ฟิสิกส์ราชมงคล

index 80

คำถาม

    ทำไมเมื่อหยดน้ำที่อยู่บนจอทีวีเราเห็นเป็นจุดสี  ?

คำถาม

    กระจกเงาต้องมีขนาดเท่าไหร่ จึงเห็นภาพสะท้อนเราได้ทั้งตัว ?

คำถาม

    นกเพนกวินมีกี่ชนิด และชื่อว่าอะไรบ้าง ?

 

วัณโรค

วัณโรค คืออะไร

 

วัณโรค เป็นโรคติดต่อที่เรื้อรัง และเป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ปอด แต่วัณโรคที่เป็นกันมากและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอยู่ในขณะนี้ก็คือ วัณโรคปอด มักพบในคนแก่คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน เช่น หวัด หัด ไอกรน พวกติดยาและโรคเอดส์และในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ขาดอาหาร ดื่มเหล้าจัด หรือในคนที่มีประวัติใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน

การติดต่อ

 

ผู้ป่วยวัณโรค จะมีเชื้อโรคอยู่ในปอด เมื่อผู้ป่วย ไอจาม เชื่อจะออกมากับละออง เสมหะหรือน้ำลายนั้น เสมหะที่ตกสู่พื้นดินถ้าถูกแสงแดดส่องนาน ๆ เข้า เชื้อจะตายไปเอง ส่วนละอองเล็ก ๆ จะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน ๆ หากผู้ใกล้ชิดสูดหายใจเข้าไป เชื้อวัณโรคจะเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อแล้ว บางคนก็ยังไม่ป่วยเป็นวัณโรคเลยทีเดียว แต่จะเป็นพาหะนำโรคแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นได้
 

อาการของวัณโรค

1. อาการทั่วไป

2. อาการเฉพาะที่

การป้องกัน

การปฏิบัติตนเมื่อเป็นวัณโรค

 

1. รับประทานยาให้สม่ำเสมอ ระยะเวลานานเพียงพอตามการรักษาแพทย์ หลังรับประทานยา 2-3 เดือน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้น แต่อาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยหายจากโรคแล้ว ถ้าด่วนหยุดยาเอง โรคกำเริบและเชื้อวัณโรคอาจดื้อยาที่เคยรักษาอยู่ โอกาสหายจึงยากมาก ถ้าผู้ป่วยรับประทานยาแล้วมีอาการแพ้ยาขอให้กลับมาพบแพทย์ทันที ห้ามหยุดยาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาใหม่ จะมีผลทำให้การรักษาล่าช้าไป
2. ปิดปาก จมูก เวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
3. บ้วนเสมหะลงในภาชนะ หรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิดทำลายเสมหะโดยนำกระป๋องไปตั้งไฟให้เดือด อย่างน้อย 5 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค หรือแช่น้ำยา ฆ่าเชื้อไลโซ
4. จัดบ้านให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้แสงแดดส่องถึง และหมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด
5. ตัวผู้ป่วยควรนอนแยกห้องหรือมุ้งออกจากผู้อื่นในบ้านโดยเด็ดขาด จนกว่าจะรักษาตัวให้แน่ใจว่าหายดีแล้ว
6. ควรใช้ช้อนกลางในการตักกับข้าวรับประทานอาหาร ช้อน จาน ชาม ของผู้ป่วยควรต้อมในน้ำเดือด ช้อน ชาม จาน ของผู้ป่วย ควรต้มในน้ำเดือด
7. ห้ามดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และยาเสพติดทุกชนิด เพราะเป็นสาเหตุสำคัญ ของการทำลายสุขภาพ
8. ผู้ที่อยู่ในบ้านเดียวกับผู้ป่วย อาจจะได้รับเชื้อจากผู้ป่วย จึงควรนำทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ไปรับการตรวจจากแพทย์ จะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

จะได้รับการตรวจรักษาและฉีดวัคซีน บี ซี จี ป้องกันวัณโรคได้ที่ใดบ้าง


เอกสารเผยแพร่ของหน่วยงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ กองการพยาบาล รพ.ภูมิพลอดุลยเดช พอ.

 


อนุรักษ์กระดาษพันปี

คงเป็นที่ทราบกันดีว่า คนจีนได้ประดิษฐ์กระดาษขึ้นใช้เป็นชาติแรกในโลก เมื่อประมาณ 2 พันกว่าปีมาแล้ว แต่เทคโนโลยีการทำกระดาษของจีนมิได้แพร่หลายกระจายสู่ชาติต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพราะสภาพโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ และสังคมของจีนโบราณ

 

ส่วนชาวเกาหลีนั้นได้รู้จักกระดาษเป็นครั้งแรกในราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นชาติต่อไปที่รู้จักกระดาษในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 และชาวอินเดียเริ่มทำกระดาษเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 7

 

ส่วนชาวยุโรป นั้นเพิ่งเห็นกระดาษเป็นครั้งแรกเมื่อนักสำรวจชื่อ Marco Polo ได้ไปเยือนเมืองจีน ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเขาได้เห็นคนจีนใช้เงินที่ทำด้วยกระดาษอย่างแพร่หลาย และได้เห็นประเพณีเผากระดาษในงานศพอีกด้วย ต่อมาเมื่ออาณาจักรมองโกลแผ่ขยาย อารยธรรมการทำกระดาษของจีนจึงได้แพร่กระจายไปทั่วโลก

 

ในปี พ.ศ. 2450 Sir Auriel Stein นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้พบหนังสือจีนที่พิมพ์ด้วยหมึกดำในถ้ำแห่งหนึ่งใกล้เมือง Dunhuang ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน หนังสือนั้นทำด้วยกระดาษยาว 5 เมตร มีบันทึกข้อความเกี่ยวกับพุทธศาสนาและวันเวลาที่ได้รับการพิมพ์ว่าได้ถูกพิมพ์ขึ้นเมื่อ 1132 ปีก่อนโน้น

 

สิ่งตีพิมพ์จึงได้รับนามว่า Dunhuang Diamond Sutra นับว่าเป็นเอกสารพิมพ์ที่โบราณที่สุดในโลก ปัจจุบันกระดาษที่ประมาณค่ามิได้ชิ้นนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของอังกฤษ และขณะนี้กระดาษ Dunhuang กำลังเปื่อยสลาย

 

ในอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์รักษาสมบัติทางอารยธรรมของโลกชิ้นนี้ ได้ใช้กาวชนิดหนึ่งทาบกระดาษแล้วแปะติดกับกระดาษรองพื้นอีกทีหนึ่ง กรรมวิธีลักษณะนี้ทำให้กระดาษเครียด มันจึงมีรอยแตก และรอยแตกได้ขยายขนาดขึ้นทุกวัน

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์พิพิธภัณฑสถานจึงได้ลงความเห็นว่า สมควรที่จะแยกกระดาษตัวจริงออกจากกระดาษรอง แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า ทางพิพิธภัณฑ์ไม่รู้ว่า ในอดีต คนเก็บรักษากระดาษนี้ใช้กาวชนิดใดทา และน้ำยาที่ใช้ในการพิมพ์กระดาษนั้น เป็นน้ำยาชนิดใด

 

ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้ติดต่อกับ K. Seddon และ F. Jones แห่งมหาวิทยาลัย Sussex ในประเทศอังกฤษให้ช่วย ก่อนที่กระดาษจะเหลือแต่ขุย นักเคมีทั้งสองได้ทดลองใช้สารละลายหลายชนิดละลายกาวที่ใช้ในการปะ และขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายกระดาษด้วย ในที่สุดเขาพบว่า สารที่ใช้ละลายกาวได้ดีที่สุดคือ น้ำ แต่หากจะเอาน้ำราด หมึกเหมิก ตัวอักษรต่างๆ ที่พิมพ์ไปบนนั้น ก็จะละลายไหลตามออกมาด้วย

 

ทางออกใหม่ที่ Seddon และ Jones พบคือ ใช้สารละลายของ sodium nitrate สารละลายนี้เวลาสัมผัสหมึกของกระดาษจะเปลี่ยนหมึกเป็นสารอื่น แต่สีและความเข้มต่างๆ จะยังคงสภาพเดิมทุกประการ sodium nitrate ละลายกาวได้ดีอีกด้วย

 

ปัญหาขั้นต่อไปคือ ทางพิพิธภัณฑ์ยังคิดไม่ออกเลยว่า จะมีวิธีเก็บรักษาตัวกระดาษที่มีหมึกพิมพ์อยู่ด้วยนี้ให้คงทนค้ำฟ้าและถาวรได้อย่างไร

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


มนุษย์กับแมลง

เมื่อดีดีทีถูกพบใหม่ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงท่านหนึ่งกล่าวว่ากีฏวิทยา (วิชาที่ว่าด้วยแมลง) กำลังใกล้จะถึงวาระสุดท้ายเพราะดีดีทีจะฆ่าแมลงทั้งหลายทุกชนิดจนสิ้นโลก

 

จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ เราก็ยังคงมีแมลงอยู่เต็มโลก ในประเทศต่างๆ ทั้งหลายที่กำลังพัฒนา โรคภัยที่เกิดจากแมลงกำลังแพร่ระบาดไปทั่ว ในแอฟริกาในแต่ละปีจะมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จำนวนล้านคนที่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ซึ่งมียุง Anopheles เป็นพาหนะนำ ในประเทศแถบร้อน ยุงและแมลงทำให้คนเป็นโรคเท้าช้างจำนวนร่วม 400 ล้านคน

 

ในการประชุมประจำปีครั้งที่ 100 ของสมาคมกีฏวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายปี 2538 ได้มีหัวข้อหนึ่งในการประชุมคือ แมลงกับการเป็นเจ้าโลก และมนุษย์กับการเป็นผู้ขออาศัย

 

แมลงได้ถือกำเนิดบนโลกมานานร่วม 400 ล้านปีแล้ว และเป็นสัตว์บกรุ่นแรกๆ ของโลก และเมื่อประมาณ 1 ล้านปีมานี้เอง พระเจ้าก็ได้ส่งให้มนุษย์มาจุติบนโลกบ้าง

 

ปัจจุบันโลกมีแมลงประมาณหนึ่ง ล้าน ล้าน ล้าน ตัวทำให้มีน้ำหนักรวมกันเท่าๆ กับน้ำหนักของมนุษย์ทั้งโลกและขณะนี้นักชีววิทยารู้จักแมลงประมาณ 750,000 ชนิด แต่จริงๆ แล้วแมลงมีมากมายหลายชนิดกว่านี้หลายต่อหลายเท่า แมลงจึงนับเป็นสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุด มากกว่าพืช กว่าสัตว์อื่นๆ และจุลินทรีย์รวมกันทั้งหมด

 

มนุษย์พึ่งพาอาศัยแมลงในการดำรงชีพมาก แต่แมลงไม่จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์ในการดำรงชีวิตเลย สมมติว่าโลกนี้ ไม่มีมนุษย์ในทันทีทันใด เราจะพบว่าแมลงแม้แต่ชีวิตเดียวก็ไม่กระทบกระเทือน และภายในระเวลาเพียง 200-300 ปีโลกจะย้อนกลับสู่สภาพอุดมสมบูรณ์ดังในอดีต เมื่อ 10,000 ปีมาแล้ว แต่หากแมลงหมดสิ้นไปจากโลก ระบบนิเวศน์ทั้งหลายทั้งปวงที่แวดล้อมและแวดไม่ล้อมจะอลวนสับสนทันที ต้นไม้ดอกที่เคย มีแมลงช่วยในการผสมเกสร ก็จะมีแต่ลมๆ แล้งๆ ช่วยผสมพันธุ์แต่เพียงอย่างเดียว มันจะค่อยๆ ล้มตายและสูญพันธุ์ไป สัตว์อื่นๆ เช่นนกเมื่อไม่มีพืช ไม่มีแมลงเป็นอาหารก็จะล้มตายไป ดินดำที่เคยร่วนซุยเพราะมีแมลงช่วยพรวนก็จะกลายเป็นดินแข็งที่ใช้เพาะปลูกอะไรไม่ได้ ชีวิตมนุษย์ก็จะไม่เป็นชีวิตอีกต่อไป

 

ในความคิดเห็นของคนทั่วไป แมลงเป็นสัตว์ที่น่าเกลียด น่ากลัว และน่ารำคาญ เราตบยุง ตีแมลงวัน และฆ่าแมลงสาบ แต่ถึงแม้เราจะกระทำมากและบ่อยครั้งสักเพียงใดก็ตาม ปริมาณการตายของแมลงเหล่านี้ก็นับว่ายังน้อยนิด จนไม่กระทบเทือนระบบแวดล้อมแต่อย่างใด

 

ในยุคสมัยดึกดำบรรพ์แมลงกับพืชเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข พอมีมนุษย์มาเกิดร่วมโลก สมดุลต่างๆ ในธรรมชาติก็ถูกรบกวน ตราบเท่าทุกวันนี้มนุษย์ยังไม่มีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ การไม่รู้จักและไม่เข้าใจชีวิตในรูปแบบอื่นๆ ทำให้เกิดปัญหาในการครองชีวิตร่วมกันและทุกๆ วันมนุษย์จะทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของแมลง แมลงจึงกำลังถูกทำลายให้สูญพันธุ์ นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากที่ว่าแมลงเหล่านี้บางชนิดมีประโยชน์คือ สามารถใช้ในการรักษาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ทันที่เราจะรู้จัก มันก็สูญพันธุ์ไปแล้ว

 

สงครามและสันติภาพ ระหว่างมนุษย์กับแมลงจะต้องดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน เมื่อโลกถึงวาระแตกดับ และมนุษย์คนสุดท้ายได้ล้มตายจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งมีชีวิตที่จะสืบทอดมรดกโลกต่อไป คือแมลงครับ

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


ตำนานความสัมพันธ์คนและม้า

ผมไม่ทราบว่าคุณๆ เคยอ่านเรื่องที่ว่าในอดีตเมื่อ 480 ปีก่อนได้มีแม่ทัพคนหนึ่งใช้ม้าเพียง 16 ตัว ก็สามารถทำศึกพิชิตอาณาจักรๆ หนึ่งได้สบายๆ

 

แม่ทัพคนนั้นคือ Hernando Cortez แห่งสเปน และเขาคือผู้ที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ในปี พ.ศ. 2062 เขาได้กรีธาทัพถึงนคร Tenochtitlan (หรือ Mexico City ในปัจจุบัน) โดยมีทหาร 500 คน ปืน 14 กระบอก และม้า 16 ตัว เมื่อชาวอินเดียเผ่า Aztec เห็นม้าได้รู้สึกประทับใจและตกใจกลัวมากเพราะคนเหล่านั้นไม่เคนเห็นม้ามาก่อนเลยในชีวิต ทั้งนี้เพราะม้าได้สูญพันธุ์ไปจากทวีปอเมริกาเป็นเวลานานก่อนที่ชนเผ่า Aztec จะสร้างอาณาจักรของตนขึ้นมา ชาวอินเดียเหล่านั้นจึงได้พากันคิดไปว่า เทพเจ้า Quetzalcoatl ที่ตนนับถือและได้ผละทิ้งตนไป ได้หวนกลับมาหาพวกตนอีกครั้งหนึ่ง โดยได้มาปรากฏตัวในร่างของนายพล Cortez ที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งซึ่งตนกำลังเห็น เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชนเผ่า Aztec จึงได้พากันยอมยกอาณาจักร Mexico ให้นายพล Cortez นำไปถวายแก่กษัตริย์สเปนทันที

 

เหตุการณ์นี้มิได้เป็นเหตุการณ์เดียวที่ม้าได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของมนุษย์ จักรพรรดิ Alexander มหาราชแห่งอาณาจักร Macedonia ได้เคยขี่ม้าชื่อ Bucephalus ทำศึกชนะไปทั่ว 7 คาบสมุทร ชาวโรมันในสมัยโบราณนิยมการแข่งขันรถศึกที่ใช้ม้าลาก เหล่าอัศวินในยุโรปสมัยกลางก็นิยมขี่ม้า ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักประดิษฐ์รถยนต์เสียอีก ในอดีตการรับส่งผู้โดยสารและการสื่อสารต่างๆ ก็ใช้ม้าเป็นพาหนะทั้งสิ้น

 

ทุกวันนี้เราคงยังพบเห็นการใช้ม้าในการทำธุรกิจฟาร์ม ในวงการละครสัตว์ ในภาพยนตร์และกีฬา เข่น โปโล เป็นต้น เราเห็นมันบ่อย และนึกภาพของมันได้ดีเสียจนลืมคิดไปว่าม้าเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากเพราะเวลามันวิ่งมันจะใช้ปลายเท้า (กีบ) วิ่ง เช่นเดียวกับคน

 

การศึกษาโครงกระดูกของม้าดึกดำบรรพ์ทำให้เราทราบว่าม้าตัวแรกของโลกได้ถือกำเนิดมาเมื่อ 55 ล้านปีก่อนโน้น และม้ายุคนั้นมีขนาดเล็กมากคือเล็กเท่าสุนัขจิ้งจอก และเท้ามีนิ้วถึง 4 นิ้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปม้าก็มีวิวัฒนาการคือ ลำตัวได้เพิ่มขนาด ม้าในยุคต่อมาจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ และนิ้วเท้าทั้ง 4 ได้หดหายเหลือกีบๆ เดียว พร้อมกันนั้นความสามารถในการวิ่งของม้าก็ทวีขึ้นๆ เพราะมันกินอาหารมากขึ้น และแข็งแรงขึ้น

 

ปัจจุบันคนรู้จักม้า แต่ในอดีตเมื่อ 3,700 ปีก่อนนี้ คนอียิปต์ไม่รู้จักม้าเลยและเมื่อเขารู้จักมัน เขาก็นำมันมาใช้แทนลาทันที แม้แต่องค์ฟาโรห์เองก็ทรงโปรดม้ามากและทรงใช้ม้าในการทำสงครามบ่อยๆ ส่วนคนอาหรับโบราณนั้นไม่รู้จักม้าจึงใช้อูฐแทน แต่เมื่อรู้จักม้า เขาก็รักม้ามาก ม้าอาหรับเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นม้าที่วิ่งเร็วและมีรูปร่างเพรียว ส่วนชาวอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือนั้นก็เป็นคนที่มีความสามารถในการขี่ม้ามาก เพราะสามารถยิงธนูสู่เป้าขณะที่ขี่ม้าได้อย่างสบายๆ เช่นเดียวกับชนเผ่า tartar ในเอเชียกลาง

 

ถึงม้าเราจะรู้สึกว่าเรารู้จักม้าเป็นอย่างดีมากแล้วก็ตาม แต่ก็มีคำถามๆ หนึ่งที่นักโบราณคดีได้พยายามหาคำตอบมาเป็นเวลานาน คำถามนั้นก็คือมนุษย์เริ่มรู้จักขี่ม้าตั้งแต่เมื่อใด

 

เมื่อ 5 ปีก่อนนี้ D. Anthony แห่ง Hartwick College ซึ่งอยู่ในรัฐ New York ของสหรัฐอเมริกาได้ตอบคำถามนี้ว่า จากการขุดพบกระดูกของม้าโบราณในบริเวณลุ่มน้ำ Dnieper ของแคว้น Ukraine เขาได้พบว่าชนเผ่า Sintashta-Petrovka ได้รู้จักขี่ม้าเป็นครั้งแรกเมื่อ 6,300 ปีก่อนนี้ Anthony ได้สรุปผลการวิจัยครั้งนี้จากการพิจารณากระดูกฟันของม้าที่ขุดได้ และเมื่อเขาเห็นว่ากระดูกฟันของม้ามีรอยสึกกร่อน และรอยนั้นมิได้เกิดจากการผุของฟันแต่อย่างใด เขาจึงได้อธิบายว่าการที่ฟันม้าเหล่านี้สึกหรอคงเป็นผลมาจากการที่มันเป็นฟันของม้าที่ถูกคนขี่ เพราะเวลคนขี่กระตุกบังเหียนเหล็กที่ถูกสวมติดเข้าช่องปากของม้าจะเสียดสีฟันม้าไปมาตลอดเวลาทำให้ฟันมีรอยบุ๋มลึกประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และเมื่อ Anthony วัดอายุของฟัน เขาก็รู้ว่าม้าที่ถูกคนขี่เหล่านั้นได้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 6,300 ปีก่อนนี้

 

นักประวัติศาสตร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เมื่อมนุษย์รู้จักขี่ม้า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็เริ่มเปลี่ยนโฉมทันที เพราะม้าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงและวิ่งได้เร็ว ดังนั้น คนที่ขี่ม้าก็สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นและเร็วขึ้นถึง 130 กิโลเมตรในหนึ่งวัน และทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันเร็วขึ้นเช่นกัน การเป็นสัตว์ที่ทรงพลังก็มีส่วนทำให้คนนิยมใช้ม้าในการลากรถและบรรทุกสัมภาระ และยามเกิดศึกสงคราม กองทัพที่มีม้าเมื่อโจมตีข้าศึกแล้วก็สามารถถอยหนีไปได้เร็วก่อนที่ข้าศึกที่ไม่มีม้าจะตอบโต้ทัน ยุโรปสมัยกลางมียุค chivalry (คำว่า cheval แปลว่าม้า) ที่ใครจะเป็นอัศวินโดยไม่มีม้าไม่ได้ เพราะประเพณีกำหนดไว้ว่า เวลาอัศวินล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว เขาจะมีสมบัติเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นที่รัฐไม่สามารถยึดครองได้ สมบัติแรกคือเกราะ และสมบัติสองคือม้าของเขาเอง ดังนั้น เกราะกับม้าคือสมบัติที่เขาจะมีติดตัวไปตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริงนั้นอัศวินประจำการทุกคนจะมีม้าประจะตัวถึง 4 ตัว คือม้านำที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเขาจะใช้นำเข้าสู่สถานพิธีต่างๆ ตัวอัศวินเองจะขี่ม้าที่มีขนาดตัวเล็กว่าม้านำ แต่ม้าตัวที่เขาขี่นี้จะไม่ใช้ม้าตัวที่เขาขี่เวลาออกศึก ม้าตัวที่ 3 เป็นม้าศึก ซึ่งถือเป็นม้าประจำตัวของอัศวินที่สามารถวิ่งได้คล่องแคล่ว และแข็งแรง ส่วนม้าตัวที่ 4 เป็นม้าติดตาม ซึ่งอัศวินจะไม่ขี่เลย เพราะเป็นม้าที่ใช้ในการขนสัมภาระส่วนตัว เช่น หอก ธนูและโล่ เป็นต้น

 

และเมื่อคนเรารู้จักขี่ม้าแล้ว กิจกรรมเกี่ยวกับม้าที่คนโบราณนิยมทำในเวลาต่อมาคือการแข่งรถศึกที่ใช้ม้าลาก (chariot) นักประวัติศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาที่มาว่าประเพณีการแข่งรถศึกที่เทียมม้านั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไรและเหตุใดปัจจุบันเราจึงไม่มีเกมการแข่งรถศึกลักษณะนั้นอีก

 

D. Bennett แห่งมหาวิทยาลัย Regensburg ในประเทศเยอรมันได้มีรายงานประวัติความเป็นมาของการแข่งขันรถม้าศึก ในวารสาร History Today ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ว่าที่ผิวของเครื่องปั้นดินเผาที่เขาขุดพบในบริเวณเมือง Tiryns ในประเทศกรีซมีภาพรถ 2 คันกำลังวิ่งแข่งขันและคนที่ขี่รถม้าทั้งสองคนมีผมสยายเพราะถูกลมพัดและที่ปลายสุดทางวิ่งมีเสาปักสำหรับเป็นที่กลับรถ ภาพนี้แสดงให้เห็นว่ากีฬาแข่งรถม้าได้เกิดขึ้นเมื่อ 3,300 ปีก่อนโน้น และในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ 2,700 ปีก่อนนี้ ก็ได้มีกีฬาแข่งรถม้าเช่นกัน และเมื่อการแข่งขันจบลงผู้ชนะจะได้รับพวงมาลัยที่ทำด้วยใบมะกอก ได้น้ำมันมะกอก ข้าวโพด โล่ หรือเครื่องเงินเป็นรางวัลและในบางครั้งก็ได้เงินรางวัล หรือได้ตำแหน่งสูงๆ ทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อ 200-300 ปีก่อนคริสตกาลนั้น กีฬาแข่งรถม้าศึกได้แพร่หลายในอาณาจักรโรมัน ในรัชสมัยของจักรพรรดิ Romulus คือในราวปี พ.ศ. 100 คนโรมันมีวันหยุดไม่น้อยกว่า 180 วันต่อปี และแทบทุกวันจะมีการแข่งรถม้า บางวันก็มีบ่อยถึง 24 ครั้ง

 

ในสมัยนั้นกีฬาแข่งรถม้าเป็นกีฬาอันตรายจ๊อกกี้หลายคนได้เสียชีวิตลงเพราะเวลาเกิดอุบัติเหตุรถม้าชนกัน เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ไม่สามารถปกป้องตัวเขาให้รอดพ้นจากการถูกรถม้าอื่นๆ แล่นทับหรือแม้แต่หมวกกันน็อกก็ไม่มีใส่ในยุคนั้น และเมื่อถึงเวลาแข่งขันจริงๆ เสียงเชียร์ของคนดูที่ดังสนั่นกึกก้องทั่วท้องสนามก็มีส่วนทำให้จ๊อกกี้รถม้าลืมตัว อุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตจึงเกิดขึ้นเนืองๆ

 

กีฬาชนิดนี้ได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม การเมือง และวัฒนาธรรมของคนโบราณในสมัยนั้นมาก และเมื่อจักรพรรดิโรมันเริ่มสลาย กีฬาแข่งรถม้าศึกก็เริ่มสลายตาม และสิ้นสุดลงเช่นเดียวกับกีฬาทารุณอื่นๆ มาในยุคปัจจุบันเราแข่งรถ Formula-1 แทนครับ

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


ฮอร์โมนพืช-แอสไพริน
 
เคล็ด "ลับ" หนึ่งที่แม่บ้านทางโลกตะวันตกพบก็คือ น้ำที่มียาแอสไพริน (aspirin) ละลายอยู่สามารถทำให้ดอกไม้ในแจกันสดสะพรั่งอยู่ได้เป็นเวลานานๆ เมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบสูตรสนับสนุนความรู้นี้ คือได้พบว่ากรด salicylic ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของยาแอสไพริน สามารถกระตุ้นเร้าให้ระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรคของต้นไม้ทำงาน นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าต้นไม้สามารถผลิตยาแอสไพรินได้ แม้กระทั่งอินเดียนแดงก็ได้พบว่าต้น Salix สามารถใช้กินแก้อาการปวดศีรษะได้ แต่กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีใครทราบว่ายาแอสไพรินที่พืชผลิตได้นั้น มีประโยชน์กว้างไกลเพียงใด ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้สะสมความรู้ ด้านอิทธิพลได้สะสมความรู้ ด้านอิทธิพลของแอสไพรินต่อพืชมากมาย เช่น พบว่าสารนี้ทำให้พืชงอกใบและออกดอกได้เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2522 R. White แห่งสถาบันวิจัย Rothamsted ในประเทศอังกฤษได้พบว่าเขาสามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสระบาดในพืชได้ โดยฉีดพืชนั้นด้วยยาแอสไพรินอ่อนๆ การทดลองนี้บ่งชี้ว่าพืชก็มีระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านเชื้อโรคเหมือนกัน แต่กลไกที่พืชใช้ในการต่อต้านเชื้อโรคจะเป็นเช่นไรนั้น ยังเป็นเรื่องลึกลับสำหรับนักชีววิทยาอยู่ จนกระทั่งเมื่อ Ilya Raskin แห่งสถาบันวิจัยเกษตรกรรมที่ Delaware ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พบว่า ในต้นพลับพลึงชนิดหนึ่ง ก่อนที่มันจะออกดอก จะมีปริมาณกรด salicylic สูงถึง 100 เท่า ของปริมาณปกติ และเขายังพบอีกว่า ในต้นที่มีไวรัส ก็มีปริมาณกรด salicylic มากเหมือนกัน หลักฐานทั้งสองประการนี้ชี้บอกว่า เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงในพืช พืชจะขับสารโปรตีนประเภท salicylic ออกมามากมาย ถึงแม้ว่าความรู้ที่ Raskin พบนี้จะเป็นความรู้บริสุทธิ์ แต่บริษัท Ciba-Geigy แห่งเมือง Basel ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังหาหนทางจะใช้ความรู้นี้ในทางการค้า โดยจะหาวิธีป้องกันพืชจากโรคธรรมชาติ วิธีการหนึ่งที่เป็นไปได้คือ หาสารเคมีมาฉีดให้พืชขับสารต่อต้านเชื้อโรคออกมา ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือหาหนทางพัฒนาพืชต่างๆ ให้สามารถผลิตกรด salicylic ในตัวมันเองเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่จะมาคุกคามมันได้ Raskin คิดว่า การค้นพบเกี่ยวกับกรด salicylic ในพืชที่เขาพบนี้ เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น งานวิจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืชยังต้องทำอีกมากมาย สรุปว่าแอสไพรินรักษาโรคของคน และพืช (ได้บ้าง) แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายถึงโรคเอดส์ที่เป็นเฉพาะคน ต้นไม้ไม่เกี่ยวนะครับ

