ฟิสิกส์ราชมงคล

index 83

แผ่นดินไหว 16 พฤษภาคม 2550

          Instrumental Intensity Image

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 16 พ.ค.50 เวลา 15.56 น. มีขนาด 6.3 ริคเตอร์  ศูนย์กลางอยู่ที่ตอนเหนือของประเทศลาว เส้นรุ้ง 20.49 องศาเหนือ เส้นแวง 100.75 องศาตะวันออก ความลึก 24 กิโลเมตร ระยะห่าง 115 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุม 055 องศา ของจังหวัดเชียงราย  เหนือกรุงเทพมหานครขึ้นไป 745 กิโลเมตร จากแผนที่แรงสั่นสะเทือนทางด้านบนแสดงให้เห็นว่า บริเวณแม่น้ำโขง อำเภอเชียงแสน ชายแดนไทย – ลาว ได้รับผลกระทบระดับเบาถึงปานกลาง  แผนที่ด้านล่างแสดงให้เห็นสถิติการเกิดแผ่นดินไหว บริเวณข้างเคียง ซึ่งมักจะมีขนาด 5 - 6 ริคเตอร์ ที่ความลึกประมาณ 20 - 40 กิโลเมตร 

แหล่งข้อมูล: U.S. Geological Survey


กราฟด้านล่างเป็นข้อมูลจากเครื่อง Lehman Seismograph ซึ่งติดตั้งอยู่ที่หอดูดาวไซดิงสปริงก์ ประเทศออสเตรเลีย (กำลังจะติดตั้งที่ LESA อีกหนึ่งเครื่อง) แสดงให้เห็นคลื่นตามยาว P-wave และคลื่นตามขวาง S-wave ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า P-wave เดินทางจากจุดกำเนิดแผ่นดินไหวไปถึงเครื่องวัดก่อน S-wave ทั้งนี้เนื่องจาก P-wave สามารถเดินทางผ่านแก่นชั้นนอกของโลกซึ่งเป็นเหล็กเหลว ส่วน S-wave ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลวได้ ต้องสะท้อนของแข็งชั้นรอบนอกของโลกก่อนจึงจะเดินทางมาถึงเครื่องวัด


 

แหล่งข้อมูล: Dr.Andre Phillips ทีมงาน LESA ประเทศออสเตรเลีย
 



 


ซูเปอร์โนวา  SN2006gy

SN2006gy เป็นซูเปอร์โนวาที่สว่างที่สุด ตั้งแต่เคยมีการบันทึกภาพมา ถูกค้นพบโดย Robert Quimby ด้วยกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ ROTSE 3b ในมลรัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2549 นับเป็นข่าวดาราศาสตร์ที่โด่งดังมากในหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์

SN2006gy อยู่ในดาราจักร NGC 1260 (กลุ่มดาวเพอร์เซอุส)  ระยะห่าง 240 ล้านปีแสง  มีความสว่างมากกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปประมาณ 100 เท่า  เป็นซูเปอร์โนวา Type II เกิดจากการระเบิดของออกซิเจนในแกนของดาว ทำให้เกิดผลผลิตเป็นนิเกิล มวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 22 เท่า  แต่ไม่ทำให้เกิดซากซูเปอร์โนวา (Supernova remnant) และหลุมดำ  (Black hole)

ภาพบน: เป็นภาพวาด 
ภาพล่างซ้าย: เป็นภาพถ่ายในช่วงแสงที่มองเห็นจากหอดูดาว Lick observatory
ภาพล่างขวา: เป็นภาพในช่วงรังสีเอ็กซ์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Chandra X-rays Telescope

ดาวโหลดรายงานวิจัย: SN2006gy: An Extremely Luminous Supernova in The Galaxy
NGC 1260


 

ประกาศปรับสถานภาพดาวพลูโตเป็น “ดาวเคราะห์แคระ”
องค์การดาราศาสตร์สากลลดจำนวนดาวเคราะห์เหลือ 8 ดวง
24 สิงหาคม 2549
วิภู รุโจปการ
(wiphu@as.arizona.edu, 28 สิงหาคม 2549)

 

