วด้วย จึงจะได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างเพียงพอ งายังช่วยป้องกันไม่ ให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัวหรือเส้นเลือดอุดตันรวมถึงการป้องกันเกล็ดเลือดเกาะตัวเป็นลิ่มการเกาะตัวเป็นลิ่มมากๆอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้หลอดเลือดในสมองอุดตันและเกิดโรค หัวใจขาดเลือดจนกลายเป็นอัมพาตได้ เพราะในงามีกรดชนิดหนึ่งชื่อว่า ไลโนเลอิคซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายนำไปสร้างฮอร์โมนชนิดที่จะไปช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดันได้ ยับยั้งการสร้างโคเลตเตอรอลและยังช่วยกระตุ้นให่ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวในภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
 

 

ขนมจีบโรยงา

ประโยชน์ทางยาของงา ทางการแพทย์แผนโบราณจีน น้ำมันงาเป็นยารสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง บำรุงกำลังช่วยในการระบาย แก้ท้องผูก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยถอนพิษ ขับพยาธิตัวกลม ในชุมชนไทยใหญ่และชุมชนพม่า จะใช้น้ำมันงาในการรักษาโรคปวดข้อ เคล็ดขัดยอก ข้อบวม และข้อเท้าแพลง โดยบีบน้ำมันจากเมล็ดที่หุงเป็นมันมาใส่บาดแผล ซึ่งพบว่า งามี beta-sitoterol ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ตลอดจนผสมน้ำปูนใส ทาบรรเทาอาการปวดแสบจากน้ำร้อนลวกแล้วยังนำงามาใช้ช่วยบำรุงผิวพรรณ โดยป้องกันผิวแห้งหยาบ หรือผิวหนังแตกเป็นรอย รวมถึงการแก้ปัญหาผมร่วง ทำให้ผมดกดำไม่แตกปลายด้วยงา โดยการนำสำลีมาแผ่บางๆ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วโรยงาดำ ทิ้งช่วงเวลาซัก 3-5 วัน งาจะงอกออกมาบนสำลีดูเหมือนถั่วงอก ปล่อยให้งอกสูงซักประมาณ 2 นิ้วครึ่ง และนำถั่วงอกต้นงาออกมาขยี้บนหัวก่อนนอน ปล่อยไว้อย่างนั้นพอตอนเช้าก็ให้ใช้มือปัดถั่วงอกต้นงาออกโดยไม่ต้องสระผมและลองลูบเส้นผมดูจะรู้สึกว่าเส้นผมจะหนาและคล้ายมีน้ำมันเคลือบ อยู่

 

งายังสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นขนมได้หลายอย่างและหลากหลาย เช่น งาโหย่วสมุนไพร (งากวน) ข้าวแต๋นงามน ขนมถั่วกระจก ถั่วตัด สลัดงา กระยาสารท ขนมคอเป็ด ขนมถั่วแปบ โรยหน้าอาหารต่างๆ เนื่องจากเมื่อนำงาคั่วแล้วมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน หรือบางทีอาจจะเป็นภูมิปัญญาของไทยอีกอย่างหนึ่งก็ได้ที่ได้สอดแทรกงาลงไปในขนมชนิดต่างๆ เพื่อ ให้สามารถได้รับคุณค่าทางอาหารของงาได้โดยง่าย
 


แหล่งข้อมูล
www.environnet.in.th
www.dailynews.co.th
www.thairath.co.th
www.school.net
www.pop.co.th
 


ส้มจี๊ด เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันดี ส่วนใหญ่จะปลูกไว้เป็นไม้ผลในบ้านเพื่อใช้ประกอบอาหารแทน มะนาวเพราะมีรสชาติที่เปรี้ยวเหมือนกัน

 

ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Fortunella japonixa(Thunb.) Swing.
ชื่อสามัญ Kumquat, Tound and Marumi Kumquat
ชื่ออื่น ๆ ส้มมะปี๊ด (ใช้เรียกทั่วไป) กำกั๊ด กิมกิด (ชาวจีน) ส้มเกล่า (จ.ระนอง)

 

ลักษณะของต้นส้มจี๊ด เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง แตกแขนงเป็นพุ่มแน่น สูง 1.5 - 3 เมตร กิ่งมีหนามแหลมคม ยาว 1 - 3 เซนติเมตร ใบรูปไข่กว้าง 2 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ปลายและโคนแหลม สีเขียวสดเป็นมัน มีหูใบขนาดเล็ก ดอกออกดอกเดี่ยว แต่ มักออกรวมกันเป็นกลุ่ม มีสีขาว และกลิ่นหอมแรง ออกเป็นช่อสั้นตามซอกใบและปลายกิ่งกลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉกกลีบดอก 5 กลีบ ร่วงง่าย เมื่อบานจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 - 2.5 เซนติเมตร ติดผลดก ผลค่อนข้างกลมเหมือนส้มทั่วไป แต่มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง1.5 - 3 เซนติเมตร ผิวบางสี เขียว กลิ่นหอม เมื่อผลสุกมีสีเหลืองส้ม เนื้อมีรสเปรี้ยวจัด มีเมล็ด 1 - 3 เมล็ด รับประทานแทนมะนาวได้

 

ถิ่นกำเนิด ส้มจี๊ดมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเซียตะวันออก ขึ้นได้ทั่วไป ไม่ชอบน้ำขัง แฉะ ออกดอก กรกฎาคม - สิงหาคม สามารถขยายพันธุ์แบบปลูกโดยเมล็ด หรือการตอนกิ่งก็ได้

 

ประโยชน์ของส้มจี๊ด น้ำของผลส้มจี๊ดจะอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และกรดอินทรีย์หลาย ชนิด สำหรับผู้ที่ไอและมีเสมหะ ให้นำน้ำที่คั้นได้มาผสมกับเกลือเล็กน้อยจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ แต่ถ้าชอบอะไรที่เป็นเนื้อๆ ให้นำผลแก่ มาดองเกลือและทำให้แห้ง ใช้เป็นยาแก้ไอ อมแก้เจ็บคอได้เช่นกัน ผลสุกนำมาคั้นทำน้ำผลไม้หรือจะคั้นเอาน้ำมาทำน้ำพริกส้มเกล่าก็แซ่บซ่าสาใจ หรือ จะนำมาทำแยมทาขนมปังไว้รับประทานยามหิวก็อร่อยลิ้นไม่เบา ส่วนเปลือกของผลห่ามๆ สามารถนำมารับประทานแกล้มกับน้ำพริกได้ด้วย เปลือกผลดิบ เมื่อรับประทานสด ๆ จะช่วยไม่ให้ท้องอืดท้องเฟ้อเนื่องด้วยมีสรรพคุณเป็นยาขับลม นอกจากนี้ที่ผิวส้มจี๊ดยังมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งสามารถนำมาใช้ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำน้ำมันหอมระเหยอีกด้วย

 

ส้มจี๊ดนอกจากจะสามารถปลุกได้ง่ายแล้วยังมีประโยชน์ด้วย หากบ้านไหนยังมีพื้นที่ว่างๆ ไม่รู้ว่าจะปลูกต้นอะไรดี ลองนำส้มจี๊ดมาปลูกในบ้านก็ดีไม่น้อย เพราะตามความเชื่อของชาวจีน นั้นจัดว่าส้มจี๊ดนั้นเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง หากปลูกในบ้านจะเป็นสิริมงคลกับบ้านด้วย แต่ถ้าจะปลูกโดยไม่อิงความ เชื่อของจีน ส้มจี๊ดก็จัดว่าเป็นไม่ประดับที่สวยงามอีกอย่างหนึ่งได้ ด้วยสีของผลที่มีสีเหลืองส้ม เมื่อมารวมกับใบสีเขียวจะทำให้ดูสดใสสบายตา ในยามที่ ต้องการพักผ่อนหย่อนใจได้
 

 


แหล่งข้อมูล
www.moac.go.th
www.damrong.ac.th
www.thaigoodview.com
 


"ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง"

 


ใครเลยจะนึกว่าข้าวแดงที่จัดเสิร์ฟในเรือนจำจะกลับมาได้รับความนิยม กลายเป็นข้าวสุดฮอตของ บรรดาผู้รักสุขภาพในปัจจุบัน ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ตกยุค เรา จึงควรมาทำความรู้จักกับข้าวเพื่อสุขภาพอย่างข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และข้าวแดง ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

 

ข้าวกล้อง คือ ข้าวเปลือกที่ผ่านการขัดสีเพียงครั้งเดียวเพื่อเอาเปลือก (แกลบ) ออก โดยที่ยังมีจมูกข้าว และ เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ข้าวที่ได้จึงมีสีน้ำตาลขุ่น จมูกข้าวและเยื้อหุ้มเมล็ดข้าวนี้เป็นส่วนที่อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ต่อ ร่างกายมากกว่าข้าวขัดขาว เมื่อหุงจะมีกลิ่นหอมมาก แต่เนื้อสัมผัสนุ่มนวลสู้ข้าวขาวไม่ได้ ฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยแนะนำให้หุงข้าวกล้องผสมกับข้าวขาว แล้วค่อย ๆ ลดปริมาณข้าว ขาวลง
ข้าวซ้อมมือเป็นชื่อเรียกข้าวที่เอาเปลือกออกโดยการตำ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในสมัยโบราณ ชาวบ้านโดยทั่วไปจะ ใช้วิธีตำข้าวกินกันเองจึงเรียกข้าวที่ตำว่า “ข้าวซ้อมมือ” เริ่มจากการนำข้าวเปลือกมาสีเอาเปลือกออก จากนั้น นำมาตำเพื่อขจัดเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวออกไปบาง ส่วน แล้วใช้กระด้งฝัดแยกเปลือกและรำออก ข้าวซ้อมมือหุงง่าย และเมื่อ สุกจะนุ่มกว่าข้าวกล้อง
 

 

ข้าวแดง คือ ข้าวกล้องพันธุ์ที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อย่างข้าวพันธุ์มันปู พันธุ์สังข์หยด เมื่อกะเทาะเปลือก แล้วจะเห็นเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีแดงออกดำ ข้าวแดงมันปูมีคุณสมบัติพิเศษคือมีวิตามินเอสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ ส่วนข้าวแดงพันธุ์สังข์หยด เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้ออ่อนนุ่มมากขึ้น

 

สำหรับ “ข้าวแดง” ที่ใช้หุงให้นักโทษกินนั้น แท้จริงแล้วมิได้หมายถึง ข้าวแดงในความหมายนี้ แต่หมายถึง “ข้าวกล้อง” ของข้าวพันธุ์ต่าง ๆ นั่นเอง สรุปแล้วข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ล้วนแล้วแต่เป็นข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยและมีคุณค่าทาง อาหารมากกว่าข้าว ขาว ฉะนั้นหนาวนี้ซึ่งกำลังเป็นช่วงข้าวใหม่ออกรวง รีบซื้อหาข้าวกล้องข้าวใหม่ที่ทั้งหอม อร่อย และดีต่อสุขภาพมากินกันเถอะ.
 


ที่มา: นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉบับประจำเดือนมกราคม 2545 หน้า 20


"เบอร์รี่" ผลไม้รสเลิศ กลิ่นดี สีสวย

เบอร์รี่ เป็นผลไม้ป่า ต้นไม่ใหญ่มากนัก มีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ยหรือเป็นไม้เลื้อย ให้ผลเล็ก รูปร่างต่างๆ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานชวนกิน อุดมไปด้วยใยอาหารและวิตามินต่างๆ มากมาย เมื่อรู้เช่นนี้แล้วจะช้าอยู่ไย รีบไปทำความรู้จักกันดีกว่า

 
  Haw
เป็นเบอร์รี่ที่ได้จากพืชในตระกูล Crataegus ต้นเล้กๆ มีหนาม ลูกกลมเล็กสีแดงหม่น รสจัด ไม่นิยมกินสด แต่สามารถใช้ผสมรวมกับแอปเปิ้ลรสเปรี้ยวอย่าง Crab Apple หรือเอลดอร์เบอร์รี่ (Wlderberries) ได้ดีในการทำเยลลี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำเป็นซอสเพื่อเสิร์ฟคู่กับเนื้อสัตว์ปีกหรือเนื้อสัตว์รสเข้ม เช่น เนื้อวัวได้อีกด้วย

 

 
Cloudberries
มีลักษณะคล้ายราสเบอร์รี่ (Raspberry) เจริญเติบโตได้ดีในที่ราบลุ่มตอนเหนือในแถบสแกนดิเนเวีย ไซบีเรียและแคนาดา เป็นผลไม้ที่ใช้เวลาบ่มตัวเองให้สุกนานมาก และเมื่อสุกแล้วจะค่อยๆ ให้กลิ่นฉุนเป็นพิเศษ มีรสชาติหวานมาก เป็นผลไม้ที่มีราคาสูง ในสแกนดิเนเวียนิยมนำมาทำแยม ของหวาน และซุปผลไม้ เบอร์รี่ชนิดนี้นับเป็นเบอร์รี่ที่มีวิตามินซี ใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูงทีเดียว

 

 
Dewberries
มีลักษณะคล้ายกับแบล็คเบอร์รี่มากจนยากที่จะแบ่งแยกความแตกต่างได้ ความต่างที่เห็นได้เด่นชัดระหว่างเบอร์รี่ทั้งสองชนิดนี้คือ แบล็คเบอร์รี่มีต้นเป็นพุ่มเตี้ยๆ มีหนามและผลใหญ่กว่าแต่ต้นดิวเบอร์รี่มีลักษณะเป็นพุ่มเลื้อยและให้ผลเล็กกว่า เป็นเบอร์รี่ที่สามารถขึ้นได้ทั่วไปในเขตที่มีอุณหภูมิพอเหมาะพอดีทั่วโลก แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีการเพาะปลูกเบอร์รี่ชนิดนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งให้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่ ให้น้ำมาก และมีรสชาติหวานอ่อนๆ

 

 
Billberries
เบอร์รี่ลูกกลมเล็กๆ สีฟ้าหม่น มีลักษณะต้นเป็นพุ่มเล็ก ขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่มดินร่วนซุย มีลักษณะคล้ายบลูเบอร์รี่แต่ขนาดผลเล็กและหวานน้อยกว่า เป็นแหล่งวิตามินซี ธาตุเหล็ก และใยอาหารที่ดีอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

 
Gooseberries
เป็นผลไม้ที่มีลักษณะแปลกเฉพาะตัว เป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับแบล็คเบอร์รี่ เป็นที่นิยมในเกาะอังกฤษมากว่าศตวรรษ ใช้ทำซอสคาว ซึ่งเสิร์ฟคู่ได้ดีกับปลาที่มีไขมันสูงเพื่อใช้ตัดควมาเลี่ยนในอาหาร เช่น อาหารฝรั่งเศสที่วื่อ Groseilles a maquereau mackeral currants ผลอ่อนให้สีเขียว เนื้อในค่อนข้างแข็ง ไม่สามารถบริโภคสดได้ แต่เมื่อนำมาปรุงสุกแล้วจะมีรสอร่อยมาก จากนั้นเนื้อจะค่อยๆ นิ่มลง และมีสีแดงเมื่อสุก ซึ่งจะให้รสหวาน สามารถกินได้โดยไม่ต้องผ่านการปรุง มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์มีลักษณะแตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย มีวิตามินเอ ซี ดี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไนอะซิน และใยอาหาร

 

 
Rowanberrie
เบอร์รี่สีส้มแดงสดใสนี้นิยมใช้ในการทำซอสเยลลีที่ให้สีสวยงาม รสชาติหวานปนขมเล็กน้อย ซอสที่ทำจากเบอร์รี่ชรฃนิดนี้เข้ากันได้ดีกับอาหารจานเนื้อที่มีรสชาติเข้มข้น เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เป็นต้น

 

 
Rosehips
เป็นกระเปาะเมล็ดของกุหลาบหลังจากกลีบดอกร่วงโรยไปแล้ว ประกอบด้วยเมล็ดและขนแข็๋งๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้เมื่อสัมผัสโดยตรง จึงจำเป็นต้องตักออกไปก่อนนำไปปรุงหรือคั้นน้ำ เป็นเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งมีมากกว่าส้มถึง 20 เท่า ใช้ทำไวน์สไตล์คันทรี และใช้ในการทำซอสเยลลีรสหวานปนขม ช่วยเพิ่มรสชาติอนฃร่อยที่เข้ากันได้ดีกับเนื้อสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำน้ำเชื่อมโรสฮิปโดยเพิ่มน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ซึ่งใช้เป็นซอสหวานที่มีกลิ่นหอมของกดอกกุหลาบได้อีกด้วย

ที่มา: นิตยสาร Gourmet and Cuisine ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2546

Memory Stick

        ตั้งแต่บริษัท SONY ได้มีการคิดค้น Memory Stick ขึ้นมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2541 ทางบริษัทเอง ก็ได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ใช้ควบคู่กับ Memory Stick อย่างมากมาย เช่น กล้องถ่ายวีดีโอดิจิตอล กล้องถ่ายรูปดิจิตอล คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Vaio) กรอบรูปดิจิตอล เครื่องพรินเตอร์ เครื่อง บันทึกเสียง เป็นต้น

Memory Stick คือ สื่อบันทึกล่าสุดของ Sony ลักษณะคล้ายแผ่นหมากฝรั่ง ขนาดเล็ก ซึ่งบริษัทได้สร้างช่อง (สล็อต) สำหรับเสียบ Memory Stick ไว้ในผลิตภัณฑ์หลายอย่าง จุดเด่นของ Memory Stick อยู่ที่ความรวดเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงถึงระดับ 1.3 MB ต่อวินาที คาดว่าจะมีความจุสูงขึ้นไปได้อีก ถึง 256 MB ช่วยให้การเขียนอ่านข้อมูลเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น หน้าที่หลักๆ จะใช้สำหรับการเก็บข้อมูลดิจิตอลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพและเสียง รวมไปถึงข้อมูลเอกสารอีกด้วย โดยจะทำการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นทองเหลือง (IC chip) หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น IC recording media
 

Memory Stick

           Memory Stick เป็นสื่อบันทึกที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามีการออกแบบ ซึ่งเหมาะแก่การใช้งานจริง ๆ ทำให้ง่ายต่อการพกพาและ สะดวกกับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการลบข้อมูลด้วยเพราะมีแทบล็อคและปลดล็อค
 

