ฟิสิกส์ราชมงคล

index  78

Nanobubble การผลิตฟองขนาดนาโนได้เป็นครั้งแรกของโลก

การผลิตฟองขนาดนาโนของออกซิเจนที่คงทนอยู่ในน้ำได้อย่างยาวนานโดยไม่สลายตัว ทำให้สามารถเลี้ยงปลาน้ำจืดร่วมกับปลาน้ำเค็มในตู้เลี้ยงปลาตู้เดียวกันได้ในเชิงปฏิบัติเป็นครั้งแรก
ประเด็นความสำเร็จของงานวิจัยนี้
• ใช้ระบบวิศวกรรมที่มีศักยภาพสูงที่ทำให้ฟองนาโนคงทนอยู่ในน้ำได้นานมาก
• กลไกการสร้างฟองนาโนจะอาศัยแรงผลักเชิงไฟฟ้าที่มีประจุแตกต่างกันทำให้อิออนต่างๆสะสมกันอย่างหนาแน่นบริเวณผิวสัมผัส
• ฟองนาโนของก๊าซโอโซนจะยังคงมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและสิ่งสกปรกในน้ำได้ยาวนานว่า 1 เดือน ส่วนน้ำที่มีฟองนาโนของออกซิเจนจะช่วยทำให้สิ่งมีชีวิตมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น ดังนั้นจึงสามารถนำฟองนาโนมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ อาหาร และการประมง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟองนาโนสร้างขึ้นจากการแตกสลายฟองขนาดไมโครเมตร (microbubble) อย่างรวดเร็วทำให้มีการสะสมสารอนินทรีย์และอิออนชนิดต่างๆอยู่รอบผิวนอกของฟองนาโนมีลักษณะคล้ายเป็นเปลือกของฟองนาโน ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ salting-out ที่สามารถยับยั้งการแพร่ของก๊าซที่อยู่ภายในฟองนาโน ซึ่งปรากการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงที่ความเล็กระดับนาโนเท่านั้น

ฟองนาโนของก๊าซโอโซนที่สังเคราะห์ขึ้นจากการแตกสลายฟองโอโซนขนาดไมโครเมตรในน้ำที่มีสารอิเล็กทรอไลต์ละลายอยู่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะทิ้งไว้นาน 2 สัปดาห์ก็ยังคงมีก๊าซโอโซนเหลืออยู่ในฟองนาโนเป็นปริมาณมาก

ผลงานวิจัยนี้เป็นของ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น

Nanobubble การผลิตฟองขนาดนาโนได้เป็นครั้งแรกของโลก

กว่าจะเป็นนาโนเทคโนโลยีวันนี้

ริชาร์ด ฟายน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ได้กล่าวไว้ในปี ค.ศ.1960 ว่า "เมื่อผมพูดถึงเทคโนโลยีจิ๋ว ก็มีบางคนพูดถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีย่อส่วนขึ้นทันที พวกเขาพูดถึงมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีขนาดเท่ากับปลายเล็บนิ้วก้อย และก็เริ่มมีสินค้าออกสู่ท้องตลาดกันบ้างแล้ว นอกจากนั้นยังมีคนพูดถึงว่า เดี๋ยวนี้เราสามารถเขียนคำสวดคัมภีร์ไบเบิ้ลลงบนหัวเข็มหมุดได้ แต่ทว่าเรื่องที่ผมจะพูดถึงนั้นยังห่างไกลมากและเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่ผมจะกล่าวถึง ซึ่งเป็นโลกขนาดเล็กที่ซับซ้อนและอยู่ลึกลงไป เมื่อถึงปี ค.ศ.2000 คนในยุคนั้นเมื่อลองย้อนกลับมาดู ก็คงจะนึกสงสัยว่าทำไมเทคโนโลยีที่ทุกคนให้ความสำคัญอย่างจริงจังและมุ่งสู่ทิศทางนี้จึงไม่เริ่มมาก่อนหน้าปี ค.ศ.1960" ในปัจจุบันคำปาฐกถาของ ดร.ฟายน์แมนได้ถูกสลักลงเป็นตัวหนังสือที่มีขนาดราว 400 นาโนเมตร

คำกล่าวของดร.ฟายน์แมน เมื่อ 44 ปีที่แล้วถือเป็นการจุดประกายความสนใจ และปลูกฝังแนวคิดทางด้านนาโนเทคโนโลยีขึ้นเป็นครั้งแรกในตอนนั้น แม้จะมีหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าเป็น "ความฝัน" ที่ไกลเกินไป แต่ทว่าทุกคนก็เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการลดขนาดลง โดยจะเห็นได้จากเครื่องจักรกลต่างๆ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ แต่กลับมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและปัจจุบันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการคาดการณ์ของดร.ฟายน์แมนนั้นถูกต้องแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ เครื่องมือ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้เริ่มมุ่งสู่ทิศทางในระดับนาโนขนานใหญ่

อันที่จริงกระบวนการผลิตในระดับนาโนไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นกระบวนการที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างดีเอ็นเอ การแลกเปลี่ยนแร่ธาตุระหว่างเซลล์ การหมุนของซีวมอเตอร์ที่หางของตัวอสุจิ หรือแบคทีเรีย การส่งสัญญาณในเซลล์ประสาท การซ่อมแซมตัวเองของอวัยวะเมื่อเกิดบาดแผล หัวเป็นโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อนในพืชและในสัตว์ เป็นต้น องค์ประกอบของสิ่งเหล่านี้ล้วนมีขนาดในระดับนาโนทั้งสิ้น

ส่วนมนุษย์เองก็ได้รู้จักการนำวัตถุมาทำให้มีขนาดเล็กลงตั้งแต่สมัยโบราณนับพันปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตสีต่างๆ จากอนุภาพขนาดนาโนของโลหะต่างๆ เช่น สีฟ้าที่ชาวอียิปต์โบราณใช้ในการตกแต่งหีบศพฟาโรห์ หรือแผ่นกระจกสีโมเสคที่ใช้ทำหน้าต่างของโบสถ์ศาสนาคริสต์ในยุคกลางและยุควิคตอเรีย รวมถึงภาชนะเครื่องแก้วในสมัยกรีก-โรมันที่สามารถเปลี่ยนสีได้ โดยใช้หลักการดูดซับและการกระเจิงแสง เพื่อสะท้อนกับอนุภาคที่มีขนาดเล็ก (ในระดับนาโนเมตร) เช่นอนุภาคนาโนของทองสามารถให้ สีส้ม ม่วง แดง หรือเขียวได้ขึ้นอยู่กับขนาดของอนุภาคนาโนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี คนในสมัคยโบราณก็ยังไม่สามารถอธิบายในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จึงไม่สามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ได้อย่างกว้างขวาง

ศาสตร์ทางด้านนาโนจึงเป็นการผสมผสานของสหวิทยาการ ดังเช่น การอธิบาย และการศึกษาปรากฏการณ์การเปล่งสีของอนุภาคทองนาโนที่ค้นพบตั้งแต่สมัยโบราณ ต้องอาศัยนักเคมีที่เข้าใจในปฏิกิริยาในระดับโมเลกุลที่สัมพันธ์กับขนาด รวมถึงนักฟิสิกส์ที่ศึกษาคุณสมบัติของแสงและสสารที่เปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไข ซึ่งถ้าจะนำไปประยุกต์ใช้ ก็จำเป็นต้องอาศัยวิศวกรและนักวัสดุศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในการศึกษาดครงสร้างโมเลกุล จนสามารถดัดแปลงโครงสร้างโมเลกุลให้มีคุณสมบัติตามต้องการ รวมทั้งมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการนำไปประยุกต์ใช้ด้วย

ดังนั้นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบันจึงทำให้นาโนเทคโนโลยีเกิดการพัมนาได้อย่างรวดเร็ว เช่น ความสามารถในการสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถมอง วัด หรือสร้างวัตถุในระดับนาโนได้อย่างแม่นยำ และยังได้ผนวกกับวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และศึกษาคุณสมบัติของสสารได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


ค้นหาความลับในมัมมี่


เครื่องเอกซเรย์สามารถวิเคราะห์มัมมี่ได้ทุกมุม

เมื่อปี ค.ศ. 1975 นักวิทยาศาสตร์ ได้นำเอามัมมี่ของฟาโร และขุนนางอียิปต์
โบราณ อายุประมาณ ประมาณ 1600 - 1000 ปีก่อนคริสตศักราช
จำนวน 17 ร่าง  ของพิพิธพัณฑ์แมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ
มาศึกษาโดยการเอกซเรย์

ผลการเอกซเรย์พระศพเพื่อไขความลับให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้ศึกษา
โดยผลการวิเคราะห์บอกว่า ฟาโรห์ส่วนใหญ่สวรรค์คต เมื่อยังมีพระชนม์น้อย..
กระโหลกของฟาโรห์หลายพระองค์มีขนาดแตกต่างกันมาก
บ่งว่าไม่ได้ร่วมสายพระโลหิตเดียวกัน..
แถมยังทำให้เรารู้ด้วยว่า ฟาโรห์
และมเหสีหลายพระองค์ประชวรด้วยโรคไขข้ออักเสบ..