          องค์การดาราศาสตร์สากล (IAU) ได้ลงมติในการประชุมที่กรุงปราก สาธารณรัฐเชก เมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. วานนี้ (24) ตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ว่าด้วยนิยามใหม่ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ โดยมีผลให้ระบบสุริยะเหลือดาวเคราะห์อย่างเป็นทางการเพียง 8 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ส่วนดาวพลูโต ดาวเคราะห์น้อยเซเรส รวมทั้งวัตถุ 2003 UB313 ที่ค้นพบเมื่อปี 2546 และมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “ซีนา” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโตนั้น ให้ตั้งประเภทเทห์วัตถุใหม่ว่า "ดาวเคราะห์แคระ"
นิยามใหม่ของดาวเคราะห์ที่องค์การดาราศาสตร์สากลกำหนด คือ ดาวเคราะห์ต้องเป็นวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีมวลมากพอที่แรงโน้มถ่วงจะสามารถดึงสสารของตัวดาวเข้าด้วยกันจนมีลักษณะคล้ายทรงกลมได้ รวมทั้งจะต้องไม่มีเทห์วัตถุอื่นที่มีวงโคจรอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
          สำหรับ "ดาวเคราะห์แคระ" ซึ่งเป็นประเภทวัตถุที่ตั้งขึ้นใหม่ มีสมบัติคล้ายกับดาวเคราะห์ ต่างตรงที่มีวงโคจรซ้อนทับหรือใกล้เคียงกับวัตถุอื่น ดาวพลูโตถือว่าอยู่ในประเภทนี้เนื่องจากมีวงโคจรซ้อนทับกับดาวเนปจูน เซเรสซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะก็ถือว่าเป็นดาวเคราะห์แคระเช่นกันเพราะมีวงโคจรอยู่ใกล้เคียงกับดาวเคราะห์น้อยอีกนับแสนดวงที่อยู่ในแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี
นายวิภู รุโจปการ นักดาราศาสตร์ประจำศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตั้งข้อสังเกตว่า การลงมติตัดสินนิยามใหม่ของดาวเคราะห์นี้มีขึ้นเนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการค้นพบวัตถุคล้ายดาวพลูโตจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจัดประเภทได้เพราะนิยามของดาวเคราะห์ที่มีอยู่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงกันในวงกว้าง อย่างไรก็ตามนิยามที่ตั้งใหม่นี้มีช่องโหว่ทางดาราศาสตร์อยู่มาก รวมทั้งไม่ครอบคลุมถึงระบบดาวเคราะห์ของดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ไกลจากระบบสุริยะออกไปที่ปัจจุบันมีการค้นพบแล้วจำนวน 193 ระบบ
ยานอวกาศนิวฮอไรซอนส์ของสหรัฐอเมริกาซึ่งออกเดินทางไปดาวพลูโตเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมาและควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ (ไม่มีมนุษย์เดินทางไปด้วย) จะยังคงมุ่งหน้าไปยังดาวพลูโต ภารกิจนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวที่มีพื้นผิวเป็นน้ำแข็ง
นายวิภูย้ำว่า ดาวพลูโตไม่ได้หลุดหายไปจากระบบสุริยะ เพียงแต่ถูกจัดประเภทใหม่ว่าดาวเคราะห์แคระ ในอนาคตอันใกล้จะมีการค้นพบดาวเคราะห์แคระเช่นเดียวกันอีกมากเมื่อเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์พัฒนาก้าวหน้าขึ้น ณ วันนี้ หากนับจำนวนดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวหาง ดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ และเทห์วัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ระบบสุริยะจะมีสมาชิกรวมกว่า 338,100 ดวง
โดยสรุปแล้ว วัตถุในระบบสุริยะตามนิยามใหม่มีดังต่อไปนี้ ดาวเคราะห์ทั้ง 8 คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวเคราะห์แคระ 3 ดวง คือ ดาวเคราะห์แคระเซเรส ดาวเคราะห์แคระพลูโต และ ดาวเคราะห์แคระ 2003 UB 313 (ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ) ทั้งนี้ จำนวนดาวเคราะห์แคระอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่าสิบดวงภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