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


มด

มดเป็นแมลงชนิดหนึ่งในตระกูล Formicidae เราพบเห็นมดในทุกหนแห่ง นอกจากใน ทวีปแอนตาร์กติกาที่มีน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความสามารถหลายด้าน และมีพฤติกรรมที่น่าสนใจมาก ถึงระดับที่ทำให้มันเป็นสัตว์ที่คนสนใจศึกษามากที่สุด
 
ถึงแม้มดจะมีน้ำหนักตัวเบาเมื่อเทียบกับคนก็ตาม แต่ถ้าเราชั่งน้ำหนักของมดทั้งโลก เราก็จะพบว่ามันมีน้ำหนักพอๆ กับคนทั้งโลกทีเดียว
 
นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่ามดมีวิวัฒนาการจากแมลงดึกดำบรรพ์ที่ดำรงชีวิตเป็นกา ฝากตามตัวแมลงชนิดอื่น และถือกำเนิดเกิดมาบนโลกเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว
แต่ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมานี้ D. Agosti แห่ง American Museum of Natural History ที่ New York ในสหรัฐอเมริการและคณะได้รายงานว่าเขาได้ พบซากฟอสซิล ของมดที่มีอายุถึง 92 ล้านปี ซึ่งนับว่าดึกดำบรรพ์กว่าที่คิดเดิมถึง 2 เท่าตัว ในยางสนของต้นไม้ต้นหนึ่งในรัฐ New Jersey สหรัฐอเมริกา ซากมดที่เขาพบนี้เป็นซากของ มดงานตัวเมีย 3 ตัว และตัวผู้ 4 ตัว มดกลุ่มนี้มีอวัยวะและต่อมาของร่างกายที่ชัดเจนว่าเป็น มด เช่น มีต่อม metapleural ที่ทำหน้าที่ขับสารปฏิชีวนะออกมาเพื่อปกป้องมดมิให้เป็น อันตรายจากการถูกจุลินทรีย์คุกคาม จึงทำให้มันสามารถดำรงชีพอยู่ใต้ดินหรือตามต้นไม้ที่ เน่าเปื่อยได้สบายๆ และยังใช้สารเคมีที่ขับออกมาจากต่อมนี้ในการติดต่อสื่อสารถึงกัน อันมี ผลทำให้มันเป็นสัตว์สังคมที่ดีที่สามารถ ในที่สุด Agosti และคณะจึงคาดคะเนว่า มดคงถือ กำเนิดเกิดมาบนโลกเมื่อ 130 ล้านปีก่อน ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่นักธรณีวิทยาเรียกว่ายุค Cretaceores และเป็นยุคที่ไดโนเสาร์ยังครองโลกอยู่ แต่มดก็มิได้มีบทบาทสำคัญทันทีทันใด มดเริ่มมีความหลากหลายทางชีวภาพในยุคต่อมาคือยุค Tertiary คือ เมื่อไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ไปจนหมดสิ้นแล้ว ปัจจุบันมดมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของโลกมาก โดยเฉพาะในบริเวณ เขตร้อนของโลกป่าดงดิบ ในเขตนี้จะขาดมดไม่ได้เลย
นักชีววิทยาได้ศึกษาธรรมชาติของมดมานานกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว และได้พบว่ายิ่ง ศึกษามดมากขึ้นเพียงใด เขาก็ยิ่งทึ่งในความสามารถของมันมากขึ้นเพียงนั้น เมื่อ 5 ปีก่อน นี้ B.Holldobler และ E.O. Wilson ได้เขียนวรรณกรรม The Ants บรรยายธรรมชาติของมด ตั้งแต่วิวัฒนาการตลอดจนพฤติกรรมทุกรูปแบบของมดจนทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล pulitzer ของอเมิรกา และใครที่อ่านหนังสือเล่มนี้มักจะคิดว่ามนุษย์รู้จักมดดีแล้วแต่ความ จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเรากำลังได้รับความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับมดอยู่ตลอดเวลา เช่น C.Errand แห่งมหาวิทยาลัย Paris ได้เคยรายงานไว้ในวารสาร Animal Behavior เมื่อ 2 ปี ก่อนนี้ว่า มดที่อยู่ในอาณาจักรเดียวกันจะมีความสนิทสนมกันและคุ้นเคยกันโดยอาศัย กลิ่นจากสารเคมี pheromone ที่มดขับออกมาจากร่างกาย เพราะหลังจากที่ได้ทดลองเลี้ยง มดให้อยู่ด้วยกันนาน 3 เดือน แล้วจับแยกกันนาน 18 เดือน มันก็ยังจำเพื่อนของมันได้
 

ส่วนมด Formica selysi นั้น Errand ก็ได้พบว่าตามธรรมดาเป็นมดกาฝากที่ชอบเกาะมด อื่นๆ กิน ราชินีของมดพันธุ์นี้มักจะใช้ความสามารถในการปลอมกลิ่นบุกรุกเข้ารังมดพันธุ์อื่น แล้วฆ่าราชินีมดเจ้าของรัง จากนั้นก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชินีมดเจ้าของรัง จากนั้นก็ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชินีแทน แล้วบังคับมดงานทั้งหลายให้ทำงานสนองความต้องการ ของตนเองทุกรูปแบบ
 
เมื่อไม่นานมานี้นักชีววิทยากลุ่มหนึ่งได้ศึกษามด Polygerus ที่ทำรังอยู่ตามลุ่มน้ำ อะเมซอนในบราซิล และได้พบว่ามดพันธุ์นี้มีความเชี่ยวชาญในการล่าทาสมาก คือเวลามัน ทำสงครามมดชนะมันจะบุกเข้ายึดรังมดที่แพ้สงครามแล้วจับมดทาสที่ประจำอยู่ในรังนั้นมา เป็นทาสรับใช้มัน จากนั้นมันจะขนไข่มดที่แพ้สงครามกลับไปพักที่รังมันทันทีที่ไข่สุกลูกมด ใหม่จะมีจิตใจเป็นทาสยินยอมรับใช้มด Polygerus โดยไม่ต้องสั่ง มดทาสนั้นตามปกติมีฐานะ ทางสังคมต่ำสุด มันจึงไม่มีสิทธิ์สืบพันธุ์ใดๆ ดังนั้นเวลามดทาสตาย มดนายก็ต้องออก สงครามเพื่อล่ามดทาสมารับใช้มันอีก เพราะถ้าไม่ออกศึกหาทาสมันก็จะอดอาหารตายเมื่อ มีมดทาสแล้ว วันๆ มันจะนั่งอ้อนขออาหารจากมดทาสตลอดเวลา
 
ส่วนมด Aolenopsis invicta ซึ่งเป็นมดคันไฟที่มีชีวิตอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และขณะนี้กำลัง คุกคามผู้คนและที่อยู่อาศัยในทวีปอเมริกาเหนืออยู่ R. Hickling แห่งมหาวิทยาลัย Mississippi ในสหรัฐอเมริกา ได้พบว่ามันสามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยเสียงและกลิ่นได้ โดยเขาได้ถ่ายภาพมดชนิดนี้และบันทึกเสียงของมดและเขาได้พบว่าเวลามดตกใจมันจะส่ง เสียงดังหรือเวลาศัตรูปรากฏตัวให้เห็นอย่างทันทีทันใดมันก็จะส่งเสียงอื้ออึงเหมือนกัน
 
เพราะเหตุว่าเสียงเดินทางได้เร็วกว่าโมเลกุล Pheromone ของกลิ่น ดังนั้นมดจะใช้เสียง เฉพาะในกรณีสำคัญๆ เท่านั้น
 
ส่วนมด Pheidole palidula เวลาถูกศัตรูข่มขู่จะโจมตี มันจะสร้างไข่อ่อนที่จะให้กำเนิด มดทหารมากกว่าปกติเพื่อมาปกป้องรังของมัน ให้รอดพ้นจากการถูกโจมตีและเมื่อใดที่มด วรรณะหนึ่งๆ ถูกศัตรูฆ่าตายหมดทุกตัวแล้วมดวรรณะอื่นก็จะเข้ามาทำหน้าที่แทนและนั่นก็ หมายความว่ามดชนิดนี้เปลี่ยนวรรณะทางสังคมของมันได้เมื่อมีความจำเป็น
 
การที่มดมีการแบ่งชั้นวรรณะเช่นนี้ ได้ทำให้นักชีววิทยาบางคนคิดว่า มดเป็นสัตว์ที่มี สติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าลิง การมีสติปัญญาที่สูงในสมองที่เล็กนี้ได้ทำให้มันมีวัฒนธรรม หนึ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่าคน คือความรู้สึกสามัคคีทุกหมู่เหล่าของมดเพราะสังคมมดเป็นสังคม สหชีวิตที่ชีวิตทุกชีวิตมีความหมายต่อทุกชีวิตอื่น อย่างที่เรียกกันว่า altruism ที่สังคมคนไม่มี ครับ
 
นอกจากนี้มดยังจำทิศทางได้เป็นอย่างดี นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้ศึกษาถึงวิธีการที่มดจำทิศทางกลับไปยังแหล่งอาหาร โดย วางกรวยสีดำสูงประมาณ 10 เซนติเมตรบนโต๊ะ และวางน้ำตาลไว้ใกล้ๆ มดแต่ละตัวจะถูก ปล่อยให้ออกจากรังเพื่อไปยังน้ำตาลตัวละเที่ยว เขาพบว่าขณะกลับรังหลังจากพบน้ำตาลแล้ว มดจะหันหลังไปดูกรวยสีดำ และน้ำตาลบ่อยๆ เมื่อกลับมาที่น้ำตาลอีกครั้งมดจะเดินมาใน แนวทางเดิม
เนื่องจากมดมีสมองที่เล็กมาก (น้อยกว่า 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร) การมองเห็นไม่ดี ระบบ การมองเห็นเป็นแบบง่ายๆ ตาของมดไม่สามารถหมุนรอบได้ ดังนั้นภาพที่ตกบนจอรับภาพ (เรตินา) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตัวมดเมื่อหยุดมองสิ่งที่สังเกตมดจะจำวัตถุนั้นๆ ได้อย่างที่ตา เคยมองเห็น ถ้าเห็นวัตถุนั้นอีกแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมอื่น มดจะจำวัตถุนั้นไม่ได้ เมื่อให้มด ไปยังน้ำตาลและกลับรังหลายๆ ครั้ง มดจะหาสิ่งที่เป็นสังเกตมากขึ้น มดที่รู้แหล่งอาหารแล้ว เมื่อจะกลับไปที่แหล่งอาหารอีกก็จะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่าฟีโรโมนไปตามทางที่เกิน เพื่อให้ มดที่เหลือนั้นตามไปได้ถูกทาง มดที่เดินตามโดยอาศัยฟีโรโมนก็หาสิ่งที่เป็นสังเกตสำหรับ ตนเองเช่นกัน ทำให้ในการไปแหล่งอาหารครั้งต่อไปทำได้เร็วขึ้น
 
โดย สุทัศน์ ยกส้าน "มดศึกษา" และ สมศรี ตั้งมงคลเลิศ "มดจำทิศทางได้อย่างไร" วารสาร สสวท ฉบับที่ 101 เม.ย.- ม.ย. 2541

ชีวิตของจักจั่น

จักจั่นถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้เมื่อราว 230-295 ล้านปีก่อน ในยุคไทรแอสสิก (Triassic) นักวิทยาศาสตร์ได้จัดให้จักจั่นเป็นแมลงอยู่ในอันดับ (Order) Homoptera ซึ่งเป็น กลุ่มของแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหาร เช่นเพลี้ยชนิดต่างๆ ครั่ง แมลงหวี่ขาว ลักษณะที่เด่นชัดของแมลงในอันดับนี้ก็คือ ปีกคู่หน้ามีลักษณะและขนาดความหนาของเนื้อปีกเท่ากันตลอดทั้งแผ่นปีก ชื่ออันดับที่มาจากลักษณะเด่นที่ว่านี้ คือ homo แปลว่า เหมือนกัน, เท่ากัน ส่วน ptera แปลว่า ปีก ซึ่งจะหนาทึบหรือบางใสก็ได้แล้วแต่ชนิดของแมลง ปีกของจักจั่นจะบางใสเหมือนกันทั้งแผ่นปีก

 

แมลงในกลุ่มนี้จะแยกออกเป็นอีกสองกลุ่มย่อยๆ (Suborder) คือพวกที่เคลื่อนไหวเฉื่อยช้า กับพวกที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว แน่นอนที่สุดว่าจักจั่นที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในกลุ่มหลัง เพราะสามารถกระโดดหรือบินได้เป็นอย่างดี

 

จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในบรรดาแมลงอันดับนี้ทั้งหมด คือมีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป จนถึงบางชนิดที่ มีขนาดตัวยาวกว่า 10 เซนติเมตร มีหนวดสั้นๆ (หนวดแบบขน-setaceoux) จนเกือบจะมองไม่เห็นดูคล้ายปุ่มเล็กๆ มากกว่าที่จะเป็นหนวด มีตาเดี่ยวสามตา ส่วนหัว ลำตัว ท้อง จะเชื่อมต่อกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกัน ปีกคู่หน้าจะบางใส

 

ช่วงชีวิตของจักจั่นเป็นดังนี้
ไข่ (4 เดือน) - วางไข่ใต้เปลือกไม้
ตัวอ่อน (4-6ปี) - ใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้เป็นอาหาร
ตัวเต็มวัย (1-2 เดือน) - อาศัยอยู่ตามต้นไม้ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้เป็นอาหาร
ตัวผู้ทำเสียงได้ดังมาก ประมาณ 200 เดซิเบล
ตัวเมียไม่สามารถทำเสียงได้

 

จักจั่นทำเสียงเพื่ออะไร

เสียงที่ก้องกังวานทั่วทั้งแนวไพรในยามใกล้พลบค่ำ คงไม่มีเสียงใดจะมากลบเสียงบรรเลงของจักจั่นไปได้ ทำไมจักจั่นจึงต้องทำเสียงดังขนาดนั้นทั้งๆ ที่ตัวของมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก

 

ในการศึกษาเรื่องเสียงของจักจั่นพบว่า ส่วนใหญ่การทำเสียงของจักจั่นจะเป็นไปเพื่อการหาคู่ครอง สำหรับจักจั่น "เสียง" ก็ไม่ ต่างไปจาก "รูปร่างหน้าตาและความสามารถ" ของคนเรา คุณภาพของเสียงบ่งบอกถึงงคุณภาพของร่างกาย และดุจเดียวกัน พลังเสียง ท่วงทำนอง ความไพเราะ คือลีลา เฉพาะของจักจั่นตัวผู้แต่ละตัว ที่จะประกาศหรือโชว์ให้ตัวเมียได้เห็น (ได้ยิน) ศักยภาพและพึงพอใจในที่สุด

 

นอกจากเสียงที่ใช้ในการประกาศหาคู่แล้ว จักจั่นยังสามารถทำเสียงเฉพาะกิจอื่น ๆ ได้อีก เช่น เสียงเพื่อคัดค้าน ประท้วง เสียงแสดงความพึงพอใจ เสียงข่มขู่
ถึงแม้ว่าตัวผู้หลายสิบตัวจะประสานเสียงจนกังวานไปทั่ว ดังขึ้นตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง จนเราสับสนและหาที่มาของเสียงไม่ได้ว่าจักจั่นเกาะอยู่ตรงไหน แต่สำหรับจักจั่นตัวเมียแล้ว มันสามารถแยกแยะแหล่งที่มาของเสียงจากตัวผู้ต่ละตัวได้ไม่ยากและเสียงดังเพียง 30-40 เดซิเบลก็พอแล้วสำหรับการตัดสินใจ ตัวเมียจะเป็นฝ่ายเลือกจากผู้เสนอหลายสิบตัว โดยจะยอมผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่มันพอใจมากที่สุดซึ่งก็ต้องเป็นตัวที่มีน้ำเสียงถูกใจมันมากที่สุดนั่นเอง การส่งเสียงของจักจั่นตัวผู้ไม่ต่างไปจากการส่งกลิ่นฟีโรโมนของแมลงชนิดอื่นๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม

การผลิตเสียง

เสียงที่ดังมากกว่า 100 เดซิเบล ของจักจั่นตัวผู้ ไม่ได้เกิดจากหลอดเสียงในลำคอเช่นสัตว์ทั่วๆ ไป
เสียงของจักจั่นดังมาจากส่วนท้องแหล่งที่มาของเสียงเริ่มต้นที่กล้ามเนื้อ (tymbal) ที่อยู่ภายในร่างกายตรงช่องท้อง และมีซี่โครง (Folded membrane) สี่อันเรียงเป็นแนวขวางกับลำตัว ปลายซี่เชื่อมต่อกันกับแผ่นรูปไข่และเชื่อมติดกับกล้ามเนื้ออีกที เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้หดตัว - คลายตัว ซึ่โครงสี่อันนี้ก็จะขยับตาม ส่งผลให้แผ่นรูปไข่ขยับตามไปด้วย และเกิดเสียงขึ้นมา เสียงจะถูกส่ง ผ่านไปยัง tymbal โดย tymbal แต่ละข้างของช่องท้องสามารถผลิตเสียงได้ในความถี่ข้างละ 120 เฮิรตซ์ จากนั้นเสียงจะผ่านไปยังถุงลม (air sac - ถุงลมนี้จะมีขนาดใหญ่มาก มีความจุราว 1.8 มิลลิลิตร ประมาณร้อยละ 70 ของส่วนท้อง) อีกทีก่อนที่จะส่งผ่านไปยังเยื่อแก้วหู (eardrum)
eardrum จะทำหน้าที่ในการควบคุมและขยายเสียง ก่อนที่จะปล่อยออกไปสู่ภายนอก ซึ่งจะผ่านการปิด-เปิดของแผ่น opercula ที่จะปรับแต่งเสียงเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ได้เสียงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่มันจะพึงทำได้

 

แค่ลำพังท้องเล็กๆ ที่มีขนาดความจุไม่กี่มิลลิลิตรของจักจั่นก็สามารถผลิตเสียงที่ดังมหาศาลเกินกว่าที่เราจะคาดคิด แต่ไม่ว่าอย่างไร เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ของจักจั่นก็ใช่จะสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงทุกสำเนียงย่อมหมายถึงชีวิตและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์อันเป็นเป้าหมายสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกนี้
จากหนังสือสารคดี ปีที่ 14 ฉบับที่ 168 ก.พ. 2542 หน้า 171 - 172

ธรรมชาติของผีเสื้อ

หากมีการกล่าวถึงแมลงที่มนุษย์ชื่นชม คงไม่มีแมลงที่เราชื่นใจยิ่งไปกว่าผีเสื้อ ภาพของแมลงที่มีปีกสีสันสวยงามได้ทำให้เราหลายคนหลงไหลและสงสัยในธรรมชาติที่แท้จริงของมัน

 

ผีเสื้อเป็นสัตว์ปีกที่ชอบแสงอาทิตย์และอากาศที่เย็นสบาย เรามักเห็นมันบินวนเวียนตามดอกไม้อยากสนุกสนาน อย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนหรือเหน็ดเหนื่อย การที่มันบินคละเคล้าเกสรดอกไม้อยู่เช่นนี้เพราะมันต้องการน้ำหวานจากดอกเกสรเป็นอาหารและช่วยดอกไม้ในการผสมพันธุ์ไปในตัว

 

นักชีววิทยาประมาณว่าผีเสื้อมีวิวัฒนาการมาจากแมลงปอและแมลงเต่าทองเมื่อ 280 ล้านปีก่อนโน้น ขณะนี้โลกมีผีเสื้อ 7,000 ชนิด ส่วนประเทศไทยเรามีผีเสื้อประมาณ 900 ชนิดเท่านั้นเอง

 

ผีเสื้อเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกภายใน จึงทำให้มันแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยหรือนกที่มีโครงกระดูกในร่างกาย ลำตัวของมันเป็นวงแหวนหลายวงเรียงต่อกันด้วยเนื้อเยื่อบางๆ เปลือกที่ห่อหุ้มตัวเป็นสาร Chitin 2 ตาของผีเสื้อมีเลนส์ตานับพัน มันมีหนวด 1 คู่ทำให้หน้าที่ดมกลิ่น และมีวงหนึ่งวงสำหรับดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ และเมื่อไม่ถึงเวลากินอาหารวงจะถูกม้วนเก็บเป็นเกลียว ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ของมันทำด้วยเยื่อบางๆ และมีเส้นปีกเป็นโครงร่างเส้นปีกจึงเปรียบเสมือนโครงกระดูกของมัน สีและการจัดเรียงของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญที่ผู้เชียวชาญเรื่องผีเสื้อใช้ในการจำแนกชนิดของมัน

 

นักชีววิทยาพบว่า ผีเสื้อมีวงจรชีวิตที่น่าสนใจมากคือมันจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไม่เหมือนเดิมกัน เช่นเดียวกับผึ้ง แมลงวัน และยุง โดยแบ่งขั้นตอนการเจริญเติบโตออกเป็น 4 ขั้น คือ ระยะไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ ข้อดีของการเติบใหญ่เช่นนี้ก็คือเมื่อสภาพร่างกายไม่เหมือนหัน การเจริญเติบโตของมันแต่ละขั้นตอนจึงไม่มีผลกระทบต่อกัน

 

ในการสืบพันธุ์ของผีเสื้อนั้น นักชีววิทยาได้พบว่าผีเสื้อตัวผู้มักจะสนใจผีเสื้อตัวเมียที่มีปีกสีเดียวกันและเมื่อผสมพันธุ์กันแล้วในเวลาอีกไม่นานมันก็จะวางไข่ตามใบพืชที่เหมาะสมเพื่อจะได้เป็นเสบียงให้ตัวหนอนของมัน โดยมันจะวางไข่ใต้ใบไม้เป็นกลุ่มๆ ไข่ผีเสื้อตามปกติจะมีสารเหนียวสำหรับยึดติดใบไม้ไข่มีสีและขนาดแตกต่างตามวงศ์ของผีเสื้อ หลังจากวางไข่ได้ 2-3 วัน หนอนในไข่ผีเสื้อจะปรากฏตัวและอีก 5-10 วันต่อมาหนอนก็จะใช้ปากเจาะเปลือกไข่ให้แตกแล้วกินเปลือกไข่ตนเองเป็นอาหารเมนูแรก จากนั้นมันก็จะกินผีเสื้อจำนวนมา หนอนก็จะสร้างความเสียหายให้แก่พืชมาก เมื่อหนอนเติบโตเต็มที่มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัว กระบวนการปกป้องตัวเองเช่นนี้จะใช้เวลานานประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นหนอนก็จะกลายเป็นดักแด้ที่ไม่ต้องการอาหารอะไรหรือทำอะไรเลย มันจะมุดตัวอยู่แต่ในเกราะและจะใช้เวลา 7-10 วันในการเปลี่ยนรูปร่างจนกลายเป็นผีเสื้อ และเมื่อผีเสื้อโผล่จากตัวดักแด้ใหม่ๆ มันยังบินไม่ได้เพราะปีกของมันยังไม่แข็งแรง แต่เมื่อปีกแห้งมันก็บินได้และผสมพันธุ์ได้ทันที

 

นักชีววิทยาได้พบว่าผีเสื้อบางชนิดชอบอพยพไปเป็นระยะทางไกลๆ เช่น ผีเสื้อพันธุ์ monarch สามารถบินได้ไกลถึง 3,000 กิโลเมตร และผีเสื้อบางชนิดบินข้ามทะเลได้หรือบินข้ามภูเขาแอลป์ก็ยังได้ นักชีววิทยาได้สงสัยในความสามารถของผีเสื้อในด้านนี้มากและก็ได้พบว่า เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ผีเสื้อ monarch ที่มีปีกกว้าง 4 นิ้ว จำนวนล้านจะหายตัวไปจากสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์คืออย่างไม่มีใครรู้ว่าผีเสื้อเหล่านั้นบินไปซ่อนอยู่ที่ใด จนกระทั่งเมื่อ 20 ปีมานี้เอง ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อจึงได้พบว่ามันบินจากเทือกเขา Rockies ลงไปทางใต้สู่ประเทศเม็กซิโกด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง และที่ระดับความสูง 1.5 กิโลเมตรแล้วก็จะถึงบริเวณทิวเขายาวนอกเมือง Mexico City และมันจะใช้เวลานานของฤดูหนาว ณ ที่นั่น

 

นักชีววิทยาได้เคยสงสัยมากว่าเหตุใดผีเสื้อ monarch จึงต้องบินไกลเช่นนั้น และมันบินสู่สถานีปลายทางอย่างถูกต้องได้อย่างไร และเมื่อผีเสื้อที่บินอพยพไปนั้น ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในสหรัฐฯ และไม่เคยบินไปเม็กซิโกเลย เหตุใดมันจึงบินไปได้ถูกเมือง ส่วน L. Brower แห่งมหาวิทยาลัย Florida ก็ได้พยายามตอบคำถามที่ว่าผีเสื้อ monarch บินจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่ไกลๆ ได้อย่างไร

 

และ Brower ก็ได้พบว่าเพราะผีเสื้อ monarch ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณเขตร้อนและชอบวางไข่บนใบของต้น milkweed เมื่อหนอนผีเสื้อกินใบของต้น milkweed เข้าไป สารเคมีที่ใบ milkweed มีจะเข้าไปแฝงอยู่ในตัวหนอนนั้นและเมื่อ milkweed นี้มีขึ้นทั่วสหรัฐฯ และในสถานที่แต่ละแห่ง ใบ milkweed ก็มีรสชาติต่างกัน ดังนั้น Brower จึงสามารถบอกได้ว่าผีเสื้อ monarch ตัวที่เขาจับได้มีถิ่นฐานอยู่ทางเหนือหรือใต้ของประเทศ โดยอาศัยเทคนิคนี้ Brower จะสามารถบอกได้ว่า ผีเสื้อ monarch ที่บินจากสหรัฐฯ ไปทางใต้สู่เม็กซิโกในตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงและฤดูร้อนเพื่อหลบภัยหนาวนั้น เป็นผีเสื้อตัวเดียวกับที่บินจากเม็กซิโกขึ้นทางเหนือสู่สหรัฐฯ ในฤดูใบไม้ผลิ หรือไม่ และตามปกติเหล่าผีเสื้อที่บินกลับสหรัฐฯ นี้จะบินไปวางไข่และตายที่รัฐ Texas และ Louisiana ดังนั้น เมื่อไข่ผีเสื้อถูกฟักตัวเป็นผีเสื้อๆ ก็จะบินขึ้นทางเหนือสู่บริเวณทะเลสาบ Superior ผีเสื้อบางตัวจะออกไข่และบางตัวจะตาย จากนั้นผีเสื้อรุ่นที่สามก็จะบินจากบริเวณทะเลสาบไปยังบริเวณฝั่งตะวันออกของอเมริกา แล้วผีเสื้อชุดที่ 4 ก็จะบินลงไปทางใต้สู่เม็กซิโกนับเป็นการบินที่ครบวงจรทุกปีไป

 

Brower คิดว่าผีเสื้อเหล่านี้ก็เหมือนเช่น นกและเต่าทะลที่สามารถเดินทางไกลได้โดยใช้สนามแม่เหล็กโลกในการเดินทาง เพราะในตัวของผีเสื้อมีผลึกของสารแม่เหล็กที่มันใช้ในการปรับทิศได้ตลอดปี โดยเมื่อเริ่มออกเดินทางจากเม็กซิโกในราวเดือนมีนาคม เข็มทิศจะชี้ทิศเหนือและทุกวันที่ผ่านไป "เข็มทิศ" ในตัวมันจะบิดไป 1 องศา ตามเข็มทิศนาฬิกา ดังนั้น เมื่อมันบินถึง Texas เข็มทิศในตัวมันจะชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแล้วลูกหลานของมันเมื่อได้รับแสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและมีเข็มทิศในตัวที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็จะบินไปตามทิศนั้นสู่บริเวณทะเลสาบ Superior ลูกหลานผีเสื้อกลุ่มใหม่ที่เกิดในบริเวณทะเลสาบและมีเข็มทิศในตัวชี้ไปทางตะวันออกก็จะบินไปตามทิศทางนี้สู่ Appalachians และเข็มทิศในตัวจะเปลี่ยนทิศไปเรื่อยๆ ตลอดการเดินทางของมัน

 

ส่วน I. Saccheri และคณะแห่งมหาวิทยาลัย Helsinki ในประเทศฟินแลนด์ก็ได้รายงานในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2541 เมื่อเขาทดลองผสมพันธุ์ระหว่างผีเสื้อพันธุ์ที่เป็น Militaea cinxia ที่เป็นญาติกัน เขาได้พบว่า 26% ของผีเสื้อจะล้มตายภายในเวลาเพียง 1 ปี ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการผสมพันธุ์กันระหว่างสัตว์ตระกูลเดียวกัน ที่ถูกจับขังอยู่รวมกันทำให้สารพันธุกรรม (gene) เสื่อมสภาพ คือมีผลทำให้ผีเสื้อมีโอกาสสูญพันธุ์สูง แต่ผีเสื้อก็มิได้เป็นสัตว์ชนิดเดียวเท่านั้นที่ให้ข้อสรุปเช่นนี้ แมลงหวี่ นกกระจอก งูและหนู ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

 

การทดลองนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะเดิมนักชีววิทยากลายคนเคยคิดว่าการผสมพันธุ์กันระหว่างสัตว์ในตระกูลเดียวกัน ให้ผลกระทบกระเทือนต่อการไม่สูญพันธุ์น้อย และคิดว่าดินฟ้าอากาศและมนุษย์ที่บุกรุกทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สัตว์สูญพันธุ์ แต่การทดลองของ Saccheri ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าในการหาสาเหตุการสูญพันธุ์ของสัตว์ ปัจจัยเรื่องการผสมพันธุ์กันเองในบรรดาญาติก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา

 

เมื่อ 200 ปีก่อนนี้ ปัญหาโรคโลหิตออกไม่หยุด (hemophilia) ได้คุกคามราชตระกูลหลายตระกูลของยุโรป เพราะได้มีการสมรสกันระหว่างบรรดาพระประยูรญาติ แต่เมื่อได้มีการพบสาเหตุว่าการสมรสเช่นนี้จะทำให้ยีน (gene) บางตัวแสดงอำนาจ ประเพณีปฏิบัติเช่นนี้จึงได้ถูกยกเลิกในเวลาต่อมา มาบัดนี้ความคิดนี้ก็ยังคงใช้ได้กับสัตว์และพืชทุกชนิดไม่ว่าจะมีจำนวนมากหรือน้อยเพียงใดครับ
โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.