 
ภาพเอกซเรย์ หน้าแข็ง และซี่โครงของมัมมี่เด็กอายุ 14 ปี

โรคเกี่ยวกับฟันของชาวอียิปต์โบราณ...
จากผลเอกซเรย์พบว่าฟันของมัมมี่สึกกร่อนมาก ซึ่งคงทำให้เจ็บปวดและก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ
หรือโรคเหงือกเรื้อรัง และยังพบมัมมี่จำนวนมากมีขากรรไกรผิดปกติ

ชาวอียิปต์นิยมกินขนมปังกันเป็นประจำ(จนโดนชาวกรีกเรียกว่า"พวกกินขนมปัง")
ปัญหาเรื่องโรคฟันอาจเกิดจากทรายที่ปลิวมาปะปนอยู่ในเนื้อขนมปังตั้งแต่ตอนเก็บเกี่ยวข้าว
และตอนเตรียมแป้ง รวมทั้งทรายที่เติมลงไปเพื่อช่วยการบดในเครื่องโม่แป้ง

ทรายยังก่อปัญหาสุขภาพอื่นด้วย..จากผลวิเคราะห์เนื้อเยื่อปอดของมัมมี่โดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
พบโรคปอดซึ่งเกิดจากการสูดเองผงทรายเข้าไปด้วย


ท ำ ไ ม โ ด นั ท จึ ง มี รู ต ร ง ก ล า ง

donut.JPG (10614 bytes)

รูตรงกลางของขนมโดนัทเพิ่งถือกำเนิดขึ้นช่วงครึ่งแรก
ของศตวรรษที่ 19
  เมื่อนายแฮนสัน เกรกอรีกัปตันเรือ ชาวเมืองรอคพอท   รัฐเมนเจาะรูแป้งโดนัทที่มารดา กำลังทอด เพราะคิดว่าการขยายพื้นผิวหน้าของขนม จะทำให้ทอดได้ง่ายขึ้น และแต่เดิมนั้นตรงกลาง
ของโดนัทมักจะแฉะสุกไม่ทั่ว

ปรากฏว่าอร่อยเกินคาด เนื้อแป้งก็สุกหอมตลอดทั่วทั้งอัน
โดนัทเจาะรูสูตรของนายแฮนสัน
จึงเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

dogif.gif (8095 bytes)

เมืองรอคพอทภาคภูมิใจในรูโดนัทมาก
ถึงกับสร้างป้ายทองแดงจารึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไว้


บอลลูนลอยได้อย่างไร

ลักษณะสำคัญของบอลลูนคือ ถุงขนาดใหญ่
ที่ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา   ภายในอัดด้วยลมร้อน
จากเครื่องพ่นไฟ ที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง
ลมร้อนเป็นอากาศที่เบามากจึงลอยตัวขึ้น
เป็นผลให้บอลลูนถูกยกลอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้าได้

ballon.JPG (15274 bytes)

เราควบคุมให้บอลลูนลอยสูง หรือต่ำลงได้โดยการ
ควบคุมเครื่องพ่นไฟ
ซึ่งจะทำให้อากาศภายในร้อนจนลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้าเราปล่อยให้อากาศเย็นลง
บอลลูนก็จะลอยลงสู่พื้นดินได้

ทางภาคเหนือก็นิยมปล่อยบอลลูนเหมือนกัน
เรียกว่า โคมลอย มีสีสันสวยงาม ที่หางมีประทัดผูกอยู่
เวลาลอยไปก็จะมีเสียประทัด ดังเป็นระยะ
โคมลอยแบบนี้ไม่มีคนควบคุม

bollon2.JPG (13382 bytes)


ก  ำ เ นิ ด ก ร ะ ด า ษ ช ำ ร ะ


 

นักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อนายโจเซฟ  กาเย็ตตี้
เป็นคนแรกที่ได้ผลิตกระดาษชำระออกวางขายในปี ค.ศ. 1857
แต่กิจการนี้ขาดทุนอย่างรวดเร็ว   เพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้
กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ใบปลิวต่างๆ
แทนที่จะใช้กระดาษชำระ เพราะอ่านได้ เช็ดได้ ไม่เสียเงิน

tissue.JPG (12945 bytes)

อีก 20 ปีต่อมา สองพี่น้องสกุลสก็อตจึงได้ผลิตกระดาษชำระออกวางขายอีกครั้งหนึ่ง
โดยใช้ชื่อว่า สก๊อตทิชชู ในขณะนั้นส้วมชักโครก และห้องน้ำภายในอาคารเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง
ทำให้คนใช้กระดาษชำระมากขึ้น   นอกจากนี้ยังใช้สะดวก เนื้อนุ่ม
และยังเข้ากับการตกแต่งห้องส้วมอีกด้วย

toilet.JPG (20359 bytes)

 

ในระยะแรกการโฆษณากระดาษชำระเป็นไปอย่างไม่เอิกเกริกนัก
เพราะประชาชนยังรู้สึกอ่อนไหวในเรื่องอันเป็นส่วนตัวนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทสก๊อตพยายามตีตลาดกระดาษชำระ
โดยการโหมโฆษณาอย่างมากแต่ก็ดูจะสายเกินไป  
เพราะในขณะนั้นตลาดเต็มไปด้วยกระดาษชำระนานายี่ห้อแล้ว

(เรียบเรียงจากหนังสือ 108 ซองคำถาม)

ลายนิ้วมือ บอกเอกลักษณ์ประจำตัว

 

ลายนิ้วมือ (fingerprint) มีรูปแบบเป็นเส้น และแบบวนเป็นก้นหอย
ลองเอาหมึกทาที่นิ้วและพิมพ์ลายนิ้วมือดู
จะเห็นว่าแต่ละคนมีลายนิ้วมือรูปแบบแตกต่างกัน  

เราจึงใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานในการพิสูจน์บุคคล 
ลายนิ้วมือจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะคือ

fingerprintCE.JPG (12494 bytes)
ลายวงกลมคล้ายบ่วง

fingerprintCU.JPG (12265 bytes)
ลายเส้นโค้ง

fingerprintS.JPG (13482 bytes)
ลายก้นหอย

ศิลปะจากลายนิ้วมือ

กำเนิดแซนด์วิช

มีขุนนางชาวอังกฤษท่านหนึ่งชื่อว่า ลอร์ดแซนด์วิช
ท่านเป็นผู้ที่ชอบเล่นไพ่เป็นชีวิตจิตใจ
ชนิดไม่ยอมวางไพ่แม้กระทั่งเวลาอาหาร

ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอาหาร  
ท่านจึงสั่งให้คนรับใช้นำเนื้อย่างมา
ประกบด้วยแผ่นขนมปัง 2 แผ่น มาให้ท่านรับประทาน
เพื่อสะดวกในการที่มือหนึ่งถือไพ่ และอีกมือหนึ่งถือขนมปังประกบเนื้อ

ต่อมาขนมปังประกบแบบนี้ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น
โดยเรียกกันต่อๆมาว่า แซนด์วิช


ภาพพุทธประวัติจิตรกรรมฝาผนังนูน แห่งเดียวในประเทศไทย

ณ วัดบางกะพ้อม เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2312
สมัยกรุงศรีอยุธยา   ตามตำนานเล่าขานกันมาว่าผู้สร้างคือตระกูลคหบดีมีฐานะดี
ได้ลงเรือพาครอบครัวหนีข้าศึกมา เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา


วิหารเก่าแก่อายุ 200 กว่าปีแล้ว


รอยพระพุทธบาทในวิหาร


ยืนอย่างงี้ ไม่เมื่อยแย่เหรอ?