รายละเอียดนิยามของดาวเคราะห์ของ IAU (24 สิงหาคม 2549)
นิยามใหม่ของดาวเคราะห์ประเภทต่างๆ มีดังต่อไปนี้
(มติที่ 5A จาก IAU 2006 General Assembly อ้างอิงจาก http://www.iau2006.org/mirror/www.iau.org/iau0603/index.html)
 

(1) "ดาวเคราะห์" (Planet) หมายถึงเทหวัตถุที่มีสมบัติดังต่อไปนี้ครบถ้วน (ก) โคจรรอบดวงอาทิตย์ (ข) มีมวลมากพอที่จะแรงโน้มถ่วงของดาวสามารถเอาชนะความแข็งของเนื้อดาว ส่งผลให้ดาวอยู่ในสภาวะสมดุลไฮโดรสแตติก (hydrostatic equilibrium; เช่น ทรงเกือบกลม) (ค) สามารถกวาดเทห์วัตถุในบริเวณข้างเคียงไปได้

(2) "ดาวเคราะห์แคระ" (Dwarf Planet) หมายถึงเทหวัตถุที่มีสมบัติดังต่อไปนี้ครบถ้วน (ก) โคจรรอบดวงอาทิตย์ (ข) มีมวลมากพอที่จะแรงโน้มถ่วงของดาวสามารถเอาชนะความแข็งของเนื้อดาว ส่งผลให้ดาวอยู่ในสภาวะไฮโดรสแตติก (hydrostatic equilibrium; เช่น ทรงเกือบกลม) (ค) ไม่สามารถกวาดเทห์วัตถุในบริเวณข้างเคียงไปได้ (ง) ไม่ใช่ดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์อื่นๆ

(3) วัตถุอื่นๆ นอกจากที่กล่าวไปแล้วให้เรียกว่า "เทห์วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ" (Small Solar-System Bodies)

นั่นคือ ระบบสุริยะมี "ดาวเคราะห์" 8 ดวง คือ ดาวพุธ-ดาวเนปจูน มี "ดาวเคราะห์แคระ" อย่างน้อย 3 ดวง คือ ซีเรส (ดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ที่สุดในแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อย ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี), ดาวพลูโต, และวัตถุที่มีชื่อทางดาราศาสตร์ว่า "2003 UB313" (ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโตแต่อยู่ไกลออกไปมาก) รวมทั้งประเภทสุดท้ายหรือ "เทห์วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ" ประกอบด้วยดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ต่างๆ ที่ค้นพบแล้วอย่างน้อย 130 ดวง ดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบแล้วอย่างน้อย 327,194 ดวง และดาวหางอีกจำนวนมาก

จะสังเกตได้ว่าข้อ (1-ค) และ (2-ค) ยังมีความกำกวม นิยามดังกล่าวมีความหมายว่าวัตถุที่จะเป็นดาวเคราะห์จะต้องมีแรงโน้มถ่วงมากเพียงพอที่จะสามารถดูดจับเศษเทห์วัตถุขนาดเล็กรอบข้างไว้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้บริเวณรอบข้างไม่มีเศษวัตถุหลงเหลืออยู่ ความกำกวมอยู่ตรงที่นิยามไม่ได้บอกว่าต้อง "กวาดเทห์วัตถุ" ไปแค่ไหน และ "บริเวณรอบข้าง" ใหญ่เพียงใด หากจะว่ากันตามนิยามแล้วโลกของเราก็อาจจะไม่ถือเป็นดาวเคราะห์เพราะมีดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรอยู่ใกล้โลกจำนวนมาก (คือประเภท Near Earth Planet หรือ NEO)