           ผลิตภัณฑ์ที่รองรับ Memory Stick ได้แก่ กล้องถ่ายวิดีโอ ระบบดิจิตอล ทั้งระบบ Mini DV และ Digital 8 กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ทั้ง Cyber-shot และ Digital Mavica หรือไม่ว่าจะเป็น วอล์คแมน โน๊ตบุ้ค และคอมพิวเตอร์ PC แต่ปัจจุบัน Sony เพิ่มความมีประสิทธิภาพ ความสะดวกสบาย ให้กับการใช้งาน PDA โดยการใช้ CLIE โดยมี Memory Stick เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
 

           CLIE UX50 จากจอภาพที่กว้างและมีความละเอียดสูง คือสิ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการชมภาพเคลื่อนไหวและเว็บเพจ TFT LCD จอนี้มี ความละเอียดสูง 480 X 320 pixel สี 16 บิต (65,536 สี) ทำให้ภาพของมีรายละเอียดและได้โทนสีที่เป็นธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านี้ Sony Handheld Engine ที่ได้พัฒนาขึ้นใหม่ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการ แสดงภาพเคลื่อนไหวและเว็บเพจให้การใช้งาน Jog Dial ที่สะดวกสบาย โดยสามารถใช้ Memory Stick สำหรับย้ายข้อมูลระหว่างเครื่อง PC กับ CLIE นี่คืออีกทางเลือกหนึ่งที่สะดวกสบาย นอกเหนือไปจาก การใช้ HotSync หรือ Flash memory ของ CLIE ประโยชน์อีกข้อหนึ่งก็คือการที่ Application อย่าง Data Import/Export ทำให้ CLIE สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลลงบน Memory Stick ได้ทันทีที่มีการเชื่อมโยงแบบไร้สายหรือต่อสาย USB ระหว่าง CLIE กับเครื่อง PC นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์ของ Memory Stick ควบคู่ไปกับการใช้งานของ CLIE

   การใช้งานต่างๆของ Memory Sticks มีข้อเสียตรงที่มีใช้เฉพาะ ในผลิตภัณฑ์ของ Sony เท่านั้น และราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบ กับมาตรฐานอื่นๆ และความแพร่หลายที่ยังจำกัดวงแคบเท่านั้น


กระจกพิลคิงตันเอคทีฟ
(The Plikington Activglass)

เปรียบเทียบ เมื่อกระจกถูกน้ำ
ด้านซ้าย:กระจกทั่วไป
ด้านขวา:กระจกพิลคิงตัน

นวัตกรรมที่เป็น 1 ใน 4 ผลงานที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลวิศวกรรมแม็คโรเบิร์ต ซึ่งจัดโดยสถาบันวิศวกรรมสำหรับนวตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมแห่งอังกฤษ (the Royal Academy of Engineering for technological and engineering innovation) มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจและนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงคือ กระจกพิลคิงตัน แอคทีฟ (The Plikington Activ glass) นวัตกรรมใหม่ที่นักวิจัยสร้างสรรค์ขึ้นมาช่วยลดภาระในการทำความสะอาดกระจก
กระจกพิลคิงตันเอคทีฟ (The Plikington Activglass)เป็นกระจกที่ฉาบด้วยไมโครคริสตัลลีน ไททาเนียม ออกไซด์(microcrystalline titanium dioxide) ซึ่งเป็นสารที่ใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ยาสีฟัน และครีมกันแดด โดยการฉาบเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ หนา 15 นานโนเมตร ลงบนกระจก (ระดับนาโน หรือนาโนสเกลมีค่า 1 ใน 1,000 ล้านเมตร) เพื่อให้มีความใกล้เคียงกลับกระจกทั่วๆ ไป ซึ่งสารชนิดนี้จะมีปฏิกิริยา ต่อแสงอาทิตย์ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะไปทำลายความสกปรกที่ติดอยู่บนตัวกระจก โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารทำความสะอาดกระจก เมื่อกระจกโดนน้ำก็จะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรฟิลิก (hydrophilic) จึงทำให้ความสกปรกที่ติดอยู่บนกระจกร่วงติดมากับหยดน้ำ
ไททาเนียม ไดออกไซด์ที่ฉาบอยู่บนกระจกนั้นมีคุณสมบัติ 2 ประการที่ ทำให้พิเศษกว่ากระจกอื่นๆ
ประการแรก กระจกพิลคิงตันเอคทีฟนี้สามารถดูดแสงอาทิตย์ และรังสี เหนือม่วง ( ultraviolet) ซึ่งเราเ รียกว่า ปฏิกิริยาโฟโตแคททาลิสท์ (photocatalyst) เป็นการ เกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับแสง ด้วยกระบวนการนี้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับแสงก็จะ ทำให้ผงฝุ่น อินทรีย์ ที่ติดอยู่บนกระถูกทำลาย
ประการที่สอง การฉาบสารนี้จะทำให้พื้นผิวของกระจกเป็นไฮโดรฟิลลิก (hydrophilic) นั่นก็คือ เมื่อน้ำตกกระทบกับพื้นผิวของกระจกที่ฉาบด้วยไททาเนียมไดออกไซด์ แล้วหยดน้ำก็จะรวมตัวกันเป็นแผ่น สารไททาเนียมจะทำลายผงฝุ่นอินทรีย์ตามธรรมชาติ ทำหน้าที่เหมือนกับกาวที่เอามาทาบนพื้นผิว แล้วสิ่งสกปรกก็จะติดอยู่บนผิว ซึ่งจะทำความ สะอาดพื้นผิวกระจกง่ายกว่าหยดน้ำที่แตกกระจายออกเป็นหยดๆที่เกิดจากกระจกธรรมดา
 

 

การทำงานของกระจกพิลคิลตัน

ขั้นตอนการทำความสะอาดตัวเองของกระจกพิลคิงตันเอคทีฟ
1.ฝุ่นหรือคราบสกปรกติดบนกระจก อยู่ระหว่างแผ่นฟิล์มบางๆที่ฉาบ ด้วยไมโครคริสตัลลีน ไททาเนียม ไดออกไซด์
2.แสงอาทิตย์ตกกระทบหน้าต่างกระจก เกิดปฏิกิริยากับสารเคมีที่ฉาบมา ซึ่งเรียกว่าปฏิกิริยาโฟโตคาทาลิทย่อยสลายผงฝุ่น
3. เมื่อน้ำกระทบโดนกระจก หยดน้ำก็จะเข้าไปจับที่ฝุ่นผง และหยดน้ำ เหล่านี้ก็จะพาผงไหลร่วงลงไป ไม่เป็นหยดน้ำค้างอยู่เหมือนกระจกทั่วไป จึงถือได้ว่ากระจกรักสิ่งแวดล้อม
สำหรับราคาของกระจกนี้เป็นธรรมดาว่าย่อมแพงกว่ากระจก ธรรมดา ที่ติดกันอยู่ตามหน้าต่างทั่วไป แถมค่าติดตั้งก็สูงกว่ากระจกธรรมดาอีกประมาณ 15-20% ซึ่งตอนนี้ยังมีบริการติดตั้งเฉพาะในประเทศอังกฤษเท่านั้น
การกำเนิดกระจกพิลคิงตันเอคทีฟ ไม่ได้ทำให้ผู้ที่มีหน้าที่รับจ้างล้าง กระจกต้องตกงาน แต่เป็นการช่วยให้การทำงานสะดวกมากขึ้นมากกว่า เพียงแค่ฉีดน้ำ จากที่สูงลงมา โดยไม่ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาด แล้วปล่อยให้แห้งเอง ก็จะทำให้กระจก สะอาดได้แล้ว นับว่าเป็นการย่นระยะเวลาในการทำงานแล้วยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในการทำความสะอาดกระจกอีกด้วย
 


แหล่งที่มา
www.manager.co.th
www.thaiclinic.com


เลือกกล้องดิจิตอลอย่างไรดี?

กล้องดิจิตอลเป็นกล้องถ่ายภาพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้กระทั่งตากล้องมือสมัครเล่นหรือตากล้องมืออาชีพ ก็หันมาใช้กล้องดิจิตอลกัน มากขึ้น ด้วยความที่เป็นกล้องที่ใช้ง่าย ถ่ายได้สะดวกและให้ความคมชัดของภาพที่ดี รวมถึงไม่ต้องใช้ฟิล์ม เหมือนสมัยก่อน แล้วยังสามารถนำภาพมาตกแต่งด้วยคอมพิวเตอร์ได้ด้วย ทำให้กล้องชนิดนี้ได้รับความนิยมมากแต่บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะซื้อใช้กล้องดิจิตอลอย่างไรดี การเลือกซื้อกล้องมีหลักในการเลือกดังนี้
1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าคุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใดในการหาซื้อกล้องดิจิตอลคู่ใจ เพราะราคา ในท้องตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปคและคุณภาพที่ดีขึ้น จนถึงหลักแสนหรือหลายๆแสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาทก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก เช่น 4-5หมื่นบาทคงต้องมองผ่านไปได้เลย
2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะเขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆก็ คืออุปกรณ์ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วน ใหญ่หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบเพราะเก็บรายละเอียดได้มาก (แพงกว่า) อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ Charge-Couple Device (CCD) ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)
3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็เก็บรายละเอียดของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/สี หรือ 12บิต/สี หมายความว่าสีธรรมชาติมี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต
 

กล้องดิจิตอลหน้าจอ LCD

4. ดูความละเอียด ต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอลเรามักจะได้ยินคนขายบอกว่า ตัวนี้ 3 ล้าน พิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล ซึ่งฟิกเซล (Pixel)คือความละเอียดสูงสุดของภาพที่สามารถถ่ายได้ จำนวนฟิกเซลนี้จะอยู่บนเซนเซอร์ หรือที่เรียกว่า CCD ทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของภาพถ่ายความละเอียดที่ได้ของภาพถ่ายอาจไม่ เท่ากับความละเอียดของ CCD ดังนั้นควรตรวจสอบค่าทั้งสองให้ดีเสียก่อน แต่ส่วนใหญ่ เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือหรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่นโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่าขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560x1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล
5. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มีความละเอียดจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ลืมว่าขนาดไฟล์ที่ได้จะ ใหญ่มากกินแมมมอรี่ในการ์ดมาก แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงานที่จะนำไปใช้
6.หน่วยความจำ เปรียบเทียบได้กับฟิล์มของกล้องถ่ายภาพธรรมดาหน่วย ความจำทำหน้าที่ในการบันทึกภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิตอลลงบนหน่วยความจำของตัวกล้องซึ่งมี 2 ประเภท ดังนี้
1.) หน่วยความจำภายใน มีหน้าที่เก็บข้อมูลของภาพลงในตัวกล้องเมื่อต้องการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพออกมาใช้งานต้องทำการต่อสายออกจากตัวกล้องผ่านทางพอร์ตต่าง ๆ ที่ตัวกล้องใช้งานอยู่แล้ว ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือพริ้นเตอร์ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้
2) หน่วยความจำภายนอก ส่วนใหญ่กล้องดิจิตอลจะใช้หน่วยความจำประเภท Flash Memory ซึ่งเป็นตัวเก็บข้อมูลขนาดเล็ก หน่วยเก็บข้อมูลที่นิยมใช้อยู่ในกล้องนั้นจะมี Compact Flash และ Smart Card ซึ่งมีความจุในการเก็บข้อมูลต่างกันออกไปตามราคา โดยส่วนมากจะเก็บข้อมูลได้ต่ำที่สุด 16 เมกะไบต์
3) หน่วยความจำแบบอื่น ๆ จะใช้งานแตกต่างกันไปตามยี่ห้อของกล้อง ได้แก่
3.1) CompactFlash เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่พัฒนามาจากมาตรฐานของ PC Card (PCMCIA) พัฒนาขึ้นโดยบริษัท SanDisk มีขนาด ประมาณกล่องไม้ขีดขนาดเล็ก และใช้เทคโนโลยี Flash ในการเก็บข้อมูล
3.2) Ultra CompactFloash พัฒนาโดยบริษัท SanDisk เป็นหน่วยความจำ Flash ความเร็วสูงถึง 2.8 เมกะไบต์ต่อวินาที ทำให้สามารถนำไปใช้ งานกับกล้องดิจิตอลประสิทธิภาพสูงได้เป็นอย่างดี สามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่า CompactFlash ธรรมดา ถึง 2 เท่า
3.3) Memmory Stick พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Sony ปัจจุบันมี 2 แบบคือ Memmory Stick ขนาด 21.5x50x2.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 4 กรัม และขนาด 20x31x1.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลจะอยู่ที่ 2MB/s สำหรับการบันทึกและ 2.45 MB/s สำหรับการอ่านข้อมูล
3.4) SmartMedia พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Tochiba เป็นหน่วยความจำแฟลช SSFDC (Solid State Floppy Disk Card) ขนาด 37x45x0.76 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.8 กรัม แต่มีข้อเสียคือหน้าสัมผัสการอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเสียหายของข้อมูลได้ง่ายกว่า Flash Memory ชนิดอื่น ๆ
3.5) Secure Digital (SD) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Matsushita Electronic Industrial มีขนาด 24x32x2.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม มีความเร็วแสงในการส่งผ่านข้อมูล 10 MB/s
3.6) Multimedia Card (MMC) ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง SanDisk Corporation และ Siemens มีขนาดเล็กที่สุดเพียง 24x31x1.4 มิลลิเมตร น้ำหนักน้อยกว่า 2 กรัม นิยมใช้ในกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์เล่นเพลง MP3 หรืออุปกรณ์พกพาอีกหลายชนิด
7.ไฟล์ฟอร์แมท RAW ถ้ามีก็ดี กล้องระดับไฮเอนด์ที่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า
8.ไวท์บาลานซ์ หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จักไวท์บาลานซ์ ในกล้องวีดีโอ ซึ่งใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีระบบไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพถ่ายมีสีสันถูกต้องไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้งหรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน กล้องดิจิตอลจะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีก ซึ่งแต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน
 

กล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้

9. ดิจิตอลซูม ถ้าจะดูว่ากล้องดิจิตอลว่าซูมได้มากน้อยแค่ไหนให้ดูที่Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3x ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม.และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2x รวมแล้วซูมได้ 6x คือ 30-180 มม.แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม.นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น
10. ช่องมองภาพ เพื่อใช้มองภาพและจัดองค์ประกอบของภาพแล้วถ่ายภาพได้ทันที นอกจากนี้ยังมีช่องมองภาพที่เป็นจอ LCD ติดอยู่กับตัวกล้อง ทำงานเช่นเดียวกับ ช่องมองภาพธรรมดา ภาพที่ปรากฎจะ เหมือนกับภาพที่ถ่ายออกมาได้ทุกประการ ช่องมองภาพมี 2 ชนิดคือ
1)ช่องมองภาพแบบเล็งแล้วถ่าย (Optical Viewfinder) เป็นช่องมองภาพแบบที่ใช้ในกล้องราคาถูกให้ภาพที่ละเอียดไม่มากนัก การใช้งานสามารถเล็งได้โดยตรงจากช่องมองภาพแล้วออกไปได้ทันที กล้องดิจิตอลที่มีช่องมองภาพแบบนี้จะเป็นกล้องดิจิตอลอัตโนมัติ ไม่ต้องปรับแต่งค่ามากนักก็สามารถเล็ง ผ่านช่องแล้วกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพได้ทันที
ข้อเสียของช่องมองภาพออฟติคอลคือไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์เวลาถ่ายภาพ ใกล้จะเกิดการเหลื่อมล้ำกันต้องดูภาพด้านบนไม้ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพจากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่นจอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้วกับดูเมนูต่างๆเท่านั้น
2)ช่องมองภาพแบบจอ LCD (Liquid Crystal Display) เป็นช่องมองภาพที่สะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่งสำหรับกล้องดิจิตอล เพราะสามารถมองผ่านทางจอ LCD แล้วจัดองค์ประกอบของภาพได้ และยังสามารถเลือกภาพที่ได้ถ่ายไปแล้วขึ้นมาดูได้ทันที หากไม่พอใจก็สามารถลบภาพออกได้ ทำให้ไม่เสียเวลาในการถ่ายและเลือกภาพที่ต้องการ จอ LCD จะมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกันตามราคา และยี่ห้อของกล้องหากเป็นจอคุณภาพต่ำจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างหรือ มองจากพื้นที่ ๆมีแสงสว่างมาก ๆ
ข้อจำกัดของจอ LCD คือสิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในกล้องดิจิตอลเสื่อมเร็วเมื่อเปิดจอ LCD ไว้ตลอดเวลา ดังนั้น ควรปิดหน้าจอ LCD ไว้ขณะที่ไม่ได้ใช้งาน
11.บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูกเล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนใหญ่จะบันทึกได้นาน5-15 วินาที
12.ระบบโฟกัส และเลนส์ การซูมภาพมี 2 ประเภท คือ ซูมด้วยเลนส์ (เหมือนกล้องทั่วไป) และแบบระบบดิจิตอล (ใช้วิธีคำนวณแล้วเก็บข้อมูลไว้) ระบบซูมด้วยเลนส์จะดีกว่า แต่ราคาก็จะแพงกว่าด้วย ส่วนเรื่องของเลนส์กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะไม่สามารถถอดหรือเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่หากกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้จะมีราคาแพงและมักใช้งานในระดับมืออาชีพ เลนส์จะทำหน้าที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามายังตัวรับแสงของกล้อง วัสดุที่ใช้ในการทำเลนส์มี 2 ชนิดคือ
1)เลนส์พลาสติก ซึ่งมีราคาถูก ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพต่ำ มักจะใช้ในกล้องรุ่นเก่า
2)เลนส์ที่ทำจากแก้ว มีความใสมากกว่าเลนส์พลาสติก สามารถซูมได้ทั้งแบบ Digital Zoom และ Optical Zoom จะได้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
กล้องดิจิตอลเกือบทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัสทำงานได้รวดเร็วไม่แตกต่าง กันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบหรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้
 