วัดบางกะพ้อมมีวิหารที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง 4 รอย
และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังนูน ซึ่งเป็นศิลปะจีนและไทยผสมกัน
เป็นเรื่องราวของพระพุทธศาสนา และความเป็นอยู่ของชาวไทย จีนในสมัยนั้น

ลองมาศึกษาพุทธประวัติจากภาพจิตรกรรมฝาผนังนูนกัน

02.jpg (13914 bytes)
พระพุทธเจ้า และสารีบุตรพระโมคคัลลานะอัครสาวกซ้าย ขวา

06.jpg (11346 bytes)

ขณะพักอยู่ใต้ร่มพฤกษาต้นหนึ่งได้เห็น อาชีวกผู้หนึ่งถือดอกมณฑารก
กั้นเป็นร่ม เดินทางมาแต่ไกล   หวังจะไปเมืองตาวาย พระเถระเจ้าถามถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า   อาชีวกตอบว่าพระสัมนะโคดมปรินิพพานได้ 7 วัน ณ วันนี้แล้ว

07.jpg (12897 bytes)

พวกมัลลกษัตริย์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ และเทพยดา
ได้เข้าเฝ้าในยามราตรี

ที่พระพุทธเจ้า
จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

14.jpg (12063 bytes)

พระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่ ณ ภูเขาสุวรรณบรรพต
จ.สระบุรี ของประเทศไทย

พระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่ ณ ภูเขาสุมนกูฎ

16.jpg (13364 bytes)

17.jpg (13053 bytes)

เรือสำเภอนี้แหละที่นำชาวจีน
ในสมัยก่อนมายังเมืองไทยเรา

พระพุทธเจ้าแสดงปฏิหาร
โปรดพุทธสาวกชาวจีน

15.jpg (13512 bytes)

การทำนาในร่องสวน
ของชาวบ้านสมัยก่อน

ความเป็นอยู่ของชาวจีน
ที่อพยพมาอยู่ในเมืองไทย

08.jpg (15994 bytes)

18.jpg (12882 bytes)
ภาพพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองโยนก
อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าได้อธิษฐานเหยียบไว้ในกลางสะดือทะเล

มาหัดทำโยเกิร์ตกินกัน

ทุกวันนี้เรานิยมดื่มนมเปรี้ยวกันมากขึ้น นมเปรี้ยว ก็คือ โยเกิร์ต ชนิดหนึ่งที่พร้อมดื่มได้เลย
อันที่จริงก็คือน้ำนมที่ผ่านการเติมเชื้อจุลินทรีย์ เช่นแลคโตบาซิลัส ซึ่งเป็นแบคทีเรียพันธุ์
ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์  ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น  และเป็นตัวทำให้เกิดรสเปรี้ยวในน้ำนม
ถ้าอยากจะทำโยเกิร์ตกินเองภายในบ้าน ไม่ยากเลย มีวิธีทำนั้นง่ายๆ
ดังนี้...

>>: นำนมสดยูเอชที (นมกล่อง)  จะเป็นรสหวาน หรือรสจืดก็ได้ ขนาด 1 ลิตร 
ต้มด้วยไฟปานกลาง จนเดือด แล้วยกลงจากเตา 
วางทิ้งไว้จนนมลดออุณหภูมิลงเหลือประมาณ 40 องศาC
>>: เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไป (เลือกชนิดที่ไม่ใส่รสผลไม้) 
แล้วคนให้เข้ากัน


ต้มๆ ๆ จนเดือด


วางไว้ให้เย็นแล้วใส่
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ


แบ่งใส่ถ้วยปิดฝา
ทิ้งไว้ 1 คืน

>>: จากนั้นเทแบ่งใส่ภาชนะที่มีฝาปิด วางทิ้งไว้นอกตู้เย็น 1 คืน แล้วลองชิมดู
ถ้าหากยังไม่เปรี้ยวถูกใจ ก็อาจวางทิ้งไว้อีกสักพักประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ได้ 
แล้วจึงค่อยนำเข้าแช่ตู้เย็น เวลาจะกินจึงใส่ผลไม้หรือแยมผลไม้ หรือธัญพืชที่ชอบลงไป
>>: คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วหม่ำ >>: อร่อย 
โยเกิร์ตที่ทำนี้เก็บไว้ในตู้เย็นได้ 2-3 วัน
* อุปกรณ์ หรือภาชนะที่ใช้ทำต้องล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งก่อน


เปรี้ยวถูกใจแล้ว
เก็บไว้ในตู้เย็น


ก่อนกินก็ผสมกับผลไม้
อร่อยได้ตามใจชอบ

โยเกิร์ตที่ทำไว้นี้ ส่วนหนึ่งสามารถเก็บเอาไว้เป็นหัวเชื้อ
ในครั้งต่อไปได้ และเมื่อทำใหม่ โยเกิร์ตที่ได้ก็ทำเป็นหัวเชื้อได้ต่อไปเรื่อยๆ

เรียบเรียงจาก หมอชาวบ้าน

เ รื อ ห ล ว ง จั ก รี น ฤ เ บ ศ ร
H.T.M.S. CHAKRI  NARUEBET

ร.ล.จักรีนฤเบศร
ค ร อ ง เ ว ห า   ค ร อ ง น ที   จั ก รี น ฤ เ บ ศ ร

เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ของไทย
มีเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ประจำการบนเรือ
มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย
ซึ่งนับว่าเป็นเรือที่มีอานุภาพสูง
มีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจได้ทั้งการรบ
และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

build3.JPG (7976 bytes)

เรือหลวงจักรีนฤเบศร สร้างโดยบริษัทบาซาน ประเทศสเปน
ด้วยวงเงินประมาณ 7,100 ล้านบาท
(สมัยเงินบาทยังไม่ลอยตัวนะ)

build2.JPG    build.JPG
รูปเรือขณะก่อสร้างที่ประเทศสเปน

ภ า ร กิ จ เ รื อ ห ล ว ง จั ก รี น ฤ เ บ ศ ร


ภารกิจที่สำคัญยามสงบ

  • ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
  • ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล
  • ปฏิบัติการอพยพประชาชน
  • ปฏิบัติการควบคุมและรักษาสิ่งแวดล้อม
    ในทะเลและบริเวณชายฝั่ง
  • คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติในทะเล


ภารกิจที่สำคัญในยามสงคราม

  • เป็นเรือธง ควบคุมและบังคับบัญชา
    กองเรือในทะเล
  • ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันภัยทาง
    อากาศให้กับกองเรือ
  • ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันภัยผิวน้ำ
    ให้กับกองเรือ
  • ปราบเรือดำน้ำให้กับกองเรือ
  • สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
     

ร.ล.จักรีนฤเบศร สามารถบรรทุก เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบิน รบจำนวน 15 ลำ
ภายในมีทั้งหมด 11 ชั้น นอกจาก ห้องควบคุมการจราจรทางอากาศ ห้องควบคุมการเดินเรือแล้ว ยังมีโรงพยาบาล ขนาด 15 เตียง
มีห้องผ่าตัด ห้อง X-Ray ห้องทำฟัน ห้องครัว ห้องรับรอง ห้องลูกเรือ 600 กว่าห้อง

ใช้เครื่องยนต์ได้ 2 แบบ คือ ดีเซล และก๊าซเทอร์บาย

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เครื่องดีเซล ประมาณ 1,000 ลิตร ต่อ ชม.
                        ก๊าซเทอร์บาย   ประมาณ 5,000 ลิตร ต่อ ชม.

oper.JPG
นี่คือห้องผ่าตัด

dent.JPG
นี่ก็ห้องทำฟัน

ขณะจอดอยู่มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 453 คน
และถ้าออกเรือมีเจ้าหน้าที่ประจำ 601 คน

dum.JPG     toil.JPG
ห้องนักกล้าม กับห้องน้ำครับ

cook.JPG
นี่ห้องครัวครับ กองทัพเดินด้วยท้อง

cook2.JPG (9006 bytes)
ทหารเรือกินปลาทอด

cook3.JPG
แต่นี่หั่นขาหมูนะ..ทะเลมีหมูเหรอ?