ความกำกวมอีกประการหนึ่งอยู่ที่ว่า วัตถุจะต้องอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับสภาวะสมดุลไฮโดรสแตติก (ข้อ 1-ข และ 2-ข) สมดุลนี้หมายถึงสภาวะที่ความดันจากแรงโน้มถ่วงของดาวเท่ากับแรงดันจากภายในตัวดาว วัตถุที่อยู่ในสภาวะสมดุลไฮโดรสแตติกจะมีรูปทรงกลมหรือเกือบกลม ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อวัตถุมีมวลมากพอ (หรืออีกนัยหนึ่งคือดาวเคราะห์มีขนาดใหญ่พอ) แรงโน้มถ่วงของดาวก็จะสามารถเอาชนะความแข็งของเนื้อสารและดึงให้ดาวอยู่ในรูปทรงเกือบกลมได้ ในกรณีของดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่ที่มีขนาดเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร มวลของดาวน้อยเกินกว่าที่แรงโน้มถ่วงจะสามารถเอาชนะความแข็งของหินที่เป็นเนื้อสารของดาว จึงไม่สามารถดึงเนื้อสารของดาวเข้าหากันและส่งผลให้มีรูปทรงบูดเบี้ยว ความกำกวมนี้อยู่ที่ว่าดาวจะต้องเข้าใกล้สภาพไฮโดรสแตติกเพียงใด จึงจะเข้าเกณฑ์ตามนิยาม (หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดาวจะต้อง "กลม" เพียงใดจึงจะถือว่ากลม)

ในอนาคตอันใกล้ IAU จะต้องนิยามคำจำกัดความต่างๆ ให้ชัดเจนกว่านี้

ปัญหาอีกประการหนึ่งของนิยามดาวเคราะห์ข้างต้นคือ นิยามไม่ครอบคลุมถึงระบบดาวเคราะห์ของดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ไกลจากระบบสุริยะออกไป (extrasolar planet หรือ exoplanet) ที่ปัจจุบันค้นพบแล้วจำนวน 193 ระบบ (ข้มูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2549) และมีการค้นพบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ในอนาคต IAU ก็จะต้องบัญญัตินิยามเพิ่มเติมสำหรับดาวเคราะห์ประเภทนี้เช่นกัน
 

การปรับนิยามดาวเคราะห์และสถานะของดาวพลูโต: มุมมองทางดาราศาสตร์และการศึกษา

การปรับนิยามของดาวเคราะห์เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมามีการค้นพบวัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ไกลออกไปจากวงโคจรของดาวพลูโตหลายดวง การค้นพบเหล่านี้ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องหันมาทบทวนว่าวัตถุใดควรจัดเป็นดาวเคราะห์และวัตถุใดไม่ควร

การปรับนิยามลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว ในปี พ.ศ. 2344 ที่มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงแรก คือ ซีเรส (Ceres) นักดาราศาสตร์ก็จัดให้ซีเรสเป็นดาวเคราะห์ และต่อมาก็มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย พาลาส (Pallas) จูโน (Juno) และ เวสตา (Vesta) ทำให้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี สมาชิกในระบบสุริยะขยายตัวจาก 7 ดวงเป็น 11 ดวง ซึ่งก็อยู่ในวิสัยที่วงการยัง "รับได้" แต่นั่นคือหากเราเป็นนักเรียนที่เกิดในยุคนั้นเราก็คงจะต้องท่องชื่อสมาชิกในระบบสุริยะว่า "ดาวพุธ ศุกร์ โลก อังคาร ซีเรส พาลาส จูโน เวสตา พฤหัสบดี เสาร์ และ ยูเรนัส" (ดาวเนปจูนยังไม่พบจนกระทั่งปี 2389) ปัญหาสมาชิกระบบสุริยะในยุคนั้นลุกลามใหญ่โตในปี พ.ศ. 2394 หรือ 50 ปีหลังจากการค้นพบซีเรสที่มีการค้นพบวัตถุเหล่านี้เพิ่มขึ้นรวมเป็น 15 ดวง นักเรียนยุคนั้นก็คงต้องท่องชื่อ "ดาวเคราะห์" ทั้งหมด 23 ดวง ถึงจุดนี้นักดาราศาสตร์ต่างเห็นตรงกันว่าเริ่มไปกันใหญ่ และยังส่อแววว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยอีกจำนวนมากในอนาคต ดังนั้นในปีถัดมา (พ.ศ. 2395) นักดาราศาสตร์จึงตั้งนิยามเพื่อแบ่ง "ดาวเคราะห์" ในขณะนั้นออกเป็น "ดาวเคราะห์หลัก" (Major Planet หรือเรียกสั้นๆ ว่า Planet) และ "ดาวเคราะห์น้อย" (Minor Planet) ดังที่เราทราบในปัจจุบัน