กล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้

13.ระบบแฟลช กล้องคอมแพ็คดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโนมัติเมื่อแสงน้อย เกินไป และมีระบบแฟลชกับความเร็วชัตเตอร์ต่ำทำให้การใช้แฟลชถ่ายภาพเวลากลางคืนฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลชที่ม่านชัตเตอร์ที่ สองเพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพเคลื่อนไหวระบบแฟลชแก้ตาแดงเมื่อใช้ถ่ายภาพคนในระยะใกล้แบบตรงๆ
14.ระบบบันทึกภาพสำหรับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพ จะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ ฟิล์มมากนักส่วนใหญ่มี ระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลักโดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น(เลือกโหมด ความไวแสงที่ออโต้)ทำให้ใช้งานง่ายถ้าหากคุณมีความรู้เรื่องเทคนิคการถ่ายภาพก็อาจใช้ โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสงหรือแมนนวลและในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชันปรับชดเชยแสง
15. ความไวแสงหรือ ISO กล้องดิจิตอลมีข้อได้เปรียบกล้องใช้ฟิล์มอย่างมากในเรื่องของการปรับตั้ง ค่าความไวแสงฟิล์ม หากเป็นกล้องคอมแพ็คดิจิตอลที่มีราคาถูก อาจจะมีค่าความไวแสงคงที่เช่น ISO 100 อย่างไรก็ตามกล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดจะปรับเปลี่ยนค่าความไวแสงได้ เช่น ISO 100-800 เป็นต้น
16.แบตเตอรี กล้องถ่ายภาพดิจิตอลต้องการพลังงานมากกว่ากล้องใช้ฟิล์มหลายเท่าเพราะระบบ ทำงานเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และยังมีจอมอนิเตอร์ที่ใช้ดูและเปิดชมภาพซึ่งกินไฟมากทีเดียว สำหรับผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคย อาจจะแปลกใจเมื่อใช้แบตเตอรีใหม่ แต่ถ่ายภาพได้ไม่กี่สิบภาพแบตเตอรีก็หมดแล้ว แบตเตอรี่ที่ใช้กับกล้องดิจิตอลมีหลายประเภท ดังนี้
1)แบตเตอรี่แบบอัลคาไลน์ AA มีอายุการใช้งานไม่นานนักเนื่องจากกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่มีจอภาพ LCD ซึ่งใช้พลังงานสูง
2) แบตเตอรี่แบบ NiCD เป็นแบตเตอรี่ที่เก็บไฟได้น้อยและใช้งานได้ไม่นานนัก จึงไม่นิยมใช้แม้ว่าจะมี ราคาถูก แต่สามารถชาร์จไฟและนำมากลับมาใช้ได้อีก แต่การชาร์จไฟนั้นจะต้องรอให้ใช้งานจนหมดก่อนจึงทำการชาร์จได้
3) แบตเตอรี่แบบ NiMH เป็นแบตเตอรี่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากน้ำหนักเบา เก็บไฟได้นาน สามารถชาร์จได้ทันทีและบ่อยครั้งโดยไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่ หมดก่อน คุณภาพดี ราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่าย
4) แบตเตอรี่แบบ Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและราคาแพง เนื่องจากมีน้ำหนักเบา เก็บกระแสไฟได้นานและมากกว่าแบตเตอรี่แบบ NiMH สามารถชาร์จไฟได้ทันทีที่ต้องการ นิยมใช้ กับกล้องที่มีราคาแพงและคุณภาพสูง
วิธีการเลือกซื้อกล้องที่มีฟังก์ชั่นตามที่กล่าวมานี้ต้องพิจารณาให้ดีถึงความ เหมาะสมแก่การใช้งานด้วยว่ามีความจำเป็นในการใช้งานของฟังก์ชั่นต่างๆ มากน้อยเพียงใด เพราะกล้องดิจิตอลแต่ละรุ่นจะมีระบบการทำงานที่แตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดของกล้องรุ่นนั้นๆอีกที จากวิธีการที่แนะนำไว้ข้างต้นก็ได้
 


แหล่งข้อมูล
www.sanirodban.com
http://itweb.lib.ru.ac.th
http://203.157.250.93
 

"เช กูวารา นักรบประชาชนแห่งลาตินอเมริกา "

Che Guevara

 

หากใครยังจำภาพสงครามกองโจรที่สร้างความจลาจลขึ้นในโบลิเวียเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนี้ได้ ก็น่าจะยังจำพ่อหนุ่มเครางามคนนี้ได้เช่นกัน เออร์เนสโต เช กูวารา ผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นหัวขบถมาหลายยุคหลายสมัยนับตั้งแต่เขาถูกฆ่าตายที่โบลิเวียในปี 2510 รูปของเชขณะสวมหมวกเบเรต์เป็นรูปที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโปสเตอร์และเสื้อยืดทั่วโลก คราวนี้เราจะพาคุณกลับไปทำความรู้จักกับเขาอีกครั้งเพื่อฟื้นอดีตของนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้กัน

 

"เออเนสโต กูวารา เดอ ลา เซมา" (Ernesto Guevara de la Serna) หรือที่รู้จักกันในนาม "เช กูวารา" (Che Guevara) เป็นแพทย์นักปฏิวัติชาวอาร์เจนตินาที่ต่อต้านระบบรัฐระบบทุนนิยมบรรษัทข้ามชาติและกระบวนโลกาภิวัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2471 ในเมืองโรซาริโอ (Rosario) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาร์เจนตินา ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ มีรากฐานมาจากชนชั้นสูงแต่กลับไม่ค่อยมีหัวคิดทางด้านสังคมนิยมเท่าไรนัก ครูคนแรกที่สอนให้เชอ่านออกเขียนได้ คือมารดาของเขา "Celia de la Serna" นั่นเอง

 

ในวัยเด็ก เชมักจะอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Marx , Engels และ Freud ขณะที่เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เขาเริ่มสนใจในสงครามกลางเมืองของสเปน ในปี 2484 เชเข้าเรียนหนังสือในระดับมัธยมศึกษาที่ "Colegio Nacional Dean Funes" และในปี 2490 เขาได้พบกับเบอร์ต้า กิลดา อองฟองเต้ ( Berta Gilda Infante ) ซึ่งมักจะรู้จักกันในนาม "ทีทา" หล่อนเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์ในอาร์เจนตินา พวกเขาได้ร่วมกันอ่านบทความเกี่ยวกับมาร์ก ซิสต์ และ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนทรรศนะ เมื่ออายุครบ 20 ปี เชสามารถสอบเข้าเรียนในคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัย บูโนส ไอเรส ( Buenos Aires) ได้

 

วันที่ 1 มกราคมพ.ศ.2493 เชเริ่มต้นสำรวจเมืองทางภาคเหนือของอาร์เจนตินาเพื่อศึกษาสภาพสังคมในตอนนั้นโดยมีพาหนะคู่ใจคือจักรยานคันโปรด ทำให้เขาได้รู้จักและติดต่อกับคนยากคนจนมากมาย เขาสำรวจมาจนถึง San Francisco del Chahar ซึ่งอยู่ใกล้กับ Cordoba เมืองที่ Alberto Granadoเพื่อนของเขามาเปิดคลีนิครักษาโรคเรื้อน เชเริ่มศึกษาต่อและสนใจการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคเรื้อนและการบำรุงสุขภาพ ขณะกำลังศึกษา เขาได้ทำงานเป็นบุรุษพยาบาลอยู่บนเรือน้ำมันของบริษัทชิปปิ้งแห่งหนึ่งในอาร์เจนตินา ทำให้เขาได้เดินทางบ่อย ๆ โดยริ่มต้นจากตอนใต้ของอาร์เจนตินาไปบราซิล เวเนซุเอลา และตรีนีแดดเขาตัดสินใจเดินทางไปละตินอเมริกา พร้อมกับ Alberto Granado ด้วยมอร์เตอร์ไซต์ Norton 500

 

การเดินทางในช่วงนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เขาได้พบเห็นความยากจนและความอยุติธรรมที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างใน ละตินอเมริกา และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นที่จะทำการปฏิวัติ

 

ที่ ชิลี เชเริ่มเขียนไดอารี เนื้อความว่าเขากำลังมองหาส่วนต่ำสุดของเมืองนี้ เขาได้พูดคุยกับขอทาน และตระหนักถึงความยากจนของคนเหล่านี้ เขาเขียนถึงความพยายามสำคัญที่จะขจัดพวกแยงกี้ แต่มันเป็นงานยักษ์จริง ๆ เพราะเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลที่พวกแยงกี้ลงทุนไว้ที่นี่และความสะดวกสบายต่าง ๆ เป็นแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจว่าจะหันเหไปในทิศทางใด และในปีเดียวกันนี้เอง เชก็ได้ก่อการจลาจลขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อต่อต้าน Juan Peron ผู้เป็นประธานาธิบดีในขณะนั้น

 

ในปี 2496 เชก็เรียนจบและเดินทางไปกัวเตมาลาเพื่อเข้าร่วมกับสมาชิกของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของ " Jacobo Arbenz Guzman" แต่เมื่อ Arbenz ถูกล้มล้างอำนาจ เชก็ถูกบังคับให้หนีไปเม็กซิโก ที่นี่เขาได้สมัครทำงานที่โรงพยาบาลกลางในเม็กซิโกซิตี้และได้พบ กับ "Fidel Castro" ทั้งสองคุยกันถูกคอ เชชื่นชม Castro เพราะเขามีความรู้เกี่ยวกับระบบมาร์กซิสต์พอสมควร

 

ในปี 2499 เชได้ฝึกซ้อมเป็นนักรบร่วมกับชาวคิวบา และได้เดินทางไปคิวบาในปี 2499 พร้อมกับคาสโตรและกองกำลังขนาดเล็กที่ต้องการยึดอำนาจในคิวบาอย่างไรก็ดีการสู้รบของพวกเขาในครั้งแรกประสบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและเชเป็นหนึ่งในนักปฏิวัติเพียง 12 คนที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์นั้นเช คาสโตร และนักรบที่รอดชีวิตมาได้เริ่มต้นปลุกระดมประชาชนในเทือกเขาเซียร์รามาเอสตราให้ลุกขึ้นปฏิวัติและเมื่อสงครามใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุด เชก็นำกองกำลังบุกเข้ายึดเมืองซานตาคลาราซึ่งเป็นเมืองสำคัญและในอีกไม่กี่วันต่อมารัฐบาลบาติสตาของคิวบาก็ล่มสลายลงในวัน สิ้นปี 2501

 

เชแต่งงานกับ "Aledia March" และได้รับตำแหน่งประธานธนาคารแห่งชาติโดยการผลักดันของ Castro ตรงนี้เองที่เป็นเหตุสำคัญในการตัดความสัมพันธ์ระหว่างคิวบาและอเมริกา เขาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีบริหารกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2504-2508ก่อนที่จะย้ายไปคองโคในปี 2508 เพื่อร่วมทำกิจกรรมการปฏิวัติ

 

วันที่ 18 ตุลาคม ปี 2510 เช กูวาราได้ทำสงครามกองโจรขึ้นในโบลิเวีย แต่ว่าไม่สัมฤทธิ์ผล เขาได้รับบาดเจ็บและเสีย ชีวิตจากฝีมือของทหารโบลิเวียในขณะที่ทำการปฏิวัติ

 

นอกจากผลงานด้านการปฏิวัติแล้ว เชยังมีผลงานดานงานเขียนอีกหลายเล่ม อาทิ เรื่องสงครามกองโจร( Guerrilla Warfare), มนุษย์และลัทธิสังคมนิยมในคิวบา (Man and Socialism in Cuba ) และ ความทรงจำในสงครามการปฏิวัติของชาวคิวบา (Reminiscences of the Cuban Revolutionary War )

 

เรื่องราวของคุณหมอนักปฏิวัติถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนต์เรื่อง Motorcycle Diaries เป็นการนำเรื่องราวการ ผจญภัยขอเช มาตีแผ่ลงบนแผ่นฟิล์ม เริ่มต้นการผจญภัยอาจดูสนุกสนานแต่จุดจบของเขากลับเศร้ายิ่งนัก "เรื่องของเช ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเรามักจะมองไปที่ยุโรปและสหรัฐแต่ไม่เคยมองไปที่เพื่อนบ้านของ เรา ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าการเป็นชาวละตินอเมริกันนั้นเป็นอย่างไร" ซาลเลสผู้กำกับหนังเรื่องนี้กล่าว


แหล่งข้อมูล :
www.paralumun.com
www.bangkokbiznews.com
www.thechestore.com
www.marxists.org


โซไรดา ซาลวาลา (Soraida Salwala )
ผู้พิทักษ์ช้างไทย

"โซไรดา"

ช้าง เป็นสัตว์ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองของไทยเรามาช้านาน โดยเฉพาะในสมัยโบราณ ช้างถือว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญมาก เป็นทั้งพาหนะ แรงงาน และช่วยเหลือทางด้านกองทัพ แต่ปัจจุบันพบว่า ประชากรช้างได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสาเหตุจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ด้วยเหตุนี้มูลนิธิที่ต้องการช่วยเหลือและรักษาพันธุ์ช้างเอาไว้จึงได้ก่อกำเนิดขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "มูลนิธิเพื่อนช้าง" แต่ความสำเร็จของมูลนิธินี้คงจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มีเธอผู้นี้ “โซไรดา ซาลวาลา”

 

โซไรดา ซาลวาลา (Soraida Salwala) เกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2500 ที่กรุงเทพฯ แนวความคิดในเชิงอนุรักษ์ของเธอเริ่มมาจากความรักที่มีต่อสัตว์ต่างๆ โซไรดาเริ่มศึกษาพืชพันธุ์และสัตว์ป่าในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติตั้งแต่อายุแปดขวบ โดยใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ในการค้นคว้าข้อมูล ครั้งหนึ่งเธอได้ประจันหน้ากับช้างที่บาดเจ็บสาหัสและตายไปต่อหน้าต่อตาเธอเหตุเพราะไม่มีสัตวแพทย์มาทำการรักษา การตายอย่างน่าสลดใจของลูกช้างทำให้เธอมีความมุ่งมั่นที่จะก่อตั้งสถานที่สำหรับอนุรักษ์ช้างไทยมากยิ่งขึ้น นับแต่นั้นเธอจึงให้ความสนใจข่าวคราวเกี่ยวกับช้างมาโดยตลอด

 

"อีกมุมของ โซไรดา"

เมื่อเรียนจบ โซไรดาช่วยงานธุรกิจที่บ้านได้ระยะหนึ่งจึงตัดสินใจออกมาตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง โดยเริ่มต้นเรียนรู้งานจากการเป็นนักอนุรักษ์ซึ่งเกิดจากความสนิทสนมกับ น.พ.บุญส่ง เลขะกุล นักธรรมชาติวิทยา เพราะเป็นคนไข้ประจำของคุณหมอ จากนั้นได้เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดหาทุนให้มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ซึ่งน.พ.บุญส่งเป็นผู้ก่อตั้ง ภายหลังแยกตัวออกมาร่วมกับคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อช้าง จึงได้ก่อตั้ง "มูลนิธิเพื่อนช้าง เพื่อช้างเอเชียและโรงพยาบาลช้าง"(Friends of the Asian Elephant Foundation)แห่งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 ที่ จ.ลำปาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาช้างอย่างจริงจัง ซึ่งตัวคุณโซไรดาเป็นเลขาธิการขององค์กร ดูแลด้านการรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อช่วยเหลือช้าง ล่าสุดมีผลงานดูแลช่วยเหลือช้างพังโมตาลาให้รอดชีวิตจากการบาดเจ็บเนื่องจากไปเหยียบกับระเบิดตามที่เป็นข่าวสะเทือนใจไปทั่วโลก

 

"การดูแลช้างอย่างใกล้ชิด"

"เพราะช้างก็คือชีวิตหนึ่งชีวิตเหมือนกัน"

 

บางท่านที่คิดว่า แค่สัตว์ตัวเดียว ไม่เห็นต้องลงทุนรักษากันหลายแสนหรือเป็นล้านบาท อันนั้นดิฉันก็เคารพในความคิดท่าน แต่ในความคิดของตัวโซไรดาเองในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯองค์กรและเพื่อนช้างทั้งหมด เราคิดแตกต่างกันเพราะเราต้องการที่จะลด การสูญเสีย และพยายามให้ความเจ็บปวดทรมานนั้นเกิดกับช้างน้อยที่สุด ถ้าไม่สามารถรักษาชีวิตได้ ก่อนจะหมดลมก็ต้องหมดลมด้วยอาการสงบ

 

คำพูดและแววตาของเธอขณะที่พูดออกมานั้นเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอย่างยิ่งเชื่อได้ว่าวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปหัวใจของเธอจะยังคงเต็มร้อยในสิ่งที่ทำตลอดไป........