ตำนานกางเกงยีนลีวายส์

นายลีวาย สเตราส์ เดินทางไปซานฟรานซิสโก
ในปี ค.ศ. 1853  (ช่วงนั้นเป็นยุคตื่นทอง) โดยคิดว่า
จะไปตั้งร้านขายผ้าใบที่ใช้ทำเต้นท์ และผ้าใบคลุมท้ายรถบรรทุก

บังเอิญที่ก่อนจะเปิดร้าน  นายลีวายไปได้ยินบรรดานักขุดทอง
บ่นกันว่า " กางเกงที่ใช้กันอยู่ ไม่ค่อยเหมาะกับการทำงานหนักเลย "
เท่านันเองเขาก็ได้ความคิดใหม่ขึ้นมา  เขาสั่งช่างให้ตัดกางเกงขายาว
ด้วยผ้าใบที่เตรียมสำหรับทำเต็นท์ และวางกางเกงขายแทนเต็นท์

ไม่นานสรรพคุณของกางเกงลีวาย ก็แพร่หลาย ขายดิบขายดี
จนผลิตกันไม่ทันและเมื่อผ้าใบหมด  นายลีวายก็สั่งผ้าที่เนื้อหนา 
และแข็งแรงทนทานจากเมืองนิมส์ ประเทศฝรั่งเศสมาตัดแทนผ้าใบ
และเรียกกางเกงผ้าชนิดนี้ว่า เซิร์จ เดอนิม


ลีวายค่อยๆพัฒนาเนื้อผ้า กางเกงลีวายเรื่อยมา 
เปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลแบบผ้าใบมาเป็นสีน้ำเงินเข้ม  
ออกแบบตะเข็บ กระเป๋า กระดุมและแผ่นป้าย 
จนกลายเป็นกางเกงยอดนิยมที่ไม่ได้ใส่กันเฉพาะใน
เหมืองทองเท่านั้นแต่แพร่หลายสู่ความนิยมของคนทั่วโลก

* * * กางเกงผ้าเนื้อหนาสีกากีของกะลาสีเรือ ในปลาย
คริสต์ศตวรรษที่ 15ทำจากผ้าฝ้ายที่ผลิตขึ้นในเมืองเจนัว
Genoa ประเทศอิตาลี  กางเกงชนิดนี้จึงถูกเรียกว่า
ยีน Genes และแผลงเป็น Jeans ในที่สุด * * *

เรียบเรียงจากนิตยสาร แพรว


กำเนิดไอศกรีมโคน

ไอศกรีมโคนทำให้พวกเราเอร็ดอร่อยทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
แต่ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนคิดค้นไอศกรีมโคนขึ้นมาให้เรากิน

ต้นกำเนิดการค้นพบโคน..ยังสับสนอยู่หลายตำนาน
บ้างก็ว่า ชาวอิตาเลียนอพยพ ชื่อนาย อิตาโล มาร์ชิโอนี 
ผู้จดสิทธิบัตรถ้วยวาฟเฟิลที่กินได้ในปี ค.ศ.1903 

เขาบอกว่าเขาทำโคนมาตั้งแต่ 22 กันยายน ค.ศ.1886 
เพื่อเสิร์ฟกับไอสกรีม ที่ถนนวอลล์สตรีท ในกรุงนิวยอร์ก

แต่แมรี่ ลู เมนช์ส บอกว่าคนที่คิดค้นเป็นปู่ของเธอเอง ชื่อ ชาร์ลส์ โรเบิร์ต
และน้องชาย  ทั้งคู่คิดค้นไอศกรีมโคนขึ้นมาในปี ค.ศ. 1904
ตอนขายไอศกรีมอยู่ในงานเทศกาลที่เซนต์หลุยส์ มิสซูรี

 
 
 

"...มีเรื่องเล่ามากมายเลยค่ะ บางคนบอกว่าจานสำหรับใส่ไอศกรีมหมด
และเนื่องจากร้านขายไอศกรีมอยู่ติดกับร้านวาฟเฟิล (ขนมรังผึ้ง)
พวกเขาก็เลยตักไอศกรีมใส่วาฟเฟิลแทน  และมันก็เข้าท่าดี"

มีตำนานอีกเรื่องคล้ายๆ กันคือชาย ชื่อฮัมวี
เป็นคนอบขนมปังอพยพ ชาวซีเรียที่อ้างว่าไปขายขนมในงานเดียวกัน
เขาได้ความคิดตอนที่ร้านขายไอศกรีมที่อยู่ข้างๆ จานหมด !!
เขาเลยม้วนเวเฟอร์ของเขาที่เรียกว่า ซาลาเบีย ตอนที่ยังร้อนๆ
แล้วปล่อยให้เย็นเพื่อขายให้ร้านไอศกรีมเอาไปใส่ไอศกรีม

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนคิดค้น ...
ไอศกรีมโคนก็ทำให้เราอร่อยกับไอศกรีมได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก CNN และนสพ.ผู้จัดการ

 

แรกมีรถถีบในสยาม


เชื่อกันว่ารถจักรยานใน สยาม ที่รู้จักกันในนาม "รถถีบ" มีเข้ามาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ตอนปลายแล้ว 
(สมัยรัชกาลที่ 4 ระหว่างพ.ศ.2394-พ.ศ.2411)  ในช่วงนั้นตรงกับ ค.ศ.1851-1868 เป็นปีที่
ฝรั่งเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษระดมความคิดสร้างสรรค์จักรยาน ประดิษฐกรรมเฟื่องฟูที่สุด
ก่อนเปิดยุคอุตสาหกรรมพัฒนาถึงขั้นผลิตส่งออกขายได้ทั่วโลกในปี 1885


ช่วงนั้นชาวต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในประเทศสยาม 
เริ่มมีบาทบาทจากด้านการฑูต การเมือง ศาสนา มีการสร้างถนนหนทางสายหลัก
สำคัญในเมืองหลวงรอบๆพระบรมมหาราชวัง
บรรดานายช่างฝรั่งที่เข้ามาช่วยสร้างถนนก็เอารถถีบมาใช้งาน และถีบออกกำลังกายกัน

รถถีบสมัย ร.5
ระหว่าง พ.ศ. 2411-2453
มีการสั่งจักรยานมาขายเป็นครั้งแรก  กรมหลวงราชบุรีฯสั่งจักรยานมา 100 คัน
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ สั่งจักรยานมา 100 คัน
มีการฝึกหัดขี่จักรยานในรั้ววังฯ มีการประกวดแฟนซีขี่จักรยาน 
มีการตั้งสโมสรผู้ขี่จักยาน มีการซื้อขายเป็นต้นแบบการค้าจักรยานครั้งแรกในสยาม

ข่าวจักรยานหาย
เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม เวลาเยนกำลังลูกจ้างของ มิศเตอรเฮนตริกซ์ แห่งสถานกงสุลอังกริษ 
คุมรถีบปายซิเกิลของนายจะกลับบ้าน มีไทยคนหนึ่งได้ทักทายลูกจ้างผู้นั้นและบอกแก่ลูกจ้างว่า 
จะชี้ให้ขี่รถนั้นอย่างไรจึ่งจะดี  ลูกจ้างผู้นั้นก็ยอมให้ไทยผู้นั้นขี่พอไทยผู้นั้นขึ้นแล้ว
ก็ถีบรถนั้นไปด้วยเตมกำลัง  ฝ่ายลูกจ้างเหนว่าเสียทีก็ร้องขโมยๆ  หมอเฮสซึ่งมีความสงไสย
ก็กระโดดขึ้นบนรถรางแล้วให้ผู้เปิดเครื่องรถรางเปิดเครื่องไล่ตามคนไทยที่ขี่รถถีบนั้น
คนไทยนั้นเหนว่าจะหนีไม่พ้นก็กระโดดลงจากรถถีบวิ่งหนีเข้าตรอกไป  
พลตะเวนได้เก็บรถถีบแล้วมิศเตอรเฮนตริซ์ ผู้เปนเจ้นของได้ไปขอคืนมา