การปรับนิยามของดาวเคราะห์ในปี 2395 นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะหากไม่ปรับ ในวันนี้เราก็จะมี "ดาวเคราะห์" ในระบบสุริยะถึงกว่าสามแสนดวง

การปรับนิยามของดาวเคราะห์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 โดยสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) นี้ก็มีเหตุผลพื้นฐานเดียวกันและส่งผลคล้ายกัน กล่าวคือสมาชิกส่วนหนึ่งถูกลดสถานะไปเพื่อรักษาความชัดเจนและลดปัญหาความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อ 154 ปีก่อนสมาชิกที่ถูกลดสถานะไปคือซีเรสและดาวเคราะห์น้อยอีก 15 ดวง และในวันนี้ดาวเคราะห์ที่ถูกลดสถานะลงไปคือดาวพลูโต

จะเห็นว่าการปรับนิยามต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ของดาราศาสตร์ ถือเป็นเรื่องธรรมดา นัยยะสำคัญของการปรับนิยามนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์เอง แต่อยู่ตรงการสื่อสารเนื้อหาดาราศาสตร์กับบุคคลทั่วไป เพราะสำหรับนักดาราศาสตร์แล้วดาวพลูโตก็ยังเป็นดาวพลูโต ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรหากทราบวงโคจรและสมบัติทางกายภาพก็เพียงพอที่จะศึกษาวิจัย โดยนัยนี้ ดาวพลูโตก็เป็นเพียงวัตถุวัตถุหนึ่งในระบบสุริยะ ไม่ต่างจากดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งค้นพบแล้วกว่า 338,100 ดวง (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2549) และยังมีการค้นพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 4,000 ดวงต่อเดือน (ข้อมูลจาก Minor Planet Center ของ IAU) ทั้งนี้เป็นเพราะเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์พัฒนาไปรวดเร็วมาก

ดังที่กล่าวไปแล้ว นัยยะสำคัญของการปรับนิยามของดาวเคราะห์อยู่ที่การสื่อสารระหว่างนักดาราศาสตร์กับบุคคลทั่วไป เพราะในการที่สังคมจะมีความตื่นตัว (awareness) ต่อการศึกษาหาความรู้เรื่องการเป็นไปต่างๆ ในจักรวาล อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในธรรมชาติรอบตัว ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์และเกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาได้นั้น บันไดขึ้นแรกคือผู้ที่อยู่วงการดาราศาสตร์หรือวงการวิทยาศาสตร์สาขาใดๆ จะต้องให้ความชัดเจนต่อสังคมในเรื่องต่างๆ และเผยแพร่ความรู้ที่ได้ค้นพบจากการศึกษาวิจัยอยู่อย่างต่อเนื่อง การปรับนิยามของดาวเคราะห์ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะกาลเพื่อลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ส่วนผลพวงที่ตามมาก็ควรเป็นที่ยอมรับของนักดาราศาสตร์ในวงการและนำไปเผยแพร่ต่อสังคม

เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการปรับนิยามนี้เป็นการส่งสารโดยตรงจากวงการดาราศาสตร์สู่สังคม "ผู้นำสาร" คือ สื่อมวลชน นักการศึกษา และนักดาราศาสตร์ที่ทำงานเผยแพร่ (outreach) จึงจำเป็นต้อง "รับลูก" อย่างทันท่วงทีและนำไปสื่อสารกับ ครูอาจารย์ นักเรียน และสังคมเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดในบ้านเราคือระบบหลักสูตรวิทยาศาสตร์ไม่เอื้อต่อการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ อีกทั้งมีความเชื่อที่ว่า "องค์ความรู้" เป็นของตายตัว หยุดนิ่ง จริงแล้ว จริงเลย ปรับเปลี่ยนไม่ได้ อันนำมาสู่ปัญหาการท่องจำที่วงการการศึกษาไทยประสบอยู่ ในการนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงระบบให้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนเนื้อหาความรู้สำหรับนักเรียนนักศึกษาทุกๆ 2-3 ปี หรืออย่างช้าทุกๆ 5-10 ปี (จริงๆ แล้วทุกๆ 5-10 ปีนี้ก็ยังนับว่าค่อนข้างล่าช้าไปหากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าปัจจุบันองค์ความรู้ของมนุษย์พัฒนาเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 5 ปี แต่เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 10-20 ปีที่บ้านเราเป็นอยู่ในขณะนี้แล้วก็ถือว่า "พอเพียง") การเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นพลวัต (dynamics) ให้กับวงการวิชาการ และการที่ครูอาจารย์ นักเรียน และนักการศึกษา คุ้นเคยกับภาพลักษณ์อันเป็นพลวัตขององค์ความรู้นี้ก็จะช่วยลดปัญหาการท่องจำลงได้ในระดับหนึ่ง