แหล่งข้อมูล :
www.businessthai.co.th
www.matichon.co.th
www.mah-hua-nao.com
www.elephant.tnet.co.th
 


ยอ สมุนไพรไทยให้ประโยชน์


ต้นยอ

หากจะพูดถึงสมุนไพรไทยแล้ว จัดว่าเป็นยาแผนโบราณของไทยโดยเป็นยาที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายและยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน ชาว ต่างชาติและคนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสมุนไพรต่างๆมากขึ้น ซึ่งมีการนำสมุนไพรมาแปรรูปในลักษณะของอาหารเสริมต่างๆ สมุนไพรที่น่า สนใจที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือ "ยอ" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเพราะ ต้นยอนั้นขึ้นอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศไทย แต่ต่างชาติรู้จักยอกันดีในชื่อของ "โนนิ" เป็นภาษาตาฮิติ เหตุที่รู้จักกันในชื่อนี้เพราะคณะแพทย์ใน เกาะตาฮิติได้ทำรายงานการวิจัยถึงประโยชน์ของยอนั่นเอง

นอกจากชื่อ โนนิ แล้ว ยอยังมีชื่อเรียกอื่นอีกมากมาย อาทิ Indian Mulberry, Morinda Citrifolia Linn., ยอบ้าน, มะตาเสือ, แยใหญ่, ยอถิ่น ลักษณะทาง พฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 3 - 8 เมตร เป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามโคนและปลายใบแหลม มีหูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบ ดอกเป็นดอกช่อออกที่ซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็นรูปทรงกลม กลีบดอกสีขาว ผลมีสีเขียวเป็นผลสดเชื่อมติดกันเป็นผลรวม ผิวเป็นตุ่มพอง เมื่อสุกมีสี ขาวอมเขียว มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว<

ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของยอ
ใบยอ นำมาใช้อังไฟพอตายนึ่งใช้ปิดหน้าอก, หน้าท้อง, แก้ไอ, แก้ม้ามโต, แก้จุกเสียด, แก้ไข้ ใช้ปิดตามแขนขา แก้อาการปวดเมื่อย
ใบสด ใช้ตำพอกศีรษะ ฆ่าเหา, หรือลวกน้ำข้าวร้อน ๆ ปิดพอก แผล รักษาแผล แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกปวดบวม
ผลอ่อน ใช้รับประทานแก้คลื่นเหียน-อาเจียน
ผลสุก ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ช่วยขับโลหิต ฟอก เลือดโดยฝานเป็นชิ้นบาง ๆ คั่วไฟอ่อน ๆ หรือย่างให้เหลืองกรอบ ต้มหรือชงดื่มกับน้ำครั้งละ 10-15 กรัม น้ำที่ได้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้งจะได้ผลดีกว่าดื่มที เดียว


สารสำคัญที่พบในลูกยอมีมากมายถึงกว่า 140 ชนิด จากการศึกษาวิจัยโดยแพทย์และนักวิจัย ในประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อ ไปนี้ คือ

1.สารโพรเซอร์โคมี (Proxeronine) เมื่อรวมตัวกับเอนไซม์โพ รเซอร์โอเนส จะได้เป็นสารเซอร์โอนีน ที่ลำไส้ใหญ่และเมื่อดูดซึมกลับสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยปรับสภาพเซลล์ให้มีความสมดุล แข็งแรง และมีภูมิ ต้านทานที่ดีอีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ และกระตุ้นให้เซลล์ใหม่เติบโตและทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีซึ่งสารสำคัญนี้มี คุณสมบัติในการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอกได้
2.สารสโคโปเลติน (Scopoletin) สารชนิดนี้จะมีคุณสมบัติช่วยให้ เส้นเลือดขยายตัวจึงสามารถลดความดันโลหิตสูงกลับเป็นปกติได้และมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติรวมทั้งยังช่วยให้มีพลังงานและ ขจัดความรู้สึกอ่อนเพลียลง และยังช่วยต้านการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อช่วยให้อาการอักเสบดีขึ้น มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนมีฤทธิ์รักษาโรคภูมิแพ้ ยอ ยังช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ในร่างกายให้เป็นปกติและสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลที่เสื่อมแล้ว
3. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) มีหลากหลายชนิดซึ่งมีผล เสริมฤทธิ์กันในการขจัดอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
  3.1 สารไบโอฟลาโวนอยด์ มีประโยชน์ในการบรรเทาปวด และต้านอักเสบ ทำให้หลอดเลือดมีความแข็งแกร่งขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เสริมภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ช่วยให้ตับทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ลดระดับโคเลสเตอรอล และบำรุงสาย ตา
  3.2 คาโรทีนอยด์ (Carotenoid) มีบทบาทสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ และพบว่าได้ประโยชน์ใกล้เคียงกับสาร ไบโอฟลาโวนอยด์
  3.3 วิตามินซี เป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อไวรัส ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนซึ่งเป็นโครง สร้างของผิวหนัง กระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลลดระดับฮิสตามีน ซึ่งเป็น เหตุสำคัญในการก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้
  3.4 วิตามินอี มีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือดและช่วยบรรเทาอาการปวด ชา ลดความอัน เลือดสูง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  3.5 ซีสเตอีน (Cysteine) ซึ่งมีบทบาทในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังมีผลในการขจัดสารพิษจากแอลกอฮอล์ บุหรี่ และมลพิษในอากาศต่างๆ
  3.6 ซีลีเนียม (Selenium) มีความสำคัญในการป้องกันความเสื่อมที่พบในเบาหวาน และมีบทบาทสูงในการ เสริมภูมิต้านทานโรค
4. วิตามินและเกลือแร่ มีหลากหลายชนิด เช่น แมกนีเซียมมีความ สำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของเอนไซม์ และช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมและโพแทสเซียม และยังพบธาตุเหล็กซึ่งจะช่วยในการสร้างเฮโมโกลบินซึ่งเป็น ส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
5. กรดอะมิโน เป็นสารสำคัญที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน ซึ่ง เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างร่างกายมนุษย์ เพราะโปรตีนมีหน้าที่ในการสร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนัง เอ็น เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ต่อมไร้ท่อ เล็บ ผม และกระดูก นอก จากนี้ ยังมีส่วนในการสังเคราะห์ฮอร์โมน เอนไซม์ และยีนส์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพันธุกรรม
6. สารประเภทอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ลูกยอยังประกอบด้วย สารสำคัญอีกกว่า 100 ชนิด เช่น แอนทราควิโนน (Antraquinone) ที่ช่วยควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบและฆ่าเชื้อโรคต่างๆ อีกทั้งยังมีการวิจัย พบว่า สามารถป้องกันโรคหัวใจและโรคบิดได้


ปัจจุบัน ลูกยอถูกนำมามาสกัดเป็นน้ำลูกยอและเป็นที่นิยมของคนจำนวนไม่น้อย แต่ผลิตภัณฑ์นี้จัดเป็นอาหารเสริมเท่านั้นไม่ใช่ยารักษาโรค มีสรรพคุณ เพียงแค่ป้องกันและบำบัดร่างกายเท่านั้น ผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำลูกยอคั้นสดพบน้อยมาก บางคนอาจเกิดอาการท้องอืด หรือระบายท้องในครั้งแรก ซึ่ง อาการเหล่านี้จะหายไปได้โดยลดขนาดรับประทานลงแต่ข้อควรระวังคือ น้ำลูกยอนั้นมีธาตุโพแทสเซียมสูงมากประมาณ 56 meq/L เช่นเดียวกับน้ำมะเขือเทศ และน้ำส้ม ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จึงไม่ควรรับประทาน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์เพราะ จะมีผลโดยตรงต่อระบบการหมุนเวียนโลหิตในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้แท้งได้ และจากผลการทดสอบความเป็นพิษ ดังนั้นในการเลือกใช้สมุนไพรที่ เหมาะสมและหากใช้ในรูปแบบของยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมควรพิจารณาถึงผู้ผลิตว่าจะมีมาตรฐานพอเพียงหรือไม่ และควรใช้ในปริมาณที่ เพียงพอและเหมาะสมแก่ร่างกาย
 


แหล่งข้อมูล
www.bangkokbiznews.com
www.suprederm.org
www.healthnet.in.th
www.navy.mi.th
 


สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง
( Stephen William Hawking)


ชีวิตส่วนตัว

เป็นนักฟิสิกส์ ผู้ยิ่งใหญ่ เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2485 ซึ่งเป็นวันรำลึกครบรอบ 300 ปีการตายของกาลิเลโอ นักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน ฮอว์กิงเกิดในเมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษบิดาของฮอว์กิง คือ นาย แฟรงค์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเขตร้อนส่วนมารดาคือนางอิโซเบล บุตรสาวของนายแพทย์ชาวสก๊อต สตีเฟนเป็นบุตรชายคน โตของครอบครัวฮอว์กิ้ง อายุ ๘-๙ ปี เขาสามารถค้นหาได้ว่านาฬิกาตั้งโต๊ะและวิทยุ ทำงานและรับคลื่นได้อย่างไร พออายุได้ ๑๔ ปี เขาตัดสินใจเป็นนักคณิตศาสตร์ หรือนักฟิสิกส์

" สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง "

เมื่อจบชั้นมัธยมแล้วสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งใน สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากนั้นเขา จึงศึกษาต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และตัดสินใจเลือกอาชีพเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี เน้นทางเอกภพวิทยา

ปีแรกที่เคมบริดจ์เขาเริ่มเป็น โรคมอเตอร์นิวโรน มีอาการขาดความกระฉับกระเฉงและอัมพาตทำให้เคลื่อนไหวลำบากทั้งนี้โรคมอเตอร์นิวโรน (บางทีเรียกโรคลูเกริก/LouGehrig) เกิดจากผลการแตกสลายทีละน้อยๆของเซลล์ ประสาทในไขสันหลังและสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เมื่อประสาทหยุดทำงานกล้ามเนื้อจึงลีบ และอ่อนแอทำให้คนไข้ทำอะไรได้ยากขึ้น แม้ว่าจิตใจยังแจ่มใสอยู่ก็ตามอาการป่วยของสตีเฟ่นเลวร้ายลงหมอวินิจฉัยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๒ ปี ทำให้เขารู้สึกหดหู่ยิ่งหมดกำลังใจในการศึกษาค้นคว้า และใช้เวลาส่วนใหญ่ใน ห้องฟังดนตรีและอ่านนิยายวิทยาศาสตร์พร้อมทั้งดื่มสุราแบบหัวราน้ำเป็นเวลา๒ปีเขาเริ่มตั้งสติและมองเห็น ความหวังที่จะบุกเบิกงานด้านฟิสิกส์ทฤษฎีประกอบกับได้กำลังใจจาก คนในครอบครัว เพื่อนๆ และอาจารย์ เขาจึงศึกษาวิจัยโดยอาศัยสมองล้วนๆ ทำให้เขามีความมั่นใจว่า โรคร้ายไม่กระทบถึงงานอย่างแน่นอน และเริ่มทำวิทยานิพนธ์ต่อในปี 2508 ได้แต่งงานกับเจน วิลด์ (Jane Wilde) นักศึกษาด้านภาษาศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยลอนดอน มีบุตรด้วยกัน ชาย ๒ หญิง ๑ และมีความสุขตามอัตภาพ

ในปี 2 เขาได้ประกาศหย่าขาดจากเจนปี 2538 ฮอว์กิงตัดสินใจแต่งงานกับ อีเลน เมสัน (ElaineMason) พยาบาลที่ดูแลเขาอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องกันหลายปีและเป็นผู้ออกแบบอุปกรณ์สังเคราะห์เสียงให้แก่เขาด้วยและนี้ เป็นปมปัญหาที่ว่า อะไรเป็นเหตุให้สตีเฟ่น ตัดสินใจแยกทางจากเจน และแต่งงานกับอีเลน? พร้อมกับมีข่าวว่า เขาถูกทารุณกรรมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปล่อยให้นั่งตากแดดอยู่ในสวนทั้งวัน รวมทั้งทำร้ายร่างกาย ซึ่งได้ดำเนินมาตลอดตั้งแต่กลางปี 2546 ซึ่งผู้ทำร้ายไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นภรรยาใหม่ของเขานั่นเอง ??

การทำงาน

คนทั่ว ๆ ไปอาจจะคิดว่า เขาเป็นเพียงอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ที่พิการเดิน และพูดกับใครไม่ได้กระทั่งจะ เขียนหนังสือแต่งตัวหรือกินอาหารก็ทำเองไม่ได้เนื่องจากป่วยเป็นโรคทางประสาทที่ทำให้ระบบประสาทส่วน กลางของเขาควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายไม่ได้เลยอวัยวะหนึ่งเดียวที่พอจะทำงานได้คือสมองเป็นเหตุ ให้เขาต้องอยู่บน รถเข็นตลอดเวลาตั้งแต่ ยังหนุ่มด้วยวัยเพียงอายุ 21 ปี

ความพิการก็ไม่สามารถเป็นอุปสรรคขวางกั้นเขาได้เขากลับพูดว่า มันเป็นโอกาสที่จะทำให้เขามีอิสระที่จะคิดทฤษฎีเกี่ยวกับฟิสิกส์และจักรวาลได้อย่างเต็มที่ ฮอว์กิงเริ่มทำการวิจัยทฤษฎีของจักรวาลโดยใช้พลังงานความคิด ทางสมองเท่านั้น เขามีสัญชาตญาณวิเศษที่สามารถหาคำตอบของสมการฟิสิกส์ที่ยากๆ ได้ เหมือนกับ ที่บีโธเฟนแต่งซิมโฟนีสำเร็จโดยไม่ต้องเขียนโน้ตลงบนกระดาษสักตัวเดียว

ปี พ.ศ. 2515 ทั่วโลกต้องตกตะลึง เมื่อเขาประกาศว่าหลุมดำที่ใคร เคยคิดว่าจะดึงดูดสรรพสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ ตัวมันนั้นจริงๆ แล้วสามารถแผ่รังสี และปลดปล่อยอนุภาคต่างๆ ออกมาได้ ฮอว์กิงได้พบว่าขณะจักรวาลระเบิด ใหม่ๆ แรงระเบิดที่มหาศาล ได้ทำให้เกิดหลุมดำขนาดเล็กมากมายและเมื่อเขาพิจารณาคุณสมบัติด้านควอนตัมของ หลุมดำเล็กๆเหล่านี้เขาก็พบว่าหลุมดำเล็กๆสามารถสูญเสียพลังงานไปได้เรื่อยๆโดยการระเบิดให้ตัวมันเองหายวับไปกับตาในที่สุด

ทว่าจนทุกวันนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเห็นการระเบิดของหลุมดำในลักษณะที่ว่านี้เลยแต่หากมีใคร เห็นนั่นก็ หมายความว่ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์สำหรับปีนั้นจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากฮอว์กิง

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเอ็นหลอดเสียงของเขาเริ่มใช้งานไม่ได้ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมาแต่เพราะได้กำลังใจและความช่วยเหลือจากเพื่อนภรรยาและครอบครัวจึงทำให้เขามีกำลังใจที่จะลุกสู้ต่อไปวิธีที่เขาจะสื่อสารกับบุคคลอื่นคือสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์และเครื่องเลียนเสียงพูดเมื่อต้องการจะสนทนาติดต่อกับโลกภายนอกเขาจะใช้เครื่อง พูดโดยใช้นิ้วกดปุ่มของตัวอักษรต่างๆประกอบเป็นคำที่เขาต้องการแล้วจึงกด เครื่องออกเสียง จึงไม่แปลกที่เขาจะใช้เวลานาน 10-15 นาที ในการตอบ คำถามของคนอื่น ๆในแต่ละครั้ง

"ฮอว์กิง นิวตัน และ ไอน์สไตน์"

ปี พ.ศ. 2531 เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ประวัติย่อของกาลเวลา หรือ A brief History of Time ซึ่งได้รับความนิยมมากจนติดอันดับหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง มียอดจำหน่ายกว่าหนึ่งล้านเล่ม ภาษาที่เขาใช้ในการสื่อสารในหนังสือนั้นเรียบง่าย ทั้งเล่มมีสมการอยู่เพียงสมการเดียวคือ E=mc2 ฮอว์กิงได้เขียนไว้ว่า เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมีการเกิด "เวลา" ก็มีกำเนิดเหมือนกัน ปัจจุบันเรารู้ว่า จักรวาลของเรานั้นเกิดจากการระเบิดของสสารครั้งใหญ่ เมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีมาแล้ว คำถาม ที่ใครๆ ก็มักจะถามคือ ก่อนนั้นจักรวาลมีสภาพเป็นอย่างไร ฮอว์กิงตอบว่าก่อนนั้นเวลาก็ไม่มี ดังนั้นการถามหาสิ่งที่ไม่มีจึงเป็นคำถามที่ไม่มีความหมาย

ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของฮอว์กิงและ นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ทั้งหลายก็คือการรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมเข้าด้วยกันเป็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบควอนตัมซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะกลายเป็นสุดยอดทฤษฎีหรือทฤษฎีสรรพสิ่ง(thetheoryofeverything)ซึ่งจะสามารถอธิบายทุกสรรพสิ่งในเอกภพโดยฮอว์กิงเชื่อว่า อีกไม่เกิน 20 จะมีการค้นพบทฤษฎีสรรพสิ่งนี้

อย่างไรก็ดีฮอว์กิงได้เขียนไว้ในประวัติย่อของกาลเวลาว่าถ้าหากมีสุดยอดทฤษฎีเช่นนี้อยู่จริงทฤษฎีนั้น คงจะ กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยรวมทั้งกำหนดด้วยว่าจะหาทฤษฎีพบหรือไม่และถ้าเป็นเช่นนั้นบางทีทฤษฎี ดังกล่าวอาจกำหนดให้ฮอว์กิงมีสภาพเป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่เพื่อ แสดงให้มนุษย์ได้เห็นว่าไม่มีอะไรที่จะขัดขวาง พลังสติปัญญา และการติดตามค้นหาเป้าหมายสูงสุดของมนุษยชาติได

ฮอว์กิงทุ่มชีวิตลงไปกับการศึกษาค้นคว้ากาล-อวกาศ และสภาวะ singularities ที่จุดเริ่มต้นของกาลเวลา เมื่ออายุ 32 ปีเขาได้เข้าเป็นสมาชิกของรอยัล โซไซตี (Royal Society) และได้รับรางวัลอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดสำหรับนักทฤษฏีฟิสิกส์ นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ เหรียญตราและ เครื่องราชอิสราภรณ์มากมาย

ฮอว์กิ้งเองได้รับการยกย่องจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ด้วยกันว่าเป็นนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับเทิดทูนให้เขาเป็นผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่องต่อจากไอน์สไตน์ เลยทีเดียว เขามักถูกนำไปเทียบกับไอน์สไตน์และนิวตันอยู่เสมอ หรืออาจจะเรียกได้ว่าทั้ง 3 เป็นอัจฉริยะของแต่ละยุค

ปัจจุบันก็ได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ และฟิสิกส์ทฤษฎี ที่มหาวิทยาลัย แคมบริดจ์ อีกทั้งยังได้เป็น Lucasian Professor of Mathematics ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่ไอแซคนิวตันเคยได้รับ ฮอว์กิงยังคงมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าที่แพทย์เคยวินิจฉัยอาการป่วยของเขาเอาไว้ เขาสามารถทำงาน วิทยาศาสตร์ระดับโลกแถมยังเป็นนักพูดที่มีผู้ติดตามฟังอย่างล้นหลาม แล้วก็ยังเขียนหนังสือ วิทยาศาสตร์ขายดีที่สุดในโลกอีกด้วยนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขายืนหยัดได้น่าจะมาจากผลพวงจากวิทยาศาสตร์ การแพทย์ชั้นยอด ที่สตีเฟน ฮอว์คิงได้รับ คอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้เขายังสามารถสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ความคิด โต้ตอบกับคนอื่นๆ ได้ และ สุขภาพจิตที่เยี่ยม ยอดของ ตัวเขาเอง

เป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสำหรับเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างร่างกายกับจิตใจ ถึงแม้ร่างกายในเชิงสุขภาพดังเช่น คนทั่วไปของสตีเฟนฮอว์คิงจะย่ำแย่มากแต่ในเมื่อสภาพจิตของเขายังยอดเยี่ยมยังดีเยี่ยมก็มีผลต่อร่างกายของเขา ด้วย