"เอดส์"...มาจากไหน

นิตยสาร TIME ฉบับกลางเดือนกุมภาพันธ์ 1998 คอลัมน์ MEDICINE เริ่มต้นไว้อย่างชวนติดตามว่า...
 
ปี 1959 สถานที่ : แอฟริกากลาง เมืองลีโอโพลด์วิลล์ซึ่งบัดนี้กลายเป็นกรุงกินชาซาไม่นานก่อนเกิดจลาจลเรียกร้องเสรีภาพในคองโกของเบลเยี่ยม*
ชายหนุ่มท่าทางสุขภาพดีคนหนึ่งเดินเข้าไปโรงพยาลบริจาคเลือดเพื่อใช้วิจัยโรคที่เกิดกับเลือด แล้วก็เดินออกจากโรงพยาบาลไปโดยไม่เคยทราบผลการตรวจเลือด แพทย์ วิเคราะห์ตัวอย่างเลือด และแช่แข็งแบบ "ขังลืม" มันไว้ในหลอดทดลอง เหตุการณ์ผ่านไปถึง 25 ปี จนกลางศตวรรษ 1980 นักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ได้นำตัวอย่างเลือดนั้นมาตรวจ และพบว่าเชื้อเอชไอวีไวรัสที่เป็นสาเหตุของเอดส์อยู่ด้วย
 
มันไม่ใช่แค่เชื้อเอชไอวีธรรมดา ตัวอย่างเลือดจากกรุงลีโอโพลด์วิลล์มีเชื้อไวรัสเอดส์เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ปรากฏและอาจช่วยไขปริศนาเรื่องที่มาและการก่อเกิดของเชื้อร้ายนี้...เมื่อไรกันแน่ที่มันกระโดดจากลิงสู่คน?
 
นิตยสาร TIME อ้างรายงานที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature กรณีที่ด็อกเตอร์เดวิดโฮ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอดส์ กรุงนิวยอร์ก กล่าวถึงผลการวิเคราะห์เชื้อไวรัสเอดส์ ว่าจุดเริ่มต้นของมันน่าจะย้อนหลังไปจากนั้นไม้น้อยกว่า 1 ทศวรรษ หมายถึงว่า เอดส์เริ่มแพร่สู่มนุษย์ครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษ 1950 หรือไม่ก็ปลายทศวรรษ 1940
การพบบรรพบุรุษของเชื้อเอชไอวีครั้งนี้บอกอะไร ๆ แก่นักวิจัยผู้กำลังรบรากับ เอดส์มากทีเดียว เพราะในระยะเวลา 15 ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมเชื้อไวรัสเอดส์ได้อย่างน้อย 10 สายพันธุ์ย่อย แต่พวกเขาไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนถึงความ แปรผัน หรืออาจกล่าวว่า ยังไม่มีใครรู้ลำดับความสัมพันธ์ของเอดส์สายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ นับจากที่มันกระโดดจากลิงสู่คน พอมีการศึกษาถึงการผ่าเหล่าในยีนของเอชไอวี "ลีโอโพลด์วิลล์" โดยละเอียดและเข้มข้น จึงรู้ความเป็นไปของ "เหตุการณ์" ซึ่งนำพาโชคร้ายมาสู่มนุษยชาติ
 
จากการวิจัย DNA เชื้อไวรัสจากหนุ่มนิรนามปี 1959 เปรียบเทียบกับตัวอย่างเชื้อจากทศวรรษ 1980 และ 1990 ดร.โฮสามารถจัดลำดับเครือญาติของเอชไอวีโดยที่เจ้า "ลีโอ โพลด์วิลล์" เป็น "ชุมทาง" หรือลำดับต้น ๆ ของสายตระกูล ก่อนแตกแขนงออกเป็นสามสายพันธุ์ย่อย เจ้าเชื้ออายุ 39 ปีมีส่วนคล้ายอย่างเด่นชัดกับสายพันธุ์ย่อยอีกเจ็ดชนิด และ เชื้อทั้ง 10 ชนิดย่อยดังกล่าวสามารถศึกษาย้อนกลับไปหาต้นตออันหนึ่งอันเดียวกันหรือกลุ่มของต้นตอที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับเอดส์ก็คือ มันเริ่มติดต่อมาจากลิงในป่าแอฟริกาแพร่ระบาดในหมู่คนในถิ่นทุรกันดาร ติดต่อมาถึงคนเมืองและมวลชนจำนวนมหาศาลในที่สุด
 
หัวข้อความสนใจที่นักวิทยาศาสตร์เน้นมากเรื่องหนึ่งคือ เชื้อเอชไอวีที่แพร่ไปอย่างรวดเร็วสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของมันจนทำให้ยากแก่การคิดค้นวัคซีนที่มีผลต่อเชื้อร้ายได้อย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าเชื้อร้ายเอชไอวีจะเพิ่มจำนวนเป็นกี่ชนิดในอีก 40 ปี ข้างหน้า แต่ยังดีอยู่บ้างที่เรารู้ว่าทุก ๆ ตัว (ร้าย) ที่จะอุบัติก็คือตัวใดตัวหนึ่งที่เห็นกันในวันนี้นั่นเอง
 

 

ลักษณะการติดเชื้อที่แขน


โดย วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ สารคดี ฉบับที่ 157 ปีที่ 14 หน้า 30 มี.ค. 2541

ไดโนเสาร์...สัตว์โลกล้านปี

จากภาพยนต์เรื่อง จูราสสิค พาร์ค ของสตีเว่น สปิลเบิร์ก ที่นำเข้ามาฉายในประเทศไทย เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้ ทำให้คนไทยเกิดการคลั่งไคล้ไดโนเสาร์หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคไดโนเสาร์ฟีเวอร์ เพราะนอกจากจะมีการกล่าวขานถึงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ยังมีการสร้าง หุ่นจำลอง จัดนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ตลอดจนภาพวาดและของเล่น ล้วนเกี่ยวข้องกับ ไดโนเสาร์แทบทั้งสิ้น ล่าสุดห้างเซ็นทรัล รามอินทราและสวนสยามยังคงจัดแสดงหุ่น ไดโนเสาร์ ให้ผู้ชมเข้าและศึกษาหาความรู้

 

บางท่านอาจจะสงสัยว่า ไดโนเสาร์ คืออะไร ในสมัยดึกดำบรรพ์มีจริงหรือไม่ สูญพันธุ์ ไปหมดแล้วจริงหรือ เราศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ได้อย่างไรและอีกหลากหลาย คำถามที่ต้องการค้นหาคำตอบ

 

คำว่าไดโนเสาร์ ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2384 โดยนาย ริชาร์ด โอเวนนักกายวิภาค วิทยา ชาวอังกฤษ ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกสัตว์ชนิดหนึ่งที่ขุดพบในรูปของซากดึกดำบรรพ์ เป็น โครงกระดูกขนาดใหญ่ โดยนายริชาร์ด ใช้คำว่า ไดโนเสาร์เพราะมาจากภาษาอังกฤษว่า dinosaurs เป็นคำผสมจากภาษากรีก ว่า deinos ซึ่งแปลว่า น่าเกลียดน่ากลัว กับคำว่า sauros แปลว่า กิ้งก่า ดังนั้น ไดโนเสาร์ จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า กิ้งก่าที่น่าเกลียด น่ากลัว ซึ่งอาจจะน่ากลัวในสายตาของนายริชาร์ด และอาจจะไม่น่ากลัวเลยในสายตาของนักวิทยาศาสตร์บางคน

 

ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์นั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากซากดึกดำบรรพ์ที่เรียกตามศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า ฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลโครงกระดูก รอยเท้า เปลือกไข่ อุจจาระ ตลอดจนกลายสภาพเป็นหินแข็งอยู่ภายใต้ผิวโลก ครั้นเวลาผ่านไปเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว ซากฟอสซิลเหล่านี้จึงปรากฏบนพื้นผิวโลกให้เห็นตามที่ต่าง ๆ เป็นหลักฐานศึกษาการวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ได้เป็นอย่างดี

 

ความจริงแล้วมนุษย์เคยค้นพบกระดูก และรอยเท้าไดโนเสาร์มาเป็นเวลานานแล้ว เพียง แต่ว่าผู้คนยุคต้น ๆ นั้น คิดว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ของกิ้งก่า มังกรหรือแม้กระทั่งนกกาเหว่า ยักษ์ จนกระทั่ง นายริชาร์ด ได้ให้ความเห็นว่า โครงกระดูกของสัตว์เหล่านั้น เป็นของสัตว์ กลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงใกล้ชิดกับพวกกิ้งก่า

 

แต่ไม่จัดเป็นพวกกิ้งก่า ซึ่งถ้าดูจากโครงสร้างของโครงกระดูกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พอจะแยกออกได้เป็น 7 ลักษณะ

 

นักโบราณคดีและนักชีววิทยา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้ว่า ถ้าแบ่งช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ในโลก จะแบ่งออก
ได้เป็น 3 ช่วง คือ
 
1. ช่วงไตรแอสสิก (Triaassic) เป็น
ช่วงแรกของการเกิดไดโนเสาร์ คือ
ประมาณ 250- 205 ล้านปีมาแล้ว ได้แก่

 

 

 

2. ช่วงจูราสสิก (Jurassic) เป็น
ช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ
205-135 ล้านปีมา แล้ว ในช่วงนี้มีไดโนเสาร์หลากหลายชนิด ทั้งมีเขาไม่มีเขา มีเกราะ ไม่มีเกราะ คอยาว คอสั้น ตลอดจนวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์ปีก ได้แก่
 
3. ช่วงครีเตเชียส (Cretaceous)
เป็นช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ
135-66 ล้านปีมาแล้วเป็นช่วงสุดท้าย
ของไดโนเสาร์ซึ่งจะมีวิวัฒนาการสูงสุด
และสูญพันธุ์ไปในที่สุด ได้แก่
 
 

 

1. Herreraasaurus
 
2. Staurikosaurus
 
3. Coelophysis
 
4. plateosaurus
 
5. protoavis ฯลฯ
 
1. Allosaurus
 
2. anchisaurus
 
3. Dilophosaurus
 
4. Ornitholestes
 
5. Branchiosaurus
 
6. Archaeopteryx
 
7. Stegosaurus ฯลฯ
 
1. Protoceratops
 
2. Triceratops
 
3. Tyrannosaurus
 
4. Iguanodon
 
5. Acrocanthosaurus
 
6. Maiasaurus
 
7. Ornithominus
 
8. Oriraptor
 
ไดโนเสาร์ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดซึ่งถูกขุดพบที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยนาย พอล เซเรโน นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัย ชิคาโก ขุดพบในปี พ.ศ. 2534 และให้ชื่อสัตว์ที่ขุดพบว่า อีโอแรพเตอร์

 

ชนิดใหม่ล่าสุดที่ขุดพบเมื่อเดือน เมษายน ปี 2536 มีชื่อว่า โมโนไนคัส (Mononycus) ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าคล้าย กับซากดึกดำบรรพ์ของนกโบราณชนิดหนึ่งที่ขุดพบ เมื่อปี พ.ศ. 2504 ซึ่งประมาณอายุได้ 150 ล้านปี นกโบราณชนิดนี้ คือ อาร์คีออฟเทอริกซ์ (Archaeopteryx)

 

ดังนั้น สายวิวัฒนาการของนกกับไดโนเสาร์จะต้องเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน แต่อะไรจะ เป็นต้นตระกูลของอะไรจะต้องหาหลักฐานกันต่อไป แต่ที่แน่นอนที่สุดไดโนเสาร์ไม่ได้ สูญพันธุ์ไปจากโลกจนหมดสิ้น นักโบราณคดีและนักชีววิทยาหลายท่านเชื่อว่ายังมีไดโนเสาร์ สายพันธุ์หนึ่งที่ยังคงสืบเชื้อสายอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้และมีอยู่เป็นจำนวนมากมายต่างพากันเรียก ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ชนิดนี้ว่า นก แต่ต้นตระกูลนกจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นนกชนิด ใดก่อนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป

 

แจ็ก ฮอร์เนอร์ ซึ่งเป็นนักโบราณคดีและนักชีววิทยา รวมถึงนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้อย่างน่าฟัง ถึงเหตุผลี่ทำให้ไดโนเสาร์สามารถอยู่รอดได้ถึง 150 ล้านปี
 
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไดโนเสาร์ที่มีลักษณะใหญ่โตเหล่านั้น ก็สูญพันธุ์ไปสิ้นเมื่อ 65 ล้าน ปีที่แล้ว มีหลากหลายทฤษฏีที่ชี้แจงการสิ้นสุดของไดโนเสาร์ ทั้งทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ตลอดจนทฤษฎีดาวหางและอุกกาบาต แต่ดูเหมือนทฤษฎีหลังจะเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไป

แต่การสูญสิ้นของไดโนเสาร์นั้นยังไม่เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์มากนักเพราะต่าง พากันมุ่งประเด็นไปที่การดำรงชีวิตของไดโนเสาร์ตรงที่ว่า ไดโนเสาร์มีอะไรดีจึงสามารถดำรง เผ่าพันธุ์ได้นานถึง 150 ล้านปี ยังเป็นปริศนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องหาข้อมูล จากซากดึกดำบรรพ์กันต่อไป

 

คราวนี้เรามารู้จักกับไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ตัวแรกที่จะแนะนำให้รู้จักก็คือ

ไทแรนโนซอรัส (Tyrannosaurus rex)
 
อัลโลซอรัส (Allosaurus)
 
อะแพททอซอรัส (Aapatosarus)
 
ไทรเซอราทอปส์ (tricratops)
 
อิกัวโนดอน (Iguanodon)
 
เทอราโนดอน (pteranodon)

แม้เวลาจะผ่านไปถึง 65 ล้านปี คำว่า ไดโนเสาร์ ก็ยังถูกกล่าวถึงเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะ เป็นสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่ก็ยังไม่ร้ายเท่ามนุษย์ที่คอย แต่คิดค้นและสร้างสมแต่สิ่งที่นำ ไปสู่การทำลายตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเมื่อใดที่โลกเต็มไปด้วยมลพิษที่เกินกว่ามนุษย์จะ ทนได้ ก็อาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด... ดังเช่น... ไดโนเสาร...์ สัตว์โลกล้านปี...ที่ถูกบันทึกไว้ใน ความทรงจำของมนุษย์ตราบจนทุก...วันนี้

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

โครงสร้างโครงกระดูกไดโนเสาร์

ลักษณะที่ 1 Stegosaros

ลักษณะที่ 2 Triceraatops

ลักษณะที่ 3 Miaarara

ลักษณะที่ 4 Euoplocephalus

ลักษณะที่ 5 Albertosarus

ลักษณะที่ 6 Ornithomimus

ลักษณะที่ 7 Camarasaurus


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Allosaurus

อัลโลซอรัส (Allosaurus) ตัวนี้หน้าตาคล้าย ๆ กับ ทีเร็กซ์ เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาด ใหญ่ที่สุดมีขนาดยาวกว่า 33 ฟุต (10 เมตร) ขาหน้าเล็กสั้น หัวโต เขี้ยวใหญ่ได้ฉายาว่า จอมพราน ชอบล่าไดโนเสาร์อื่นเป็นอาหารโดยเฉพาะ อะแพททอซอรัส (Aapatosaaurus) เป็นอาหาร ที่กล่าวเช่นนี้เพราะอะแพททอซอรัสที่ขุดพบนั้นมีรอยเขี้ยวของ อัลโลซอรัส เต็ม ไปหมด
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Archaeopteryx

อาร์คีออฟเทอริกซ์ เป็นบรรพบุรุษของนก ถูกค้นพบโดยคนงานในค่ายทหารเยอรมันมี ขนาดเท่ากับนกพิราบ ฝังตัวอยู่ในชั้นหิน จากหลักฐานพบว่า กระดูกและฟันของเจ้านก โบราณนี้คล้ายกับกระดูกและฟันของไดโนเสาร์มาก ต่างกันตรงที่มีปีกและขนแบบนกปก คลุมอยู่ทั่วตัว ชี้ให้เห็นว่ามันสามารถบินได้อย่างนก

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Triceratops

ไทรเซอราทอปส์ (tricratops) มีฉายาว่า ยักษ์สามเขา ตัวไม่โตนัก ยาวประมาณ 20 ฟุต สูง 10 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าช้างเล็กน้อย ที่ต้นคอมีเกราะใหญ่แผ่คลุมคอและไหล่ ขากรรไกร โค้งเหมือนปากนกแก้ว ชอบเล็มหญ้าเป็นอาหารที่สะดุดตาที่สุด ของเจ้ายักษ์สาม เขานี้ก็คือ มีเขา 3 อัน ที่แหลมคมมากยาวประมาณ 3 ฟุต อยู่เหนือตาทั้งสองข้าง ส่วนอันที่ 3 ใหญ่กว่าแต่มีขนาดสั้นอยู่ตรงจมูก แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือลักษณะดูเหมือนดุร้ายแต่กิน พืชเป็นอาหาร เขาของมันมีไว้สู้ศัตรูเท่านั้น

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Tyrannosaurus

ไทแรนโนซอรัส (Tyrannosaurus rex) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าทีเร็กซ์ (Trex) แปลว่า กิ้งก่า ทรราชเป็นไดโนเสาร์ประเภทกินเนื้อเป็นอาหาร มีความยาวประมาณ 48 ฟุต สูงประมาณ 20 ฟุต ลักษณะเป็นแบบฉบับของไดโนเสาร์ หัวโต ตัวใหญ่ขาหน้าเล็กและสั้น มีกรงเล็บ แหลมคมยาวถึง 8 นิ้ว มีน้ำหนักถึง 7 ตันครึ่ง เจ้ากิ่งก่ามีชีวิตได้ด้วยการกินไดโนเสาร์ที่ อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร เช่น ไดโนเสาร์ที่มีชื่อว่า แองคีลอซอรัส (Ankylosaurus) ฉายยายักษ์ สวมเกาะเป็นไดโนเสาร์ที่มีเกาะแข็งหุ้มตัวตัวยาวประมาณ 15 ฟุต สูงไม่เกิน 4-5 ฟุต ตัวอ้วน ขาใหญ่ เดินงุ่มง่ามหลบหลีกศัตรูได้ช้าเป็นอาหารโปรดของเจ้าทีเร็กซ์ ดังนั้นจึงได้อีก ฉายาหนึ่งว่า จอมเพชฌฆาต

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Iguanodon

อิกัวโนดอน ฉายาว่า ผู้มีชื่อเสียงเลื่องระบือ ลักษณะคล้ายกิ้งก่ายักษ์กินพืชเป็นอาหาร ซึ่ง อิกัวโนดอน แปลว่า ฟันของอิกัวนา เพราะซากฟันที่ขุดพบคล้ายอิกัวนา ซึ่งเป็นกิ้งก่ายักษ์ แห่งเกาะกาลาปากอส จากโครงกระดูกที่ขุดพบ ในประเทศอังกฤษ คาดว่าน้ำหนักตัวของมัน น่าจะหนักประมาณ 7 ตัน และมีความสูงประมาณ 30 ฟุต แม้ว่ามันจะตัวใหญ่มาก แต่มันก็ เคลื่อนไหวได้รวดเร็วตามต้องการ
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท

อีโอแรพเตอร์

อีโอแรพเตอร์ เป็นไดโนเสาร์ในกลุ่มที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารไดโนเสาร์พวกนี้มี โครงสร้างของสะโพกเช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน นักวิทยาศาสตร์ให้ชื่อ ไดโนเสาร์ กลุ่มนี้ว่า ซอริสเชียน ซึ่งแตกต่างจากไดโนเสาร์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อกลุ่มว่า ออร์นิธิสเชียน พวกนี้กินพืช เป็นอาหารและมีโครงสร้างของสะโพกคล้ายคลึงกับนกมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นไดโนเสาร์กลุ่มใด นั้น ต้นตระกูลของไดโนเสาร์น่าจะมาจากบรรพบุรุษเดียวกันแล้วแยกสายวิวัฒนาการออก เป็นสายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ตามที่ขุดพบได้จากทุกสารทิศจากขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Mononycus

โมโนไนคัส (Mononycus) แปลว่า ผู้มีกรงเล็บเดียว ลักษณะฟอสซิลที่ขุดพบมีขนาดเล็กเท่า ไก่งวง มีขนแบบนกปกคลุม ทั่วตัวโครงสร้างของกระดูกมีลักษณะผสมผสานระหว่างนกกับไดโนเสาร์นับเป็นหลักฐานชิ้น สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างนกกับไดโนเสาร์นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ อีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างนกกับไดโนเสาร์ นอกจากนี้โมโนไนคัส ยังมี โครงสร้างคล้ายกับไดโนเสาร์พวกเทอโรพอด ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ยุคเริ่มต้น กินเนื้อเป็นอาหาร มีฟันแหลมคมอยู่เต็มปาก หางยาวและที่สำคัญมีกระดูกช่องอกกว้างมากเป็นที่ยึดเกาะของ กล้ามเนื้อสำหรับใช้ในการบิน ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Archaeopteryx

อาร์คีออฟเทอริกซ์ เป็นบรรพบุรุษของนก ถูกค้นพบโดยคนงานในค่ายทหารเยอรมันมี ขนาดเท่ากับนกพิราบ ฝังตัวอยู่ในชั้นหิน จากหลักฐานพบว่า กระดูกและฟันของเจ้านก โบราณนี้คล้ายกับกระดูกและฟันของไดโนเสาร์มาก ต่างกันตรงที่มีปีกและขนแบบนกปก คลุมอยู่ทั่วตัว ชี้ให้เห็นว่ามันสามารถบินได้อย่างนก

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

ข้อสรุปของแจ็ก ฮอร์เนอร์

แจ๊ก ฮอร์เนอร์ นักโบราณคดีและนักชีววิทยา ค้นพบซากรังและไข่ไดโนเสาร์ ในปี พ.ศ. 2521 ที่เมือง มอนตานา ประเทศสหรัฐอเมริกา และให้ข้อสรุปว่า ไดโนเสาร์มีพฤติกรรม แบบเดียวกับ นก คือ จะสร้างรังและวางไข่อยู่ใกล้ๆ กัน ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มไดโนเสาร์ จะดูแลลูกอ่อนในรังจนกว่าจะเติบโตและแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับศัตรูและหาอาหารกินเองได้ นอกจากนี้ไดโนเสาร์ยังเป็นนักอพยพชั้นเยี่ยม ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมก็จะอพยพไปใน ที่ต่างๆ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ไดโนเสาร์สามารถดำรงชีวิตอยู่ทั่วไปทั้งขั้วโลกเหนือจรดขั้ว โลกใต้ เพราะมีการขุดพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ ชนิดเดียวกันจึงกล่าวได้ว่า ไดโนเสาร์จัดเป็นสัตว์อพยพย้ายถิ่นที่เก่งชนิดหนึ่งและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพอากาศที่ หลากหลายได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอีกอย่างหนึ่งว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นหรือเลือด เย็น เพราะการอพยพจะต้องใช้พลังงานสูงมากจะกระทำได้ดีเฉพาะสัตว์เลือดอุ่นเท่านั้น ซึ่ง เป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักวิจัย แต่ความคิดล่าสุดที่นนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นเป็นเสียงเดียวกัน ก็คือไดโนเสาร์ไม่ได้เป็นสัตว์เลือดเย็น 100% แต่เป็นสัตว์เลือดเย็นที่พร้อมจะ วิวัฒนาการเป็นสัตว์เลือดอุ่นและสามารถปรับตัวได้ทุกสภาวะการณ์ในขณะนั้น ไม่เช่นนั้น คงไม่สามารถอยู่รอดได้นานถึง 150 ล้านปี
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.
 