ผมต้องขอย้ำว่าในแง่ขององค์ความรู้ทางดาราศาสตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในช่วงเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการค้นพบที่ "สะเทือน" วงการดาราศาสตร์มากกว่านี้เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบหลักฐานที่ยืนยันความเป็นไปในอนาคตของเอกภพ (ช่วงปี 2546-2549) ค้นพบต้นตอของการระเบิดรังสีแกมมาซึ่งเป็นการระเบิดที่สว่างที่สุดในจักรวาล (2548) การค้นพบหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซีขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดรวมทั้งที่ศูนย์กลางทางช้างเผือก (2548) ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจวงการศึกษาและสังคมที่จะเปิดกว้างยอมรับองค์ความรู้ใหม่ๆ และปรับตัวให้ทัน

ไม่มีองค์ความรู้หรือข้อเท็จจริงใดๆ ตายตัว สิ่งนี้สะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตของวิทยาศาสตร์ที่ว่าความจริงในวันนี้อาจถูกหักล้างในวันพรุ่งนี้เมื่อมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ และจากมุมมองของพุทธศาสนาว่าความจริงในโลกนี้มีเพียงสิ่งเดียวเป็นจริงเสมอไม่ขึ้นกับสภาวะกาล คือ อริยสัจสี่ ที่สอนให้เราตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างไม่ยึดติดโดยการใช้ปัญญา
 


VT-2004 ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ดาราศาสตร์ข้ามชาติทางอินเทอร์เน็ต

 
ดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์ สังเกตจากหอดูดาวเกิดแก้ว
โดยดาวศุกร์เริ่มสัมผัสขอบในของดวงอาทิตย์ (C2) เวลา 5:31:45 UT

จรวดขวดน้ำ์

ระดับชั้นเรียน: มัธยมศึกษา
กำหนดเวลา: 1-2 ชั่วโมง
วัตถุประสงค์: ให้นักเรียนมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับหลักการทำงานของจรวด ตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

หลักการ:
          จรวดขวดน้ำออกแบบมาภายใต้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กล่าวคือ จรวดเคลื่อนที่สู่ท้องฟ้าด้วยกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3
“แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา” เมื่อเราใส่น้ำเข้าไปในจรวดและอัดอากาศเข้าไป น้ำจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้อากาศไหลย้อนกลับออกมา การลมเข้าไปทำให้ความดันภายในลำตัวจรวดสูงขึ้น เมื่อดึงสลักออก แรงดันอากาศภายในจะดันให้น้ำพุ่งออกมา ทำให้เกิดแรงปฏิกิริยาดันให้จรวดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อจรวดถูกปล่อยขึ้นไปแล้ว แรงดันอากาศมิได้หายไปทันที แต่จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากปริมาณน้ำที่อยู่ในจรวดจะช่วยชะลอให้แรงดันค่อยๆ ลดลง

อุปกรณ์ในการสร้างจรวด:
           ขวดน้ำอัดลมแบบพลาสติก 2 ขวด
           กรรไกร หรือ คัตเตอร์
           กระดาษแข็งสีต่าง ๆ
           เทปใส

วิธีการสร้างจรวด:
          1. นำขวดมาต่อกันโดยเอาหันด้านก้นขวดเข้าหากันยึดให้แน่นโดยเทปใส
          2. ตัดกระดาษแข็งสีที่ต้องการเป็นรูปปีกจรวดแล้วยึดเข้ากับตัวขวด
          3. ตกแต่งตัวจรวดให้สวยงามตามความพอใจ