แหล่งข้อมูล:
www.manager.co.th
www.physics.gmu.edu
www.tddf.or.th
update.se-ed.com


 

รถไฟฟ้าใต้ดิน


 

ตัวอย่าง : รถไฟฟ้าใต้ดิน

ระบบการจราจรในประเทศไทยนั้นประกอบด้วยการจราจรทางน้ำ ทางเรือ ทางอากาศและทางบก ซึ่งการจราจรที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทยคือการจราจรทางบกแต่ไม่ได้อยู่บนบกจริงๆ เพราะการจราจรแบบใหม่นี้เกิดขึ้นที่ใต้ดิน คือรถไฟฟ้าใต้ดิน นั่นเอง ซึ่งมีการเปิดใช้ครั้งแรกในประเทศไทยในวันที่ 3 กรกฏาคม 2547 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดการเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน ณ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง รถไฟฟ้าใต้ดินจัดว่าเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับประเทศไทยแต่รถไฟฟ้าใต้ดินนี้มีมานานแล้วในต่างประเทศ โดยเริ่มมีการใช้รถไฟใต้ดินที่กรุงลอนดอนเป็นคันแรกในปี ค.ศ.1863ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อเรียกว่า รถใต้ดิน รถไฟใต้ดินคันแรกนี้ขับเคลื่อนโดยอาศัยเครื่องจักรไอน้ำที่ได้พลังงานมากจากการเผาถ่านหิน
รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทยโดยอยู่ในความ รับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ซึ่งเดิมชื่อ องค์การรถไฟฟ้ามหานคร เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2535 เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินโดยมีกลุ่มบริษัทบีเอ็มซีเอล เป็นผู้รับสัมปทาน รถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคล มีระยะทางทั้งสิ้น 20 กิโลเมตร ช่วงหัวลำโพง-ศูนย์การประชุมสิริกิตติ์-บางซื่อ โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 และเริ่มเปิดให้ใช้บริการในปี พ.ศ.2547 นอกจากโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลแล้วยังมีโครงการอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ คือ
1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 13.8 กิโลเมตร และ ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 13 กิโลเมตร
2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางกะปิ-บางบำหรุ ระยะทาง 24 กิโลเมตร
3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 40 กิโลเมตร
 

 

ลักษณะโครงสร้างของสถานีเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่ลึกจากผิวถนนประมาณ 15-25 เมตร สถานี มีความกว้างประมาณ 18-25 เมตร ยาวประมาณ 150-200 เมตร โครงสร้างของสถานีมี 3 ลักษณะซึ่งขึ้นอยู่กับสถาพ ของพื้นที่ ดังนี้
โครงสร้าง 2 ชั้น ประกอบด้วย
-ชั้นที่ 1 ชั้นโถงผู้โดยสาร เป็นสถานที่ในการซื้อและตรวจตั๋วโดยสาร พร้อมทั้งแสดงแผนภูมิเส้นทางรถไฟฟ้า
-ชั้นที่ 2 ชานชาลา เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดเทียบ รับ-ส่งผู้โดยสาร ประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
 

 

ตัวอย่าง : บริเวณชานชาลา

โครงสร้าง 3 ชั้น ประกอบด้วย
-ชั้นที่ 1 ชั้นรวมผู้โดยสาร มีลักษณะเป็นพื้นที่โล่ง เมื่อขึ้นหรือลงจะประกอบด้วยร้านค้าปลีกต่างๆ
-ชั้นที่ 2 ชั้นโถงผู้โดยสาร เป็นสถานที่ในการซื้อและตรวจตั๋วโดยสาร
-ชั้นที่ 3 ชานชาลา เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดเทียบ รับ-ส่งผู้โดยสาร ประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
โครงสร้าง 4 ชั้น ประกอบด้วย
- ชั้นที่ 1 ชั้นโถงผู้โดยสาร เป็นสถานที่ในการซื้อและตรวจตั๋วโดยสาร
- ชั้นที่ 2 ชานชาลา เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดเทียบ รับ-ส่งผู้โดยสาร ประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
- ชั้นที่ 3 เป็นห้องเครื่องสำหรับระบบต่างๆ เช่น พัดลมดูดอากาศ ระบบไฟฟ้า เป็นต้น
- ชั้นที่ 4 ชั้นชานชาลาล่าง เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดรับ-ส่งผู้โดยสารประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
 

 

ในด้านรูปแบบของสถานีนั้นจะออกแบบโดยคำนึงถึงสภาพใต้ดินที่ทำการก่อสร้าง แบ่งเป็น 3 แบบคือ
1.รูปแบบชานชาลาข้าง ( Station with Side Platform) จะแยกชานชาลาสำหรับขาไปและขากลับ
2.รูปแบบชานชาลากลาง (Station with Center Platform) ผู้โดยสารจะใช้ชานชาลาร่วมกันทั้งขาไปและขากลับ
3.รูปแบบชานชาลาที่มี 2 ชั้นหรือต่างระดับ ( Station with Stack Platform) จะใช้ก่อสร้างในกรณีที่ไม่มีพื้นที่ในการก่อสร้างเพียงพอ เนื่องจากสภาพภูมิประเทสบังคับ เช่น ท่ออุโมงค์ส่งน้ำของการประปา เสาเข็มยาวของสะพานลอยและอาคารสูง เป็นต้น
เมื่อเราทราบถึงรูปแบบต่างๆของสถานีแล้วลองมาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของรถไฟฟ้ากัน บ้างว่ามีการทำงานอย่างไร ลักษณะของตัวรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะคล้ายกับรถของบีทีเอส ใช้เหล็กสแตนเลสวัสดุประกอบตัวรถ ซึ่งเป็นรถของบริษัทซีเมนส์ ขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้าโดยจะจ่ายไฟมาจากรางที่สามที่ขนานคู่ไปกับรางรองรับตัวรถ ขนาดของตู้จะยาวประมาณ 20 เมตร กว้าง 3.2 เมตร สูง 3.8 เมตร สามารถจุผู้โดยสารได้ 320 คน โดยมีประตูด้านละสี่ประตูต่อตู้ ควบคุมการเปิดปิดด้วยคนขับ ตัวรถขับเคลื่อน 2 แบบ คือ แบบที่มีระบบขับเคลื่อนคือมอเตอร์ รถแบบนั้นจะมีคนขับอยู่ด้วย และอีกแบบคือไม่มีระบบขับเคลื่อน ซึ่งก็คือตู้พ่วงนั่นเอง ในการขับเคลื่อนก็อาศัยกระแสไฟฟ้าที่ส่งตรงมาจากรางรถไฟ โดยไฟฟ้าเริ่มปล่อยตัวที่ 69 kV (kV คือ กิโลโวล์) ซึ่งจะมีสถานีย่อยจะแปลง แรงดันลงมาเหลือ 24 kV ก่อนจะส่งไปตามสายเข้าอุโมงค์ในแนวเส้นทางของรถไฟในแต่ละสถานีก็จะมีอุปกรณ์ปรับแรงดันไฟฟ้าลงมาเหลือ 750 V โดยเป็นไฟฟ้ากระแสตรงซึ่งเป็นระดับแรงดันไฟฟ้าที่จะใช้ในการขับเคลื่อนรถ
ลองหันมาดูที่อัตรค่าโดยสารกันบ้างว่ามีการคิดอัตราค่าโดยสารอย่างไร
-ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคม 2547 – 12 สิงหาคม 2547 อัตราค่าโดยสารจะคิด 10 บาท ตลอดสาย
-ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 – 3 กรกฏาคม 2548 คิดค่าโดยสารตามระยะทาง บุคคลทั่วไป คิดค่า โดยสาร 12-31 บาท เด็กที่มีความสูงระหว่าง 90-120 เซนติเมตร และผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ได้รับการลดหย่อน ค่าโดยสาร อัตรา 6-16 บาท เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร ใช้บริการฟรี หมายเหตุ:อัตราค่าโดยสารนี้ลดราคาแล้ว 15% จากราคาจริง
-ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฏาคม 2548 คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทาง โดยบุคคลทั่วไป คิดค่าโดยสาร ปกติเริ่มต้นที่ 14 บาท สูงสุดที่ 36 บาท เด็กที่มีความสูงระหว่าง 90-120 เซนติเมตร และผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป ได้รับการลดหย่อนค่าโดยสาร อัตราเริ่มต้นที่ 7 บาท สูงสุดที่ 18 บาท เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร ใช้บริการฟรี
นอกจากนี้ยังมีบริการบัตรที่จะให้ในการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งมี 2 ประเภท คือ
1.เหรียญโดยสาร (Single Journey Token) ลักษณะคล้ายหรียญ 10 บาท ทำด้วยพลาสติกสีดำข้างในฝังไมโครชิป สำหรับการเดินทางหนึ่งเที่ยว และสามารถใช้เดินทางได้ในวันที่ออกเหรียญและสถานีที่ออกเหรียญเท่านั้น สามารถออกเหรียญได้ที่เครื่องออกบัตรโดยสารอัตโนมัติและห้องออกบัตรโดยสารแต่ในระยะเริ่มต้นให้ออกเหรียญได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารเท่านั้น ซึ่งจะใช้เป็นบัตรผ่านประตูเพื่อเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน
2.บัตรเติมเงิน ลักษณะคล้ายบัตรเครดิต ใช้สำหรับเดินทางหลายเที่ยว ในครั้งแรกต้องเติมมูลค่าอย่างน้อย 300 บาท มูลค่าที่ใช้ได้ 250 บาท และค่ามัดจำ 50 บาท โดยจะคืนค่ามัดจำให้เมื่อนำบัตรมาคืนที่สถานีใดก็ได้ การเติมเงินครั้งต่อไปอย่างน้อย 100 บาท และเป็นขั้นของ 100 บาท มูลค่าที่สะสมไว้ในบัตรคือ 100 บาท สามารถออกบัตรได้ที่ห้องออกบัตรโดยสาร
 

 

ตัวอย่าง : ภายในรถ

หากมองในแง่ของความปลอดภัยสามารถรับรองได้ว่า 100% ทางด้านความปลอดภัยด้านอัคคีภัย รถไฟฟ้าใต้ดินใช้มาตรฐานของสมาคม ป้องกันอัคคีภัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Nation Fire Protection Association) หรือในชื่อ เอ็นเอฟพีเอ โดยเฉพาะมาตรฐานภายใต้รหัส เอ็นเอฟพีเอ 130 อันเป็น มาตรฐานที่รถไฟฟ้าใต้ดินในหลายประเทศนำมาใช้ในการกำหนดโครงสร้างระบบการรักษาความปลอดภัยในกรณีเกิดไฟไหม้หรืออุบัติภัยในรถไฟฟ้าใต้ดิน
ถ้าสังเกตุให้ดี ทุกแห่งของสถานีจะมีอาคารแท่งสูงสี่เหลี่ยมอยู่ใกล้ ซึ่งอาคาร ที่ว่าคืออาคารระบายอากาศของอุโมงค์และสถานี รวมทั้งทำหน้าที่เป็นทางออกฉุกเฉินของผู้โดยสารรถไฟฟ้าสำหรับขึ้นสู่ผิวดินได้ ในระหว่างสถานีก็มีการติดตั้งอาคารระบายความร้อนเช่นกัน รวมไปถึงวัสดุโครงสร้างของสถานีก็เป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟและยังมีการติดตั้งทีวีวงจรปิดตรวจความเคลื่อนไหว ภายในสถานีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการโจรกรรมขณะใช้บริการรถไฟฟ้า สำหรับบางคนที่กลัวว่าจะเกิดกรณีน้ำท่วมนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะทางขึ้นลงสถานีทุกแห่งจนถึงปลายอุโมงค์ที่อู่ซ่อมห้วยขวางและรวมถึงอาคารระบายอากาศทุกแห่ง ซึ่งเป็นจุดที่น้ำจากภายนอกอาจไหลเข้าสู่ระบบ รถไฟฟ้าใต้ดินถูกออกแบบให้มีความสูงกว่าระดับน้ำท่วมที่สูงสุดในจุดนั้นๆในรอบ 200 ปี อีกทั้งยังบวกเพิ่มเผื่อไว้อีก 1 เมตร หากน้ำยังไหลเข้าไปได้อีกแสดงว่ากรุงเทพต้องกลายเป็นทะเลแน่ๆ ได้รับประกันขนาดนี้แล้วยังไงก็ลองหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อสนองนโยบายในการประหยัดน้ำมันและช่วยลดปัญหารถติดในกรุงเทพฯได้อีกอีกทางหนึ่งด้วย

 


แหล่งข้อมูล

http://update.se-ed.com
www.matichon.co.th
www.saranair.com
www.narak.com
www.mrta.co.th
www.skn.ac.th
 


มารู้จักเทคโนโลยีไร้สาย"บลูทูธ"กันเถอะ


ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือที่มีการ พัฒนาขึ้นในหลายรูปแบบ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลา เทคโนโลยีที่นำมาใช้กับโทรศัพท์มือถือที่เริ่มได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่เรียกว่า บลูทูธ ( Blue Tooth) เป็นเทคโนโลยีขนาดเล็กที่นำมาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตให้มากขึ้นบลูทูธจะกลาย เป็นระบบสื่อสารไร้สายที่เป็นมาตรฐานของโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค พีดีเอ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

Harald Bluetooth


บลูทูธ เป็นเทคโนโลยีของอินเตอร์เฟสทางคลื่นวิทยุ( Universal Radio Interface)สำหรับใช้ในการ เชื่อมโยงสื่อสารไร้สาย ในแถบความถี่ 2045 Ghz ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเคลื่อนย้ายได้ สามารถติดต่อ เชื่่อมโยงสื่อสารแบบไร้สายระหว่างกันในระยะห่างสั้นๆ ได้ อุปกรณ์แต่ละตัวสามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นๆได้สูงสุดถึง 7 เครื่องพร้อมกัน แต่ปัจจุบันนี้บลูทูธสามารถส่งข้อมูลได้เร็วสูงสุดที่ 1MB/S ด้วยระยะทางที่ไกลสูงสุด 100 เมตร และตอนนี้เทคโนโลยีบลูทูธก็ได้กลายเป็นแฟชั่น เครื่องประดับที่บ่งบอกถึงความทันสมัยและอิสระ ในโลกของการสื่อสาร เทคโนโลยีบลูทูธ เริ่มต้นขึ้นที่ปี 1994 โดยบริษัท อิริคสัน โมบาย คอมมิวนิเคชั่น เริ่มต้นค้นกว่าวิจัยความเป็นไปได้ในการนำคลื่นสัญญาณวิทยุมาใช้ในระหว่างโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ โดยจะ ให้บลูทูธเป็นทางเลือกในการส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายระหว่างคอมพิวเตอร์ PC กับโทรศัพท์มือถือ และหลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาขึ้นโดยการร่วมกับบริษัท Nokia, IBM, Toshiba, และ Intel จัดตั้งกลุ่มพัฒนาวิจัยระบบ Bluetooth ขึ้นในในวันที่ 20 พฤษภาคม 1998 และต่อมาได้ทำการเผยแพร่ Bluetooth specification Version 1.0 ขึ้นในวันที่ 26 กรกฏาคม 1999
ชื่อของบลูทูธนั้นมีที่มาจากนามของกษัตริย์ประเทศเดนมาร์คที่มีชื่อว่า "Harald Bluetooth"โดยผู้ร่วมคิดค้นบลูทูธของอิริคสันได้ไปพบกับคนที่มาจากอินเทลทีี่บาร์แห่งหนึ่งในแคนาดา พวกเขาพูดถึงเรื่องไวกิ้งในแถบสแกนดีเนเวียและคนจากอิริคสันก็ได้หนังสือเล่มหนึ่งกับคอนแทคอินเทลชื่อว่า "Rode Orm" เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เกิดไอเดียว่า จะใช้ชื่ออุปกรณ์ชิ้นใหม่ว่า Bluetooth เพราะกษัตริย์ Herald Bluetooth ซึ่งครองราชย์ในช่วง ค.ศ.940-981พระองค์ได้ปกครองประเทศเดนมาร์คและนอร์เวย์ในยุคไวกิ้งและเป็นผู้รวมสองอาณาจักรแห่งสแกนดิเนเวีย ไว้ได้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ที่รวมเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารให้ เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ของเจ้าอุปกรณ์ Bluetooth นั่นเอง
การใช้งานของระบบบลูทูธสังเกตได้จากโทรศัพท์มือถือบางรุ่น จะมีฟังก์ชันของบลูทูธรวมอยู่ด้วย และใน pocket PC ก็จะมีฟังก์ชันบลูทูธเช่นกัน เพื่อที่จะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้แต่มีข้อจำกัดของการใช้งาน คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค หรือ พ็อกเก็ต พีซี เข้ากับอินเทอร์เน็ต จะสามารถใช้งานได้เพียง 1 อุปกรณ์ ต่อ 1 ชิ้น เท่านั้น แต่ความสะดวกสบายของ การเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีบลูทูธดีกว่าระบบรังสีอินฟราเรด ก็คือ บลูทูธเป็นย่านความถี่ ไม่ใช่ลักษณะการยิงลำแสงเหมือนอินฟราเรดจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำอุปกรณ์รับส่งมาจ่อให้ตรงกันนั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ที่มารองรับเทคโนโลยี บลูทูธที่น่าสนใจตัวหนึ่งก็คือ Bluetooth Headset หรือเรียกกันให้เข้าใจว่าเป็น smalltalk ไร้สายผ่านบลูทูธ