ทฤษฎีดาวหางและอุกกาบาต

เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้วได้เกิดมีอุกกาบาตหรือดาวหางขนาดมหึมาพุ่งเข้าชนโลก ทำให้ฝุ่นจำนวนมหาศาลลอยฟุ้งขึ้นไป แขวนลอยอยู่ในอากาศเป็นชั้นหนาทึบและแผ่ปกคลุมโลกไว้เป็นเหตุให้แสงอาทิตย์ถูกบดบัง จากฝุ่น พืชพรรณไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่สัตว์ต่างๆ ล้มตายลง ไม่ว่าจะเป็นไดโนเสาร์กินพืชหรือกินเนื้อต่างพากันขาดอาหารและล้มตายไปในที่สุด แต่การ หายไปของไดโนเสาร์เหล่านั้นไม่ได้เป็นไปอย่างกะทันหันแต่จะค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดไป เพราะจากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อว่านาย แกรี่ แลนดีส (GARY LANDIS) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์นั้นเกิดจากปริมาณ ของก๊าซออกซิเจนในอากาศไม่เพียงพอต่อการหายใจที่ทราบ เช่นนี้เพราะ นายแลนดีส ได้ ทำการวัดปริมาณของก๊าซออกซิเจนที่อยู่ในซากดึกดำบรรพ์ของยางไม้ในสมัยที่ไดโนเสาร์ ครองโลก พบว่าปริมาณออกซิเจนในช่วงเวลา 2 ล้านปีก่อนสิ้นยุคครีเตเชียส มีประมาณ 35% แต่หลังจากที่สิ้นสุดยุคนี้แล้วปริมาณออกซิเจนลดลงเหลือเพียง 28% ซึ่งเป็นช่วงที่ ไดโนเสาร์ สูญพันธุ์ไปจากโลกพอดี ปัจจุบันนี้ประมาณของก๊าซออกซิเจนเหลือเพียง 21% เท่านั้น รวมความแล้วการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์มาจากระบบการหายใจขัดข้องเพราะขาด ก๊าซออกซิเจนในการหายใจ เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์ในอเมริกาจึงลดลงจาก 35 ชนิดเป็น 12 ชนิดเมื่อสิ้นยุคครีเตเชียส แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังเป็นปัญหาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ต่อไปอีก ว่าก๊าซออกซิเจนที่ นายแลนดีส ตรวจสอบนั้น มีสมบัติต่าง ๆ คล้ายคลึงกับก๊าซออกซิเจน ในสมัยไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องหาข้อมูลและทำการศึกษาค้นคว้ากัน ต่อไป

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Aapatosarus

อะแพททอซอรัส (Aapatosarus) มีฉายาว่า ยักษ์ใหญ่ไร้พิษสง ถูกค้นพบในยุคแรกๆ ของสงครามล่ากระดูกไดโนเสาร์ในอเมริกา ปลายคริสศตวรรษที่ 19 มีลักษณะ คอยาว หัวเล็ก หางยาวมาก ๆ ประมาณ 24-27 เมตร ดูเผิน ๆ เหมือนกับนกไม่มีหัว จึงได้ชื่อว่า อะแพททอซอรัสแปลว่า สัตว์เลื้อยคลานหัวหาย ที่สำคัญลักษณะเจ้านี้ประหลาดมากคือ มีหัวใจ 7-8 ดวง เรียงจาก อกถึงลำคอ เพื่อช่วยในการสูบฉีดเลือดเพราะมีลำตัวยาวมาก นอกจากนี้ ยังมีรูจมูกอยู่บนกระหม่อมชอบอยู่ในน้ำลึก พวกนี้มีฟันทื่อไม่แข็งแรงเคี้ยวอะไร ไม่ได้นอกจากพืชน้ำที่นิ่มที่สุดเท่านั้น

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Pteranodon

เทอราโนดอน เป็นไดโนเสาร์อีกชนิดหนึ่งที่มีหงอนแข็งที่หัว ขนาดของปีกกว้างมาก วัด ตามยาวได้ถึง 6 เมตร อาศัยอยู่ตามหน้าผาสูง มีน้ำหนักตัวประมาณ 17 กิโลกรัม เป็นสัตว์ เลื้อยคลานที่บินได้ โครงสร้างโดยทั่วไปมีลักษณะค่อนข้างไปทางไดโนเสาร์มากกว่านก ซึ่ง ถ้านำไปเทียบกับ อาร์คีออฟเทอริกซ์ และ โมโนไนคัส พวกนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับนกใน ปัจจุบันมากกว่า
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

"ปลวก" วัฏจักรชีวิตในกองดิน

แทบทุกครั้งที่ออกเดินศึกษาธรรมชาติในป่า เรามักพบเห็นจอมปลวกขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจายอยู่ทั่วไป เคยสงสัยไหมว่าปลวกมีวงจรชีวิตเช่นใดภายในกองดินอันแข็งแกว่ง

จอมปลวก หรือ รังของปลวก ถือเป็นอาณาจักรของแมลงที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากที่สุดรังปลวกบางพันธุ์ในทวีปแอฟริกามีความสูงเหนือพื้นดินถึง ๖ เมตร มีอุโมงค์เชื่อมต่อใต้ดินครอบคลุมพื้นที่มากกว่า ๕ ไร่ และมีปลวกอาศัยอยู่รวมกันประมาณ ๕ ล้านตัว รังของปลวกที่มีลักษณะเป็นกองดินขนาดใหญ่ในบ้านเรามักเป็นปลวกในสกุล Macrotemes ความที่ปลวก (Termite) มีรูปร่างคล้ายมดและมีสีค่อนข้างขวาซีด จึงมีชื่อเรียกบางชื่อว่า White ant ทั้งที่จริง ๆ แล้วปลวกจัดอยู่ในอันดับ Isopthera ส่วนมด ผึ้ง ต่อ แตน นั้นจัดอยู่ในอันดับ Hyminoptera เพราะปลวกมีส่วนท้องกว้างกว่าอก ซึ่งผิดกับมดที่ส่วนท้องตอนที่ติดกับอกคอดกิ่ว ปัจจุบันทั่วโลกค้นพบชนิดของปลวกแล้วไม่ต่ำกว่า 1,800 ชนิด 200 สกุล ส่วนในประเทศไทยเองพบว่ามีปลวกอยู่นับร้อยชนิด

 

ปลวกแต่ละชนิดต่างมีกลวิธีและรูปแบบในการสร้างรังไม่เหมือน แต่ไม่ว่าจะมีขนาดมหึมาราวหอคอยหรือเล็กเพียงแค่เนินดิน ปลวกจำนวนมากมายในแต่ละรังจะแบ่งออกได้เป็น 3 วรรณะคือ ปลวกงาน ผู้คอยวิ่งวุ่นทำงานทุกอย่างภายในรัง เริ่มตั้งแต่ตอนก่อสร้างจอมปลวก ซ่อมแซมรังถ้ามีการสึกหรอ ดูแลรักษาไข่ของนางพญาไปจนถึงการหาอาหารมาเลี้ยงดูปลวกในวรรณะอื่น ถัดมาคือ ปลวกทหาร ซึ่งมีรูปร่างทะมัดทะแมงมีส่วนหัวและกรามใหญ่โตกว่าส่วนอื่น เพื่อใช้เป็นอาวุธในการออกรบ ปลวกทหารจะเป็นผู้ต้อนรับด่านแรกหากมีผู้บุกรุกเข้ามาภายในจอมปลวก และปลวกในวรรณะสุดท้ายได้แก่ ปลวกสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นพวกเดียวที่มีโอกาสเจริญเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ และเชื่อไหมว่าภายในจอมปลวกหนึ่ง ๆ ซึ่งมีปลวกนับหมื่นนับแสนตัวล้วนถือกำเนิดมาจากพญาปลวกเพียงตัวเดียว ส่วนนางพญาปลวกเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ต้องไล่ค้นไปถึงวงจรชีวิตของปลวกอันเริ่มต้นจากการจับคู่ของมวลหมู่แมลงเม่า

แมลงเม่า (alates) คือปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ที่โตเต็มที่โดยมีปีกยาวเลยลำตัวออกมา เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ปลวกหนุ่มสาวที่มีปีกภายในจอมปลวกจะพากันบินออกมาจากรังมารวมหมู่เพื่อเลือกคู่ครอง พอจับคู่กันได้หนึ่งต่อหนึ่ง ก็ชักชวนกันไปหาทำเลอันเหมาะสม จัดการสลัดปีกทิ้งผสมพันธุ์กันแล้วมุดลงสู่พื้นดิน หลังจากนั้นแมลงเม่าสองตัวก็จะกลายสภาพเป็นราชาและราชินีปลวก รานิชีเริ่มต้นขบวนการวางไข่อย่างต่อเนื่องทันทีหลังการผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ให้เป็นระยะ ๆ นับจากนี้เธอจะกลายเป็นนางพญาปลวก คอยทำหน้าที่วางไข่สร้างประชากรไปตลอดชั่วชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปรูปร่างของนางพญาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คือ ส่วนท้องจะขยายใหญ่ขึ้นตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนไข่ที่ต้องวางเพิ่ม เมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไปรูปร่างของนางพญาจะมองดูคล้ายหนอนยักษ์ตัวอ้วนพองที่เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้อีกต่อไป ประมาณกันว่านางพญาปลวกสามารถวางไข่ได้ 14 ฟอง ในทุก 3 วินาที ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนเธอจึงมีลูกจำนวนมหาศาล ประชากรปลวกรุ่นใหม่เหล่านี้เองที่ช่วยกันสร้างอาณาจักรใหม่อย่างแข็งขัน

 

การสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยเหล่าปลวกงานจะช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด พวกมันค่อย ๆ สร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อยอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้ ศัตรูสำคัญของปลวกทหารคือมดพันธุ์ต่าง ๆ ที่ชอบเข้ามารุกรานถึงภายในจอมปลวก เมื่อปราศจากการรบกวนปลวกงานจะสร้างห้องหับต่าง ๆ อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ตำหนักของนางพญาที่จะต้องแข็งแกร่งเป็นพิเศษและซ่อนอยู่มิดชิดที่สุดภายในรัง แล้วจึงสร้างห้องเก็บรักษาไข่เพื่อบ่มฟักตัวอ่อน ซึ่งมันจะต้องขนไข่ออกจากตำหนักของนางพญามาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอยู่เสมอเสร็จจากนั้นปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอมปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการออกไปหาเสบียงอันได้แก่เศษไม้เป็นหลัก ความจริงปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันต่างหากที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้กลายเป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวกเพื่อลดภาระในการออกตระเวนหาอาหารจะเห็นว่าปลวกงานมีหน้าที่หนักที่สุดในบรรดาปลวกทั้ง 3 วรรณะ ปลวกงาน จึงมีประชากรมากที่สุด ทั้งนี้นางพญาจะมีฮอร์โมนสังคม (Social Hormone) ควบคุมการวางไข่ให้อัตราส่วนประชากรในวรรณะต่าง ๆ ได้สมดุลอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ทางนางพญาจะผลิตปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พอถึงฤดูผสมพันธุ์ปลวกจำนวนนี้จะกลายเป็นแมลงเม่าบินอำลาจากจอมปลวกอันเก่าเพื่อเริ่มต้นจับคู่และสร้างอาณาจักรของมันเองขึ้นมาอีกครั้ง

 

ปลวกมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยสลายไม้ เศษไม้ และวัตถุอื่น ๆ เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ และเมื่อแปลงร่างเป็นแมลงเม่าก็ยังเป็นอาหารทรงคุณค่าทั้งต่อนกและสัตว์ต่าง ๆ ภายในกองดินหนาทึบมีโลกเล็ก ๆ ที่กำลังทำหน้าที่ของเผ่าพันธุ์อย่างสัตย์ซื่อให้กับนิเวศธรรมชาติ
จากเพชร 2541 Advanced Thailand Geographic

มารู้จักกับ..."สัตว์ประหลาดตัวจิ๋ว"

สัตว์ประหลาดตัวจิ๋วที่คุณหนู ๆ เห็นในที่นี้มีชื่อว่า ไฮดรา (Hydrs) เป็นสัตว์ที่ดำรงชีวิต อย่างง่าย ๆ ตามคูน้ำ หรือสระน้ำ ซึ่งมีระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน เหมือนมนุษย์หรือสัตว์ทั่ว ๆ ไป เราจัดไฮดราให้อยู่ในจำพวกเดียวกับแมงกะพรุนแต่มีขนาด ตัวเล็กกว่าแมงกะพรุนมาก โดยเฉพาะลำตัวไฮดราจะใสจึงยากแก่การสังเกตแต่อย่างไรก็ตาม ไฮดราก็ยังมีขนาดโตพอที่คุณหนูจะสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
ถ้ามองดูภายนอกจะเห็นลำตัวยาวเป็นรูปทรงกระบอกสูง ปลายด้าน หนึ่ง ประกอบด้วยหนวดเส้นเล็กล้อมรอบปาก โดยไฮดราจะใช้หนวดมัดอาหารเข้าทางช่อง ปากเพื่อเข้าในช่องว่างภายในลำตัว อาหารของไฮดราที่โปรดปรานมากที่สุด ก็คือ ไรน้ำ (Daphia) หรือลูกไร (Cyclops) นอกจากหนวดของไฮดราจะทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนที่ และจับอาหารแล้ว บริเวณหนวดของไฮดรามีบางเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเข็มพิษ เมื่อไฮดรา ต้องการล่าเหยื่อ หรือทำลายศัตรูก็จะใช้หนวดปกป้องตัวเอง โดยใช้หนวดรัดและปล่อยเข็ม พิษออกมา แต่คุณหนู ๆ ไม่ต้องกลัว ! เพราะเข็มพิษของไฮดรา ไม่ทำให้มนุษย์เกิดการเจ็บ ปวดแต่อย่างไร
 
ลำตัวของไฮดราถ้ามองดูภายนอก บางครั้งจะพบปุ่มเล็ก ๆ ยื่นยาวออกมาข้างลำตัว เรียกกันทั่วไปว่า หน่อ (Bud) หน่อเหล่านี้สามารถหลุดออกมาเจริญเป็นตัวไฮดราใหม่ได้ เรียกการสืบพันธุ์วิธีนี้ว่าการแตกหน่อ (Budding) แต่ไฮดราก็มีอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ (testis) ซึ่งเป็นปุ่มเล็ก ๆ อยู่ตอนบนของลำตัว และมีอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย (Ovary) ซึ่งเป็นปุ่ม เล็ก ๆ อยู่ตอนล่าง ไว้สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้อีกด้วย

ลำตัวของไฮดราจะประกอบไปด้วยเซลล์หลายๆ เซลล์ จัดเรียงเป็นเนื้อเยื่อ 2ชั้น ชั้นนอกสุด (ectoderm) จะมีเซลล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ในเรื่องการรับสัมผัส ส่วน เนื้อเยื่อชั้นใน (endoderm) จะมีเซลล์ทำหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยสลายอาหาร

ไฮดราเคลื่อนที่ตลกมาก โดยการหกตัวกลับไปมาคล้ายการตีลังกา เนื่องจากลำตัวของมันอ่อนมาก เวลาเคลื่อนที่ไฮดราจะใช้ด้านฐาน (basal end) เกาะติดกับพื้นที่ที่มันเกาะ เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ในน้ำหรืออ่างแก้วที่เพาะเลี้ยง ต่อจากนั้นมันก็จะโอนตัวพร้อมกับใช้หนวดซึ่งอยู่รอบปาก เกาะพื้นที่อีกด้านหนึ่งแล้วคลายตัวด้านฐานดูคล้าย ๆ กับใช้ปากยึดพื้น ทำเช่นนี้ เรื่อยไป ไฮดราก็จะเคลื่อนที่ไปได้ เหมือนนักยิมนาสติกจิ๋วจริง ๆ นะครับ

"ครับ คุณหนู ๆ คงจะรู้จักผมพอสมควรนะครับ อยากเห็นผมชัด ๆ ใช้แว่นขยายช่วยในการสังเกต หรือส่องดูผมจากกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้กำลังขยายต่ำ เท่านี้ คุณหนู ๆ ก็จะ ได้โบกมืออำลากับผมได้"

ธรรมชาติของปลาวาฬ

ถึงแม้ว่าช้างจะเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม แต่ช้างก็ยังมีขนาดตัวเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับปลาวาฬ เพราะสถิติปลาวาฬพันธุ์ Balaenoptera ที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลกนั้น ยาวถึง 34 เมตร และหนัก 190 ตัน ซึ่งคิดเทียบได้กับช้าง 10 ตัว แม้แต่ไดโนเสาร์เองซึ่งคนบางคนคิดว่าใหญ่กว่าปลาวาฬก็ยังหาได้ใหญ่เท่าไม่ ทั้งนี้เพราะความยาวของไดโนเสาร์ส่วนใหญ่อยู่ที่คอและหาง ส่วนที่เป็นลำตัวจริงๆ จึงยาวน้อยกว่าปลาวาฬ

 

มนุษย์รู้จักปลาวาฬมานานแสนนานแล้ว Aristotle นักปราชญ์ชาติกรีกในสมัยพุทธกาลได้เคยหลงผิดคิดว่าปลาวาฬเป็นปลา และความหลงผิดนี้ได้ติดตามมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2236 John Ray นักชีววิทยาชาวอังกฤษก็ได้เป็นบุคคลแรกที่ตระหนักความจริงว่าปลาวาฬมิใช่ปลาแต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะมันออกลูกเป็นตัวและเลี้ยงลูกอ่อนของมันด้วยนมตามปกติปลาวาฬจะตั้งครรภ์นาน 1 ปี และเวลาคลอดลูกส่วนหางของลูกจะโผล่ออกมาก่อนลูกปลาวาฬสีน้ำเงิน (blue whale) ที่คลอดใหม่ๆ มีลำตัวยาวประมาณ 6 เมตร และหนักประมาณ 2 ตัน และเนื่องจากนมปลาวาฬมีโปรตีนและไขมันสูง ลูกปลาวาฬจึงเจริญเติบโตเร็ว นักชีววิทยายังได้สังเกตเห็นอีกว่า หากเราเจาะครรภ์ปลาวาฬก่อนคลอดลูก เราจะพบว่าลูกปลาวาฬในท้องมีขนตามตัว แต่ขนเหล่านี้ได้หลุดจากร่างของตัวอ่อนไปก่อนที่มันจะถูกคลอดออกมา

 

เมื่อดูเผินๆ ปลาวาฬมีลำตัวที่ดูคล้ายตอร์ปิโดหรือในทางตรงกันข้าม ตอร์ปิโดก็ดูคล้ายปลาวาฬ มันมีศรีษะใหญ่ ไม่มีคอ ตาของมันมีขนาดเล็ก รูจมูกของมันอยู่บนหลัง มันหายใจได้เช่นคนโดยผ่านรูจมูก 2 รู ตามธรรมดาปลาวาฬชอบกินสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลาหมึก แมวน้ำ และปลาต่างๆ เป็นอาหาร เวลาว่ายน้ำมันใช้หางโบกขึ้นลงๆ ทำให้ว่ายน้ำได้เร็ว โดยเฉาะปลาวาฬพิฆาต (Orcunus orca) นั้นสามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 56 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนความสามารถด้านการดำน้ำลึกนั้น นักชีววิทยาได้สังเกตเห็นว่า ปลาวาฬสีน้ำเงิน (Physeter catadon) ดำน้ำได้ลึกถึง 3 กิโลเมตร การดำน้ำได้ลึกเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าปลาวาฬสามารถกลั้นลมปราณได้นานเป็นชั่วโมงและออกซิเจนมิได้อยู่ที่ปอดของมันเพียงแห่งเดียวแต่อยู่ในส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อด้วย การมีออกซิเจนในตัวมากเช่นนี้ ทำให้เนื้อปลาวาฬมีสีแดงเข้มจัดกว่าเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ

 

การสังเกตของ A.R. Martin แห่ง Sea Mammal Research Unit ของ Natural Environment Research Council ในประเทศอังกฤษเมื่อเร็วๆ นี้ ได้รายงานว่าหลังจากได้ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งสัญญาณบนหลังปลาวาฬแล้วเขาใช้ดาวเทียมรับและวิเคราะห์สัญญาณจากปลาวาฬ ผลการศึกษาข้อมูลทำให้เขารู้ว่า ปลาวาฬตัวผู้เวลาอพยพจากทะเล Beaufort ไปยังเกาะ Melville มันต้องว่ายน้ำผ่านทวีปที่มีน้ำแข็งปกคลุม เมื่อมันว่ายเหนือน้ำไม่ได้ มันก็ต้องดำน้ำไป โดยการลอดใต้ก้อนน้ำแข็งมากมาย และในการดำน้ำ มันจะดำในแนวเฉียงลึกลงไปเป็นกิโลเมตรแล้วจึงหวนกลับ ขึ้นผิวน้ำเพื่อหายใจอีก มันจะดำน้ำลักษณะตัว V เช่นนี้เพราะที่ระดับลึกมากๆ ปลาวาฬมีโอกาสเห็นช่องว่างระหว่างภูเขาน้ำแข็งในทะเลได้ง่าย ซึ่งบริเวณช่องว่างนี้จะเป็นบริเวณที่มันสามารถโผล่หัวขึ้นมาหายใจได้ หากมันต้องการ

 

นอกจากความสามารถในการดำน้ำแล้ว ปลาวาฬยังสามารถส่งเสียง และทำเสียงสัญญาณต่างๆ ได้อีกมากด้วยและนับตั้งแต่วินาทีที่มันถูกคลอดออกจากท้องของแม่มัน จนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่มันจะตายมันจะส่งเสียงและรับเสียงต่างๆ ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน หรือในยามมันออกหาล่ามันก็จะส่งคลื่นเสียงออกไปกระทบตัวเหยื่อก่อน จากนั้นมันจะคอยฟังคลื่นที่สะท้อนจากเหยื่อ ข้อมูลที่ได้จะบอกมันให้รู้ชนิดและตำแหน่งของเหยื่อ และถึงแม้ปลาวาฬจะไม่มีคอและไม่มีสายเสียงก็ตาม แต่มันก็สามารถส่งเสียงร้องออกไปได้ไกลๆ เสียงของปลาวาฬบางพันธุ์ ดังพอๆ กับเครื่องบินเจ็ต นักชีววิทยายังได้สังเกตเห็นอีกว่าเวลาปลาวาฬสนทนากัน มันจะส่งเสียงร้องลักษณะหนึ่งแต่เวลามันจะฆ่าเหยื่อมันจะร้องอื้ออึงอีกแบบหนึ่งหรือเวลาที่มันว่ายน้ำเป็นกลุ่ม มันจะส่งเสียงร้องที่มีทำนองต่างออกไป เพื่อบอกเพื่อนปลาร่วมทะเลให้รู้ทิศและตำแหน่งที่มันกำลังว่ายน้ำอยู่ปลาวาฬจะส่งเสียงร้องเป็นจังหวะ เช่น ปลาวาฬสีน้ำเงินเวลาอพยพย้ายถิ่น จะส่งเสียงร้องนาน 20 วินาที สลับกับการว่ายน้ำเงียบ 20 วินาที

 

ปัจจุบันนักอนุรักษ์ปลาวาฬใช้ข้อมูลเสียงของปลาวาฬในการบอกจำนวน ชนิดและกิจกรรมต่างๆ ที่ปลาวาฬกระทำ เพราะข้อมูลเสียงนี้ชัดเจน แม่นยำ และถูกต้องยิ่งกว่าการสังเกตดูปลาวาฬด้วยตาจากระยะไกลๆ

 

ปัญหาหนึ่ง ที่นักชีววิทยาสนใจมาก คือบรรพบุรุษของปลาวาฬคือสัตว์อะไร ในช่วงระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมานี้ นักชีววิทยาที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้ขุดพบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าในอดีตเมื่อ 65 - 75 ล้านปีมาแล้วบรรพสัตว์ของปลาวาฬได้เคยอาศัยอยู่บนบกและเคยเดินได้ หลักฐานหนึ่งที่พบในหุบเขา Zeuglodon ในประเทศ อียิปต์ แสดงให้เห็นซากกะโหลกปลาวาฬที่มีฟันเป็นซี่ๆ มีลำตัวยาว 12 เมตรและมีกระดูกขาหลังที่เล็กมากซึ่งอยู่ค่อนไปทางหางกระดูกขาที่เล็กมาของปลาวาฬพันธุ์ Basilosaususisis ที่มีอายุประมาณ 40 ล้านปีนี้ แสดงให้เห็นว่าปลาวาฬยุคนั้นยังเดินไม่ได้

 

แต่ในปี พ.ศ. 2535 นั่นเอง H.Thewissen แห่งมหาวิทยาลัย Ohio ได้รายงานในวารสาร Science ว่าเขาได้ขุดพบกระดูกของปลาวาฬ Ambulocetusnatans อายุ 52 ล้านปี ในบริเวณภูเขา Kala Chitta ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานโครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์นี้ประกอบด้วยกะโหลกที่มีฟัน ซี่โครงกระดูกขา 4 ขา หน้า หลัง และหาง Thewissen คาดคะเนว่าปลาวาฬเจ้าของซากกระดูกนี้มีลำตัวยาว 3 เมตร และหนักประมาณ 300 กิโลกรัม กระดูกขาหน้าที่สั้นและอยู่ติดกับลำตัวนั้น แสดงให้เห็นว่ามันใช้ขาหน้าในการเคลื่อนที่บนบก โดยการขยับตัวยกอกแล้วลากท้องไปตามพื้นดินเหมือนสิงโตทะเลส่วนขาหลังนั้นหดเล็ก และยาวเพียง 4 นิ้วเท่านั้นเอง การมีโครงสร้างร่างกายเช่นนี้ ทำให้มันเป็นสัตว์บกที่งุ่มง่ามมาก การหาอาหารเลี้ยงปากท้องจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่เมื่อมันอยู่ในน้ำ มันได้พบว่ามันสามารถว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว อาหารที่มันบริโภคจึงมักเป็นอาหารที่มันหาได้ในทะเล ดังนั้น ต้นตระกูลของปลาวาฬจึงได้ตัดสินใจอพยพจากบกลงทะเลอย่างถาวร เมื่อ 50 ล้านปีมานี้เอง และดำรงชีวิตเป็นสัตว์น้ำอย่างไม่หวนกลับขึ้นบกอีกเลย ซึ่งพฤติกรรมนี้แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น แมวน้ำ และตัว walrus ที่เวลาจะคลอดลูก มันจะขึ้นจากทะเล

 

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ในอดีตเมื่อ 1,000 ปีก่อนนี้ ชนเผ่า Basque ในยุโรปเป็นชนเผ่าแรกที่ดำรงชีวิตโดยการจับปลาวาฬมาเป็นอาหาร ต่อมาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวแคนาดา อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ก็ได้เริ่มเข้ามาประกอบอาชีพเป็นนักล่าปลาวาฬด้วย เรือ Mayflower ที่เคยใช้บรรทุกผู้โดยสารจากยุโรป สู่อเมริกาก็เคยเป็นเรือล่าปลาวาฬ และกิจกรรมล่าปลาวาฬได้มีการดำเนินการกันอย่างกว้างขวางและจริงจัง เพราะมนุษย์พบว่าแทบทุกส่วนของปลาวาฬมีประโยชน์ เช่น ไขใช้ทำสบู่ น้ำมันหล่อลื่น เชื้อเพลิงจุดตะเกียง เนื้อใช้บริโภคและกระดูกปลาวาฬใช้ทำเป็นปุ๋ย

 

ทุกวันนี้ปลาวาฬกำลังถูกไล่ล่าฆ่ามากมายปลาวาฬบางตัวได้รับเสียงรบกวนจากเรือ จากเครื่องยนต์ในทะเลหรือจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เมื่อมีการสำรวจพบในปี พ.ศ.2509 ว่า จำนวนประชากรปลาวาฬกำลังร่อยหรอคือเหลือเพียง 12,000 ตัว เท่านั้นเองปลาวาฬ ก็ได้รับการประกาศว่าเป็นสัตว์ที่โลกควรอนุรักษ์ตั้งแต่นั้นมา

 

ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2541 H. Caswell แห่ง Woods Hole Oceanographic Institution ในสหรัฐอเมริกาได้รายงานการสำรวจปลาวาฬ right whale ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือว่า หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงปลาวาฬนี้จะสูญพันธุ์ ในอีก 200 ปีข้างหน้า เขาได้ข้อมูลนี้จากการเริ่มถ่ายภาพปลาวาฬพันธุ์ right whale ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และได้คำนวณพบว่าอัตราการอยู่รอดของปลาวาฬพันธุ์นี้ได้ลดน้อยลงในทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2523 นั้น เขาได้พบว่า จำนวนประชากรของปลาวาฬได้เพิ่มขึ้น 5.3% แต่หลังจากนั้น จำนวนก็ได้ลดลง 2.4% ทุกปี และเขาได้พบสาเหตุสำคัญทำให้โลกต้องสูญเสียปลาวาฬมากที่สุดว่า เกิดจากการที่ปลาวาฬถูกเรือชน และเมื่ออัตราการเกิดลด เพราะปลาวาฬผสมพันธุ์กันในตระกูลเดียวกัน และมลภาวะของทะเลมีมากขึ้นทุกวัน จำนวนปลาวาฬจึงได้ลดลงทุกปี

 

Caswell ได้เสนอแนะให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกกฎหมายแก้ไขสาเหตุเหล่านี้ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เห็นด้วย โดยได้ออกกฎหมายบังคับให้เรือทุกลำที่จะแล่นเข้าน่านน้ำ New England และ Florida ติดต่อยามฝั่งขอข้อมูลตำแหน่งปลาวาฬครั้งล่าสุดแล้วครับ
 

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.