(จากคอลัมน์ "ข่าวเบ็ดเตล็ด" หนังสือพิมพ์รายวัน บองกอกไตมส์
ประจำวันที่ 2 สิงหาคม ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) เรียบเรียงตามต้นฉบับเดิม)

คนไทยเคยขี่จักรยานรอบโลก ตั้งแต่ 40

เด็กๆเชื่อไหมว่าจักรยานซึ่งมีวงล้อไม่ใหญ่โตนัก หากเราปั่นไปทีละรอบ
โดยไม่หยุด เราสามารถขี่รอบโลกใบใหญ่ๆของเราได้ บางคนอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้
แต่คนไทยคนหนึ่งเคยทำมาแล้วตั้งแต่เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว  

คนไทยคนเก่งผู้นั้นคือ อ.ปรีชา พิมพ์พันธ์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า
เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดจะลองขี่จักรยานไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
แทนการนั่งเครื่องบินหรือเรืออย่างที่ใครๆในสมัยนั้นทำกัน

precha.jpg (13430 bytes)

"ที่แรกไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า จึงต้องทดลองก่อน เพราะยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง
เลยต้องทดลองเอาแค่ใกล้ๆก่อน จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ เออ 750 กิโลเมตร
ไปได้ ไปช้าๆ แต่ก็ยังไม่แน่ใจอีก คราวนี้ไปใหม่ กรุงเทพฯ - สุไหโก-ลก นราธิวาส
แล้วขี่ไปเชียงรายต่อก่อนกลับมากรุงเทพฯ ประมาณ 3 - 4 พันกิโลเมตร
ก็รู้สึกว่าทำได้แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ เลยทดลองขี่ไปต่างประเทศดู"

ทีนี้ก็ลองขี่จากกรุงเทพฯ ไปอรัญประเทศ  เสียมราฐ   พระตระบอง  พนมเปญ  ไซ่ง่อน
ดาลัด  เว้  แล้ววกเข้าลาว   อ้อมกลับสุวรรณเขต  ท่าแขก แล้วก็มาภาคอีสานกลับกรุงเทพฯ
เออไปต่างประเทศได้บทเรียนนะ เขาพูดภาษาฝรั่งเศส   เราพูดภาษาไทย ก็ไม่รู้เรื่องกัน
เงินตราเราก็ไม่รู้เรื่อง ภาษาเวียดนามเราก็ไม่เข้าใจ
แต่สามารถไปได้  อยู่ได้  กินได้ ขี่จักรยานไปได้
ตำรวจจับแล้วก็สามารถปล่อยเราได้  (เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง)
นั่นแหละจึงตัดสินใจไปอเมริกา"

biketoon1.JPG (16141 bytes)

"ก่อนไปอเมริกาก็ต้องศึกษาเส้นทางก่อนว่าผ่านประเทศไหน
มีถนนหรือเปล่า พูดภาษาอะไรกันบ้าง มีผู้ร้ายระหว่างทางไหม
ผ่านทะเลทรายหรือเปล่า   ถ้าไม่มีโรงแรม ไม่มีบ้านพักจะหลับนอนอย่างไร  
เพราะฉะนั้นในจักรยานจึงต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม
จะได้ไม่ต้องไปโหยหาอาหาร ไม่ต้องโทรทางไกล
เราต้องช่วยตัวเองตลอด ต้องศึกษาเตรียมตัวให้พร้อม"

"เสร็จแล้วก็เดินทางไป   ตอนนั้นอายุ 25 ปี จบปริญญาตรีแล้ว
สำหรับคนไทยเขาว่าวัยเบญจเพส   คนวัยเบญจเพสส่วนมากเขาไปหาพระ
รดน้ำมนต์แก้ซวย   ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องทำอะไรทั้งปี  
แต่เราไม่ถือ   ต้องเชื่อมั่นในตนเอง
แต่เราก็ต้องมีเหตุผลพอสมควรในการที่จะเชื่อมั่น จะทำอะไร" 
นี่คือเคล็ดลับของ อ.ปรีชา   รวมทั้งการเตรียมความพร้อมทางร่างกายก็เป็นปัจจัยสำคัญ

"เราต้องฝึกร่างกายก่อน   ไม่ใช่อยู่ๆลุกขึ้นมาขี่รอบโลกเลย
ต้องวิ่งต้องออกกำลังกาย   ก่อนเดินทางก็ซ้อมวิ่งรอบสนาม 400 เมตร 25 รอบ
แต่ไม่ใช่อยู่ๆวิ่ง 25 รอบเลยนะ  วันแรกได้รอบเดียว  
วันที่ 2 ได้รอบครึ่ง   ถ้ารู้สึกว่าเหนื่อยก็หยุดทันที"

"อาหารก็อย่ากินมากเกินไป ของหวานอย่าหวานจัดเกินไป
ควรใช้ความหวานจากผลไม้ดีกว่าน้ำตาล โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ส้ม"

"เงินก็อย่าเตรียมไปมากเพราะจะโดนจี้เอาไปเสียก่อน
รถใหม่มาก แพงมากก็ไม่ควรเอาไป แค่ถึงเขตพม่าก็โดนตีหัวเอาจักรยานไปแล้ว"

"เดินทางไกลคนเดียว   เวลาจะใช้เงินก็ไม่ใช่ควักออกมาเป็นปึก เหรียญเต็มมือ  
อย่าทำอย่างนั้น   ควรหยิบออกมาทีละเหรียญ  
ซื้อของ 5 รูปีก็ค่อยๆควักทีละหนึ่งรูปี
บางทีควักได้ 4 อันแขกใจร้องอาจจะบอกเออๆเอา 4 รูปีพอ 
ก็ทุ่นไป 1 รูปี พยายามควักแล้วควักอีก
เขาจะได้นึกเอาไปคนนี้มันยากจนเพราะฉะนั้นอย่าไปปล้นมันให้เสียเวลาเลย
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องเอาตัวรอด"

precha2.jpg (9444 bytes)

เมื่อทุกอย่างพร้อม เวลา 4.00 น.วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504
ปรีชา พิมพ์พันธุ์   ซึ่งขณะนั้นสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตรุ่นที่ 5
ของโรงเรียนการฝึกหัดครูชั้นสูง ประสานมิตรแล้ว
ก็ได้เริ่มขี่จักรยานออกจากมหาวิทยาลัยประสานมิตร
เขาพาจักรยานผ่านกรุงเพทฯ ไปลพบุรี  ปากน้ำโพ (นครสวรรค์)
กำแพงเพชร  ตาก  แม่สอด   พม่า  อินเดีย  ปากีสถาน   อิหร่าน 
ตุรกี  กรีก   อิตาลี  สวิตเซอร์แลนด์   ฝรั่งเศส   ลงเรือไปข้างฝั่งที่ นิวออลีนส์
แล้วขี่จักรยานมุ่งหน้าไปทำปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอลาบาม่า  
รวมระยะการเดินทาง 6 เดือน

แค่ฟังหลายคนก็อาจจะเหนื่อยเสียแล้ว  
"แต่คนขี่ไม่เหนื่อยหรอก สนุก"  อ.ปรีชาว่าอย่างนั้น  
และด้วยความสนุกนี่เอง เมื่อ 6 ปีก่อนแม้กำลังจะย่างเข้า อายุ 60  
อ.ปรีชาก็ขนสัมภาระพร้อมด้วยจักรยานคู่ใจบินไปขี่รถ
เลาะเรียบขั้วโลกเหนือลงมาขั้วโลกใต้อีกครั้ง !
......โห..คนไทยก็ทำได้ !?!.....

ขอบคุณวารสารชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย

ประวัติของสถานีกรุงเทพ

“สถานีกรุงเทพ” หรือเรียกกันทั่วไปว่า “หัวลำโพง”เป็นสถานีรถไฟเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง  
นับอายุจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2544)
ก็มีอายุถึง 85 ปีแล้ว

ในแต่ละวันจะมีรถไฟเข้า-ออก ประมาณ 200 ขบวน มีผู้โดยสารเดินทางนับหมื่นคนเลยทีเดียว 
ยิ่งในช่วงวันหยุดสำคัญๆ อย่าง ปีใหม่ สงกรานต์ ตรุษจีน
จะมีผู้คนหลั่งไหลมาใช้บริการที่นี่นับแสนคน เลยทีเดียว 


“สถานีรถไฟกรุงเทพ”  เริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ. 2453 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 5) 
และแล้วเสร็จเปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 
(รัชกาลที่ 6)  เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2459

“สถานีกรุงเทพ”  มีแบบก่อสร้างเป็นรูปโดมสไตล์อิตาเลียน ผสมผสานกับศิลปะยุคเรอเนสซอง
มีลักษณะคล้ายกับสถานีรถไฟ เมืองแฟรงค์เฟิร์ตในประเทศเยอรมัน

ลวดลายต่างๆที่ประดับไว้เป็นศิลปะที่มีความวิจิตรสวยงามมาก 
บันไดและเสาอาคารบริเวณทางขึ้นที่ทำการกองโดยสารเดิมเป็นหินอ่อน 
โดยเฉพาะเพดานเป็นไม้สักสลักลายนูน ซึ่งหาดูได้ยาก 

จุดเด่นของสถานีกรุงเทพอีกอย่างหนึ่งคือ กระจกสีที่ช่องระบายอากาศ
ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งติดตั้งไว้อย่างผสมผสานกลมกลืนกับตัวอาคาร เช่นเดียวกับนาฬิกาบอกเวลาที่มีอายุเก่าแก่เท่าๆกับตัวอาคารสถานี 
โดยติดตั้งไว้ที่กึ่งกลางยอดโดมสถานี เป็นนาฬิกาที่สั่งทำพิเศษเฉพาะ
นาฬิกาเรือนนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 160 ซม. ควบคุมด้วยไฟฟ้าจาก
ห้องชุมสายโทรศัพท์เป็นเครื่องบอกเวลาแก่ผู้สัญจรผ่านไป-มา
และผู้ใช้บริการที่สถานีกรุงเทพจนถึงปัจจุบันนี้


ที่ด้านหน้าสถานีกรุงเทพ  มีอนุสาวรีย์เป็นรูป “ช้างสามเศียร”    
ซึ่งข้าราชการรถไฟได้รวบรวมทุนทรัพย์เป็นมูลค่า9,150.-บาท 
จัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าฯอุทิศส่วนกุศลถวายแด่
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง  รัชกาลที่ 5 

นอกจากความเก่าแก่แล้ว“สถานีกรุงเทพ” ยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ 
สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง
สมควรยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกของชาติและอนุชนรุ่นหลังสืบไป...

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "เรื่องการถ่ายรูปเมืองไทย"
ไว้ในหนังสือ กุมารวิทยา ฉบับที่ 22 วันจันทร์ที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 114
หรือเท่ากับพ.ศ. 2438 หน้า 156-158 ดังนี้

เ รื่ อ ง ถ่ า ย รู ป เ มื อ ง ไ ท ย

วิธีถ่ายรูปที่เข้ามาในเมืองไทย ยังไม่ถึง 50 ปี
แต่แรกถ่ายด้วยแผ่นเงินขัดเสียให้เกลี้ยงจนเปนกระจกเงา
ต้องนั่งช้า ติดเห็นรางๆแลได้รูปเดียวพิมพ์ต่อไม่ได้

รูปถ่ายกระจกพึ่งจะมาถึงกรุงเทพ   เมื่อสักสี่สิบปีเศษ   แต่ใช้น้ำยาสด
ต้องนั่งนานไม่ดี มีแต่เสียมากกว่าได้   กรมหมื่นอลงกฎ กับนายโหมด (กสาปน์) เปนผู้ถ่าย
ภายหลังนายจิตร หลวงอัคนีนฤมิตร เปนผู้ถ่าย  มีแต่งขึ้นประมาณ 30 ปีนี้

รูปน้ำยาแห้งพึ่งมีมาเมื่อประมาณ 15 ปี แต่แรกมานั้น เสียมากกว่าได้  
ต่อมาภายหลังเรือเมลเดินเร็วขึ้น   จึ่งได้เปนอันใช้ได้สดวกดี

king photo
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงถ่ายรูปเจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร
เมื่อเป็นพระยาแรกนา พ.ศ. 2447

foto.gif (931 bytes) วิธีการถ่ายรูปที่ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้เบื้องต้นคือ..

รูปถ่ายระบบดาแกโรไทพ์ :
คือรูปถ่ายที่ถ่ายบนแผ่นโลหะ เช่น แผ่นเงิน อาบน้ำยา เมื่อทำปฏิกิริยากับแสง และนำไปล้างแล้วจะเกิดรูปที่คมชัดละเอียดมาก นิยมนำไปใส่กรอบ หรือกระเป๋าใส่รูป
รูปถ่ายระบบดาแกโรไทพ์เป็นรูปกลับซ้ายขวาอย่างรูปมองในกระจก
ถ่ายครั้งหนึ่งได้ หนึ่งรูป ถ้าอยากได้อีก ต้องถ่ายใหม่ เพราะอัดไม่ได้
สมัยแรกๆผู้ถูกถ่ายต้องนั่งนิ่งๆ นานถึงครึ่งชั่วโมง เพราะน้ำยาไม่ไวแสงพอ
ภายหลังจึงลดเวลาน้อยลงๆ จนเหลือไม่กี่นาที

photo.JPG (6665 bytes)
กล้องระบบดาแกโรไทพ์รุ่นแรกที่ทำออกขาย

ระบบเวทเพลท :
หรือที่รัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่าแบบ น้ำยาสด โดยใช้กระจกอาบน้ำยาเปียกๆ
และนำไปถ่ายรูปขณะกระจกกำลังเปียกเดี๋ยวนั้น   ช่างภาพจะต้องนำกระโจม
ห้องมืด ขนขวดน้ำยา และเครื่องมือทั้งหลายไปตลอด ออกจะทุลักทุเล
เมื่อถ่ายแล้วจะอัดลงกระดาษเดี๋ยวนั้นเลย หรือค่อยอัดภายหลังก็ได้

wedplate.JPG (10712 bytes)
ห้องมืดแบบกระโจม ระบบเวทเพลท

ดรายเพลท :
กระจกแห้ง เป็นพัฒนาการจากกระจกอาบน้ำยาเปียก เป็นการฉาบน้ำยามา
ให้สำเร็จรูป ช่างภาพไม่ต้องเสียเวลามาขนขวดน้ำยาฉาบเองให้ยุ่งยาก และ
ได้ปรับปรุงความไวแสงให้ดีขึ้น

foto.gif (931 bytes) สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าให้สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ฟังในสาส์นสมเด็จ ว่า..เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปนั้น ไม่ค่อยมีใครยอมถ่ายรูปกัน
เพราะเกรงว่าจะเอาไปใช้ทำร้ายด้วยเวทมนตร์ ขนาดขุนนางชั้นสูงยังไม่ยอมถ่ายกัน

king 5
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงพระเยาว์

monk
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ถ่ายโดยนายจิตร

child
สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศภูวนารถ

foto.gif (931 bytes) ทรงเล่าต่อไปอีกว่า มีอยู่คนหนึ่งจำชื่อไม่ได้ ไปถ่ายรูปที่ ร้านนายจิตร
ซึ่งเป็นช่างถ่ายรูปมีชื่อเสียงในรัชกาลที่ 4..
นายจิตรถ่ายให้ครึ่งตัว พอเจ้าของไปรับรูปตกใจ ตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตรายไปเสียอีก

akanee


หลวงอัคนีนฤมิตร
(จิตร จิตราคนี)