Bluetooth


ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้มือทั้งสองข้างทำงานอย่างอื่่นไปพร้อมกับการใช้โทรศัพท์จะสะดวกมากในระหว่างขับรถเพียงแค่ หยิบหูฟังมาแนบหูแล้วเอาโทรศัพท์แนบเอวก็สามารถคุยได้แล้ว เรื่องของบลูทูธไม่ได้จำกัดแค่ บนมือถือเท่านั้น มีการพัฒนาใช้งานกับอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค เช่น หูฟังสเตอริโอ เครื่องเล่นซีดี รีโมทวิทยุ แม้กระทั่งในรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำมาใช้แล้วทั้งชุด Handfree รีโมทเปิด-ปิดประตู หรือระบบ Keyless
ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีบลูทูธในการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างที่นิยมในปัจจุบันแต่มั่นใจได้แน่ว่าในอนาคตจะต้องมีโอกาสได้ใช้เทคโน โลยีบลูทูธในรูปแบบอื่นนอกจากโทรศัพท์มือถือแน่นอนแต่ที่ยังไม่แพร่หลายนักเพราะเทคโนโลยีของบลูทูธมีราคาที่สูงกว่าการใช้งาน แบบเคเบิ้ลหากอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธสามารถลดระดับราคาลงมาได้เทคโนโลยีนี้ก็จะถูกนำมาแทนที่การติดต่อสื่อสารแบบใช้สายโดยจะกลายเป็นระบบไร้สายมาตรฐานบนเครื่องโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง คอมพิวเตอร์ โน็ตบุ๊ค รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆและจะทำให้ตลาดการสื่อสารเปลี่ยนรูปแบบใหม่ทำให้การใช้บริการสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
 


แหล่งข้อมูล:
www.overclockzone.com
www.gotomanager.com
www.dailynews.co.th
www.macrocare.com
www.siamphone.com
www.st.kmutt.ac.th
 


ชาเขียว เครื่องดื่มมหัศจรรย์

ชา เป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือชาวยุโรป ชาที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่ง ซึ่งชาแต่ละชนิดจะต่างกัน แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือ ชาเขียว (geen tea)

ชาเขียว เป็นเครื่องดื่มที่ชาวจีนนิยมมากกว่า 4 พันปีมาแล้ว ในตำราแพทย์แผนโบราณของจีน ชามีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ช่วยย่อยอาหาร ล้างพิษ และในปัจจุบันได้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งในโลกตะวันตก และตะวันออกพบว่าชาเขียวมี ประโยชน์อีกหลายด้านดังจะกล่าวต่อไป

ชาเขียวมีสารสำคัญกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถป้องกันมะเร็ง ได้สารกลุ่มนั้น เรียกว่า โพลีฟีนอลส์ (polyphenols) ซึ่งเมื่อรวมตัวกันจะกลายเป็นสารที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิรสะที่ดี ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ สารตัวนี้มีชื่อว่า แคทิซิน (Catechins )ซึ่งจะถูกสกัดออกมาขณะที่ชาถูกความร้อน

Catechins มีประสิทธิภาพในการต่อต้านไวรัส,ชะลออายุและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย และทางการแพทย์ทดสอบแล้วว่านอกจาก catechins จะสามารถทำลายสารอนุมูลอิสระได้แล้ว ยังเป็นผลบวก ต่อทุกส่วนของร่างกายอีกด้วย

ชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งรุนแรงได้ ซึ่งไนโตรซามีนนั้นเป็นสารที่เกิดจาก สารพวกดินประสิวในอาหารทำปฏิกิริยากับสารจำพวกโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์และอาหารทะเลกลายเป็นไนโตรซามีนซึ่งก่อมะเร็งได้หลายชนิด

ดังนั้นถ้านิยมบริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อมๆกันด้วยจะช่วยลดการสร้างสารก่อ มะเร็งลง

จากการศึกษายังพบว่าในชาเขียวมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ชื่อว่า Epigallocatechin-3- gallate (EGCG)มีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์และดีเอ็นเอจากการถูกทำลายได้ มีฤทธิ์มากกว่าวิตามินซีถึง 100 เท่า และมากกว่าวิตามินอีถึง 25เท่า ซึ่งช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายและโรคอันตรายอื่น ๆ

Other benefits of green tea are reducing high blood pressure and lowering blood sugar.

สรรพคุณพิเศษของชาเขียว

การดื่มชาเขียวจะช่วยควบคุม Angiotensin II อันจะนำไปสู่โรคความดันเลือดสูง

สาร polyphenols และ polysaccharides มีผลช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับชาเขียวอีก 2 ข้อคือ

1. ระดับคุณภาพของชาเขียวก็มีผลต่อการออกฤทธิ์เช่นกัน ในชาเขียวที่มีคุณภาพสุงจะมีปริมาณ polyphenols มากกว่าในชาเขียวทั่วไปทำให้มีรสชาติดีกว่า

2.ชาเขียวเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักดังนั้นการดื่มน้ำชาที่มาจากใบชา 100% ที่ไม่ได้ผ่านการหมักจึงถือเป็นชาที่คง ความเป็นธรรมชาติที่สุด ให้ประโยชน์แก่ร่างกายสูง

จากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่าชาเขียวมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพดังนั้นถ้าคุณคิดจะดื่มเครื่องดื่ม สักชนิดหนึ่ง ชาเขียวก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณตลอดไป

"ชา เครื่องดื่มแห่งความสงบ "

 

ว่ากันว่าทุกครั้งที่จิบชาจะพบกับความสงบ เยือกเย็น เปี่ยมด้วยสมาธิ บางคนที่ต้องการใช้เวลาอยู่คู่กับความคิดและสร้างสรรค์สมาธิในการทำงานมักมีถ้วยชาอยู่บนโต๊ะทำงานเสมอ อาจเป็นเพราะรสชาตินุ่มลึกประกอบกับกลิ่น หอบกรุ่นที่มีเอกลักษณ์ ชวนให้เกิดความสุนทรีย์ทางความคิดได้ดีทีเดียว

 

ประวัติความเป็นมาของการดื่มชาเชื่อกันว่าชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่นำชามาเป็นเครื่อง ดื่มไม่น้อยกว่า 2,157 ปีก่อนปีพุทธศักราช ซึ่งการดื่มชาในสมัยนั้นเป็นการดื่มเพื่อเป็นยารักษาโรคมากกว่าดื่มเพื่อหารสชาติ โดยมีเรื่องเล่ากันมา เมื่อครั้งที่อหิวาตกโรคได้ระบาดขึ้นที่ตำบลหนึ่งในประเทศจีน ชาวบ้านพากันล้มตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่มียารักษา เผอิญในตำบลนั้นมีเกี้ยอุยซินแซ ที่เฉลี่ยวฉลาด ที่สังเกตเห็นว่าการดื่มน้ำที่สกปรกในลำธารและบ่อน้ำทำให้ชาวบ้านเกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง เกี้ยอุยซินแซจึงแนะนำให้ชาวบ้านหันมา ดื่มน้ำร้อนที่ผ่านการต้มให้เดือดแล้ว แต่เกรงว่าชาวบ้านจะไม่เชื่อ จึงเข้าป่าตระเวนหาต้นไม้ที่อังไฟแล้วเกิดความหอมเพื่อนำมาชงน้ำร้อนดื่ม ปรากฎว่ามี ใบไม้ชนิดหนึ่ง (ใบชา) ที่นำมาชงแล้วมีกลิ่นหอม รสชาติฝาดเล็กน้อย ซึ่งรสฝาดนั้นสามารถบรรเทาอาการท้องร่วงให้ทุเลาลงได้ เกี้ยอุยซินแซได้ออก อุบายว่าเป็นยาวิเศษ และได้นำไปให้ชาวบ้านทอลองดื่มกันดูตั้งแต่นั้นชาจึงได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายเป็นต้นมา

"ชาจีน" หรือที่เรียกกันว่า "ชาใบ" หรือใบชากึ่งหมักนั้นมีมากมายหลายชนิด แต่ชาที่ดีที่สุดของจีนและใช้สำหรับถวายพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น คือ "เฮงเม่งเพ็กแต๋" ที่แปลว่า "หอมติดคอไม่จืดจาง" ชาชนิดนี้จะขึ้นอยู่ที่ภูเขาเง็กจัวแค่ เพียวแห่งเดียว ผู้เก็บจะต้องผจญกับอุปสรรคนานัปการ ต้องผ่านหุบเขา ห้วย เหว และสัตว์ร้ายต่างๆ และเมื่อพบต้นชาชนิดนี้แล้วใช่ว่าจะเก็บมาได้เลย เชื่อ กันว่าต้องรอให้ถึงวันที่หมอกลงจัดจึงจะเก็บได้ และเมื่อเก็บใบชามาแล้วต้องรีบใส่ถังชา ปิดฝาให้แน่น ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 เดือนเพื่อรอให้ใบชาแห้งจึงนำมา ชงดื่ม

ในบ้านเราชาจีนที่จำหน่ายกันมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ "สุ่ยเซียง หรือชาคอ" เป็นชา ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากมีกลิ่นหอมลึก รสชาตินุ่มชุ่มคอ "ทิกวงอิม หรือ ชากลิ่น" รสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอมเวลาดื่มกลิ่นจะ หอมติดปาก แต่ไม่ชุ่มคอเท่ากับสุยเซียง ส่วน "อูหลง หรือชาหอม" มีรสหอมจางกว่าทิกวงอิม

กรรมวิธีการทำชาของคนสมัยก่อนนั้นเขาจะเลือกเก็บเฉพาะสามใบยอดเท่านั้นเมื่อ เก็บมาแล้วจะนำมาใส่กระด้งที่สานด้วยไม้ไผ่ นำไปตากแดดอ่อนๆ เวลาตากต้องคอยหมั่นกลับใบชาอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้แห้งทั่วกัน ในขณะเดียวกันใบชาที่ถูก ทับถมก็จะเก็บความร้อนไว้ภายใน ถือเป็นการบ่มให้เกิดความหอมไปในตัว จากนั้นนำใบชาไปอบแห้งอีกครั้ง ขั้นตอนต่อไปเป็น การนวดใบชาด้วยมือ เป็นการกระตุ้นให้เกิดการหลั่งาสารแทนนินที่อยู่ในใบชา ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ชามีรสฝาดขมและทำให้เป็นเม็ดกลมๆยาวๆ แล้วแต่จะ นวดให้เป็นลักษณะไหน เมื่อนวดได้ที่แล้วก็นำใบชาไปปิ้งไฟ โดยก่อไฟไว้ได้ล่างแล้วกลบด้วยขี้เถ้า นำใบชาในตะแกรงที่สานจากไม้ไผ่ ปิ้ง ไฟให้แห้ง ต้องระวังไม่ให้ร้อนมากเกินไปเพราะจะทำให้ตะแกรงไหม้ได้ เมื่อใบชาแห้งสนิทแล้วจึงนำไปบรรจุในถังชาสำหรับเก็บไว้ชงดื่มต่อไป

การชงชาจีนแบบดั้งเดิมเชื่อว่าน้ำที่นำมาต้มชาหากเป็นน้ำมาจากภูเขาถือว่าเป็นน้ำที่ดีเลิศ ที่สุด รองลงมาเป็นน้ำจากแม่น้ำลำธาร น้ำในบ่อเป็นน้ำที่แย่ที่สุด ส่วนปั้นชาหรือกาชงชาที่ดีที่สุดต้องทำจากดินอี๋ชิงซึ่งมีคุณสมบัติเก็บ กลิ่นหอม ขับกลิ่นหอมและรักษารสชาติไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากดินชนิดนี้มีส่วนผสมของธาตุเหล็กและแร่ธาตุต่างๆ รวมอยู่ด้วย เวลานำเข้าเตาเผาต้องใช่ ความร้อน 1,200 องศาฟาห์เรนไฮต์ เพื่อทำให้แร่ต่างๆ ที่อยู่ในดินเกิดการหดตัวแล้วหลุดออกมา และเกิดรูเล็กๆ เหล่านี้ พอนานเข้าจะทำให้กลิ่นหอมติดทน ทำให้ชาที่ชงใหม่มีรสกลมกล่อมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเก็บรักษาน้ำชาไว้ได้นาน 2-3 วันโดยน้ำชาไม่บูดอีกด้วย

วิธีชงชาจีนเริ่มจากตักน้ำใส่ให้เต็มกายกขึ้นตั้งไฟบนเตาถ่าน รอให้น้ำเดือดแล้วใช้น้ำ นั้นชงชา โดยเทน้ำร้อนลงไปในกาน้ำชาให้ล้นแล้วปิดฝา รินน้ำร้อนลงในถ้วยชาเพื่อลวกถ้วยและปั้นชาให้สะอาด รวมทั้งทำให้ปั้นชาและถ้วยร้อน จากนั้นใช้ คีมไม้ไผ่คีบถ้วยเพื่อเทน้ำทิ้ง ใช้ช้อนไม้ไผ่ตักใบชาลงในปั้นชา เทน้ำร้อนใส่ลงไปให้ล้น แล้วปิดฝา รินน้ำชาใส่ถ้วย จากนั้นใช้คีมถ้วยเทน้ำชาทิ้งไปก่อน หนึ่งครั้งจึงเทน้ำร้อนลงในปั้นชาเช่นเดิม รินน้ำชาใส่ถ้วย จึงจะยกดื่ม

นอกจากชาจะเป็นเครื่องดื่มรสดีแล้วยังมีประโยชน์ทางยาสมุนไพรและด้านอื่นอีกหลาย ประการ โดยมีสรรพคุณกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นไม่ง่วง แก้ปวดเมื่อย แก้ท้องร่วง ท้องเดิน แก้พิษยาอันตราย บำรุงหัวใจ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกัน ฟันผุ นอกจากนี้กากใบชายังสามารถนำมาพอกแผลน้ำร้อนลวก ส่วนน้ำชาหากนำไปแช่ในตู้เย็นแล้วใช้สำลีชุบน้ำพอหมาด เอามาพอกหน้า จะช่วยให้ใบ หน้าที่หมองคล้ำดูสดชื่นได้ บางคนนำมาผสมกับน้ำ แล้วเช็ดกระจกช่วยให้กระจกเงาวับได้อย่างใจอีกด้วย

การเก็บรักษาชาให้ถูกวิธีเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการรักษาคุณภาพของน้ำชา ดังนั้นควร เก็บชาในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้กลิ่นอื่นเข้าไปซึมซับอยู่ในใบชา และภาชนะที่บรรจุก็ควรเป็นวัสดุไร้กลิ่น เช่น อะลูมินัมฟอยล์หรือกระป๋องโลหะ เนื่อง จากใบชามีสารจำพวกเทอร์ปีนส์ ซึ่งมีคุณสมบัติดุดกลิ่นและความชื้นได้ดี และหากความชื้นเกินกว่าร้อยละ 12 จะทำให้ขึ้นราได้ สำหรับคอชาตัวจริงจะไม่ ใช้มือหยิบใบชา เพราะเกรงว่าใบชาจะซับกลิ่นมือทำให้น้ำชาเสียรสชาติจึงใช้คีมไม้ไผ่คีบใชบาใส่กา

การดื่มชาและการชงชาถือเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันในการ ชงและการดื่ม ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่และวิถีวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี
 

 

"ปลาร้า ขวัญใจตลอดกาล"

 "ป้า ปู-ปลาร้าหนึ่ง แซ่บๆนะจ๊ะ เอื๊อก!" (เสียงกลืนน้ำลายด้วยความตะกละ) แหม! ร้อนๆอย่างนี้ ยิ่งได้กินอะไรเผ็ดๆเรียกเหงื่อดีนักแล ความจริงตำไทยก็อร่อยนะ แต่ไม่แซ่บสาใจสาวกระเพาะเหล็กอย่างเรา ต้องปู-ปลาร้า มันถึงจะคู่คี่สูสีกัน ทำไมไม่ปูไปเลยหรือปลาร้าไปเลยนะหรือ ก็คนมันโลภไง ขาปูก็อยากกิน น้ำปลาร้ากลิ่นหอมยวน ใจก็อยากซด ของมันรวมกันได้ อยู่คนเดียว จะซื้อแยกเป็นสองครก ก็กินไม่หมด กินทิ้งกินขว้าง เสียดายของ

          พูดถึงปลาร้า วันก่อนเพื่อนผู้แสนรู้เห็นเราชอบปลาร้าเป็นชีวิตจิตใจ เลยอุตส่าห์ตัดเอาบทความเกี่ยวกับปลาร้าจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพ ธุรกิจ คอลัมภ์จุดประกายมาให้อ่าน เลยได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาว่า ความจริงทุกภาคของประเทศไทยล้วนมีปลาร้าด้วยกันทั้งนั้น แต่วิธีทำและชื่อเรียกอาจจะต่างกันออกไปบ้าง เลยตั้งปณิธานไว้ว่าสักวันจะต้อง เดินทางไปลิ้มชิมรสปลาร้าทั่วประเทศไทยให้จงได้ (ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยความมุ่งมั่น)     ในบทความกล่าวไว้ว่าปลาร้ามีสองแบบ คือ ปลาร้าข้าวคั่วกับปลาร้ารำ แต่ว่าปลาร้า ข้าวคั่วมักจะทำกันในภาคกลางแถวนครสวรรค์ ( บ้านเราเอง ) ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ส่วนปลาร้ารำจะทำกันมากที่อีสานแถวๆยโสธร กาฬสินธุ์ หนองคาย และขอนแก่น    แต่ ก่อนเรานึกว่าปลาร้าต้องทำจากปลาน้ำจืดเท่านั้น ไม่เคยนึกเลยว่าปลาทะเลก็เอามาทำปลาร้ากะเขาด้วยเหมือนกัน การทำปลาร้าทั้งสองแบบนี้ใช้ส่วนผสมเหมือนกันเด๊ะ ต่างกันก็ตรงที่แบบหนึ่งใส่ข้าวคั่ว แบบหนึ่งใส่รำ เท่านั้นเอง ส่วนผสมที่ว่ามี เกลือร้อยละ 20-25 ข้าวคั่วหรือรำร้อยละ 10-12 เอามาคลุกเคล้าให้เข้ากัน อัดใส่ไห ขัดไม้ไผ่ให้แน่น ทิ้งไว้ 8-12 เดือน จากนั้นจึงนำมากินตามสะดวก ตอนเด็กๆ เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่าการหมักปลาร้าต้องให้ถึงเกลือ ไม่งั้นกลิ่นงี้เหม็นขจรขจายไปสามบ้านแปดบ้านเลยเชียวแหละ เท็จจริงอย่างไรไม่รู้แน่เพราะไม่เคยทดลองหมักปลาร้าเองสักที     และก็อย่างที่เกริ่นยั่วน้ำลายไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าแต่ละภาคเขาก็มีชื่อเรียกและวิธีการทำปลาร้าทั้งเหมือนและต่างกันออกไป ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

 