อุปกรณ์สร้างฐานยิงจรวด:
          1. ข้องอ 90° (PVC) ขนาด 3/4 นิ้ว 6 ตัว
          2. ข้อต่อ 3 ทาง 90° ขนาด 1 นิ้ว 3 ตัว
          3. สกรูยึด 10 ตัว
          4. จุกยางขนาด 1 นิ้ว
          5. เหล็กดัดรูปตัว U
          6. เชือกด้ายดิบ ยาว 1 เมตร
          7. ท่อวาล์วลมยางในรถยนต์ (ยาวมากกว่า 10 cm)           8. ไขควง สำหรับขันสกรู

          9. ที่สูบลมจักรยาน

 

การสร้างและประกอบฐานยิงจรวด:
          1. นำข้องอ และข้อต่อ PVC ทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกันดังแสดงในภาพ
          2. สำหรับข้อต่อ 3 ทาง 90° ขนาด 1 นิ้ว จะใช้เป็นตัวจับยึดจรวด ให้ตัดท่อแยกของข้อต่อสามทาง 90°
(รายการที่ 2) ออกประมาณ 2 เซนติเมตร (วัดจากด้านปลายข้อต่อ) จากนั้นวัดลงมาอีกประมาณ 5 มิลลิเมตร เซาะร่องลึก 1 เซนติเมตรกว้าง 5 มิลลิเมตรทั้งสองข้าง เสร็จแล้วให้เจาะรูเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับท่อวาล์วลมยางในรถยนต์ บริเวณด้านล่างของข้อต่อ
          3. จากนั้นนำท่อวาล์วลมยางในรถยนต์เสียบผ่านจุกยาง และนำมาใส่ไว้ในข้อต่อ 3 ทางที่ปรับแต่งไว้แล้วข้างต้น จับยึดจุกยางเข้ากับข้อต่อด้วยสกรูทั้งสองข้าง
          4. ยึดรอยต่อ ระหว่างข้องอ และข้อต่อทั้งหมดด้วยสกรูให้แน่น

ขั้นตอนการสร้างจรวด:

แสดงส่วนประกอบทั้งหมดของฐานยิงจรวดน้ำ
แสดงการประกอบข้อต่อ 3 ทางเข้ากับข้องอ 90°
แสดงการประกอบข้อต่อ 3 ทาง สำหรับฐาน
แสดงการประกอบข้องอ 90 ° เข้ากับตัวฐาน โดยทุกส่วนให้ยึดด้วยสกรูทุกจุดเพื่อความแข็งแรง
แสดงการนำวาล์วลม สอดให้ทะลุจุกยาง
แสดงการติดตั้งวาล์วลมเข้ากับฐาน

การดำเนินกิจกรรม:
          แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละเท่าๆ กันตามความเหมาะสม แจกอุปกรณ์ และคำแนะนำวิธีการประกอบ จากนั้นให้คุณครูอธิบายหลักการของจรวดขวดน้ำ และกติกาในการแข่งขัน
ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ช่วยกันสร้างลำตัวจรวดโดยใช้ขวดน้ำพลาสติก และออกแบบครีบบังคับทิศทางซึ่งจะทำให้จรวดพุ่งขึ้นได้ตรง พร้อมทั้งตกแต่งลำตัวจรวดตามจินตนาการของพวกเขา
ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกไปทดลองยิงจรวด และช่วยกันค้นหาอัตราส่วนของน้ำที่ใช้ว่ามีผลกับการเคลื่อนที่ของจรวดอย่างไร และอัตราส่วนเท่าใดที่จะทำให้จรวดพุ่งขึ้นได้สูงที่สุด
จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแข่งขันกันว่า กลุ่มใดสามารถออกแบบให้จรวดพุ่งขึ้นได้สูงที่สุด

สรุปการทำกิจกรรม:
          หลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้และสนุกกับการยิงจรวดขวดน้ำกันแล้ว ให้นักเรียนที่ชนะการแข่งขัน (จรวดพุ่งได้สูงที่สุด) อธิบายถึงหลักการของจรวด และอัตราส่วนผสมที่ทำให้เกิดแรงดันมากที่สุด เพื่อให้เพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ทราบ และช่วยกันคิดว่า ทำไมอัตราส่วนดังกล่าวจึงเหมาะสมที่สุด