เป็นช่างถ่ายรูปอาชีพคนแรก
ที่ตั้งร้านถ่ายรูปขึ้นรับจ้างถ่ายเป็นการถาวร
ของสยาม

ร้านอยู่บนเรือนแพ
หน้าวัดกุฎีจีน หรือวัดซางตาครูซ
ตรงข้ามกับปากคลองตลาด

foto.gif (931 bytes) สำหรับการถ่ายรูปยุคใหม่ นายยอร์จ อีสต์แมน ชาวอเมริกัน ได้ผลิตกล้องถ่ายรูปมือถือขึ้นเป็นรุ่นแรก
โดยใช้ฟิล์มกระดาษโปร่งแสง ถ่ายได้ครั้งละ 100 รูป เมื่อถ่ายแล้วก็ส่งไปบริษัทโกดักถอดล้างทั้งกล้องทั้งฟิล์มเลย
ต่อมาอีสต์แมนได้พัฒนาฟิล์มเป็นเซลลูลอยและใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

(ของคุณ หนังสือถ่ายรูปเมืองไทยสมัยแรก โดยเอนก นาวิกมูล)

ส่งเชื้อโรคทางไปรษณีย์

มารู้จักเชื้อแอนแทรกซ์ ซึ่งถูกใช้เป็นอาวุธเชื้อโรค ทำให้หวาดผวากันไปทั่วโลก
แอนแทรกซ์ Anthrax เป็นโรคที่พบได้ในสัตว์เลือดอุ่น รวมถึงมนุษย์ด้วย 
โรคนี้เกิดจาก แบคทีเรียชื่อ บาซิลัส แอนทราซิส สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง
คือทางผิวหนัง ทางระบบทางเดินหายใจ และทางปากโดยการรับประทาน

 

อาการเมื่อได้รับเชื้อทางผิวหนัง..
ระยะแรกจะเริ่มมีตุ่มแดงคัน คล้ายมดกัด หลังจากนั้นราว 2-3 วันก็เริ่มบวม
กลายเป็นตุ่มหนองมีน้ำใสแล้วค่อยๆกลายเป็นสีม่วงคล้ำจนดำ  ผู้ป่วยจะไม่รู้สึก
เจ็บปวด  เมื่อเชื้อกระจายสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดพิษจนเสียชีวิตได้

เมื่อรับเชื้อโดยการหายใจ อาการแบ่งเป็น 2 ระยะ.. 
คือหนึ่ง จะรู้สึกไม่สบาย มีไข้ต่ำๆ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ คลายอาการไข้หวัดใหญ่ 
หลังจากนั้นอาการจะรุนแรงขึ้น เริ่มหายใจลำบาก มีน้ำออกตามเยื่อเมือก 
ผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ ขาดออกซิเจนในเลือด และเสียชีวิตอาการ 

เมื่อได้รับเชื้อทางปาก..
จะคลื่นใส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ท้องขึ้น อุจจาระร่วง อาจมีมูกเลือดปน และขาดน้ำอย่างรวดเร็ว
และจะทำให้เกิดอาการช็อก หมดสติ และเสียชีวิต

ส่วนจดหมายเชื้อโรค นั้นเกิดจากการบรรจุสปอร์ของเชื้อโรคเข้าไปในจดหมาย 
เพื่อทำให้ผู้รับสูดดมเข้าไป  หรือสัมผัสทางผิวหนัง

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ 
กระทรวงสาธารณสุขโทร. 0-259-3170-1 และ0-22590-3189


มีถนนแห่งหนึ่งใน นอร์ท คาโรไลน่า สหรัฐอเมริกา ชื่อว่า Anthrax street
ตอนนี้คนที่อยู่ถนนแห่งนี้รู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ เวลาจะเขียน จม.หรื่อจ่าหน้าซอง
เพราะกลัวคนจะไม่อยากเปิดอ่าน ชื่อถนนแห่งนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1996
มีคนบอกว่าชื่อนี้ได้มาจาก คณะดนตรีเฮฟวี ร๊อควงหนึ่ง
...จาก BBC NEWS ครับผม

สถานีอวกาศนานาชาติ

คือ 
สถานีอวกาศ (Space Station) อันเป็นผลงาน ร่วมกันของนานาชาติถึง 16 ชาติ ความสำเร็จของงานชิ้นนี้ จะนำประโยชน์ มาสู่มวลมนุษย์อย่างมหาศาล

โครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ISS = International Space Station 
เกิดขึ้นจากความร่วมมือกัน โดยมีอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น รัสเซีย และ 
กลุ่มประเทศในยุโรปเกือบทั้งหมด ร่วมในโครงการ ฯ
แล้วต่างก็อาศัยข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์กัน

ในเดือนธันวาคม 1998  สถานีอวกาศระหว่างชาติแห่งนี้ ได้เริ่มลงมือประกอบ 2 ชิ้นส่วนแรก คือ ...

1. ส่วนอาศัย (Living Zone) มนุษย์อวกาศแต่ละคนจะมีเคบินส่วนตัว ซึ่งประกอบด้วย 
เก้าอี้ ถุงนอน และช่องกระจกกลม มีส่วนสุขภัณฑ์รวม ซึ่งมีโถอุจจาระ อ่างล้างหน้า 
และฝักบัวอาบน้ำ แล้วก็มีส่วนครัว ซึ่งมีโต๊ะกินข้าว อุปกรณ์ทำครัว และที่เก็บขยะ

2. ส่วนปฏิบัติการ (Operation Zone) เป็นที่ตั้งของอุปกรณ์ควบคุมสถานีอวกาศ 
ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องใช้ ทางวิทยาศาตร์ มนุษย์อวกาศจะมานั่งปฎิบัติการที่นี่ 
ทุกห้องในแกนกลางนี้จะปูพรม ผนังทาสีสวยงาม เพดานขาว ติดไฟแสงนวล 
แม้ว่าที่จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีส่วนล่างหรือบน เพราะทุกอย่างไร้น้ำหนัก 
แต่ก็ต้อง จัดวางไว้ ให้ผู้อาศัยมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านบนพื้นโลก

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ติดตั้งกับแกนกลาง อาทิ แผงโซล่าเซลล์ 
เครื่องตรวจรังสีและคลื่นแม่เหล็กจากดวงดาวต่าง ๆ ห้องกรีนเฮาส์สำหรับปลูกพืช

ซึ่งจะถูกลำเรียงขึ้นไปประกอบเรื่อย ๆ จนเสร็จสมบูรณ์ใน ค.ศ. 2005

จากนั้นทุก ๆ 90 นาที มันก็จะโคจรครบ 1 รอบโลก ที่ความสูง 354 กม. 
สถานีอวกาศนานาชาติแห่งนี้จะใสสว่างบนท้องฟ้า เป็นอันดับ 3 รองจาก ดวงจันทร์ และดาวศุกร์
คล้ายมังกรยักษ์สีขาวที่พุ่งผ่านไปในอวกาศ โดยมีแผงเซลล์สุริยะใหญ่เกือบ 2 ไร่ครึ่ง 
เป็นประหนึ่งปีกทั้งสอง รายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆคือ...

- ความกว้าง (รวมปีก) 108.5 เมตร ความยาว 88.4 เมตร
- ใช้ค่าก่อสร้างประมาณ สามหมื่นหกพันล้านดอลล่าร์
- ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ 52 เครื่อง
- ใช้เจ้าหน้าที่ประจำ 7 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทุก 3-6 เดือน

ประโยชน์ที่สำคัญยิ่ง ของการสร้างสถานีอวกาศนี้ก็คือ การได้เรียนรู้ว่า
คุณภาพชีวิตของมนุษย์จะพัฒนาปรับปรุงได้มากเท่าใด
เมื่อมาอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักนี้ เช่นว่า

  • เราอาจผลิตยาใหม่ ๆ ที่ไม่อาจปรุงได้บนพื้นโลก
    อันเนื่องจากโมเลกุลของตัวยา ไม่สามารถบดละเอียดได้ด้วย 
    แรงโน้มถ่วงโลก
     

  • การรักษาโรคกระดูกและเบาหวานจะได้ผลดี
    เพราะในอวกาศ เราจะปราศจากน้ำหนักตัว
     

  • การทดลองรักษาโรคมะเร็ง โดยลดความเสี่ยงได้จากเนื้อเยื่อ 
    ที่สร้างขึ้นในอวกาศ รวมทั้งการทดลองรักษา
    และค้นคว้าวัคซีน สำหรับโรคเอดส์ด้วย
     

  • การผลิตฟิล์มบริสุทธิ์สูง สำหรับใช้กับอุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์
    จะได้คุณภาพดีกว่าผลิตบนพื้นโลกถึง 100 เท่า
     