          เริ่มต้นที่ภาคอีสาน ที่นี่เขาเรียกอาหารชนิดนี้ว่า “ปลาแดก” จัดเป็นอาหารหลักที่ต้องมีประจำครัว เป็นปลาอะไรก็ได้เอามาทำปลาแดกได้ หมด เพียงแต่ขอดเกล็ดแล้วบั้งตามตัวห่างๆ พอให้เกลือแทรกเข้าเนื้อปลาได้ (เห็นอย่างนี้แล้ว ชวนให้นึกถึงสำนวนแล่เนื้อเอาเกลือทาจังเลย) หากเป็นปลาตัวเล็กตัวน้อยต้องเอาไส้ออกก่อนหมัก จากนั้นนำ ไปเคล้าเกลือได้เลย ว่ากันว่าถ้าใช้เกลือสินเธาว์หมักจะอร่อยกว่าเกลือสมุทร จริงแท้ประการใด ต้องพิสูจน์

          เริ่มต้นจากอีสาน ต่อไปแอ่วเมืองเหนือกันเลยแล้วกันนะเจ้า อาหารชนิดนี้ ภาคเหนือเรียกว่า “ปลาจ่อม” หมายถึง ปลาตัวเล็กๆ ประเภท ปลามีเกล็ด เช่น ปลาสร้อย ปลาซิว ปลาตะเพียน การทำปลาร้าทางภาคเหนือไม่นิยมใช้ปลาไม่มีเกล็ด รวมทั้งปลาช่อน ปลากระดี่ และปลาหมอ มาทำ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร มาดูวิธีการทำกันดีกว่า
          การทำปลาจ่อม เริ่มจากนำปลามาล้างให้สะอาด ไม่ต้องเอาขี้ออก จากนั้นหมักด้วยเกลือ ใส่ดินประสิวขนาดเท่าลูกมะแว้ง (ใครรู้จักลูก มะแว้ง ได้โปรดอธิบายรูปพรรณสัณฐานให้ฟังบ้างนะ จักเป็นพระคุณอย่างสูง) ต่อปลา 1 กก. และกระเทียมตำละเอียดประมาณ 1 หัว ใส่ขวดปากแคบ เช่น ขวดแม่โขง ใช้ได้ทั้งขวดกลมขวดแบน หมักทิ้งไว้ 15 วัน ให้เกิดรสเปรี้ยวและมีกลิ่นเหม็นเพียงเล็กน้อย การปรุงจะใช้วิธียำโดยไม่ต้องทำปลาจ่อมให้สุก

          ผ่านไปสองภาคแล้ว ตามติดด้วยปลาร้าในแบบฉบับของชาวภาคกลาง ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มทำกันมาตั้งแต่เมื่อใด การทำปลา ร้าของคนภาคกลางต่างจากคนอีสานตรงที่นำปลาช่อน ปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาสร้อย ปลาสลาดมาทำ โดยนำน้ำเกลือป่น ข้าวสารคั่วแล้วโม่ละเอียดหรือรำละเอียดมาใช้หมัก ส่วนวิธีทำปลาให้นำปลามาขอด เกล็ด ตัดหัว ดึงไส้ ตัดครีบออกให้เรียบร้อย จากนั้นล้างให้สะอาด ผึ่งแดดพอหมาด เอาใบตองวางในภาชนะที่มีรู ให้น้ำไหลออกมาสะดวก เอาปลามาเรียงทับกันให้แน่น เอาใบตองปิดไว้ ทับด้วยของหนัก ทิ้งไว้ 3 วัน จากนั้นเอาปลามาผสมข้าวคั่ว เกลือป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำบรรจุใส่ไหให้แน่น ใส่น้ำเปล่าลงไป โรยเกลือป่นบนปากไหประมาณ 1 ถ้วย หมักไว้ 8 เดือน จึงนำมารับประทานได้ ถ้าเป็นปลาเล็ก เช่น ปลาสร้อย ให้แช่ปลาในน้ำ 1 คืน ล้างแล้วผึ่งแดด 1 วัน จากนั้นคลุกเคล้าให้ทั่ว หมักไว้ 2 คืน นำมาล้างแล้วผึ่งแดดทิ้งไว้ 3 คืน จึงตำปลากับรำละเอียดที่เตรียมไว้ ผสมเกลือ แล้วอัดลงไปในไหให้แน่น ทิ้ง ไว้ประมาณ 6 เดือน จึงนำมารับประทาน นอกจากจะนำมาทำน้ำพริกแล้ว ชาวภาคกลางยังนิยมนำปลาร้ามาหลนหรือทอดเป็นอาหารอีกด้วย เราก็เคยกินมาแล้ว อร่อยมากเลย ยิ่งถ้าเป็นปลาร้าปลาช่อนด้วยแล้ว บีบมะนาว ซอยพริกขี้หนูสดใส่เสียหน่อย อร่อยจนหุบปากไม่ลงเลยเชียวละ (เพราะพริกขี้หนูมันเผ็ด)

          เหนือก็ไปมาแล้ว อีสานก็ไปมาแล้ว กลางก็ไปมาแล้ว คราวนี้ถึงตาลงไปหาพี่น้องชาวใต้กันบ้าง ภาคนี้แหละที่มีวิธีการทำปลาร้าที่ค่อนข้าง แตกต่างไปจากภาคอื่น ชาวใต้ถือว่าปลาร้าเป็นปลาเค็มชนิดหนึ่ง ใช้ปลาชนิดใดก็ได้ ทิ้งไว้ให้พองขึ้นอืดเสียก่อน ยิ่งพองมากยิ่งดี ล้างให้สะอาด ถ้าเป็นพวกปลามีเกล็ดจะต้องขอดเกล็ดออกก่อน จะผ่าพุงออก หรือไม่ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะผ่าออกเพื่อเอาไปทำไตปลา แล้วจึงนำไปหมักเกลือ มีวิธีทำได้ 3 แบบ คือ

            1. ใส่ภาชนะ ซาวเกลือ ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 1-2 วัน แล้วจึงนำไปตากแดด 3-4 วัน
            2. นำเกลือเม็ดซาวอย่างวิธีแรก แต่เอาเม็ดเกลือยัดท้องเป็นพิเศษ หมักทิ้งไว้และตากแดดอย่างวิธีแรก
            3. ละลายน้ำเกลือในภาชนะ แช่ปลาทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน จากนั้นเอาไปตากแดด ทิ้งไว้ 3-4 วัน

          ปลาร้าแบบปักษ์ใต้จะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเค็มพอดี และต้องทิ้งปลาไว้ให้พองมากเสียก่อนจึงหมักเกลือถ้าไม่พองเนื้อปลาจะแข็ง กินไม่อร่อย ถ้าพอง เนื้อปลาจะยุ่ยอร่อย เรียกว่า “ร้ามาก”

          นี่แหละจ้ะ เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆที่เอามาบอกเล่าเก้าสิบกันระหว่างรอส้มตำปู-ปลาร้า เจ้าอร่อยไปพลางๆ แก้น้ำลายสอ งานนี้ต้องขอบ คุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่นำบทความดีๆมีสาระมาให้เราเราได้ศึกษาหาความรู้กันอย่างเพลิดเพลิน (หันไปทางแม่ค้าส้มตำ) “เสร็จรึยังจ๊ะป้า” เย้!!! ได้แล้ว ถ้างั้นขอตัวไปหม่ำให้หนำใจก่อนนะ

          “อ้ำ.... ฮู้ย! แซ่บอีหลีค่า”

 

 

"ทำไมต้อง “ขลิบ "

คุณผู้ชายทั้งหลาย ฟังทางนี้ หากพูดถึงคำว่า “ขลิบ” คุณนึกถึงอะไร......................ขลิบผม? ขลิบริมผ้า? ได้ทั้งนั้น สารพัดที่คุณจะนึกถึง แต่สำหรับวันนี้ขอพักเรื่องขลิบผมกับผ้าไว้ก่อน เพราะมีอีกขลิบหนึ่งที่คุณควรต้องรู้ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวของคุณเอง พูดมาถึงตรงนี้ หลายคนคงถึงบางอ้อแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออก เรา จะบอกให้ ขลิบ ที่ว่านั้นก็คือ “การขลิบปลายอวัยวะเพศชาย”

          คำถามแรกที่คุณผู้ชายมักจะถาม หากมีใครบอกให้คุณไปขลิบ คงหนีไม่พ้น “ทำไมต้องขลิบ” เหตุที่ต้องขลิบเพราะว่าจากรายงานทางการ แพทย์พบว่าชายที่ไม่ยอมขลิบปลายอวัยวะเพศมักมีปัญหาทางร่างกายและจิตใจ มีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน

            1. โรคทางเดินปัสสาวะมักมาเยี่ยมเยือนประดุจว่าคุณเป็นเพื่อนรักที่จะห่างจากกันไม่ได้ เนื่องจากการไม่ขลิบปลายอวัยวะ เพศจะทำให้คุณผู้ชายปัสสาวะออกมาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเกิดอาการอักเสบได้ง่ายจนอาจลุกลามไปถึงขั้นทำให้ท่อปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ หรือไต หรือทั้งสามอย่าง เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ขึ้น
            2. เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง เพราะอวัยวะเพศที่ไม่ได้ขลิบจะเป็นแหล่งหมักหมมของเสีย ทั้งเซลล์ผิว หนังที่หลุดลอกเอย ไขมันเสียที่ขับออกมาทางปัสสาวะเอย ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายร่างเป็นตะกอนตกค้างอยู่ที่หนังหุ้มปลาย ทำให้เป็นที่อยู่ของเชื้อโรค เชื้อรา และเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ได้ง่ายขึ้น
            3. อวัยวะเพศไม่ธรรมดา ได้ยินอย่างนี้ อย่าหลงระเริงรื่นดีใจว่าตัวเองมีอะไรที่พิเศษมหัศจรรย์กว่าของชาวบ้านเขาหรอกนะ บอกได้เลยว่าไอ้ที่คิดน่ะ ผิดเต็มประตู อวัยวะเพศที่ว่าไม่ธรรมดานั้น หมายความว่ามันผิดปกติ เช่น คดงอ ขนาดเล็กเกินไปเพราะหนังหุ้มปลายเปิดไม่หมด ทำให้อวัยวะเพศไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่ ซึ่ง เป็นปัญหาต่อสภาพจิตใจของบุรุษเพศส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก

          นอกจากนี้หากคุณไม่ขลิบ เวลามีเพศสัมพันธ์หนังหุ้มปลายมักจะถูกบาดด้วยขน ทั้งจากของตัวเองและของหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย ทำ ให้เกิดแผลได้ง่าย ความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคด้านเพศสัมพันธ์ก็จะง่ายขึ้น และถ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรัง โอกาสที่มะเร็งจะมาทักทายคุณก็เพิ่มมากขึ้นด้วยนะจะบอกให้

          สำหรับท่านบุรุษที่ยังไม่ได้ขลิบแล้วอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดความต้องการขลิบขึ้นมา แต่ยังกล้าๆกลัวๆกับความเจ็บที่อาจได้รับ มีข่าวดี มาบอกว่าขณะนี้ได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือขลิบด้วยแสงเลเซอร์ ที่มีชื่อเรียกน่ารักน่าใช้ว่า “บอย แฮบปี้” ขึ้นมาแล้ว ซึ่งการใช้เครื่องมือนี้ต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทั้งของแพทย์ ผู้ช่วยแพทย์ และผู้เข้ารับการรักษา สำหรับขั้นตอนการขลิบ ใช้เวลาเพียงสามนาทีเท่านั้น นอกจากนี้พลังความร้อนของเลเซอร์จะช่วยปิดเส้นเลือด ทำให้ไม่มีเลือดออกและเจ็บไม่มาก ไม่บวม ทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ หมักหมมอยู่ในหนังหุ้มเจ้าโลกด้วย แต่ขอเตือนว่าในช่วงแรกๆไม่ควรเล่นกีฬาหนักๆ เช่น วิ่ง ฟุตบอล และงดมีเพศสัมพันธ์หนึ่งเดือน

ขลิบเมื่อไหร่ดี
          ช่วงเวลาในการขลิบปลายอวัยวะเพศที่ดีที่สุดคือช่วง 48 ชั่วโมงหลังคลอดเพราะเส้นประสาทที่หนังหุ้มปลายของเด็กยังทำงานไม่เต็มที่ เด็กจึงไม่เจ็บและหายไว แต่ถ้าพลาดโอกาสดีๆในช่วงนั้น ให้เลือกช่วงเวลาไหนก็ได้ก่อนเด็กอายุหนึ่งขวบ แต่ถ้าเด็กอยู่ในช่วงอายุ 4-5 ขวบควรเว้นการขลิบไปก่อนเพราะเด็กจะซนมาก ดูแลลำบาก ยกเว้น แต่เกิดกรณีเร่งด่วน เช่น อวัยวะเพศอักเสบบ่อย สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ห้าขวบขึ้นไปจนกระทั่งวัยผู้ใหญ่ จะขลิบเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ยิ่งไวยิ่งดีเพราะอวัยวะเพศจะได้เติบโตได้เต็มที่ ส่วนผู้ที่เข้าสู่ประตูวิวาห์ ไปแล้ว การผ่าตัดจะช่วยให้อวัยวะเพศแข็งแรง ระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์จะนานขึ้น และยิ่งใช้งานบ่อยๆสมรรถภาพจะยิ่งดีขึ้น

          สรุปท้ายวันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า “ขลิบวันนี้ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีในวันหน้า” สวัสดี


อ้างอิง: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2544

คราม “ สวยไม่พึ่งเทคโนโลยี"

กว่า 2000 ปีที่ผ่านมา คนเริ่มรู้จักการทำสีครามจากธรรมชาติโดยนำพืช ได้แก่ คราม เบือก และฮ่อม มาใช้ ซึ่งพืชสกุลที่ให้ปริมาณครามมาก และคนไทยโบราณนิยมนำมาใช้ทำสีครามมากที่สุด คือ ครามที่อยู่ในตระกูล "Indigofera" พบได้ทั่วโลกในภูมิอากาศเขตร้อนไปจนถึงเขตอบอุ่น ส่วนต้นฮ่อมนั้นแท้ที่จริงเป็นไม้คนละตระกูลกับต้นคราม โดยสิ้นเชิง เพราะต้นฮ่อมจัดเป็นพืชในตระกูล "Acanthaceae" ซึ่งมีพืชร่วมตระกูล เช่น ฟ้าทะลายโจร ทองพันชั่ง พญายอ เป็นต้น และจะเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงรำไรและมีความชื้นสูง

 

          ในอดีตจนถึงปัจจุบันชาวบ้านทุกท้องถิ่นจะทำหัตถกรรมใช้เองในครัวเรือน จึงเกิดภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ การ ย้อมผ้าสีคราม ซึ่งมีตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมสีคราม จนถึงการก่อหม้อนิลหรือหม้อย้อมคราม มีความเชื่อว่า ครามมีผีสิง ดังนั้นผู้ที่จะทำหม้อนิลจะต้องให้ความรักและดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

 

การเตรียมเนื้อคราม
          ผู้ทำครามควรจะเก็บใบครามทั้งกิ่งในตอนเช้า ขณะที่ใบยังสด จากนั้นนำมาม้วนมัดเป็นฟ่อนเรียงลงในภาชนะจนเกือบเต็มแล้วจึงเติม น้ำลงไปพอท่วม ทับด้วยวัสดุหนัก แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 ชั่วโมง จึงกลับใบครามข้างล่างขึ้นทับข้างบน แช่อีก 8 ชั่วโมง
          หลังจากแช่ใบครามเป็นเวลา 18 ชั่วโมงแล้ว ให้จัดการแยกกากใบครามออก จะได้น้ำสีเหลืองแกมเขียว มีฟองสีขาว เติมปูนขาวประมาณ 10 กรัม/น้ำคราม 1 ลิตร หรือเติมทีละน้อยพร้อมสังเกตสีและฟอง จนกระทั่งฟองเป็นสีน้ำเงินเข้ม จึงหยุดเติม กวนน้ำครามจนสังเกตเห็นสีน้ำครามเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน จนกระทั่งฟองสีน้ำเงินยุบตัวอย่าง รวดเร็วให้หยุดกวน การกวนครามอาจใช้มือหรือไม้ไผ่สานกระแทกน้ำครามหรือปั่นในเครื่องซักผ้าก็ได้ หลังจากนั้นพักน้ำครามไว้ 1 คืน แล้วจึงแยกของเหลวใสชั้นบนทิ้ง เก็บตะกอนครามสีน้ำเงินชั้นล่างไว้ รอการเตรียมสีครามต่อไป
          การเตรียมสีครามหรือการก่อหม้อนิลให้อยู่ในสภาพใช้ย้อมนั้น ต้องมีวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อหม้อนิลดังต่อไปนี้ ได้อก่ เนื้อคราม น้ำขี้เถ้า และปูนขาว ผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะ หากใช้เครื่องมือวัดค่าความเป็นกรดด่าง จะพบว่าน้ำย้อมเริ่มแรกจะมีความเป็นด่างสูงประมาณ 12.5-13.00 และลดลงช้าๆทุกวัน ใช้เวลาประมาณ 20 วัน น้ำย้อมจะ มีค่าความด่างประมาณ 10.00-10.50 เป็นน้ำย้อมที่มีสีครามพร้อมย้อม ดังนั้นหากเติมกรด เช่น เนื้อมะขามเปรี้ยว ผลมะเฟืองทุบ หรือน้ำส้มสายชูลงไปในน้ำย้อมหลังก่อหม้อจะทำให้ความเป็นด่างลดลงเร็ว ได้น้ำย้อมพร้อมย้อมเร็วขึ้นกว่า 20 วัน
          การก่อหม้อครามทำได้หลายวิธี ทั้งใช้น้ำคราม เนื้อครามเหลวและครามแห้ง หลังก่อหม้อครามแล้ว ให้กวนน้ำย้อมทุกวันเพื่อสังเกตสี ซึ่ง เริ่มแรกเป็นสีน้ำเงินฟองสีขาวแตกและยุบตัวเร็ว วันถัดไปของเหลวแยกชั้น ชั้นบนใสสีน้ำตาล ชั้นล่างเป็นตะกอนสีน้ำเงิน วันต่อไปชั้นบนเริ่มเขียว ตะกอนเริ่มเป็นสีเขียวแกมเหลือง ฟองเริ่มเป็นสีฟ้า หลายวันต่อมาของเหลวจะมีสีเขียวเข้มมากขึ้น ตะกอนเหลืองเข้มมากขึ้น ลักษณะของเหลวขุ่นเมื่อกวนน้ำย้อม จะเห็นน้ำย้อมสีเขียวปนเหลืองขุ่น ผิวหน้าของเหลวเกิดริ้วสีน้ำเงิน ฟองสีน้ำเงิน หลัง จากกวนแล้วพักไว้สักระยะหนึ่ง ผิวหน้าของเหลวจะเป็นสีน้ำเงิน ฟองสีน้ำเงินวาวไม่ยุบหรือแตก จะเป็นลักษณะของ น้ำย้อมพร้อมย้อม
          การเติมสารที่เร่งการเกิดสี เช่น กรดมดแดง น้ำซาวข้าวหมักเปรี้ยว ฯลฯ จะทำให้เกิดสีครามได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่า หม้อนิลมา แต่ก็จะส่ง ผลให้สีครามหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เรียกว่า หม้อนิลหนี ดังนั้นผู้ที่จะก่อหม้อนิลจะต้องมีจิตใจที่เยือกเย็นและไม่โลภรีบเร่งในการกระตุ้นให้เกิดสีครามเพื่อหวังผลในเชิงพาณิชย์จนเกินไป มิฉะนั้น หม้อนิลที่อุตส่าห์ลงแรงไปอาจจะไม่สัมฤทธิผลดังที่หวังไว้   ดังนั้นการย้อมสีครามธรรมชาติเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่คนโบราณได้กระทำและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ต้องใช้เวลา นานนับเดือน เป็นผ้าที่นอกจากจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่องกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะผืนซึ่งไม่เหมือนกับผ้าโหลจากโรงงานแล้วยังแฝงด้วยความทุ่มเทแรงกาย แรงใจของผู้ทำ และย้อมสีคราม อีกด้วย