"แปะก๊วย" พืชมหัศจรรย์

ท่านที่นิยมชมชอบกับการรับประทานอาหารจีน คงคุ้นเคยดีกับผลแปะก๊วยที่ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารจีนหลากหลายชนิด มีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าแหล่งใหญ่ของสารที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมสุขภาพดังกล่าว กลับพบมากในส่วนของใบมากกว่าผลเสียอีก แปะก๊วย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ginkgo flavoneglycosides ลักษณะใบของมันจะแยกเป็นแฉกคล้ายกังหันลม เมื่อนำมาสกัดด้วยตัวทำละลายพบว่ามีสารสกัดสำคัญ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มฟลาโวน (Flavonoids) ทำหน้าที่ต้านการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ส่วนที่เหลืออีกสองกลุ่มเป็นน้ำมันจากใบแปะก๊วย คือ bilobalides และ ginkgolides สารทั้งสองตัวนี้มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย คือ ป้องกันโรคความจำเสื่อม (โรคสมองฝ่อ) โดยเป็นตัวเสริมสร้างการ ส่งสัญญาณในระบบสมอง ช่วยระบบหมุนเวียนเลือดให้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดแผลเรื้องรังโดยเฉพาะในกลุ่มของคนที่เป็นโรค เบาหวาน และช่วยบรรเทาอาการชาตามปลายนิ้วมือและเท้าได้ นอกจากนี้ยังสามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในบริเวณตา ป้องกันการ เกิดโรคเบาหวานขึ้นตาได้

 


โดย โครงการเผยแพร่ความรู้และผลงานทางวิชาการผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดลินิวส์

ความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก เป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนไทยและสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ

อย่างไรจึงจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง

 

โดยปกติผู้ที่อายุไม่ถึง 40 ปี ความดันโลหิตไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ค่าความดันตัวบนอาจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ จะทราบค่าความดันโลหิตตัวบนปกติของแต่ละอายุได้ โดยนำจำนวนอายุมาบวกกับ 100 โดยทั่วไปความดันตัวบนไม่ควรเกิน 160 มม.ปรอท และความดันตัวล่าง (ในผู้ใหญ่) ไม่อายุเท่าไหร่ก็ตามไม่ควรเกิน 90 มม.ปรอ

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีอาการอย่างไร

 

    อาการสำคัญที่พบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง คือ

  • ปวดศีรษะ มึนงง โดยทั่วไปจะปวดบริเวณท้ายทอย และมักจะเป็นในตอนเช้า ถ้าความดันโลหิตสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมีอาการคลื่นไส้ และตามัวร่วมด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
  • เหนื่อยง่าย เนื่องจากหัวใจต้องทำงาน
  • เลือดกำเดาออก

ผู้ใดบ้างที่มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง

 

    ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะเป็นผู้ที่

  • บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือเบาหวานมาก่อน
  • เส้นโลหิตใหญ่ตีบตัน ได้แก่ เส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องหรือเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงไตตีบตัน ถ้าเป็นระยะแรก ๆ ในคนหนุ่มสาวจะแก้ไขได้โดยการทำผ่าตัด
  • มีเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต แก้ไขโดยการทำผ่าตัด
  • โรคครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดรวมกับการตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจะลดลงภายหลังคลอด
  • โรคไต เช่น ไตอักเสบ หรือโรคไตเรื้อรังบางชนิด
  • ใช้ยาคุมกำเนิดในสตรีบางคน ความดันโลหิตจะหลับปกติเมื่อหยุดยา
  • มีความเครียด วิตกกังวล

ถ้าสงสัยว่าความดันโลหิตผิดปกติควรทำอย่างไร

 

ถ้าสงสัยว่าความดันโลหิตจะผิดปกติ ควรได้รับการวัดความดันโลหิตจากแพทย์หรือพยาบาล เป็นวิธีการตรวจง่าย ๆ ท่านก็จะทราบความดันโลหิตของท่าน ถ้าวัดครั้งแรกสูงกว่า 160/95 มม.ปรอท ควรนอนพัก 5-10 นาทีแล้ววัดใหม่ ถ้วยังสูงเท่าเดิม ควรจะต้องวัดซ้ำในระยะ 2-3 สัปดาห์ ถ้ายังสูงอยู่ถือได้ว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งควรจะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยปกติความดันโลหิตจะไม่คงที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อารมณ์และสิ่งแวดล้อมด้วย

 

    จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อมีความดันโลหิตสูง เมื่อตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ และปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้

  1. งดอาหารที่มีรสเค็ม เช่น ไข่เค็ม กะปิ เต้าเจี้ยว หมูเค็ม ฯลฯ อาหารที่รับประทานควรปรุงด้วยเกลือหรือน้ำปลายน้อยที่สุด
  2. ลดอาหารมันทุกชนิด และหลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ เช่น ขาหมู หมู 3 ชั้น อาหารประเภททอดหรือผัดอาหารที่ปรุงด้วยกะทิ ใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหารควรรับประทานไข่ไม่เกิยอาทิตย์ละ 3 ฟอง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาย เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เกี่ยมอี๋ วุ้นเส้น เผือก มัน ขนมหวาน และผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่
  3. งดบุหรี่ และเหล้า
  4. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียดและวิตกกังวล หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้อารมณ์เสีย หงุดหงิด โมโห ตื่นเต้น
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดยการเดิน วิ่งขี่จักรยาน โดยเริ่มทีละน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึง 30-45 นาทีต่อวัน การออกกำลังกายจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดและทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตดีขึ้น แต่ไม่ควรออกกำลังกายประเภทที่ต้องออกแรงดึงดัน กลั้นหายใจหรือแบ่ง เช่น การชักเย่อ ยกน้ำหนักวิดน้ำ เป็นต้น
  6. สตรีที่มีความดันโลหิตสูงจากยาคุมกำเนิดควรหยุดยา ปรึกษาแพทย์และพยาบาลเพื่อหาวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม
  7. รับประทานยาตามที่แพทย์และพยาบาลแนะนำและมาตรวจตามนัด ยาที่ใช้ในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง ได้แก่
ก. ยากล่อมประสาท เพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล ภายหลังรับประทานยาอาจจะรู้สึกง่วง จึงไม่ควรขับรถหรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย
ข. ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดจำนวนน้ำและเกลือในร่างกาย ผู้ที่รับประทานยาจะปัสสาวะบ่อยขึ้น และอาจมีอาการอ่อนเพลีย ท้องอืด หน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นตะคริว เนื่องจากมีการขับเกลือแร่ออกไปทางปัสสาวะ จึงจำเป็นต้องรับประทานเกลือแร่ทดแทน หรือรับประทานผลไม้ที่มีเกลือแร่เป็นประจำ เช่น สม กล้วย เป็นต้น
ค. ยาลดความดันโลหิต ภายหลังรับประทานยาถ้าสังเกตพบว่ามีอาการหน้ามืด วิงเวียน อาจเป็นเพราะความดันโลหิตลดต่ำลงมากเกินไป ถ้ามีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ เพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม

 

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง อาจจะซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตไว้สำหรับตรวจสอบความดันโลหิตด้วยตนเองและบันทึกข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาสำหรับแพทย์

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีความดันโลหิตสูงแล้วไม่รักษาหรือรักษาและปฏิบัติตัวไม่สม่ำเสมอ

    ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงแล้วไม่รักษา หรือรักษาและปฏิบัติตัวไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดภาวะความดันโลหิตสูงร้ายแรงขึ้น โดยเฉพาะถ้าค่าความดันโลหิตตัวล่างสูงเกิน 130 มม.ปรอท จะเกิดภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  1. สายตาเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หรือตาบอด หลอดเลือดในตาอาจตีบตันหรือแตกมีการตกเลือดในตาหรือบวมในชั้นตาที่รับภาพ
  2. อาการทางสมอง หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาจชักหรือไม่รู้สึกตัว และอาจเกิดอัมพาตถ้ารักษาไม่ทัน
  3. หัวใจล้มเหลว จากการที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานมากขึ้น จึงทำให้หัวใจโต เกิดอาการเหนื่อย หอบหายใจลำบาก โดยเฉพาะทางกลางคืน และภาวะความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อขาดเลือดจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
  4. ไตพิการ หรือไตอักเสบ เกิดอาการบวม

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีชีวิตยืนยาวได้เช่นคนปกติหรือไม่

 

สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงไม่มาก และได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกต่อเนื่อง และปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอโดยยังไม่มีภาวะหัวใจโต หรือกล้ามเนื้อหัวใจหน้าขึ้น ไม่มีภาวะไตวาย และหลอดโลหิตยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักมีโอกาสจะมีชีวิตยืนยาวได้เช่นคนปกติ แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงแล้วมิได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวย่อมน้อยลง
จากเอกสารเผยแพร่ของหน่วยงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ กองการพยาบาล รพ.ภูมิพลอดุลยเดช พอ.

การ cloning DNA ปลอดภัยจริงหรือ?

E.coli เป็นเชื้อที่ปกติจะอาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์ มีกลไกอะไรบ้างที่จะ ป้องกันไม่ให้ E.coli ที่เปลี่ยนรูปไปในห้องปฏิบัติการหลุดรอดออกไปและก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ ? นักวิจัยได้ตระหนักถึงความน่ากลัวของเหตุการณ์นี้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงได้เลือกใช้ E.coli สายพันธุ์ที่ปรับปรุงให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในธรรมชาติในการทำโคลนนิ่งเท่านั้น โดยสายพันธุ์นี้จะสามารถเจริญเติบโตได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ

 

อย่างไรก็ตามมี E.coli ตามธรรมชาติหลายสายพันธุ์ที่มียีนที่ทำให้ตัวมันเองทนทานต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้กันโดยทั่วไป ในบางที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะมี E.coli ที่ต้านทานยาปฏิชีวนะที่ใช้กันอย่างแพร่หลายบางชนิด เช่น Ampicillin และ Kanamycin อยู่ในลำไส้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของห้อง ปฏิบัติการแต่อย่างได แต่เกิดขึ้นเพราะการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงอย่างกว้างขวาง ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าการที่ plasmid จะ transform เข้าไปในแบคทีเรียจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากในธรรมชาติซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะมีโอกาสที่ จะเกิดเชื้อ E.coli ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงอีกทั้งยังต้านยาปฏิชีวนะทำให้กำจัดได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโอกาสที่ plasmid ที่มียีนต้านยาปฏิชีวนะจะสามารถถ่ายโอนไปยังแบคทีเรียชนิดอื่นที่เป็นอันตรายมากขึ้น

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการทำโคลนนิ่ง DNA ในห้องปฏิบัติการไม่ได้มีความเสี่ยงอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในทางกลับกันในธรรมชาติการที่มนุษย์เดินทางไป ทั่วโลกเพื่อท่องเที่ยวหรือการติดต่อธุรกิจ (เป็นการแพร่ยีนอย่างหนึ่ง) รวมทั้งการใช้ยารักษาโรคและยากำจัดศัตรูพืชอย่างไม่ระมัดระวังจะทำให้เกิดอันตรายมากกว่าหลาย เท่าตัวนัก
แปลและเรียบเรียงจาก Is DNA cloning safe? จาก Biology 6th edition 1983" John W. Kimball. p. 138 Wm.C. Brown Publishers England

ทำไมไวน์ต้องทำจากองุ่น

 

ไวน์เป็นเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักน้ำองุ่นกับเชื้อยีสต์ หรือจะเรียกว่าเหล้าองุ่นก็ได้เช่นเดียวกับเหล้าสาโท หรือเหล้าน้ำขาวของเรา เพียงแต่ต่างกันที่วัตถุดิบที่ใช้ทำ ดังนั้นบางครั้งเราเรียกเหล้าสาโทหรือเหล้าน้ำขาวว่า ไวน์ข้าว เพราะทำจากข้าว แต่ถ้าทำจากผลไม้ชนิดอื่นก็จะเรียกว่าไวน์แล้วตามด้วยชื่อผลไม้ชนิดนั้นๆ เช่น ถ้าทำจากกระเจี๊ยบ หรือสับปะรดก็เรียกว่าไวน์กระเจี๊ยบ ไวน์สับปะรดแต่ถ้าเอ่ยคำว่า "ไวน์" เพียงคำเดียวก็ต้องหมายถึง เหล้าที่ทำจากองุ่นเท่านั้น

องุ่นเป็นผลไม้ที่มีการนำมาทำเป็นไวน์นานมากกว่า 3,500 ปีมาแล้ว จัดเป็นผลไม้ที่เหมาะแก่การทำไวน์มากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะองุ่นพันธุ์ที่ใช้ทำไวน์มีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าผลไม้อื่นหลายประการเป็นต้นว่า มีความหวานหรือน้ำตาลมากเพียงพบแก่การทำไวน์ โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลจากแหล่งอื่นลงไป ในองุ่นมีความเป็นกรดพอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องปรับกรดอีก กรดส่วนใหญ่ เป็นพวกกรดทาร์ทาริก และกรดมาลิคที่ช่วยให้ไวน์ที่ได้มีความคงตัวดี นอกจากนั้นองุ่นยังมีสารแทนนินมากพอเพียงที่จะช่วยให้ไวน์ที่ได้มีรสชาติเข้มขึ้น และสารแทนนินในองุ่นจะมีความสมดุลกับน้ำตาลและกรดทำให้รสชาติของไวน์ที่ได้มีความกลมกล่อมอยู่ในตัว ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งอีก ผลองุ่นมีสีแดงเข้มถึงม่วงดำ ดังนั้นจึงสามารถใช้ผลิตไวน์ที่มีสีสวยๆ ตั้งแต่สีเหลืองทอง แดง ชมพู ขึ้นอยู่กับวิธีการหมัก องุ่นเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นรสเหมือนกลิ่นของผลไม้หลายชนิดผสมผสานกันที่หาไม่ได้ในผลไม้ชนิดอื่น นอกจากนี้องุ่นยังมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของยีสต์อยู่เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเติมสารอาหารหรือแร่ธาตุอื่นๆ ลงไป ยีสต์ก็สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์และสารอื่นๆ ได้แล้ว และจากรายงานตอนหลังพบว่าไวน์ที่ทำจากองุ่นจะมีสารช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วย

 

ด้วยเหตุนี้องุ่นจึงเป็นผลไม้สมบูรณ์แบบที่เหมาะสำหรับทำไวน์ยิ่งกว่าผลไม้อื่นใด อย่างไรก็ตามผลไม้ชนิดอื่นก็สามารถใช้ทำไวน์ได้ แต่ต้องทำการปรับแต่งก่อนที่จะหมัก
โดย ชมรมเทคโนโลยีทางอาหารและชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "การศึกษา" เดลินิวส์ 7 ม.ค. 2542 หน้า 10

 

ไดโนเสาร์อดีต-นกปัจจุบัน

ในยุค Permian คือเมื่อ 230 ล้านปีก่อนนี้ได้มีสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งถือกำเนิดเกิดมาบนโลกและได้วิวัฒนาการตนจนสามารถยึดครองโลกได้เป็นเวลานานถึง 155 ล้านปี แล้วก็สูญพันธุ์ไป สัตว์ชนิดนี้คือไดโนเสาร์ (dinosaur)

 

เหตุใดไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการเป็นเจ้าโลกจึงต้องสูญพันธุ์ไปในขณะที่สัตว์อื่นๆ เช่น จระเข้ และเต่า กลับไม่เป็นอะไรเลย นักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์สงสัยว่าการที่ไดไนเสาร์สูญพันธุ์เพราะมันไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปใช่หรือไม่ หรือเพราะโลกถูกพายุอุกกาบาตถล่ม หรือเพราะภูเขาไฟบนโลกได้ระเบิดติดต่อกันนานอย่างขนานใหญ่ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนสนใจจะหาคำตอบ

 

ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าในปี พ.ศ. 2229 ที่เหมืองถ่านหินแห่งหนึ่งของเมือง Maastricht ในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้มีการขุดพบกะโหลกศีรษะของสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกระดูกกรามยาวถึง 1 เมตร ผู้คนในสมัยนั้นไม่สามารถปักใจได้ว่ามันเป็นกะโหลกศีรษะของจระเข้หรือปลาวาฬกันแน่ และในระหว่างปี พ.ศ. 2354-2373 Mary Anning ได้ขุดพบกระดูกที่ยาวถึง 4 เมตร ที่ Lyme Regis ซึ่งอยู่ทางใต้ของอังกฤษ การวัดอายุของกระดูกในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นว่ากระดูกมีอายุประมาณ 200 ล้านปี แต่คนยุคนั้นส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นกระดูกของมังกร

 

และในปี พ.ศ. 2385 นั้นเอง R. Owen นักสัตววิทยาชาวอังกฤษได้เรียกสัตว์ที่เป็นเจ้าของโครงกระดูกที่ Anning พบว่า dinosauria ซึ่งแปลตามตัวว่า กิ้งก่าที่น่าสะพรึงกลัว Owen คิดว่าไดโนเสาร์ของเขามีขนาดใหญ่กว่าช้างราว 6 เท่า หลังจากนั้นก็ได้มีการขุดพบกระดูกไดโนเสาร์ ณ ที่ต่างๆ ทั่วโลกมากมาย การศึกษารูปร่างของกระดูกมันทำให้เราเห็นกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของมัน ส่วนริ้วรอยบนกระดูกแสดงให้เห็นขนาดของเส้นประสาท ฟันของมันบอกนิสัยและวิธีการหาอาหาร รอยเท้าบอกวิธีเดิน และไข่บอกวิธีที่มันใช้ในการสืบพันธุ์ ข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและออกหากินเป็นฝูง มันมีขนาดตัวต่างๆ กัน ตั้งแต่เล็กเท่าไก่จนกระทั่งใหญ่เท่ายักษ์ ไดโนเสาร์ใช้ขาทั้ง 4 แต่บางชนิดก็ใช้ขาหลัง 2 ขาในการเดิน เช่น ไดโนเสาร์พันธุ์ Sauropod ที่กินพืชเป็นอาหารหลัก มีลำตัวยาว 20 เมตร และหนักถึง 20 ตัน หรือ Brachiosaurus ที่มีลำตัวยาว 22 เมตรและสูงถึง 12 เมตรนั้นมีน้ำหนักตัวประมาณ 80 ตัน เป็นต้น ไดโนเสาร์เหล่านี้เป็นสัตว์มังสวิรัติทั้งสิ้น

 

แต่แล้วในปี พ.ศ. 2451 ได้มีการพบไดโนเสาร์กินเนื้อเป็นครั้งแรกในรัฐ Montana ของสหรัฐอเมริกา ไดโนเสาร์ 2 เท้านี้ชื่อ Tyranosaurus rex. มีลำตัวยาว 14 เมตร มีความสูงราว 6 เมตร และหนักราว 7 ตัน ฟันของ T.rex เป็นซี่คมยาวราว 20 เซนติเมตร ขาหลังสองขาของมันแข็งแรงมากทำให้มันสามารถวิ่งได้เร็ว 12 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

วิธีการสืบพันธุ์ของไดโนเสาร์ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะไดโนเสาร์ใช้วิธีออกไข่เช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ หากเราใช้วิธีบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ เปรียบเทียบไข่กับไข่ไดโนเสาร์ เราก็คงคิดว่า ไดโนเสาร์ที่มีลำตัวยาว 30 เมตร จะต้องออกไข่ใหญ่เท่ารถยนต์แต่ความจริงก็มีอยู่ว่า ไข่ไดโนเสาร์ที่หนักที่สุดมีน้ำหนักน้อยกว่า 6 กิโลกรัม และมีลักษณะรียาว นักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์พบว่า ลูกไดโนเสาร์เวลาออกจากไข่ใหม่ๆ จะมีลำตัวยาวประมาณ 1 เมตรเท่านั้นเอง การมีขนาดตัวเล็กเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ามันต้องต่อสู้ และปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากภัยภายนอกเหมือนลูกเต่า และในปี พ.ศ. 2465 นั้นเองก็ได้มีการพบไข่ไดโนเสาร์หลายใบวางเรียงในรังในทะเลทราย Gobi ของมองโกเลีย การพบนี้ยืนยันว่าไดโนเสาร์ใช้วิธีออกไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อนเหมือนจระเข้

 

มนุษย์ไม่มีโอกาสได้เห็นไดโนเสาร์เป็นๆ เพราะไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปตั้ง 65 ล้านปีมาแล้ว (มนุษย์คนแรกถือกำเนิดบนโลกเมื่อประมาณ 4 ล้านปีก่อนนี้เอง) นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามอธิบายสาเหตุการสูญพันธุ์นี้ด้วยทฤษฎีต่างๆ มากมาย เช่นว่าได้เกิดโรคระบาดในบรรดาไดโนเสาร์ บางคนคิดว่าเป็นเพราะอาหารที่ไดโนเสาร์กินเข้าไปเป็นพิษ บ้างก็ว่าเพราะเปลือกไข่ของมันหนาเสียจนลูกของมันเจาะออกมาไม่ได้ บางคนคิดว่าคงเป็นเพราะมันออกลูกพันธุ์เดียวโดยตลอด ทั้งนี้เพราะเพศของลูกไดโนเสาร์ขึ้นกับอุณหภูมิเหมือนกรณีจระเข้

 

แต่เมื่อ 15 ปีก่อนนี้เอง Walter และ Luis alvarez บุตรและบิดาแห่งมหาวิทยาลัย California ที่ Berkeley ในสหรัฐอเมริกาได้เสนอความคิดเห็นว่า ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเมื่อ 65 ล้านปีนั้นได้มีอุกกาบาตขนาดใหญ่ลูกหนึ่งพุ่งตกมาชนโลก ทำให้เกิดหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 กิโลเมตร ฝุ่นที่หนักเป็นล้านๆ ตันเมื่อพุ่งขึ้นสู่อากาศได้บดบังแสงอาทิตย์ทำให้อุณหภูมิของโลกลดต่ำ และสภาพแวดล้อมเสียสมดุลพลังกระแทกทำให้ภูเขาไฟระเบิด ระดับน้ำทะเลลด และทิศทางการไหลของกระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยน มีผลทำให้พืชต่างๆ ตายและเมื่ออาหารหมดไดโนเสาร์ก็ได้ล้มตายตามไปด้วย ข้อสันนิษฐานที่ Alvarez เสนอแนะนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นจริงเมื่อมีการพบตำแหน่งที่อุกกาบาตลูกนั้นตกคือที่ Chicxulub ในแหลม Yucatan ของประเทศ Mexico

 

เราหลายคนคงนึกเสียดายที่ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปก่อนที่เราจะมีโอกาสเห็นมัน แต่ในความเป็นจริงนั้นไดโนเสาร์มิได้สาบสูญไปไหน นักวิชาการหลายคนมีความเชื่ออย่างมั่นเหมาะว่า นกทุกวันนี้คือไดโนเสาร์ในอดีตนั่นเอง J.H. Ostrom เป็นนักชีววิทยาคนแรกที่คิดว่าทายาทของไดโนเสาร์คือนก แต่ในปี พ.ศ. 2516 ที่เขาเสนอความคิดนั้นไม่มีใครเห็นด้วย Ostrom ได้ความคิดนี้มาจากการศึกษาฟอสซิล (fossil) ซากของนกดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อ Archaeopteryx ซึ่งถูกขุดพบที่เหมือง Solnhofen ในแคว้น Bavaria ของเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2404 โดยเขาได้พบว่ากระดูกของ Archaeopteryx ซึ่งเป็นสัตว์ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 140-150 ล้านปีก่อนโน้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกับกระดูกของไดโนเสาร์มาก ทำให้เขาคิดว่า Archaeopteryx ซึ่งมี 2 เท้าและมีปีกที่มีขนนี้มีวิวัฒนาการมาจาก dinosaur พันธุ์ theropod โดยปีกมีวิวัฒนาการจากขาหน้าของสัตว์เลื้อยคลาน แต่ถ้าไดโนเสาร์เป็นต้นตระกูลของนกจริงนั่นหมายความว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นใช่หรือไม่ สำหรับเรื่องนี้นักชีววิทยายังไม่มีคำตอบให้และเป็นเรื่องที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ เพราะในวารสาร Science ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ที่ผ่านมา J. Ruben แห่ง Oregon State University ในสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาปอดของจระเข้และพบว่ากระดูกโครงสร้างของไดโนเสาร์ทำให้มันมีปอดที่มีลักษณะคล้ายของจระเข้ ทำให้มันเป็นสัตว์เลือดเย็น แต่นักชีววิทยาบางกลุ่มยังไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ เพราะ Ruben อาศัยภาพถ่ายของฟอสซิลแต่เพียงอย่างเดียว และตามปกติ ภาพสองมิติไม่สามารถเก็บรายละเอียดของวัตถุ 3 มิติได้ดี นักชีววิทยาส่วนใหญ่จึงยังมีความเชื่อว่าบรรพสัตว์ของนกคือไดโนเสาร์

 

ส่วนนักปักษีวิทยานั้นเชื่อว่า นกได้เริ่มแยกเส้นทางการวิวัฒนาการจากสัตว์เลื้อยคลานเมื่อ 250 ล้านปีก่อนในยุค Triassic โดยหนังของสัตว์เลื้อยคลานได้วิวัฒนาการไปเป็นขน และขาหน้าได้เปลี่ยนไปเป็นปีก กระบวนการเปลี่ยนแปลงไดโนเสาร์เป็นนกได้สำเร็จสมบูรณ์เมื่อ 88 ล้านปีมานี้เอง โดยนกตัวแรกของโลกจะเริ่มบินได้อย่างช้าๆ ก่อน

 

เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง P. Currie แห่ง Royal Tyrrel Museum of Paleontology ในแคนาดาได้พบฟอสซิลของ "นก" ที่มีลักษณะคล้ายฟอสซิลของ Archaeopteryx มาก ที่มณฑล Liaoning ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ฟอสซิลนี้แสดงให้เห็นว่าไดโนเสาร์พันธุ์ Sinosauropteryx Prima ที่มีขนาดเท่าไก่งวง และมีขาที่แข็งแรง มีขนหาง มีปีกแต่บินไม่ได้ ฟันของ Sinosauropteryx Prima คมกว่าและหนากว่าฟันของนกดึกดำบรรพ์อื่นๆ ที่เคยพบทั้งหมด ซากแสดงให้เห็นว่าขาหน้าของไดโนเสาร์พันธุ์นี้มีแนวโน้มจะวิวัฒนาการเป็นปีกนกในเวลาต่อมาและในการเคลื่อนที่นั้น Sinosauropteryx จะใช้ขาหลังเหมือนนกกระจอกเทศ จะอย่างไรก็ตามฟอสซิลนี้ทำให้เรารู้ว่า สัตว์เลื้อยคลานบนดินมีวิธีทะยานขึ้นเหนือดินในเวลาต่อมาได้อย่างไร

 

และในปี พ.ศ. 2541 J. Qiang แห่ง National Geological Museum ที่ปักกิ่ง และคณะก็ได้พบไดโนเสาร์ที่มีขนปีก Sinosauropteryx อายุ 75 ล้านปีที่เมือง Sihetun ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปักกิ่ง และอยู่ห่างออกไปประมาณ 400 กิโลเมตร ดินแดนนี้กำลังเป็นสวรรค์บนดินให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัตว์ดึกดำบรรพ์ เพราะนอกจากจะพบ Sinosauropteryx แล้ว ยังมีการขุดพบนกที่มีขน Protoarchaeopteryx นก Confuciusornis ซึ่งเป็นนกตัวแรกๆ ของโลกอีกด้วย การมีนักวิทยาศาสตร์มาเยี่ยมเยือนเมือง Sihetun มาก ทำให้ชาวเมืองมีรายได้จากการขายที่ระลึกมากขึ้น ทางการจีนจึงต้องจ้างคนดูแลสุสานดึกดำบรรพ์แห่งนี้มิให้ชาวเมืองลอบขุดหาฟอสซิลอย่างไม่รู้เท่าถึงการณ์ใดๆ

 

คนหลายคนคงคิดว่าการค้นหาต้นตระกูลของนกเช่นนี้ไร้ประโยชน์และไม่ทำให้ชีวิตและสวัสดิการของคนบนโลกดีขึ้น แต่เราก็คงไม่ลืมว่านกนั้นบินอยู่บนฟ้ามานานกว่า 100 ล้านปีแล้ว ส่วนเราก็ได้เดินอยู่บนดินมาราว 4 ล้านปีเช่นกัน ฟ้าคู่ดินเช่นไร นกก็คู่คนเช่นนั้น การรู้เราและรู้เราด้วย ผมว่าดีครับ
โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.