  • สามารถทำนายภูมิอากาศได้แม่นยำ ช่วยนการป้องกันภัยพิบัติจากธรรมชาติ
     


ตำนานถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก

ใครๆก็รู้จักฟุตบอลโลก แถมยังคลั่งไคล้ จนไม่เป็นอันหลับนอนตลอดช่วงการแข่งขัน
ทีมฟุตบอลของทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นทวีปใดในโลก  
ต่างอยากเข้าไปแข่งขันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้งสิ้น

เพื่อชัยชนะ ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก
และได้ครอบครองถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ
แต่มีใครรู้จักประวัดิความเป็นมาของถ้วยรางวัลแห่งชัยชนะนี้บ้าง


1930 Uruguay

ต้องย้อนอดีตกลับไปในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก
เป็นครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัย ทวีปอเมริกาใต้โน้น
คณะผู้จัดการแข่งขันหรือที่เรียกว่า FIFA
ได้จัดทำถ้วยรางวัลสำหรับการแข่งขันครั้งนี้
โดยมอบหมายให้ปฏิมากรชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Abel Lafleur เป็นผู้สร้างสรรค์

  The Jules Rimet Cup

 ถ้วยของจริงสูง 35 ซ.ม. และหนักประมาณ 3.8 กิโลกรัม 
 เป็นรูปปั้นขนาดเล็กซึ่งทำจากเงินบริสุทธิ์
 และแผ่นทองคำ
 ฐานทำจาก อัญมณีสีน้ำเงิน
 ที่ฐานทั้ง 4 ด้านมีแผ่นทอง ซึ่งได้จารึกชื่อของ 9
 ประเทศที่ชนะเลิศการแข่งขันระหว่าง 
 ค.ศ. 1930 - 1970

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Dr. Ottorino Barassi
ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานฟีฟ่าขณะนั้น
ต้องซ่อนถ้วยใบนี้ไว้ในกล่องรองเท้าใต้เตียงนอน
ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มั่นใจว่า
จะไม่ตกอยู่ในมือของพวกกองทหารข้าศึก

ค.ศ. 1966 ถ้วยใบนี้ได้หายไปขณะนำไปโชว์ที่ประเทศอังกฤษ
แต่ยังโชคดีที่มีหมาน้อยตัวหนึ่งชื่อ Pickles ไปขุดพบอยู่ใต้ต้นไม้

เมื่อปี ค.ศ. 1983 ถ้วยใบนี้ก็หายไปอีกครั้งหนึ่งซึ่งจะไม่มีใครพบมันอีกแล้ว
เมื่อประเทศบราซิลซึ่งชนะการแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้ง
จึงได้สิทธิ์ครอบครอบถ้วยใบนี้อย่างถาวร
ขณะที่ถูกเก็บรักษาไว้ในกรุง Rio de Janiro พวกขโมย
ได้ลักลอบโจรกรรมถ้วยรางวัลอันล้ำค่านี้ 
และหลอมมันเพียงเพื่อต้องการเงินบริสุทธิ์

หลังจากที่ประเทศบราซิลได้ครอบครอบถ้วย Jules Rimet Cup อย่างถาวร
FIFA จึงมีหน้าที่จัดหาถ้วยใบใหม่สำหรับการแข่งขัน ในปี 1974
ซึ่งคัดเลือกจาก 53 รูปแบบ โดยนักออกแบบจาก 7 ประเทศ 
และในที่สุดผลงานของ ศิลปินชาวอิตาลีชื่อ Silvio Gazzaniga ก็ได้รับเลือก

The FIFA World Cup™ Trophy


ความสูง 36 ซ.ม.ทำจากทอง 18 กะรัด 
หนัก 4,970 กรัม ฐาน มีที่สำหรับจารึกชื่อของผู้ชนะ 17 ชื่อ 
ซึ่งมีมากพอจนกว่าจะถึงบอลโลกปี 2038

เพราะถ้วยใบนี้เองที่ทำให้ทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตา
แตะฟุตบอลเพื่อชิงความเป็นผู้ชนะให้ได้ถ้วยมาอวดกัน

ของคุณ http://www.fifaworldcup.com 


เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

b4.jpg (12096 bytes)
 


เป็นเรือที่สร้างใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
แทนลำเดิมซึ่งสร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หัวเรือปิดทองประดับกระจก เป็นรูปพญานาค 7 เศียร

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

b5.jpg (10458 bytes)
 


เป็นเรือที่สร้างใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
เรือเดิมมีนามว่า เรือศรีสุพรรณหงส์   สร้างในรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
หัวเรือเป็นรูปหงส์ลงรักปิดทองประดับกระจก


oldanan.gif (34379 bytes)
กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ใน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ค.ศ. 1851-1868)


เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

b3.jpg (13725 bytes)
 


เป็นเรือที่สร้างใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
หัวเรือจำหลักปิดทองเป็นรูปพญานาคเล็กๆ จำนวนมาก


supan1.gif
supan2.gif
supan3.gif (
supan5.gif
 

ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546 นี้ จะมีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
จัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อแสดงให้กับผู้นำเขตเศรษฐกิจในการประชุม
เขตการค้าเสรีประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือเอเปก

กระบวนเรือขนาดใหญ่ในครั้งนี้ใช้เรื่องพระราชพิธีจำนวน 50 ลำ
ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือรูปสัตว์อีก 12 ลำ
และเรือประเภท เรือตั้ง และเรือแซงอีกจำนวน 36 ลำ 
ความยาวกระบวนเรือประมาณ 1,200 เมตร
ใช้กำลังพล และฝีพลาย จำนวน 2,082 คน


:: เรือรูปสัตว์ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ::

ในรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค จำนวน 13 ครั้ง เป็นการจัดสำหรับพระราชพิธีเสด็จถวายผ้าพระกฐิน 9 ครั้ง และพิธีอื่นๆ อีก 4 ครั้ง จัดเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารค ใหญ่ 5 ครั้ง และกระบวนพยุหยาตราชลมารค น้อย จำนวน 8 ครั้ง

ครั้งนี้นับเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารค ใหญ่ โดย ใช้เรือพระที่นั่ง 2 ลำ คือ เรื่อพระที่นั่นสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ยังมีเรือรูปสัตว์อีก 12 ลำ  ความยาวของกระบวนเรือทั้งหมด 1,200 เมตร กว้าง 9 เมตร เมื่อเคลื่อนผ่านจะเห็นว่ามีทั้งความยาวความกว้างจะเต็มแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้กำลังพล 2,082 นาย
:: เรือรูปสัตว์ที่ร่วนในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ทั้งหมด 12 ลำคือ รวมทั้งเรือดั้งและเรือแซง ::


เรือเอกชัยเหินหาว


เรือเอกชัยหลาวทอง


เรือสุครีพครองเมือง

 
 


เรือครุฑเตร็จไตรจักร


เรือพาลีรั้งทวีป


เรือครุฑเหินเห็จ

 
 


เรือกระบี่ปราบเมืองมาร


เรืออสุรวายุภักษ์


เรือกระบี่ราญรอนราพย์ 

 
 


เรืออสุรปักษี


เรือประเภทเรือดั้ง


เรือเสือคำรณสินธุ์

 
 


เรือแซง

 


เรือเสือทะยานชล

 
 
กระบวนเรือฯเริ่มตั้งแต่ ท่าวาสุกรี-สะพานพระรามแปด-สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ราชนาวิกสภา–ท่าราชวรดิฐ-วัดอรุณราชวราราม

ตามบริเวณท่าเรือต่างๆที่ริ้วกระบวนผ่านหากจะเข้าชมก็ต้องเสียค่าเข้าชม ประมาณ 300 บาท ใครที่อยากดูฟรีช่อง 3 งานนี้ทำการถ่ายทอดสด (วันที่ 20 ต.ค. 2546)

ใครที่อยากชมความงามของกระบวนเรือฯ อย่างใกล้ชิดก็สามารถเดินทางไปชมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ริมคลองบางกอกน้อย ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์ ฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถไฟธนบุรี
ก่อนไปกรุณา
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-2424-0004 และ 0-2224-1370

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์