"เลือด "

"โลหิตหรือเลือด" ของเหลวสีแดงข้นที่ไหลเวียนอยู่ทั่วสรรพางค์กายของเรานั้น มีความสำคัญต่อความ อยู่รอดของชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะสำคัญอื่นๆ โลหิตเปรียบได้กับสายธารแห่งชีวิต วันใดที่สายธารเหือดแห้ง ชีวิตก็ถึงกาลอ่อนแอและดับสูญ

          อาจกล่าวได้ว่า เรื่องราวของโลหิตนั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่มนุษย์ให้ความสนใจมาแต่ครั้งอดีตกาล นับแต่มนุษย์เริ่มสังเกตเห็นว่า การที่โลหิต ไหลออกจากร่างกายมากเกินไป เป็นเหตุแห่งความอ่อนแอ และอาจนำมาซึ่งความตาย โลหิตจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ข้อห้ามรับ ประทานโลหิตทุกชนิดของชาวยิว เนื่องจากเชื่อว่าโลหิตคือวิญญาณ การกินโลหิตของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น จะทำให้วิญญาณของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเข้ามาอยู่ในร่างกายของเรา   แต่นายพรานนักล่า ชาวนอร์เวย์กลับมีประเพณีการดื่มเลือดหมี เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง   ชนเผ่านักล่าหัวมนุษย์ในเซลีเบสตอนกลาง(หมู่เกาะอินดีสตะวัน-ออก) ก็ดื่มโลหิตมนุษย์ด้วยกันเอง เนื่องจากมีความเชื่อว่า โลหิตมนุษย์จะทำให้มีความกล้าหาญ   นอกจากนี้ การดื่มไวน์แดงและรับประทานขนมปังซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเลือดและเนื้อของพระคริสต์ ก็เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในการประกาศตัวเป็นคริ สตศาสนิกชน

          ส่วนเรื่องราวของโลหิตในแง่มุมที่เป็นวิทยาศาสตร์และวิทยาการทางการแพทย์นั้น เริ่มต้นการศึกษากันมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 วิทยาการด้านโลหิตได้ก้าวหน้ามาตลอดระยะเวลากว่า 300 ปี และได้มีส่วนช่วยรักษาชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลกให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วย หรือแม้แต่ความตาย วิทยาการเหล่านี้ได้ไขความลับอะไรเกี่ยวกับ โลหิตออกมาให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง นี่คือส่วนหนึ่งที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงของสายธารสีแดงแห่งชีวิตของเรา

คำจำกัดความ
          เราอาจเห็นว่าโลหิตเป็นของเหลวที่มีสีแดงข้น แต่ในความเป็นจริง โลหิตมีคุณสมบัติเป็นเนื้อเยื่อด้วย ทั้งนี้เนื่องจากโลหิตประกอบด้วย เซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกันที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง โดยเซลล์เหล่านี้ล่องลอยอยู่ในของเหลวที่เรียกว่า พลาสมา (plasma) หรือน้ำเหลือง    หน้าที่หลักของโลหิตคือการขนถ่ายออกซิเจน ซึ่งจำเป็นต่อการเผาผลาญไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย และรับคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นของเสียจากกระบวนการเผาผลาญในเซลล์กลับมา นอกจากนี้ โลหิตยังเป็นตัวรับสารอาหารที่ย่อยแล้วจากบริเวณลำ ไส้หรือจากเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ร่างกายสะสมไว้ และนำสารอาหารเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย หน้าที่อีกอย่างของโลหิตคือ ขนถ่ายของเสียที่ละลายน้ำได้ไปจัดเก็บที่อวัยวะจำเพาะ เพื่อรอเวลาขับถ่ายออก จากร่างกาย

องค์ประกอบ
          โลหิตมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นของเหลวเรียกว่า "พลาสมา" และส่วนที่เป็นเซลล์ต่างๆ อันได้แก่ "เม็ดโลหิตแดง" เม็ด โลหิตขาว และเกล็ดโลหิต
          "พลาสมา" หรือ "น้ำเหลือง" เป็นของเหลวสีเหลืองอ่อนใส มีสัดส่วนประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด พลาสมามีน้ำ 90-92 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 6-8 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นสารอื่นๆ พลาสมามีหน้าที่หลายประการ เช่น เป็นตัวกลางในการขนถ่ายสารอาหาร ของเสีย และเซลล์เม็ดโลหิต เป็นตัวควบคุมความ-ดัน โลหิต เป็นตัวกระจายความร้อนให้ทั่วถึงตลอดร่างกาย เป็นตัวควบคุมความเป็นกรดด่างในกระแสโลหิต เป็นต้น
          "เม็ดโลหิตแดง" (erythrocytes หรือ red blood cell) มีรูปร่างกลมแบน ไม่มีนิวเคลียส ตรงกลางเซลล์เว้าเข้าทั้งสองด้าน มี เฮโมโกลบินซึ่งทำหน้าที่ขนถ่ายออกซิเจนที่รับจากปอดไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย เม็ดโลหิตแดงมีปริมาณ 30-55 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด มีอายุอยู่ในร่างกายประมาณ 120 วัน การที่รูปร่างของเม็ด โลหิตแดงเว้าเข้านั้น เป็นผลมาจากความพยายามในการปรับตัวเพื่อให้มีพื้นที่มากที่สุดในการขนถ่ายออกซิเจน
          "เม็ดโลหิตขาว" (leucocytes หรือ white blood cell) ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เม็ดโลหิต ขาวมีปริมาณประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด มีอายุการทำงานในกระแสโลหิตประมาณ 10 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 5 ชนิดหลักๆ ได้แก่ แกรนูโลไซต์ (granulocytes) หรือเรียกอีกอย่างว่า นิวโทรฟิลส์ (neutrophils), โมโนไซต์ (monocytes), ลิมโฟไซต์ (lymphocytes), อีโอสิโนฟิลส์ (Eosinophils) และ เบโซฟิลส์ (Basophils)
          "เกล็ดโลหิต" (thrombocytes หรือ platelets) มีขนาดเล็กกว่าเซลล์เม็ดโลหิตแดงและเม็ดโลหิตขาว มีปริมาณประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด มีอายุการทำงานในกระแสโลหิตประมาณ 5-10 วัน เกล็ดโลหิตมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโลหิตไหลออกจากบริเวณที่เส้นโลหิตฉีกขาด โดยจะเกาะตัวกันในบริเวณที่มีบาด แผล ปิดรอยรั่ว ในกรณีที่รอยรั่วไม่ใหญ่มาก เกล็ดโลหิตจะทำงานตามลำพัง แต่หากเป็นบาดแผลใหญ่ เกล็ดโลหิตจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการห้ามโลหิต

กำเนิดโลหิต
          เซลล์ชนิดต่างๆ ในโลหิต มีต้นกำเนิดจากไขกระดูกซึ่งเป็นอวัยวะสร้างเซลล์จำเพาะ ในผู้ใหญ่ ไขกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิตแดง เกล็ดโลหิตทั้งหมด และสร้างเม็ดโลหิตขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดโลหิตขาวทั้งหมด) เนื้อเยื่อน้ำเหลือง เช่น ต่อมไทมัส ม้าม และต่อมน้ำเหลือง สร้างเม็ดโลหิตขาวชนิดลิ มโฟไซต์ (20-30 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดโลหิตขาวทั้งหมด) ส่วนเนื้อเยื่อ reticuloendothelial ของม้าม ตับ ต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่ออื่นๆ สร้างเม็ดโลหิตขาวชนิดโมโนไซต์ (4-8 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดโลหิตขาว ทั้งหมด) ส่วนเกล็ดโลหิต ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเล็กๆของเซลล์มากกว่าจะเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์ สร้างจากไซโตพลาสมของเซลล์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า เมกาคารีโอไซต์ (megakaryocyte) ที่อยู่ในไขกระดูก

หมู่โลหิต
          นับตั้งแต่ พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา คาร์ล แลนด์สไตน์เนอร์ ศึกษาการทำปฏิกิริยาระหว่างโลหิต จนสามารถจัดเป็นระบบหมู่โลหิตที่เรียกว่า ระบบหมู่โลหิตแบบ ABO ซึ่งแบ่งกลุ่มโลหิตออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ตามชนิดของแอนติเจน ได้แก่ type A (มีแอนติเจน A), type B (มีแอนติเจน B), type AB (มีทั้งแอนติเจน A และ B) และ type O (ไม่มีทั้ง แอนติเจน A และ B)   นอกจากระบบหมู่โลหิตแบบ ABO แล้ว ยังมีการจัดระบบหมู่โลหิตแบบอื่นอีก คือ ระบบอาร์เอช (Rh) ซึ่งแบ่งหมู่โลหิตออกเป็น 2 หมู่คือ อาร์เอชบวก (Rh-positive) และ อา ร์เอชลบ (Rh-negative)

การตรวจโลหิต
          การตรวจโลหิต สามารถบ่งบอกถึงความเป็นไปของโรค การตรวจบางอย่างเป็นการวัดคุณภาพและการทำงานของโลหิตเอง การตรวจหา สารบางชนิดในโลหิตก็เป็นตัวบ่งบอกประสิทธิภาพการ ทำงานของอวัยวะบางอย่างได้เช่นกัน

โรคที่เกี่ยวกับโลหิต
          ความผิดปกติที่เกิดกับเม็ดโลหิตแดง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการที่ร่างกายสามารถผลิตเซลล์เม็ดโลหิตแดงได้น้อยลง เนื่องจากขาดสารต่างๆ หรือเป็นโรคเรื้อรังบางอย่าง หรือเกิดจากการที่เม็ดโลหิตแดงถูกทำลายเนื่องจากหลายสาเหตุ
          การที่ร่างกายสร้างเม็ดโลหิตแดงมากเกินไป (Polycythemia)ก็จัดเป็นความผิดปกติอีกเช่นกัน โดยภาวะเช่นนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ ทำให้มี โลหิตข้นมากกว่าปกติ โลหิตจะไหลเวียนได้ช้าลง จนในที่สุดอาจทำให้เส้นโลหิตอุดตันในอวัยวะบางแห่ง
          โรคโลหิตอาจเกิดขึ้นที่ความผิดปกติของเกล็ดโลหิต เช่น ปริมาณเกล็ดโลหิตต่ำกว่าปกติ เกล็ดโลหิตไม่เกาะติดผนังหลอดโลหิตในบริเวณ ที่มีรูรั่ว เกล็ดโลหิตไม่เกาะกันเพื่ออุดรูรั่ว ร่างกายขาด clotting factor VIII หรือ IX นอกจากนี้ยังมีโรคและอาการอื่นๆ ที่มีผลต่อปริมาณและความสมบูรณ์ของเกล็ดโลหิตอีกด้วย
          โรคโลหิตที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเม็ดโลหิตขาวนั้น เกิดจากการที่มีเม็ดโลหิตขาวสูงหรือต่ำเกินไปในกระแสโลหิต ความผิดปกติใน เม็ดโลหิตขาวมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ภาวะเม็ดโลหิตขาวต่ำ ซึ่งสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกว่าเม็ดโลหิตขาวชนิดใดต่ำ และก่อให้เกิดอาการผิดปกติเช่นไร ภาวะเม็ดโลหิตขาวในเลือดสูง เช่น โรค มะเร็งในเม็ดโลหิตขาว (leukemia) และอาจมีความเปลี่ยน-แปลงของเนื้อเยื่อหลายๆ ส่วน เช่น ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ร่วมอยู่ด้วย

บริจาคโลหิต
          การบริจาคโลหิต คือการสละโลหิตส่วนหนึ่งที่ร่างกายเหลือใช้เพื่อให้กับผู้ป่วย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละ คนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ซึ่งร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้    เราสามารถเก็บรักษาโลหิตที่บริจาคไว้ในถุงบรรจุโลหิตได้ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง องค์ประกอบต่างๆ ในโลหิตจะมีอายุการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน ในการเก็บรักษาโลหิต เราอาจเก็บไว้ในรูปโลหิตรวม (whole blood) (เก็บได้นาน 42 วัน) หรือแยกเก็บเป็นองค์ประกอบ เฉพาะส่วน เช่น เก็บในรูปเซลล์เม็ดโลหิตแดงแช่แข็ง (เก็บได้นานกว่า 10 ปี) เก็บในรูปของพลาสมาแช่แข็ง (เก็บได้นาน 2 ปี) เก็บในรูปเกล็ดโลหิต (เก็บได้นาน 5 วัน) ซึ่งการแยกเก็บเป็นองค์ประกอบ เฉพาะส่วนนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานเป็นหลัก

โลหิตวิทยาวันนี้และวันหน้า
          "โลหิตวิทยา" (Hematology) เป็นสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่าด้วยการศึกษาธรรมชาติ หน้าที่ และโรคของโลหิต ก้าวแรกของ การศึกษาโลหิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อ แอนโทนี แวน ลีเวนฮุค ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์    ตลอด 300 ปีที่ผ่านมา วิทยาการด้านนี้มีความก้าวหน้ามาก ความรู้ต่างๆ ที่ผ่านมาข้างต้นเป็นผลจากการศึกษาในวิชาการด้านนี้ และวิทยาการด้านโลหิตมิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ หากแต่ยังจะเดินหน้าต่อไป ตราบเท่าที่โลกวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาชีวิต และเยียวยาความเจ็บไข้ของผู้คนจนถึงที่สุด


"Why we call MONEY?"

ครั้งแรกที่เริ่มเรียนภาษาปะกิต คิดอยู่เสมอว่า ทำไมคำว่า “เงิน” ภาษาปะกิตออกเสียงไม่เพราะเลย “มัน-นี่” เหมือนจิกศีรษะเรียกยังไงก็ ไม่รู้ ความรู้สึก ณ ตอนนั้น อืม......นานแล้วนะ เกือบจะลืมไปแล้วด้วย ถ้าไม่บังเอิญเกิดขยัน นึกอยากอ่านหนังสือพิมพ์ เลยได้เจอบทความ “ที่มาของคำว่า Money” ความรู้สึกเดิมๆเลยกลับมา และแบบว่า เป็นคนดี ชอบแบ่งปัน เลยเอามาเล่าให้ฟัง ฟังก็ดี ไม่ฟังก็ดี แต่ฟังดีกว่านะ

          มนุษย์เรามีระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เริ่มจากเอาของแลกของ จนกระทั่งหาสิ่งแทนเพื่อใช้แลกเปลี่ยนสินค้า หอย เบี้ยเอย หินเอย จนถึงยุคที่มีการถลุงโลหะ จึงมีการนำโลหะที่ถลุงได้มาผลิตเป็นเหรียญกษาปณ์ เชื่อหรือไม่ว่า คำว่า "Money" มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยคริสตกาลเสียอีก ราวๆ 2,200 ปีที่แล้ว ตามตำนานแห่งเทพ โรมันเล่าไว้ว่า เทพจูโนเรยีน่า เป็นมเหสีของเทพจูปิเตอร์ กษัตริย์ใหญ่แห่งเทพทั้งปวง หน้าที่หลักของเทพจูโนเรยีน่าคือ ให้ความคุ้มครองแก่สตรีทั้งหลาย ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน เป็นเทพ แห่งดวงจันทร์ และที่สำคัญคือเป็นเทพแห่งการเตือนภัยและการพิทักษ์รักษา ดังนั้นชาวโรมันที่แสนจะโปรดปรานการรบทัพจับศึกจึงเลื่อมใสศรัทธาเทพเจ้าองค์นี้มาก และเพื่อเป็นการแสดงความนับถือ ชาว โรมันจึงได้สร้างวิหารขึ้นเพื่อให้เทพจูโนมาสถิตอยู่อย่างสบายและตั้งชื่อวิหารว่า “โมเนตา” (Moneta) แปลว่า “ที่ปรึกษา” คำคำนี้มาจากภาษาละตินว่า “Moneo” หมายถึง “เตือนภัย” ซึ่งที่วิหารนี้เองมีการ ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้น ตามหลักฐานพบว่ามีการผลิตเหรียญเงินของโรมันเป็นครั้งแรกที่วิหารแห่งนี้เมื่อประมาณ 269 ปีก่อนคริสตศักราช โดยเรียกเหรียญเงินนี้ตามชื่อวิหารว่า “Moneta” ต่อมาชาวฝรั่งเศส โบราณรับเอาไปใช้ในรูปของ "Moneie" และกลายเป็น "Money" ในภาษาอังกฤษในที่สุด ซึ่งคำว่า Moneta นี้เป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษสองคำ คือคำว่า "Money" ที่แปลว่า เงินตรา และคำว่า "Mint" ที่ แปลว่าโรงกษาณ์ เอวังก็ด้วยประการฉะนี้.........
 


อ้างอิง: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 14 มีนาคม 2544

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์