เรานอนหลับเพื่ออะไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาปีที่ผ่านมา นายอัลแลน เรชชาเฟน ผู้เป็นนักวิจัย ทำให้หนูตายไปตั้งหลายตัว เพราะไม่ยอมให้มันนอนหลับ

 

ในห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาเรื่องการนอนหลับที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก นายเรช ชาเฟน จับหนูตัวหนึ่งไปขังไว้ในกรงที่บังคับให้หนูนอนไม่ได้เลย เมื่อใดที่ หนูมันเริ่มง่วงนอนมันก็จะหยุดนิ่ง ๆ พื้นของกรงจะเลื่อนให้หนูเคลื่อนไปชนข้างกรง ทำให้หนูต้องตื่นขึ้นมาอีก หลังจากบังคับให้หนูต้องตื่นอยู่ตลอดเวลานาน 1 สัปดาห์ หนูเริ่มมีอาการเครียด ผิวหนังที่หางและอุ้งตีนของมันเริ่มแตกปริ แล้วมันเริ่มเกาตรงแผลแตกนั้น อุณหภูมิของร่างกายหนูจะลดต่ำลง มันจะกินอาหารมากขึ้นเป็นสองเท่าของปริมาณที่มันเคยกินปรกติ แต่น้ำหนักตัวของมันกลับลดลง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ หลังจากทดลองนาน 17 วัน หนูที่ไม่ได้หลับนอนเลยนี้ก็ตาย

 

อะไรทำให้หนูตัวนั้นตาย นายเรชชาเฟนตอบง่าย ๆ ว่า "ไม่รู้"

 

นี่เป็นการศึกษาเรื่องการนอนหลับ หนูสามารถอดอาหารได้นานถึง 16 วัน แต่อดนอนได้นาน 17 วัน นี่แสดงว่าการนอนมีความสำคัญต่อชีวิตมากเท่า ๆ กับอาหาร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามง่าย ๆ ว่า การนอนหลับมีประโยชน์อย่างไร

 

ทฤษฎีเรื่องนี้มีมากมาย จนมีคำพูดล้อกันเล่นว่า คนที่นอนไม่หลับที่หมอชอบแนะให้นอนนับจำนวนลูกแกะไปเรื่อย ๆ แล้วจะง่วงนอนนั้น ก็บอกว่าให้นับทฤษฎีเรื่องการนอนหลับก็พอใช้แทนได้ ทฤษฎีที่แพร่หลายมักอิงจากประสบการณ์ของมนุษย์ คือ เราจะรู้สึกว่าได้พักผ่อนหลังจากการนอนหลับ นักวิจัยหลายคนจึงบอกว่า เรานอนหลับเพื่อการพักผ่อนนั่นเอง แฮโรลด์ แซบปีลิน อาจารย์พิเศษสาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน วิทยาเขตโอ้คแลนด์ บอกว่าการนอนหลับเป็นการบังคับของร่างกายเพื่อการประหยัดพลังงาน "เราไม่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงใน แต่ละวัน ดังนั้น ธรรมชาติจึงบังคับให้เราพักผ่อนในแต่ละวัน" บางคนให้เหตุผลว่า ที่ธรรมชาติต้องการให้เรานอนหลับตอนกลางคืนเพราะว่าตอนกลางคืนเป็นเวลาออก หากินของสัตว์ป่า มนุษย์เราจึงนอนหลับตอนกลางคืนเพื่อเลี่ยงอันตราย เพราะมนุษย์เราไม่แข็งแรงเท่าสัตว์และตาเรามองไม่เห็นในความมืด สัตว์เล็กบางชนิด เช่น สัตว์ประเภทหนู ที่ย่อยอาหารได้เร็ว ต้องการพลังงานมากกว่าเพื่อชดเชยการสูญเสียความร้อนของร่างกาย และเพราะตัวมันเล็กจึงต้องนอนนานมากกว่ามนุษย์ สัตว์ขนาดใหญ่กว่า เช่น ยีราฟ ต้องการเวลานอนน้อยกว่ามนุษย์ คือวันหนึ่ง ๆ มันจะนอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงก็พอแล้ว

 

แต่การประหยัดพลังงานของสัตว์ใหญ่ ๆ ด้วยการนอนหลับดูเหมือนจะน้อยมากจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมันจึงต้องนอนหลับด้วย เมื่อคำนึงตามทฤษฎีของการนอนเพื่อประหยัดพลังงาน มนุษย์เราสามารถประหยัดพลังงานในการนอนแต่ละคืนได้เพียง 120 กิโลแคลอรี่ เท่านั้น (เท่ากับพลังงานที่ได้จากแอปเปิล 1 ลูก) ยิ่งกว่านั้นสัตว์บางชนิดที่มีการจำศีล เช่น กบ คือการอยู่เฉยในรูหรือถ้ำตลอดฤดูหนาว มันก็ตื่นบ้าง หลับบ้างสลับกันไป แสดงว่าการนอนต้องมีความสำคัญมากกว่าการอัดแบตเตอรี่ของร่างกาย

 

เดนนิส แม็คกินตี้ นักวิจัยประสาทวิทยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน ลอสแองเจลีสเห็นว่า ส่วนหนึ่งของการนอนหลับก็เพื่อลดอุณหภูมิของสมอง มีสมองส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่สั่งการให้เราหลับเมื่อสมองของเรามีอุณหภูมิสูง เกินควร เมื่อเอาแท่งความร้อนใส่เข้าไปในกรงหนู เพื่อให้อุณหภูมิในกรงร้อนขึ้น ปรากฏว่าหนูที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมให้นอนก็มีอุณหภูมิในตัวของสูงขึ้นอีก 10 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิในตัวของมันสูงขึ้นก็ปรากฏว่ามีประสาท ในสมองของมันสั่งการให้มันนอน

 

ความร้อนและความเหนื่อยทำให้สัตว์อยากนอน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในมนุษย์เช่นเดียวกัน "ถ้าท่านออกกำลังในเวลาที่อากาศร้อยจัด ท่านก็อาจจะเป็นลมได้" แม็คกินตี้ อธิบาย นักกีฬาที่ฝึกมาอย่างดีจะสามารถเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายให้ สูงขึ้นได้ในระหว่างการออกกำลังกาย ซึ่งคนทั่วไปที่ออกกำลังสัปดาห์ละครั้งจะทำอย่างนั้นไม่ได้ นักกีฬาพวกนี้จะนอนนานกว่าคนทั่วไปราวหนึ่งชั่วโมง พูดง่าย ๆ คือ หากอุณหภูมิในร่างกายเกิดสูงขึ้นผิดปกติ จะทำให้ประสาทส่วนรับความร้อนสั่งการให้ระบบดูดซึมอาหารทำงานช้าลงด้วยการทำให้ง่วงนอนและเมื่อนอนหลับก็ทำให้สมองเย็นลง อุณหภูมิของร่างกายมนุษย์จะลดต่ำลงเมื่อตอนเราที่เรานอนหลับลึกที่สุดคือ ประมาณตีห้า

 

แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่นอนตอนกลางคืนอย่างมนุษย์ มีระบบควบคุม อุณหภูมิที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้เราจะตื่นอยู่ในตอนกลางคืน คนที่แย้งทฤษฎีของแม็คกินตี้กล่าวว่า อุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์เราในตอนกลางวันเปลี่ยนแปลงน้อย เท่านั้นราวครึ่งองศาเซลเซียส ซึ่งน้อยมากจนไม่มีผลต่อการทำให้สมองเย็นลง

 

ในเวลาที่เราเจ็บป่วยแต่ไม่มีไข้ เราก็ยังอยากนอนอยู่บนเตียง ข้อนี้ทำให้นักวิจัยบางคนคิดว่า การนอนอาจจะเป็นวิธีกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์เพื่อ ต่อต้านเชื้อโรค แครอล อีเวอร์สัน นักจิตวิทยาสังคมที่มหาวิทยาลัยแห่งเทนเนสซี่ วิทยาเขตเมมฟิส ได้พบสัญญาณแสดงว่า การอดนอนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน หนักขึ้นในตอนแรก ๆ ในโลหิตจะมีเม็ดโลหิตขาวเพิ่มขึ้นแต่ต่อมามันก็สลายตัว ทำให้ความต้านทานแบคทีเรียของร่างกายเราเสียไป เธอคาดว่าการติดเชื้อแบคทีเรียคือสาเหตุการตายของหนูที่อดนอนของเรชชาเฟ

 

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดขึ้นเพราะการนอนหลับนั้นมีไม่มาก และผลการศึกษาของบางคนพบว่ามีการผลตรงข้ามด้วยซ้ำ คือพบว่าสัตว์ที่อดนอนสามารถต่อต้านเชื้อโรคได้รวดเร็วกว่า

 

คำอธิบายเรื่องการนอนหลับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือที่มุ่งความสนใจไปที่สมอง นักวิจัยใช้เวลานานหลายปีศึกษาเรื่องการนอนหลับฝัน (REM sleep ที่ย่อมาจาก Rapid Eye Movement คือถ้าคนเรานอนหลับแล้วฝัน ดวงตาจะกลิ้งกลอกไปมารวดเร็วมาก) สมองจะทำงานอย่างรวดเร็วในช่วงที่คนผู้ใหญ่นอนหลับแล้วฝัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมโดยเฉพาะสัตว์ที่คลอดออกมาก็มีร่างกายสมบูรณ์เดินได้กินอาหารได้เลย เช่น ลูกม้า ลูกกระต่าย ซึ่งส่วนมากจะสามารถป้องกันตนเองได้ดีหลังคลอดออกมาไม่นาน จะไม่ต้องการนอนหลับฝันมากนัก ปลาโลมาก็เป็นสัตว์ประเภทนี้ (เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับปลาโลมา คือ เวลามันนอนหลับสมองมันจะพักซีกเดียว อีกซีกหนึ่งยังคงทำงานอยู่เพื่อให้มันว่ายน้ำอยู่ได้ แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้)

 

แต่การนอนหลับแล้วฝัน เกิดขึ้นค่อนข้างมากในการนอนหลับของมนุษย์และสัตว์อื่นที่สภาพตอนที่คลอดออกมาจะช่วยตัวเองไม่ได้และต้องมีการพัฒนาอีกนาน สัตว์ประเภทมนุษย์และลิง ส่วนมากจะนอนวันละอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มนุษย์เมื่อแรกเกิดจะนอนหลับแล้วฝันมากกว่าเมื่อเติบโตแล้ว ทั้งหมดนี้แสดงว่าการนอนหลับฝันมีบทบาทในการพัฒนาระบบประสาท เรชชาเฟน บอกว่า "นี่เป็นทฤษฎีที่ดีมาก แต่เราคงมีปัญหาที่จะต้องอธิบายว่าทำไมเมื่อเราโตแล้วจึงยังนอนหลับฝันอยู่"

 

คำตอบที่น่าเป็นไปได้คือ แม้เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ มีหลักฐานแสดงว่า การนอนหลับเป็นวิธีการช่วยให้สมองจัดระบบความทรงจำให้เข้าที่เข้าทาง บรูซ แม็คนอร์ตัน และเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยแห่งอาริโซนา ได้ช่วยกันสร้างเครื่องมือสำหรับตรวจวัดการวิ่งของเซลล์แต่ละเซลล์ในสมองส่วนหนึ่งของหนู ในขณะที่หนูวิ่งไปตามทางเพื่อค้นหาชิ้นช็อคโกแลต แม็คนอร์ตันสามารถบันทึกการ ทำงานของเซลล์ประสาทกลุ่มต่าง ๆ ที่วิ่งไปมา การจับกลุ่มของนิวรอนที่เปลี่ยนไปเมื่อหนูวิ่งไปตามจุดต่าง ๆ ต่อมาเมื่อหนูนอนหลับ สมองจะเกิดการวิ่งของเซลล์ประสาทซ้ำกับที่เคยเกิดขึ้นตอนหนูยังตื่นอีกครั้ง

 

แม็คนอร์ตันอธิบายว่า "ประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นตอนหนูตื่นอยู่ ได้เกิดซ้ำอีกในสมองระหว่างที่หนูนอนหลับ" เขาเชื่อว่าการที่สมองหนูนำประสบการณ์ตอนกลางวันมาฉายซ้ำตอนมันนอนหลับ เป็นการต่อเชื่อมเซลล์ประสาทของสมองเพื่อเก็บเป็นความทรงจำถาวร

 

การศึกษาเรื่องมนุษย์บางกรณี ได้ผลสนับสนุนข้อนี้ คือ คาลิล แห่ง มหาวิทยาลัยเทรนท์ ในแคนาดา ได้พบว่าหากสอนบุคคลตัวอย่างให้เรียนรู้วิธีการเล่นคล้ายกับเกมรูบิค (ที่เป็นแท่งสี่เหลี่ยมหมุนสลับได้ ที่เคยฮิตกันในเมืองไทยระยะหนึ่ง) แต่เป็นเกมส์ชื่อ หอคอยแห่งฮานอย (The Tower of Hanoi) แล้วให้บุคคลนั้นอดนอน ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้นบุคคลนั้นจะเล่นเกมส์ดังกล่าวผิดพลาดมาก แต่การจดจำข้อมูลไม่สูญเสียไปเพราะการนอน ดังนั้นการทดสอบให้คนที่อดนอนมาตลอดคืน ตอบคำถามแบบเลือกคำตอบที่ถูก ก็ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด เว้นแต่คนนั้นจะง่วงจนหลับไปเสียก่อน

 

มีการยอมรับกันมากขึ้นว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างการนอนกับความทรงจำ แต่ก็มีบางคนมีความเห็นแย้งในเรื่องนี้ ได้แก่ ฟรานซีส คริค (นักชีววิทยา ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลในการค้นพบรหัสดีเอ็นเอทางพันธุกรรมร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีกคน) มีความเชื่อว่าการนอนหลับฝัน คือการทำให้ลืมข้อมูลที่ไม่จำเป็นที่ได้รับมาในแต่ละวันออกไป ให้เหลืออยู่เฉพาะเรื่องที่น่าจดจำเอาไว้เท่านั้น

 

แต่นักวิจัยส่วนมากเชื่อว่าการนอนหลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลหลายอย่าง อาจจะจำเป็นมากสำหรับสัตว์บางชนิดหรือต่อชีวิตบางช่วงบางตอน แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะหาคำตอบได้ง่าย ๆ ฉะนั้นหนูของเรชชาเฟน ก็คงจะต้องถูกทรมานให้อดนอนต่ออีก อย่างน่าสงสาร
โดย ทอม เกเออร์ นิตยสารยูเอสนิวส์ แอนด์ เวิร์ลรีพอร์ท
 

แมกนีเซียม : พื้นฐานของสุขภาพทีดี

แมกนีเซียมและสุขภาพของเส้นโลหิตแดง

 

ดร.อัลทูร่า ให้ความเห็นว่า การมีระดับแมกนีเซียมในร่างกายสูง จะทำให้มีระดับโคเลสเตอรอลต่ำ เขากล่าวว่าเราอาจป้องกันการก่อต ัวของพล้าคที่พบตามผนังหลอดเลือดที่แข็งและเสื่อมด้วยการรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

 

เป็นที่รู้กันแล้วว่า การขาดแมกนีเซียมจะทำให้เลือดมีความโน้มเอียงที่จะแข็งตัวเพิ่มขึ้น ดร.อัลทูร่า กล่าวว่า "เนื่องจากแมกนีเซียมทำ ให้ปฏิกิริยาของเพลตเลตเกิดความสมดุลย์จึงพิจารณาได้ว่าแร่ธาตุชนิดนี้มีความเป็นไปได้สูงมากในการลดหรือป้องกันการเ กิดลิ่มในหลอดเลือดเข้าสู่หัวใจ ปอด และสมอง ซึ่งสามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้"

 

เนื้อเยื่อของหลอดเลือดสมองมีความเข้มข้นของแมกนีเซียมมากกว่าเนื้อเยื่อในอวัยวะอื่น ๆ ถึง 2 เท่า และมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงค วามเข้มข้นของแมกนีเซียมมาก การขาดแมกนีเซียมทำให้หลอดเลือดหดตัวลงเช่นเดียวกับหลอดเลือดหัวใจ

 

การทดลอง : ดร.อัลทูร่า ได้วัดกรีของความตึงเครียดในหลอดเลือดแดงที่เข้าสู่สมองของสุนัข ขั้นแรกใช้สารละลายที่ไม่มีแมกนีเซียม ขั้นต่อมาให้สารละลายที่มีแมกนีเซียมสูง ปรากฏว่าถ้าไม่มีแมกนีเซียม ความตึงเครียดได้เกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้ามพอให้แมกนีเซียมเข้าไปอย่างทันทีทันใด ความตึงเครียดในหลอดเลือดแดงในสมองก็ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วเ ช่นกัน

 

ดร.อัลทูร่า ยังได้พบอีกว่า การหดตัวของหลอดเลือดในสมองที่เกิดจากสารอื่น ๆ เช่น ซีโรโทนิน และพรอสตาแกลนดิน จะผ่อนคลายลงอย่างง่ายดายแทบไม่น่าเชื่อเมื่อได้รับแมกนีเซียมเพิ่ม

 

ดร.อัลทูร่า แนะนำว่าการรักษาด้วยแมกนีเซียมให้ประโยชน์แก่สมองขาดเลือด (ischemia) และหลอดเลือดกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีประโยชน ์ในการป้องกันหลอดเลือดในสมองตีบตัน (อัมพาต) และการอุดตันของหลอดเลือดในสมองอีกด้วย

แมกนีเซียมอาจบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน

 

เป็นที่ทราบกันด้วยว่าอาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากการกระตุก (spasm) ของหลอดเลือด ความจริงแล้วมักจะเกิดกับสตรีตั้งครรภ์ทั้งที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ หรือจวนจะคลอด ซึ่งเป็นเวลาที่ขาดธาตุแมกนีเซียม สตรีเหล่านี้อาจเป็นโรคครรภ์เป็นพิษ ซึ่งทำให้ชักได้ง่าย ซึ่งการวิจัยได้พบว่าเกิดจากการขาดแมกนีเซียม

 

น.พ.เค็นเน็ธ วีเวอร์ แห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ เทนเนสซี่ ได้กล่าวว่าไมเกรนหายได้ด้วยแมกนีเซียม ในการศึกษาเรื่องนี้ เขาได้ทำการศึกษากับสตรี 500 คน ในจ ำนวนนี้มี 300 คนที่มีครรภ์และประมาณ 60 คนได้รับประทานยาคุมกำเนิดซึ่งมักจะทำให้เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน สตรีทั้ง 500 คน ปวดศีรษะไมเกรน ทุกคน และทุกคนเริ่มรับประทานแมกนีเซียมวันละ 200 มิลลิกรัมทุกวัน ทำให้สตรีเหล่านี้ 80 เปอร์เซ็นต์หายจากปวดศีรษะไมเกรนอย่างสมบูรณ์ ความจริงแล้ว การบรรเทาได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก คือพอรู้สึกว่าจะปวดศีรษะก็รีบรับประทานแมกนีเซียม อาการปวดก็หายไปในครึ่งชั่วโมง

การใช้โภชนาการกับโรคลมบ้าหมู

 

นักวิจัยที่ International Center for the Disabled (ICD) ที่นิวยอร์ค ได้พบว่าใน เซลล์เม็ดเลือดแดงในคนไข้โรคลมบ้าหมูจำนวนหนึ่งที่รักษาด้วยาไม่หาย< wbr>นั้นขาดแร่ธาตุแมกนีเซียม ดร.รอเบิร์ต ฟรีค ได้รายงานว่า ด้วยการใช้ไบโอฟีดแบ็ค, ควบคุมการบริหารการหายใจ และรับประทานอาหารที่ไม่มีนม น้ำตาล กาแฟ และแอลกอฮอล์มากเกินไป ก็สามารถลดการเป็นโรคลมบ้าหมูลงจากสัปดาห์ละ 5 ครั้ง เหลือเดือนละครั้งหรือไม่เป็นเลยเป็นเ วลาหลายเดือนเป็นครั้งแรกในหลายปีที่ผ่านมา

 

นักวิจัยกล่าวว่า เขาได้วางแผนว่าจะเสริมแมกนีเซียมเข้าไปในอาหารของคนไข้ ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้คนไข้ของเขาเป็ นโรคนี้น้อยลง

การขาดแมกนีเซียมที่แท้จริง

 

แพทย์ได้มองข้ามการขาดแมกนีเซียมไปใช่หรือไม่?

 

เมื่อ 15-20 ปีที่ผ่านมา การขาดแมกนีเซียมถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก แต่ปัจจุบันนี้นักวิจัยเกี่ยวกับแมกนีเซียมพูดว่า การขาดแมกนีเซียมได้แพร่หลายไปมากกว่าที่แพทย์ส่วนมากรู้

 

ดร.อัลทูร่า กล่าวว่า"สถิติทางด้านโภชนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งของซีกโลกตะวันตกบ่งชี้ว่า การได้รับแมกนีเซียมจากอาหารได้ลดลงเรื่อย ๆ จนคนเป็นจำนวนมากอยู่ในภาวะที่ "จวนเจียนจะขาดอยู่แล้ว" การวิจัยที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่ ที่น็อกซ์วิลล์ ได้พบว่าสตรีมีคร รภ์มีธาตุแมกนีเซียมในร่างกายน้อยกว่าที่ทางการแนะนำ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยกว่า น.พ.วีเวอร์ ได้คาดไว้ อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของสตรีวัยสาวที ่เขาพบจะขาดแมกนีเซียม ดร.ชีแฮน ก็เชื่อว่าครึ่งหนึ่งของคนสูงอายุที่เขาทำการรักษาอยู่ขาดธาตุแมกนีเซียม

 

ดร.ชีแฮน กล่าวว่า แพทย์ส่วนมากไม่ค่อยนึกถึงการขาดแมกนีเซียม ตัวอย่างเช่นคนไข้ที่เขาพบ แพทย์ที่เขารักษาอยู่ มักจะทึกทักเอาว่าอาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นไม่สม่ำสเมอ และเครียด เป็นผลที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ของโรคต่าง ๆ เช่น หัวใจล้มเหลวเพราะเลือดคั่ง คน ไข้ที่หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอนั้นเขาได้ใช้แมกนีเซียมรักษาให้หายได้ ไม่มีแพทย์คนไหนเลยที่รักษาคนไข้เหล่านี้ยอมรับร ายงานจากห้องทดลองที่บอกว่ามีระดับแมกนีเซียมต่ำหรือรักษาคนไข้ด้วยแมกนีเซียม

 

เหตุผลที่คนปัจจุบันขาดแมกนีเซียมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เพราะว่า คนมีอายุยืนขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่มีโรคประจำตัวเรื้อ รังอยู่ด้วยการใช้ยาต่าง ๆ เช่น ยาขับน้ำ ยาดิจิแทลลิส ยาปฏิชีวนะ การรักษาด้วยสารเคมีซึ่งล้วนทำให้ขาดแมกนีเซียมทั้งสิ้น

 

สาเหตุใหญ่ของการขาดแมกนีเซียมคือโภชนาการที่ไม่ได้ ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ทาง RDA ของสหรัฐฯ แนะนำให้ได้รับแมกนีเซียมวันละ 270 ถ ึง 400 มิลลิกรัม และนักวิจัยหลายคนบอกว่าปริมาณนี้ต่ำเกินไป

 

อาหารที่มีธาตุแมกนีเซียมมากได้แก่ นัทต่าง ๆ (ที่หาง่ายก็ได้แก่ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ อัลม่อนด์) ส่วนแอลกอฮอล์ ไขมัน และโปรตีนปริมาณสูงจะขับแมกน ีเซียมออกจากร่างกาย และแมกนีเซียมก็ทำงานอย่างใกล้ชิดกับแคลเซียม เราจะต้องได้รับแคลเซียมมากกว่าแมกนีเซียม 1 1/2เท่า การรักษาด้วยแมกนีเซียมจะได้ผลอย่างเต็มที่จะต้องได้รับไวตามิน บี 6 อย่างเพียงพอด้วย

 

อาหารที่มีแมกนีเซี่ยมมาก
อาหาร ปริมาณ แมกนีเซียม (ม.ก.)
แป้งถั่วเหลืองสด 1/2 ถ้วย

180

เต้าหู้สด 1/2 ถ้วย

127

อับม่อนด์แห้ง 1/4 ถ้วย

105

Black-eyed peas แห้ง 1/4 ถ้วย

98

ถั่วเหลืองคั่ว 1/4 ถ้วย

98

วีทเจอมอบ 1/4 ถ้วย

91

มะม่วงหิมพานต์อบ 1/4 ถ้วย

89

ผักพวยเล้งสุก 1/2 ถ้วย

79

ถั่วเหลืองต้ม 1/2 ถ้วย

74

แป้งสาลีไม่ขัดขาว (โฮลวีท) 1/2 ถ้วย

68

ถั่วลิสงทุกชนิด (คั่ว) 1/4 ถ้วย

64

ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย

56

มันฝรั่งขนาดกลาง (ปิ้ง) 1 หัว

55

กล้วย 1 ใบ

35

ปลาแซลม่อนกระป๋อง 1/2 ออนซ์

33

ข้างกล้อง (สุก) 1 ถ้วย

28

นมไม่มีไขมัน 1/2 ถ้วย

28


พ.อ.หญิง ศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง The Health Power of Magnesium : AMedical Roundup หนังสือ The Complete Book of Vitamins and Minerals for Health และ
ศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ คอลัมภ์เรื่องยาวประจำฉบับ อาหาร & สุขภาพ ปีที่ 8 ฉบับที่ 57 พ.ศ. 2538 หน้า 50-53

ผลของสุริยุปราคาต่อสิ่งมีชีวิต

สุริยุปราคาเต็มดวงในเมืองไทยเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2498 และในปี พ.ศ. 2538 นักวิชาการได้ศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตหลายชนิดบนโลกมีปฏิกิริยาต่อสุริยุปราคาอย่าง เห็นได้ชัด เมื่อเงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ ท้องฟ้าจะเริ่มมืดลงสัตว์และพืชหลายชนิดจะมีพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับที่เคยเป็นเมื่อถึงเวลาค่ำ เช่น นกรีบบินกลับรังมาเกาะซุกคอนิ่งอยู่บนคอน บางชนิดส่งเสียงร้องแบบที่ใช้ร้องตอนเย็นค่ำ (evening call) นกฮูก นกเค้าแมว เริ่มออกหากิน ผีเสื้อกลางวันหุบปีกเกาะนิ่งบนกิ่งไม้ขณะที่ผีเสื้อกลางคืนหรือ มอธ (moth) เริ่มโผบินออกจากหลืบที่ซ่อนตัว ลิงชิมแปนซีอุ้มลูกเข้าพุ่มไม้เละนิ่งเงียบ ฝูงผึ้งบินกลับรังอย่างเร่งรีบทั้ง ๆ ที่กำลังหาน้ำหวานอยู่ พวกที่หาทางเข้ารังไม่ทันก็ร่วงผล็อยตกลงมานอนที่พื้นแน่นิ่งไปไม่กระดุกกระดิก 2-3 นาที เมื่อฟ้าสว่างจึงเริ่มบินขึ้นมาใหม่ ในพืชหลายชนิดจะมีการหุบใบ เป็นการเคลื่อนไหวแบบต้นไม้นอน (Sleep movement) ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว (Leguminoceae) เช่น ต้นก้ามปู ไมยราบ ผักกระเฉด กระถิน แค มะขาม ฯล
ในขณะเกิดสุริยุปราคา นอกจากจะมีความเข้มของแสงลดลงแล้ว ยังมีสิ่งที่แตกต่างจากยามค่ำคืนอีกหลายอย่าง ได้แก่ ความยาวของคลื่นแสง ทั้งแบบคลื่นยาวและคลื่นสั้นของรังสีอินฟราเรด อัลตราไวโอเลตและเอ็กซเรย์ ที่เพิ่มจากปกติอย่างมาก การเกิดปรากฏการณ์โพลาไรเซชัน (polarization) ของแสงบนท้องฟ้าเพิ่มขึ้นจากปกติมาก ทำให้มีการรบกวนสนามแม่เหล็กโลก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความดันอากาศที่ลดลง กระแสลมและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนอย่าง ฉับพลัน จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตขึ้น
 
นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบชั่วครั้งชั่วคราวแล้ว ยังมีรายงานว่าอิทธิพลของการเกิดสุริยุปราคายังมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในพืชบางชนิดด้วย เช่น เมล็ดถั่วบางชนิดไม่เกิดการงอกในวันที่เกิดสุริยุปราคา บางรายงานกล่าวว่ามีความผิดปกติของโครโมโซมเกิดขึ้นอย่างมากกับพืชที่เจริญในแนวคราส พบว่าในเซลล์พืชหลายชนิดโครโมโซมแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โครโมโซมแท่งหนึ่งไปเชื่อมติดกับอีกแท่งหนึ่ง จึงมีผลต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและยังมีส่วนเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตด้วย
โครโมโซมเป็นแหล่งรวมหน่วยพันธุกรรมที่ควบคุมและถ่ายทอดลักษณะประจำตัวจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูก หลาน เหลน โหลน หากโครโมโซมผิดปกติ ลูกหลานในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่มากขึ้น รูปร่างลักษณะและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการและการคัดเลือกตามธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร (mutation) ขึ้นกับเซลล์สืบพันธุ์ โอกาสที่จะเกิดลักษณะใหม่ ๆ ทั้งดีขึ้นหรือเลวลงก็จะได้รับการถ่ายทอดไปยังลูกในรุ่นต่อไป
โดย ทิพยวรรณ ธนไพศาล "ผลของสุริยุปราคาต่อสิ่งมีชีวิต" สารคดี, 11 (128) : 220-221, ต.ค. 2538
โดย สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ "ตะวันดับในเงาจันทร์ บันทึกสุริยุปราคาเต็มดวง 24 ต.ค. 2538" สารคดี, 11 (129) : 159 - 170, พ.ย. 2538

วิตามินซีคุ้มกันมะเร็งได้

นักวิจัยชาวสหรัฐฯ เสนอให้รัฐบาลแนะนำประชาชนบริโภควิตามินซีในผัก และผลไม้ให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก 2-3 เท่า เพราะได้หลักฐานเพิ่มเติมในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาว่า มีสรรพคุณสามารถป้องกันโรคมะเร็งร้ายได้หลายชนิด

 

คณะนักวิจัยสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ ของสหรับฯ ได้เสนอให้บริโภควิตามินซีจากผักและผลไม้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยบอกไว้เมื่อ พ.ศ. 2523 จาก 60 มิลลิกรัม เป็น 100-200 มิลลิกรัม เพราะมีรายงานผลการวิจัยต่าง ๆ ยืนยันในระยะหลังมากขึ้นว่า หากบริโภคผักและผลไม้วันละ 5 มื้อ จะช่วยป้องกันมะเร็งระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ และระบบทางเดินหายใจได้ แต่บอกเตือนไว้ว่า การกินมากกินไปจะเป็นโทษ ร่างกายสามารถรับได้อย่างมากเพียงวันละไม่เกิน 200 มิลลิกรัมเท่านั้น มากเกินกว่านี้จะถูกขับออก และอาจทำให้เป็นนิ่วในไตได้

 

รายงานระบุว่า การบริโภควิตามินซีในผักและผลไม้เพิ่มขึ้นให้ได้ว้นละ 200 มิลลิกรัม จะช่วยป้องกันมะเร็งในช่องปาก หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหารและปอด แต่จากากรทดลองโดยการกินวิตามินซีเม็ด ไม่อาจป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้

 

วิตามินซี เป็นวิตามินที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่อาจผลิตได้เอง ปริมาณวิตามินซีในผักและผลไม้แตกต่างกันไปตามฤดูกาล ผักและผลไม้ที่เก็บรักษาเอาไว้นานกว่าจะบริโภค จะทำให้ปริมาณวิตามินซีเสื่อมหายไปได้ถึง 33 % การหุงต้มก็เป็นการทำให้วิตามินซีสูญหายไปได้ 50-80 % นักวิชาการแนะนำว่า หารหุงต้มผักควรใช้น้ำให้น้อยที่สุด หรือใช้เตาไมโครเวฟ เพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินซีไป

 


จากคอลัมภ์ โลกโศภิน ไทยรัฐ 24 เม.ย. 2542 หน้า 7

หูตึง

นักวิทยาศาสตร์วัดความเข้มเสียงเป็นเดซิเบล (decibel) คนปกติสามารถได้ยินเสียงที่ระดับความเข้ม 25 เดซิเบล คำพูดกระซิบเบาๆ ทำให้เกิดเสียงที่มีความเข้มประมาณ 35 เดซิเบล บุคคลใดที่มีความยากลำบากในการได้ยินเสียงที่มีความเข้มระดับนี้ เราถือว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้มีความบกพร่องในการได้ยิน ตามปกติธรรมดาคนเราเวลามีอายุมากขึ้น มักจะมีปัญหาสุขภาพด้านหูกับแทบทุกคน สถิติที่ได้จากการสำรวจชี้บอกว่าในคนวัย 60 ปี จากคน 100 คน จะมีคนหูตึงประมาณ 25 คน เขาเหล่านี้ประสบความยุ่งยากในการสังสรรค์และสื่อสารกับสังคมรอบข้างและหากอาการหูตึงของเขารุนแรง ผลกระทบทางจิตใจที่ติดตามมาก็จะรุนแรงตามไปด้วย เพราะเขาจะรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง จากการที่ไม่ได้รับสัญญาณเสียงใดๆ เลย จนในที่สุดเขาจะแยกตัวตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

 

หูเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายที่นักวิทยาศาสตร์ยังมีความเข้าใจน้อย ความรู้พื้นฐานในการได้ยินของคนมีว่า เวลาคลื่นเสียงผ่านเข้าไปในหู แก้วหูจะสั่น จังหวะการสั่นขึ้นลงของแก้วหูจะถูกลำเลียงส่งต่อไปยังหูส่วนใน ภายในบริเวณหูส่วนในมีเซลล์ที่มีขนเป็นกระจุก เรียงรายอยู่ราว 30,000 เซลล์ เราเรียกเซลล์เหล่านี้ว่า เซลล์ขน (hair cell) เซลล์ขนทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งต่อไปยังสมอง จากนั้นสมองก็จะทำหน้าที่แปลความหมายสัญญาณที่ได้รับ ออกมาว่าเป็นเสียงพูดหรือเสียงดนตรี เป็นต้น

 

สาเหตุที่หูคนสูญเสียความสามารถในการได้ยินนั้น มี 2 ประการคือ

 

(1) การสูญเสียเนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง เช่น ขี้หู หรือน้ำในช่องหู แพทย์สามารถแก้ไขอาการบกพร่องอันเกิดจากสาเหตุอันเกิดจากสาเหตุนี้ได้โดยการผ่าตัดหรือไม่ก็ใช้เครื่องช่วยฟัง และ

 

(2) การสูญเสียเนื่องจากประสาทหูเสื่อม

 

ในกรณีหลังนี้เครื่องเสียงสามารถเดินทางเข้าไปหูส่ว นในได้ แต่เซลล์ขนในหูส่วนในตายหรือหมดสมรรถภาพไปแล้ว ดังนั้นสัญญาณต่างๆ จึงไม่สามารถเดินทางไปถึงสมองได้ อาการหูตึงในผู้สูงอายุ 80% มักจะเกิดจากสาเหตุนี้

 

ทุกวันนี้ตำราแพทย์ได้กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่เซลล์ขนในหูของคนตายไป คนๆ นั้นจะหมดหวังที่จะได้ยินเสียงอีก เพราะเซลล์ขนนั้นเวลาตายไป ร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์ขนขึ้นมาใหม่อีกได้

 

แต่ขณะนี้มีรายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า เซลล์ขนในหูของสัตว์เลือดอุ่น เช่น ไก่ และนก เวลาที่ตายไปแล้ว ร่างกายของสัตว์เหล่านี้สามารถสร้างเซลล์ขนขึ้นใหม่ได้อีก J. Cornin แห่งมหาวิทยาลัย Virginia เชื่อว่า การค้นพบดังกล่าว เป็นการค้นพบที่สำคัญมาก เพราะหากเรารู้วิธีการที่สัตว์ใช้ในการสร้างเซลล์ ขน คนหูตึงทั้งหลายก็มีโอกาสจะได้ยินเสียงอีก เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2536 Cornin ได้พบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น หูตะเภา ก็มีความสามารถในการสร้างเซลล์ขนได้อีกเช่นกัน

 

คำถามที่เร่งด่วนและตรงประเด็น ก็คือ การค้นพบความสามารถในการสร้างเซลล์ขนของสัตว์นั้นเกี่ยวข้องกับความสามารถในการสร้างเซลล์ขนในหูของคนอย่างไร เพราะหูคนนั้นยุ่งยากและซับซ้อนยิ่งกว่าหูสัตว์หลายแสนเท่า

 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า หมอจะมีวิธีรักษาคนหูตึง เพราะประสาทหูเสื่อม ให้หายเป็นปกติได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าครับ
โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.

ฟิสิกส์คืออะไร


ความอยากรู้อยากเห็นและความช่างสังเกตเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดการศึกษา ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเราตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาด้วยวิธีการต่างๆ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด และเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าเรียนรู้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า ฟิสิกส์

ฟิสิกส์ (Physics) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาธรรมชาติของสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การค้นคว้าหาความรู้ทางฟิสิกส์ทำได้โดยการสังเกต การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นทฤษฎี หลักการหรือกฎ ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือทำนายสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และความรู้นี้สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ใหม่เพิ่มเติมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์


ซุนวูกล่าวว่า:
อันการบัญชาไพร่พลมาก เสมอหนึ่งการบัญชาไพร่พลน้อยได้นั้น เป็นเรื่องของการจัดวางกำลังให้ถูกต้อง
อันการสัประยุทธ์กับกองทัพใหญ่ เสมอหนึ่งการสัประยุทธ์กองทัพเล็กนั้น เป็นเรื่องของการสื่อสารและสัญญาณธง
การทำให้กองทัพทั้งสามต้านการโจมตีของศัตรูและมิพ่ายเป็นเรื่องของกโลบายสามัญและพิศดาร
กองการรุกศัตรูเป็นเสมอหนึ่งการทุ่มก้อนหินกระแทกไข่ เป็นเรื่องของจุดอ่อนและจุดแข็ง

โดยทั่วไป ในการสัประยุทธ์ใช้กโลบายสามัญเข้าประทะศัตรูและใช้กโลบายพิศดารเข้าพิชิตชัยชนะ
ผู้เชี่ยวชำนาญในการใช้กโลบายพิศดารย่อมกว้างไพศาลไร้ที่สิ้นสุดเสมอหนึ่งฟ้าและดิน และไม่หมดสิ้นเสมอหนึ่งแม่น้ำและทะเล
ตกและขึ้นเสมอหนึ่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ล่วงเลยและหวนกลับ เสมอหนึ่งฤดูกาลทั้งสี่

อันโน้ตดนตรีมีเพียงห้าเสียง ครั้นผันแปรเสียงทั้งห้าย่อมฟังไม้มิแหนงหน่าย
อันสีหลักมีอยู่เพียงห้าสี ครั้งแปรเปลี่ยนสีทั้งห้าย่อมดูมิเบื่อหน่าย
อันรสมีอยู่เพียงห้ารส ครั้นพลิกเปลี่ยนรสทั้งห้า ย่อมลิ้มได้มิจืดจาง


ในการสัประยุทธ์ มีการโจมตีอยู่เพียงสองรูปการ:
พิศดารกับสามัญ ครั้งพลิกผันพิศดารกับสามัญ ย่อมล้ำลึก พิศดารกับสามัญเกื้อกูลแก่กันและกัน เสมอหนึ่งวงกลมอันนไร้ที่สิ้นสุด
มีใครไหนเลยเข้าใจความล้ำลึกนี้ได้?

สายน้ำเชียวที่ซัดพาเอาก้อนหินใหญ่ให้ไหลตามไปได้สำแดงถึงพลานุภาพ
นกเหยี่ยวโฉบลงจิกจับเหยื่อได้ สำแดงถึงจังหวะเวลา เช่นนั้น พลานุภาพแห่งผู้เชี่ยวชำนาญในการสงครามจึงมิอ่อนล้าและมีจังหวะเวลาอันแม่นยำ พลานุภาพของเขาเสมอหนึ่งการน้าวเกาทัณฑ์และจังหวะเวลาของเขาเสมอหนึ่งการปล่อยลูกเกาทัณฑ์ แม้นในท่ามกลางการสัประยุทธ์อันโกลาหล การรบพุ่งที่อลหม่านก็มิสับสน

แม้นในท่ามกลางการสัประยุทธ์อันยุ่งเหยิง ไพร่พลระส่ำระสายก็มิปราชัย

ความระส่ำระสายมาจากความมีระเบียบ
ความกลัวมาจากความกล้า
ความอ่อนแอมาจากความเข็มแข็ง


ที่ว่าความระส่ำระสายมาจากความมีระเบียบ เป็นเรื่องของการจัดรูปขบวน
ที่ว่าความกลัวมาจากความกล้า เป็นเรื่องของพลานุภาพ
ที่ว่าความอ่อนแอมาจากความเข็มแข็ง เป็นเรื่องของการว่างกำลังพล

เช่นนั้น ผู้เชี่ยวชำนาญในการเคลื่อนทัพศัตรูพึงใช้การวางกำลังพลที่ศัตรูต้องตอบสนอง พึงล่อด้วยสิ่งที่ศัตรูต้องรับ การล่อให้ศัตรูเคลื่อนทัพขณะที่ซุ่มโจมตี

ผู้เชียวชำนาญในการสงครามย่อมค้นหาชัยชนะจากพลานุภาพ และมิได้เรียกร้องเอาจากไพร่พล
เช่นนั้น จึงสามารถคัดสรรคนที่เหมาะสมและใช้ประโยชน์จากพลานุภาพ
ผู้ใช้ประโยชน์จากพลานุภาพย่อมบัญชาไพร่พลออกสัประยุทธ์เสมอหนึ่งท่อนซุงและก้อนหินใหญ่กลิ้ง ท่อนซุงและก้อนินใหญ่นิ่งอยู่บนที่ราบ แต่ทว่ากลิ้งเมื่ออยู่ที่ลาด
ทรงเหลี่ยมย่อมนิ่ง ทรงกลมย่อมกลิ้ง
เช่นนั้น ผู้เชี่ยวชำนาญในการสงคราม พึงใช้พลานุภาพ ณ ยามที่ไพร่พลสัประยุทธ์ เสมอหนึ่งก้อนหินใหญ่กำลังกลิ้งลงจากภูเขาพันเชียะ นี่คือพลานุภาพ


ทัชมาฮาล

สถานที่ตั้ง ประเทศอินเดีย

ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

ทัชมาฮาล เป็นสุสานฝังศพตั้งอยู่ที่ตอนโค้งของแม่น้ำยมนาฝั่งขวา เมืองอัคระ ประเทศอินเดยชาห์ชะฮานสร้างเปนศรีสง่าแก่บริเวณพระราชวัง สำหรับเก็บศพมุมทัชมาฮาลพระมเหสี

สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1630-1648 ด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอยสีฟ้า หินสีฟ้า โมรา หินทองแดงหินลาย พลอยสีเขียว นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับที่ได้มาจากนานาประเทศที่เป็นมิตรซึ่งได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่า...สร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วนและวิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร

มีผู้ร่วมสร้างเป็นผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี

ภายหลังที่สร้างทัชมาฮาลชาห์ชะฮานใฝ่ฝันที่จะสร้างที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆแต่ลูกชายเกรงเงินจะหมดจะไม่มีใช้ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติจึงจับพ่อขังอยู่ได้ 7 ปีก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209(ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพแม่

ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่าได้


ที่มาของป๊อปคอร์น

 

กินกันมาตั้งนาน เคยสงสัยไหมว่าใครหนอ ช่างคิดทำป๊อปคอร์นขึ้นมา ??

คำตอบก็คือ ชาวอินเดียนแดงแห่งทวีปอเมริกาไงล่ะ

เพราะบริเวณนั้นเนี่ยเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดนานาชนิด เค้าสันนิษฐานกันว่าปลูกกันมาตั้งแต่เมื่อ 5,600 ปีที่แล้วแน่ะ

หลักฐานสำคัญก็คือ มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสไปพบหลักฐานข้าวโพดคั่วในซากเมืองโบราณหลายแห่งเช่น เมืองอินคาในอเมริกาใต้ โดยเค้าพบหม้อดินปั้นพิเศษสำหรับคั่วข้าวโพด วิธีทำข้าวโพดคั่วสมัยก่อนก็คือ ฝังหม้อในทรายที่ร้อนจัด จากนั้นโรยเมล็ดข้าวโพดลงไปแล้วปิดฝา ความร้อนจากทรายทำให้ข้าวโพดแตกกลายเป็นข้าวโพดคั่ว ... เราว่าคล้ายๆ เวลาเราเอาซองป๊อปคอร์นใส่เข้าไปในไมโครเวฟเนาะ

นอกจากนี้เค้ายังพบว่ามีการนำข้าวโพดคั่วมาร้อยเป็นเครื่องประดับสำหรับหัวหน้าเผ่าหรือนักรบ แม้แต่ในเม็กซิโกปัจจุบันยังมีการนำพวงข้าวโพดคั่วมาประดับเทวรูปด้วย ...โอ้ แนวมากๆ : )

ชาวพื้นเมืองอเมริกันเป็นผู้พัฒนารูปแบบข้าวโพดคั่วอย่างเป็นทางการมากว่าพันปีแล้ว และแพร่หลายในยุโรปราวศตวรรษที่ 15 เมื่อโคลัมบัสบันทึกไว้ว่าชนพื้นเมืองอเมริกานำช่อดอกไม้และเครื่องประดับ ศีรษะที่ทำด้วยข้าวโพดคั่วมาขายลูกเรือของเขา

"นิยมไปทั่วโลก"

ในปลายศตวรรษที่ 19 อเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีการจำหน่ายข้าวโพดคั่วเป็นธุรกิจ

ข้าวโพดที่จะนำมาทำข้าวโพดคั่วต้องเป็นพันธุ์พิเศษโดยเฉพาะ เรียกว่า Zea mays L. Var. everta เมล็ดมีเปลือกแข็ง แต่เนื้อในเมล็ดนุ่ม

เริ่มมีการปลูกข้าวโพดเป็นการค้าสำหรับข้าวโพดคั่วครั้งแรกในอเมริกา ราวปี ค.ศ.1887

ส่วนเครื่องทำข้าวโพดคั่วเกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1885 โดยนายชาลส์ เครเตอส์ ชาวเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ต่อมาปี ค.ศ.1925 มีการผลิตเครื่องคั่วข้าวโพดแบบไฟฟ้าเป็นผลสำเร็จ ลักษณะเป็นเครื่องแก้วและเครื่องไฟฟ้าสีโครเมียม ทำให้ข้าวโพดคั่วได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นไปอีก

และเมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอเมริกาเติบโตในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการเปิดโรงภาพยนตร์หลายแห่งและมีการนำเครื่องทำข้าวโพดคั่วไปทำข้าวโพดคั่วขายให้แก่ผู้เข้าชมในโรงด้วย โดยเริ่มนำมาขายในปีค.ศ. 1912 เป็นต้นมา

ทำให้ข้าวโพดคั่วกลายเป็นสัญลักษณ์ควบคู่กับความบันเทิงในรูปแบบนี้จน กระทั่งปัจจุบัน และเมื่อโทรทัศน์เริ่มแพร่หลาย กินข้าวโพดคั่วหน้าจอโทรทัศน์ก็ยังเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันด้วย


การทำสงคราม



 



ซุนวูกล่าวว่า: อันสิ่งจำเป็นพื้นฐานแห่งการสงครามเป็นเช่นนี้: รถศึกเที่ยมม้าสี่ตัวเคลื่อนที่เร็วพันคัน, รถหุ้มหนังลอยน้ำได้พันคัน, เสื้อเกราะมีสายคาดแสนตัว, การลำเลียงเสบียงนับพันลี้*
การกระจายค่าใช้จ่ายทั้งภายในและภายนอก, ค่ารับรองบรรดาทูตานุทูต, ค่ากาวและน้ำมันชักเงา, ค่าซ่อมสร้างรถศึกและเสื้อเกราะ เป็นจำนวนวันละหนึ่งพันตำลึงทอง มีแต่สามารถระดมไพร่พลเรือนแสนเท่านั้น จึงเคลื่อนทัพได้

*1 ลี้ เท่ากับราวครึ่งกิโลเมตร


ครั้นออกศึก พึงหาทางพิชิตศึกโดยเร็ว การสัประยุทธ์ยืดเยื้อย่อมทำกำลังอ่อนเพลีย ทหารเสียขวัญ หากส่งทหารเข้ายึดเมืองหลวง ก็สูญสิ้นความแข็งแรง หากส่งทหารออกรบอย่างยืดเยื้อนอกชาติ ทรัพยากรของชาติจะไม่เพียงพอ

ครั้นไพร่พลอ่อนล้า ความแข็งแรงสูญสิ้นและทรัพยากรร่อยหรอ ประมุขแคว้นอื่นจะฉวยโอกาสเข้าบุกรุก จากความยุ่งเหยิงเหล่านี้ ต่อให้ผู้หลักแหลมที่สุดในหมู่ที่ปรึกษาก็มิอาจปัดเป่าผลลัพธ์ที่ต้องบังเกิดตามมา

เช่นนั้น เราเคยได้ยินมาว่าการสู้รบที่งุ่มง่ามแต่รวดเร็ว แต่ทว่า มิเคยได้ยินว่ามีการสู้รบที่ช่ำชองแต่ยืดเยื้อ

หามีชาติใดไม่ที่ได้รับประโยชน์จากการสงครามยื้ดเยื้อ
เช่นนั้น ผู้ใดไม่รู้ถึงหายนะของการทำสงคราม ผู้นั้นก็ไม่รู้ถึงประโยชน์ของการทำสงคราม

ผู้เชี่ยวชำนาญในการทำสงครามมิระดมพล 2 ครั้ง หรือลำเลียงเสบียง 3 ครา เอาอุปกรณ์มาจากบ้าน แต่เอาอาหารของศัตรูแล้วกองทัพจึ่งมีอาวุธและอาหารเพียงพอ

ชาติยากเข็ญเมื่อต้องส่งเสบียงให้กองทัพที่ไกลลิบ เมื่อเสบียงถูกส่งไปไกลเหลือคณา ไพร่ฟ้าต้องลำเค็ญ อยู่ใกล้กองทัพข้างของราคาแพง ครั้นข้าวของราคาแพง ทรัพย์สินของอาณาประชาราษฏร์ก็หมดสิ้น ครั้งทรัพย์สินหมดสิ้น ชาวชนบทก็ถูกรีดนาทาเร้นด้วยภาษีที่เพิ่มขึ้น ครั้นความแข็งแรงสูญสิ้นและทรัพยากรหมดเกลี้ยง ทุกครัวเรือนในที่ราบภาคกลางก็พลอยทุกข์ยาก โภคทรัพย์ของไพร่ฟ้าเจ็ดในสิบส่วนถูกเผาพลาญ ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเกิดจากรถศึกที่เสียหาย ม้าศึกที่อ่อนเปลี้ย เสื้อเกราะ หมวกเหล็ก ลูกเกาทัณฑ์และคันเกาทัณฑ์ ของ้าวและโล่ดั้ง วัวควายและรถสัมภาระหนัก ล้วนต้องสำรองไว้ถึงหกในสิบส่วน

เช่นนั้น แม่ทัพที่ปราดเปรื่องจักต้องเข้าชิงเอาเสบียงอาหารของศัตรู

ข้าวของศัตรูหนึ่งจง* มีค่าเท่ากับของเรายี่สิบจง หญ้าฟางแห้งเลี้ยงสัตว์ของศัตรูหนึ่งสือ* มีค่าเท่ากับของเรายี่สิบสือ

*1 จง เท่ากับ 1 ทะนาน
*1 สือ เท่ากับ 10 กรัม


การเข่นฆ่าศัตรู คือ เรื่องของการกระตุ้นไพร่พลให้โกรธแค้น
การยึดทรัพย์สินของศัตรู คือ เรื่องของรางวัล

เช่นนั้น ในการสัประยุทธ์ด้วยรถศึก พึงให้รางวัลแก่คนแรกผู้ยึดรถศึกได้กว่าสิบคัน ปลดธงรบและธงชัยของศัตรูออกแล้วเปลี่ยนเป็นธงของเราแทน นำรถศึกเหล่านั้นเข้าร่วมขบวนรบของเรา พึงปฏิบัติต่อเชลยศึกด้วยดี นี่เรียกว่า การสยบปรปักษ์และการเสริมความเข็มแข็งให้ตน

เช่นนั้น สิ่งสำคัญในการทำสงครามก็คือชัยชนะ หาใช้การสงครามยืดเยื้อไม่
เช่นนั้น แม่ทัพผู้เข้าใจการสงครามก็คือผู้พิทักษ์ชีวิตประชาชนและนายแห่งความมั่นคงของชาติ.
 


ยอร์ช สตีเฟนสัน



ประวัติและผลงาน
วิศวกรชาวอังกฤษ (George Stephenson)
เกิด 9 มิถุนายน ค.ศ. 1781
ถึงแก่กรรม 12 สิงหาคม ค.ศ. 1848
       ยอร์จ สตีเฟน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้ประดิษฐ์รถไฟคนแรกในโลก" เกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน
ค.ส. 1781 ที่ตำบลวีลัมใกล้กับเขตเมืองนิวคาสเซิลประเทศอังกฤษเป็นบุตรของกรรมกรขุดถ่านหินจน ๆ คน
หนึ่ง ซ้ำครอบครัวนี้ยังมีบุตร ซึ่งรวมทั้งยอร์จด้วยถึงหกคนจึงอยุ่ในสภาพของความยากแค้นในกลุ่มคนขุดถ่าน
หินด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ยอร์จจึงต้องออกทำงานช่วยบิดาหาเงินแต่เล็ก ๆ ช่วยดูแลน้องเล็ก ๆ ให้พ้นอันตราย
จากถ่านหินทับ ต้องไปรับจ้างเลี้ยงวัวตามคอกปศุสัตว์และเมื่อโตขึ้นหน่อย ก็รับจ้างอยู่ในบ่อถ่านหินกับบิดา
คือทำหน้าที่เลือกถ่านหินออกจากเศษหิน พออายุ 15 ปีก็ทำหน้าที่พนักงานขับรถขนถ่านหิน
       ว่าถึงการศึกษาแล้ว ยอร์จค่อนข้างจะอาภัพอยู่สักหน่อย เพราะแม้อายุจะได้ 15 ปีแล้ว ก็ยังไม่เคย
จะเข้าโรงเรียนเลย ต้องทำหน้าที่ขับรถถ่านหินเรื่อยไป จนกระทั่งอายุ 21 ปี จึงได้แต่งงาน และมีลูกชายคน
หนึ่ง แต่ต่อมาภรรยาของเขาถึงแก่กรรม เขาต้องตกเป็นหม้ายเลี้ยงลูกคนเดียว
       และในระยะนี้เอง ยอร์จได้ถือโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนผู้ใหญ่ ขณะที่พักงานตอนกลางคืน และเหตุ
ที่จะทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียง และได้รับการยกย่องว่าเป็นนักประดิษฐ์รถไฟคนแรก ก็เห็นจะเป็นด้วย
หน้าที่ขับรถของเขานี่เอง ทำให้เขาสนใจในเรื่องกลไกและเครื่องยนต์ของรถเป็นพิเศษ และเมื่อพบกับปัญหา
เรื่องหนังสือ ซึ่งเขาปรารถนาจะเรียนรู้ในทฤษฎีทางนี้ เขาจึงต้องขวนขวายเข้าเรียนจนได้ โดยไม่คิดกระดาก
อายว่า โตแล้วทั้งยังมีบุตรแล้วอีกด้วย แต่กลับคิดมุมานะศึกษาจนกระทั่งพออ่านออกเขียนได้ และได้ใช้เป็น
ประโยชน์ในการที่เขาได้ศึกษาวิชาหรือตำราทฤษฏีในเครื่องยนต์กลไกได้เป็นอย่างดี
       อาศัยความจำเจ อยู่กับเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ มากเข้า เขาก็สามารถที่จะแก้ไขและซ่อมอุปกรณ์
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ได้ดี เช่น ครั้งหนึ่ง เขาได้แก่เครื่องยนต์สูบน้ำของโรงงานที่เสีย จนใช้การได้ดีและ
ได้รับรางวัลตอบแทนเป็นเงิน 10 ปอนด์ ทั้งได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นคนคุมเครื่องยนต์ และเครื่องกลไกของโรงงาน
อีกด้วย ขณะนั้น ยอร์จมีรายได้ประมาณ 100 ปอนด์ ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่ทำให้เขามีความสุขขึ้นบ้างแล้ว
ไม่ลำบากเหมือนสมัยเล็ก ๆ
       อันที่จริง จะเรียกว่า ยอร์จเป็นผู้ประดิษฐ์รถไฟหรือรถจักรไอน้ำขึ้นคนแรก ก็ยังไม่ถูกทีเดียวนัก แต่
เหตุที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์รถไฟคนแรก ก็น่าจะเป็นด้วยว่า ผลงานประดิษฐ์ของเขาซึ่งมาตาม
หลังของผู้ประดิษฐ์คนก่อน ๆ นั้น สามารถออกใช้การสู่สายตาประชาชนได้อย่างดี ทั้งสามารถออกใช้การสู่
สายประชาชนได้อย่างดี ทั้งสามารถรับขนส่งพัสดุและคนโดยสารเดินทางไปไหนมารไหนได้ไกล ๆ นั่นเอง
       เพราะในระยะก่อนหน้านั้น ได้มีนักประดิษฐ์ชาติต่าง ๆ ประดิษฐ์ใช้ไอน้ำขึ้นได้แล้ว เช่น ในปี ค.ศ.
1170 ได้มีวิศวกรชาวฝรั่งเศษคนหนึ่ง ชื่อ คักนอต คิดสร้างรถใช้ไอน้ำเป็นกำลังขึ้นได้ แต่เมื่อทดลองนำออกวิ่ง
รถแล่นไปชนกำแหงพัง นักประดิษฐ์ผู้นั้นก็เลยหยุดชะงักการสร้างต่อไป
       วิศวกรชาวสก๊อตแลนด์อีกผู้หนึ่งชื่อ ซีมิงตัน คิดสร้างเรือไฟขึ้นได้ก่อน แล้วต่อมาคิดสร้างรถจักรไอ
น้ำสำเร็จแต่ไม่สามารถจะนำออกไปใช้งานเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ เนื่องจากน้ำหนักของตัวรถหนักมาก
ถ้านำออกแล่นบนถนนก็คงทำให้ถนนพังหรือยุบลงไปเสียก่อนที่จะแล่นไปถึงจุดหมาย เป็นอันต้องล้มเลิกไป
       ต่อมาปี ค.ศ 1800 วิศวกรชาวอังกฤษอีกผู้หนึ่งชื่อ ริชาร์ด เทรเวทิค เป็นชาวเมืองคลอวอล ได้คิด
สร้างรถไอน้ำ 4 ล้อขึ้น ค่อนข้างจะใช้การได้ดีกว่ารถผู้ประดิษฐ์รั้งสองคนแรก แต่จะนำไปวิ่งบนถนนเรียบ ๆ ก็
ไม่ได้เหมือนกัน เพราะน้ำหนักรถมาก จึงได้ดัดแปลงใช้รางรับเป็นนางไม้สำหรับให้รถวิ่ง และต่อมาจึงได้คิด
สร้างรางเหล็กขึ้นแทน ขณะเดียวกัน ริชาร์ด เทรเวทิค ก็ได้ปรับปรุงรถของเขาให้ดีขึ้นนำใช้วิ่งในร่างเหล็กได้
สะดวก จนถึงปี ค.ศ. 1804 จึงได้นำไปใช้เป็นรถในบ่อถ่านหินทางแคว้นเวลส์ได้ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นดีเดียวนัก จน
กระทั่งต่อมานักประดิษฐ์คนหนึ่งชื่อ เบลนดีนซอฟ ได้คิดสร้างรางเหล็กชนิดเป็นร่องขึ้น ทำให้รถแล่นได้ดีขึ้น
กว่าเดิม และนำไปใช้ในบ่อถ่านหินทางเมืองลีดส์
       และรถไอน้ำที่ริชาร์ด ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ก็ได้นำมาใช้ในบ่อถ่านหินทางอีลัม ใกล้กับที่พักของ ยอร์จ สตี
เฟนสันด้วย ยอร์จึงได้มีโอกาสเลียบเคียงเข้าไปสังเกต และพยายามเรียนรู้ถึงลักษณะของเครื่องจักรต่าง ๆ
เหล่านั้น จนกระทั่งเขาเกิดความคิดว่ารถชนิดนี้เขาสามารถจะประดิษฐ์ขึ้นได้และอาจจะประดิษฐ์ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ
       เขาจึงได้นำความคิดนี้ มาบอกเล่าแก่เจ้าของบ่อถ่านหินที่คิลลิงเวิธแห่วหนึ่ง เพื่อขอความร่วมในการ
ออกทุนให้เขาสร้าง เจ้าของบ่อถ่านหินเกิดศรัทธา ยอมเป็นนายทุนให้เขา ยอร์จจึงลงมือสร้างตามเค้าโครง
เขาซึ่งคิดขึ้น เขาใช้เวลาอยู่ 10 เดือนจึงสำเร็จ
       วันที่เขาสร้างรถจักรไอน้ำขึ้นสำเร็จเป็นคันแรก คือวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1814 ลักษณะของตัว
รถเป็นไม้มีล้อเหล็ก 4 ล้อ และมีปล่องระบายควันไฟสูง สามารถลากรถหนักสามสิบตันขึ้นไปได้ในระยะ
ความเร็วถึงชั่วโมงละ 4 ไมล์ เขาให้ชื่อรถจักรคันแรกนี้ว่า "บลูเชอร์" ซึ่งเป็นนามของแม่ทัพเยอรมันผู้มีชื่อเสียง
คนหนึ่ง
       รถจักรคันแรกของยอร์จ สตีเฟนสัน ยังไม่ดีทีเดียวนัก เพราะกำลังแรงม้าไม่ดีไปกว่าการใช้ลากเท่าไร
นัก เหตุนี้เขาจึงพยายามปรับปรุงแก้ไขเรื่อย ๆ ซึ่งขณะเดียวกัน ยอร์จจึงได้คิดสร้างโคมไฟที่ใช้สำหรับกรรมกร
บ่อถ่านหินขึ้นสำเร็จด้วย ในวิธีประดิษฐ์แบบเดียวกับที่เซอร์ ฮัมฟรีเดวี คิดประดิษฐ์ขึ้นได้ และดูเหมือนว่า
จะเป็นระยะเวลาเดียวกันกับที่เดวีประดิษฐ์ขึ้นเสียด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันอาจจะแปลกใจวส่า ยอร์จเอา
ความรู้มาจากไหน ในเมื่อเขาไม่มีความรู้ในทางเคมีหรือฟิสิคส์เลย แต่เหตุไฉนเขาจึงสามารถประดิษฐ์ขึ้นได้
ในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับที่เดวีคิดสร้างได้สำเร็จ และโคมไฟหรือตะเกียงที่ใช้ในบ่อถ่านหินของยอร์จนี้ก็ได้ชื่อ
ว่า "จอร์ดี" เป็นที่ระลึก
       ในสมัยนั้น ถ่านหินนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งทางกรุงลอนดอนต้องใช้เป็นจำนวนมาก และ
การขนส่งก็ต้องใช้วิธีลำเลียงทางเรือเป็นส่วนใหญ่ บ่อถ่านหินที่อยู่ใกล้ท่าเรือหรือชายน้ำก็ไม่เท่าไรนัก แต่บ่อ
ถ่านหินที่อยู่ตามหัวเมืองไกลชายน้ำ เช่นดาร์ลิงตันเป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยรถม้าบรรทุกขนส่งเป็นระยะไกล จึง
ได้เกิดความคิดขึ้นสองทางคือหนึ่งคิดจะขุดคลอง และอีกวิธีหนึ่งคือสร้างทางรถไฟขึ้น ซึ่งวิธีหลังนี้มีผู้เห็นชอบ
หลายคน
       ด้วยเหตุนี้ ชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในวงการอุตนสาหกรรมค้าถ่านหินชื่อ เอ็ดเวิด พีส
ได้พยายามวิ่งเต้นให้มีการจัดสร้างทางรถไฟขึ้น ซึ่งในที่สุดรัฐสภาก็ได้ออกกฎหมายให้สร้างทางรถไฟระหว่าง
เมืองสต๊อคตันและดาร์ลิงตันขึ้น เพื่อให้ใช้เป็นทางคมนาคมในการขนส่งถ่านหินและสินค้าอื่น ๆ ด้วย
       ความคิดดังกล่าวนี้ ในขั้นแรกก็คิดเพียงแต่จะขนส่งถ่านหินเหล็กและข้าวโพดรวมทั้งฝ้ายด้วยเท่านั้น
ไม่มีใคร่คำนึงถึงผู้โดยสารเพราะไม่มีใครอยากจะนั่งไปกับรถโดยสารสกปรกที่ขนส่งพวกถ่านหิน และดูเหมือน
ว่าจะไม่มีใครคำนึงถึงเรื่องรถจักรด้วยซ้ำ เพราะเวลานั้นยังใช้ม้าลากขบวนรถบรรทุกสินค้าให้แล่นไปตามรางอยู่
       ด้วยเหตุนี้ ความคิดของยอร์จ สตีเฟนสัน ในขั้นแรกที่ว่า เมื่อสร้างรถไฟแล้ว จะเอาไปเดินที่ไหน
ด้วยเวลานั้นก็เห็นแต่ประโยชน์ในการขนส่งถ่านหินในบ่อถ่านหินเท่านั้น เมื่อยอร์จ สตีเฟนสัน เกิดความคิดว่า
รถไฟของเขาควรจะได้ใช้ประโยชน์แก่กิจการอื่น ๆ ด้วย ไม่เฉพาะแต่การขนส่งถ่านหินอย่างเดียว เขาจึงเดิน
ทางไปหาเอ็ดเวิธ พีส ซึ่งเป็นผู้วิ่งเต้นในการจัดสัมปทานทางเดินของรถไฟนี้ ชี้แจงอ้างเหตุผลถึประโยชน์ของ
รถไฟที่เขาสร้างขึ้นให้ท่านผู้นี้ฟังจนเอ็ดเวิด พีส เกิดศรัทธา เดินทางมาดูรถไฟด้วยเงินปีละ 300 ปอนด์ จน
กระทั่ง ยอร์จสร้างเสร็จแล้ว เขาเองเป็น พ.ข.ร. ของรถจักรที่เขาสร้างลากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก ออกจาก
สาถนีเมืองดาร์ลิงตันไปยังสต๊อคตัน เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1825 แต่เป็นเพียงการขนส่งสินค้าต่าง ๆ เท่า
นั้นยังไม่มีรถโดยสารสำหรับบรรทุกผู้โดยสาร หรือยังไม่มีใครศรัทธา จะโดยสารรถไฟเท่านั้น ต่อเมื่อ ภายหลัง
ได้มีการพิสูจน์แล้วว่ารถไฟสามารถวิ่งได้เร็วกว่าม้าลาก และไม่เคยปรากฏอุบัติขึ้นด้วย ฉะนั้น ประชาชนจึง
หันมาสนใจโดยสารรถไฟขบวนนี้มากขึ้นเป็นลำดับ จนกลายเป็นรถโดยสารและรถบรรทุกสินค้าร่วมในขบวน
เดียวกันเป็นประจำ
       รถไฟสายที่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มขึ้น ในระยะต่อมาก็คือ สายลิเวอร์พลู - แมนเซสเตอร์ ซึ่งมีการขนส่ง
ฝ้ายมากกว่าทุก ๆ เมืองเป็นประจำ งานสร้างรถไฟสายนี้ จึงตกเป็นของยอร์จ สตีเฟนสันอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่า
ในชั้นแรก จะพบอุปสรรคนานาประการในการสร้างสายนี้ ด้วยเหตุที่เจ้าของรถม้า และเจ้าของที่ดินต่าง ๆ
พากันขัดขวางแต่ยอร์จ ก็สามารถโต้แย้งและชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของรถไฟให้รัฐสภายอมอนุมัติ
ให้สร้างได้ และรัฐสภาประกาศใช้กฤษฎีกาจัดสร้างรถไฟสายนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1826
       ครั้งนี้ ยอร์จได้ประดิษฐ์รถจักรของเขาขึ้นใหม่ ตามแนวความคิดของเขา ซึ่งมีกำลังสูงสุดถึงชั่วโมง
ละ 29 ไมล์ และกำลังปกติชั่วโมงละ 15 ไมล์ การเปิดทางรถไฟสายนี้ เพื่อให้รถจักรขบวนแรกออกเดินทาง
คือ ปี ค.ศ. 1829
       ในการทำพิธีเปิดการเดินรถไฟสายนี้ ปรากฏว่ามีผู้มีเกียรติหลายท่านไปร่วมพิธีด้วยกัน และผู้ที่ทำ
หน้าที่ประธานในการทำพิธีเปิดคือ ดยุค อ๊อฟ เวลลิงตันซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนรถ
ขบวนแรกประกอบด้วยหัวรถจักร และรถโดยสารมีด้วยกันทั้งหมด 8 คัน แต่ก็มีข่าวที่น่าสลดใจอยู่ด้วยในงาน
นี้ ที่ปรากฏว่า รัฐมนตรีผู้หนึ่งชื่อ ฮัสคิสสัน ได้ถูกรถไฟขบวนนี้ชนถึงแก่ความตาย ในขณะที่ท่านรัฐมนตรีก้าว
ลงจากรถไปหาท่านนายกรัฐมนตรี
       ผลงานของเขาในระยะต่อมานั้น เขาได้จัดสร้างรถไฟในประเทศอังกฤษขึ้นอีกหลายสาย โดยมีโรเบิร์ต
สตีเฟนสัน บุตรชายของเขาเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ด้วย รถขบวนทุกผู้โดยสารขบวนแรกของเขา ในปี ค.ศ. 1825
นั้นเขาให้ชื่อว่า "แอคตีฟ" และได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "โลโคโมชั่น" ส่วนขบวนที่ใช้เริ่มเดิมครั้งแรกจาก ลิเวอร์พลู
- แมนเซสเตอร์นั้นชื่อ "รอคเก็ท"
       ยอร์จ สนีเฟนสัน ถึงแก่กรรมเมื่อ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1848 ที่เชสเตอร์ฟิลด์
 


ติช นัท ฮันห์ พลังแห่งสติ...ความสุขหนึ่งเดียว

สุทธาสินี จิตรกรรมไทย
 


"เดินวิถีแห่งสติ" รอบสวนลุมพินี

 

"หายใจเข้า...ให้ตระหนักรู้ว่าหายใจเข้า"

"หายใจออก...ให้ตระหนักรู้ว่าหายใจออก"

ดวงอาทิตย์ยังคงแผดแสงจ้าในยามบ่าย หากภายในอาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี สถานที่จัดกิจกรรม "วันแห่งสติ" กลับร่มเย็น เงียบ สงบ

ด้วยผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกเพศวัย-หลายศาสนาหลายพันคนล้วนเจริญสติ ตระหนักรู้ถึงลมหายใจของตน สร้างบรรยากาศแห่งธรรมให้เกิดขึ้น

หลังภิกษุและภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันขับขานบทเพลงแห่งสติแล้ว เป็นเวลาที่ ท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายเซน ชาวเวียดนาม แสดงปาฐกถาธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความสุขอันเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวและสังคม"

ท่านติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถาธรรมด้วยใบหน้าอิ่มเอิบผ่องใสตอนหนึ่งว่า เมื่อร่างกายตึงเครียดใจก็หงุดหงิดง่าย เกิดการแสดงออกต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้าง

พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการตระหนักรู้ให้มนุษย์จัดการอารมณ์ตัวเอง เมื่อพลังแห่งความโกรธผุดขึ้นมาก็ต้องหาพลังแง่บวกมาจัดการ คือ พลังแห่งสติ จึงควรทำทุกอย่างอย่างมีสติ

"เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งสติเจริญเติบโตก็จะดูแลความเจ็บปวดและความรู้สึกต่างๆ เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นได้ก็ช่วยคนในครอบครัวปลดปล่อยความตึงเครียดได้

"เมื่อเรากลับมาดูแลสันติในตัวเราก็เป็นการง่ายที่จะเชิญผู้อื่นให้มีสันติ ความโกรธและความหงุดหงิดก็จะเกิดขึ้นได้ยาก" ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าว

พอแดดร่มลมตกก็ถึงช่วงของ การเดินวิถีแห่งสติ

ท่านติช นัท ฮันห์ พร้อมด้วยพระครูใบฎีกาพิทยา ฐานิสสโร ภิกษุณีนิรามิสา และภิกษุ-ภิกษุณีแห่งหมู่บ้านพลัมรูปอื่น เป็นผู้นำชาวไทยและชาวต่างชาติ "เดินสมาธิ" รอบสวนลุมพินี

เป็นการเดินอย่างช้าๆ สัมผัสผืนดินผืนหญ้า แต่ละก้าวให้ตระหนักรู้ว่ากำลังสัมผัสแผ่นดินผู้ให้กำเนิด...เป็นแผ่นดินอันงดงาม

เมื่อการเดินวิถีแห่งสติสิ้นสุดลง ความปีติก็งอกงามขึ้นในใจของใครหลายคน

เพราะอย่างน้อยท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมโลกทุนนิยม-บริโภคนิยมในปัจจุบัน ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "สติ" ช่วยเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้หลงทาง

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านติช นัท ฮันห์ ฝึกการเจริญสติ และแสดงปาฐกถาธรรมเกี่ยวกับ "สันติ" แก่ผู้คนโดยไม่เลือกชาติศาสนา แต่ท่านได้กระทำเช่นนี้มานานต่อเนื่องหลายสิบปี

ท่านติช นัท ฮันห์ มีนามเดิมว่า เหงียน ซวน เบ๋า เกิดเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2469 ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม เมื่ออายุ 16 ปี บรรพชาเป็นสามเณร และอายุ 23 ปี ก็อุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายเซน

ฉายาของท่านเมื่อบวชแล้วคือ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh)

"ติช" เป็นคำเรียกพระ แปลว่า "แห่งศากยะ" คือ ผู้สืบทอดพุทธศาสนา "นัท ฮันห์" แปลว่า "สติอยู่กับปัจจุบันขณะ"


ติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถาธรรมที่อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี
 



ท่านติช นัท ฮันห์ มีความคิดว่าพุทธศาสนาต้องรับใช้สังคม จะมัวเจริญสติเจริญภาวนาอยู่ในวัดอย่างเดียวไม่ได้ ท่านจึงช่วยเหลือผู้คนและสังคมด้วยวิถีแห่งสติและสันติตามแนวทางพุทธศาสนา ช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งเขียนบทความทางพุทธศาสนา แต่กลับถูกรัฐบาลเวียดนามต่อต้าน

ต้นทศวรรษ 2500 ท่านเดินทางไปศึกษาต่อด้านศาสนาเปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับทุน จากนั้นท่านได้เป็นผู้บรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ราวปี 2506 ท่านติช นัท ฮันห์ ตัดสินใจกลับเวียดนาม เพื่อช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายานในเวียดนามใต้ ดำเนินการตั้งโรงเรียนยุวชนรับใช้สังคม ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามเวียดนาม และพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น

เมื่อถึงปี 2509 ท่านได้จัดตั้ง "คณะเทียบหิน" เป็นกลุ่มสังฆะประกอบด้วยภิกษุ-ภิกษุณีและฆราวาส ปฏิบัติตนตามหลัก 14 ข้อ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่

ในปีเดียวกันท่านติช นัท ฮันห์ กลับไปสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เพื่อร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเวียดนามที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ รวมถึงพยายามทำให้สังคมมีสันติภาพ ด้วยการกระตุ้นให้คนไม่ว่าชาติใดก็ตามเห็นถึงความสำคัญของสันติภาพ

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกา ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อ พ.ศ.2507 จึงเสนอนามท่านติช นัท ฮันห์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2510

ผลของการเคลื่อนไหวต่างๆ ของท่านติช นัท ฮันห์ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามใต้ไม่อนุญาตให้ท่านกลับเข้าประเทศ ท่านจึงต้องลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส และทำงานเพื่อสันติภาพควบคู่ไปกับการนำธรรมสู่ผู้คนทุกเชื้อชาติ

กระทั่งปี 2548-หลังไฟของสงครามเวียดนามดับมอดไปแล้วถึง 30 ปี ท่านติช นัท ฮันห์ จึงได้เดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิด

ถึงตอนนี้ ท่านติช นัท ฮันห์ พำนักที่หมู่บ้านพลัม และยังคงเดินทางไปประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก พร้อมด้วยภิกษุและภิกษุณีแห่งหมู่บ้านพลัม เพื่อเผยแผ่ธรรมและนำเจริญสติเจริญภาวนาแก่ผู้สนใจซึ่งมีเป็นจำนวนมาก

ท่านติช นัท ฮันห์ เคยกล่าวไว้ว่า พุทธศาสนาเป็นวิถีชีวิต เนื่องด้วยคติข้อหนึ่งที่แพร่อยู่ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือ วิถีทางแห่งพุทธธรรม คือ วิถีทางแห่งชีวิต

ท่านจึงนำธรรมเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เช่น ฝึกลมหายใจเพื่อนำสู่ "สติ" และ "สันติ" ไม่ว่าจะในขณะเดิน นั่ง รับประทานอาหาร หรือขณะทำกิจกรรมอื่นๆ

ในหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ (The Miracle of Being Awake) ซึ่งท่านติช นัท ฮันห์ เป็นผู้แต่ง กล่าวไว้ว่า

ในพระสูตรต่างๆ พระพุทธเจ้ามักทรงสอนให้ใช้ลมหายใจบำเพ็ญสติเสมอ มีพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ลมหายใจ เพื่อฝึกสติเจริญสมาธิโดยเฉพาะสูตรหนึ่ง คือ อานาปานัสสติสูตร

การหายใจเป็นเครื่องมือตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการป้องกันความคิดฟุ้งซ่าน ลมหายใจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตและจิตสำนึก ทำให้ร่างกายและความคิดเป็นเอกภาพกัน หากเกิดความคิดฟุ้งกระจายไป ผู้ปฏิบัติงานควรใช้ลมหายใจในการรวมจิตเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง

"เราไม่ควรปล่อยตนเองให้หลงไปในความคิดที่ฟุ้งซ่านและสิ่งแวดล้อมรอบตัว จงเรียนรู้วิธีฝึกลมหายใจ เพื่อจะได้คอยควบคุมจิตใจและร่างกายของเรา ฝึกสติ พัฒนาสมาธิและปัญญา

"...การตื่นตัวและพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างสามารถและมีไหวพริบ นี่แหละคือความมีสติโดยแท้..." ท่านติช นัท ฮันห์ แนะไว้ใน ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ

ท่านติช นัท ฮันห์ ยังสอนให้มองทุกอย่างอย่างเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน (interbeing) ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่แยกจากสิ่งอื่นได้

"...บางทีเราอาจจะพูดได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่จริง มิใช่อยู่อย่างตายซาก ก็ต่อเมื่ออยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโลก ดังนั้น จงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ความทุกข์ของคนอื่นก็คือความทุกข์ของเรา ความสุขของคนอื่นก็คือความสุขของเรา..." เป็นอีกคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์



คนไทยส่วนใหญ่อาจเคยได้ยินนาม "ติช นัท ฮันห์" หรือทำความรู้จักท่านและคำสอนทางธรรมผ่านงานเขียนของท่าน อาทิ "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" "ความโกรธ ปัญญาดับเปลวไฟแห่งโทสะ" (Anger) "สันติภาพทุกย่างก้าว" (Peace Is Every Step) "กุญแจเซน" (Zen Key) "ศานติในเรือนใจ" (Touching Peace) "ปลูกรัก" (Cultivting the Mind of love) ฯลฯ

แต่น้อยคนนักที่จะเคยพบท่านในเมืองไทย

ท่านติช นัท ฮันห์ มาเยือนเมืองไทยครั้งแรกเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว คราวที่ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยามอาราธนาท่านมายังอาศรมที่วัดผาลาด จ.เชียงใหม่

ครั้งนั้นนั่นเองที่ ส.ศิวรักษ์ สนับสนุนให้มีการแปลงานเขียนของท่านติช นัท ฮันห์ เป็นภาษาไทยหลายต่อหลายเล่ม รวมถึงกลุ่มอื่นยังมีการจัดเสวนาในประเด็นที่ว่าด้วยธรรมของท่านติช นัท ฮันห์ อยู่หลายครั้ง ส่งผลให้คนไทยได้ลิ้มรสแห่งธรรมจากท่านติช นัท ฮันห์

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักกิจกรรม กล่าวถึงท่านติช นัท ฮันห์ ไว้ในการเสวนาเรื่อง "3 ทศวรรษสายธารความคิด ติช นัท ฮันห์ กับสังคมไทย" เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า

ถ้าพูดถึงท่านติช นัท ฮันห์ หรือที่ศิษย์ของท่านเรียกว่า "ไถ่" คือ อาจารย์ คนที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานให้คนไทยได้รู้จักท่านติช นัท ฮันห์ หนีไม่พ้นอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ความรู้สึกที่ได้อ่านบทความชิ้นแรกๆ ของท่านติช นัท ฮันห์ พระไพศาลเล่าว่า ไม่ได้ทำให้ประทับใจอะไรมาก แต่จะเริ่มประทับใจเมื่อทราบถึงบทบาทและขบวนการของท่าน คือ "ขบวนการของชาวพุทธในเวียดนาม"

พระไพศาลเล่าอีกว่า การที่ได้รู้จักและประทับใจท่านติช นัท ฮันห์ กับขบวนการของท่าน เพราะตอนนั้นไม่เชื่อเรื่องการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แต่เชื่อในสันติวิธี

สิ่งที่ขบวนการชาวพุทธทำ คือ อุทิศตัวเพื่อสันติภาพโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นการต่อสู้อุทิศตัวซึ่งมีแรงขับเคลื่อนจากภายใน คือ เมตตา กรุณา ไม่ใช่ความเกลียด ความโลภ หลายคนในขบวนการที่เกี่ยวข้องถูกฆ่า แต่ท่านติช นัท ฮันห์ ได้เรียกร้องให้อภัยต่อผู้ที่ฆ่า ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร

"จนมีโอกาสพบท่านเมื่อเดือนเมษายน ปี 2518 ท่านมาประชุมอาศรมแปซิฟิกที่วัดผาลาด เชียงใหม่ ตอนนั้นอาตมายังเป็นนักเรียนอยู่ แล้วรู้สึกว่าท่านเป็นฮีโร่ของเรา

"ท่านทำให้เห็นว่าในการทำงานเพื่อสันติภาพหรืออะไรก็ตาม จิตใจเราต้องสงบ ต้องมีสันติ และท่านทำให้ชีวิตและการทำงานเพื่อสังคมนั้นเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว คือ ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างธรรมะกับชีวิตประจำวัน และไม่มีเส้นแบ่งระหว่างธรรมะกับการทำงานเพื่อสังคม

"คำสอนของท่านยังมีคุณค่า ไม่ว่าเรื่องของการใช้สันติวิธีและการให้อภัย หรือความสงบสุขภายในที่ต้องเผชิญกับการยั่วยุของบริโภคนิยม

"ถ้ามีความสงบสุขภายในแล้ว ก็สามารถเผชิญกับวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียด และวัฒนธรรมแห่งความละโมบได้" พระไพศาลเล่า

ด้าน ภิกษุณีนิรามิสา นักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม เล่าถึงความพยายามหนึ่งของท่านติช นัท ฮันห์ ในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์

ที่หมู่บ้านพลัมจะมีการจัดให้ชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์มาอยู่ภาวนาร่วมกันทุกปี ช่วงแรกให้ต่างฝ่ายต่างฝึก มีการฟังเทศน์จากท่าน แลกเปลี่ยนทรรศนะกับนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม จากนั้น 1 อาทิตย์จึงให้มีการสนทนากัน

ถึงวันสุดท้ายจึงให้ 2 ฝ่ายขึ้นเวที ซึ่งเมื่อต่างฝ่ายต่างรับรู้ว่าญาติพี่น้องของอีกฝ่ายประสบความทุกข์ยากจากความขัดแย้ง ความเมตตาและความสงสารในกันและกันก็เกิดขึ้น

"หลวงปู่และคณะสังฆะพยายามคุยกับทางสหรัฐอเมริกาขอให้เขาตั้งคณะกรรมการรับฟังอย่างลึกซึ้งในฝ่ายชาวมุสลิมและฝ่ายชาวอเมริกาทั่วไป ให้รู้ว่าคนมุสลิมในอเมริกามีความทุกข์มาก คนอเมริกาเองก็ทุกข์เช่นกัน

"ถ้าจัดให้คนเหล่านั้นมารวมกันแล้วรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพื่อวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิ ก็จะเกิดปัญญาและทำให้เห็นทางออกว่าควรจะช่วยกันอย่างไร"

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์