จอร์จ สตีเฟนสัน

(George Stephenson) ผู้บุกเบิกกิจการรถไฟโลก

 เขียนโดย พี่ลูกปลา  วารสาร Science world  พฤษภาคม 2550

รถไฟ เป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งที่อำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับผู้ใช้งาน เพราะไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องรถติด และยังสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูง...รถไฟถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ 300 กว่าปีมาแล้ว และหัวจักรรถไฟที่มีประสิทธิภาพจนทำให้เกิดการใช้งานรถไฟอย่างแพร่หลายนั้น สร้างขึ้นโดยนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า จอร์จ สตีเฟนสัน

จอร์จ สตีเฟนสัน

 

จุดเริ่มต้นของชีวิต

                จอร์จ สตีเฟนสัน (George Stephenson) เกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.1781 ที่เมืองนิวคลาสเซิล ครอบครัวของสตีเฟนสันมีฐานะยากจน เขาจึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ พออายุได้ 14 ปี เขาก็ต้องเข้าไปทำงานเป็นกรรมกรในเหมืองถ่านหิน มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยบิดาคัดแยกถ่านหิน ได้ค่าแรง 1 ปอนด์ต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม สตีเฟนสันมีความสนใจในเรื่องเครื่องยนต์กลไกเป็นพิเศษในช่วงวัยหนุ่มระหว่างที่เขาทำงานก็ได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ต่าง ๆ และยังได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนผู้ใหญ่ขณะที่พักงานตอนกลางคืนด้วย ต่อมาสตีเฟนสันได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคนคุมเครื่องจักรได้รับเงินเดือนละ 100 ปอนด์ ทำให้ครอบครัวของเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

George Stephenson's Locomotive, "Rocket," 1829 by English School

 

สร้างหัวรถจักร

                ใน ค.ศ.1800 ริชาร์ด ทราวิค (Richard Travick) วิศวกรชาวอังกฤษได้สร้างรถจักรไอน้ำเป็นผลสำเร็จ ทางเหมืองแร่จึงได้นำรถจักรชนิดนี้มาใช้งานในเหมือง แต่เนื่องจากรถจักรไอน้ำของทราวิควิ่งได้ช้า อีกทั้งยังมีน้ำหนักมาก จึงทำให้ถนนได้รับความเสียหาย ทางเหมืองจึงได้สร้างรางสำหรับให้รถจักรวิ่ง แต่รถมักจะตกรางอยู่บ่อย ๆ ทำให้ไม่เป็นที่นิยม ต่อมาจึงได้มีผู้ปรับเปลี่ยนล้อของรถให้เป็นเหล็กและมีร่องสำหรับวิ่งบนรางเหล็กที่สร้างขึ้น สตีเฟนสันสร้างขึ้นนั้นมีตัวถังเป็นไม้  มีล้อเหล็ก 4 ล้อ วิ่งได้ 4 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถลากรถถ่านหินได้ถึง 30 ตัน เขาตั้งชื่อรถจักรคันนี้ว่า บลูเซอร์ (Blueser)

                ต่อมาในปี ค.ศ.1825 สตีเฟนสันสามารถสร้างหัวรถจักรไฟที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นได้สำเร็จ โดยหัวรถจักรนี้วิ่งได้ 15 ไมล์ต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นรถไฟยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไร เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจรถไฟวิ่งได้ช้า แต่ไม่นานนักคนทั่วไปก็เริ่มรู้ว่ารถไฟของสตีเฟนสันวิ่งได้เร็วและสะดวกสบายกว่าการใช้รถม้า อีกทั้งในระหว่างการเดินทางก็ไม่ต้องหยุดพักกลางทางด้วย แต่ถึงแม้ว่ากิจการรถไฟดูจะดำเนินไปด้วยดี ทว่า เจ้าของกิจการรถม้าที่เสียผลประโยชน์ และเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ก็มักจะขัดขวางการสร้างทางรถไฟ

บุกเบิกกิจการรถไฟ

 

               ในปี ค.ศ. 1826 ทางรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของกิจการรถไฟ จึงได้มีการประกาศใช้กฤษฎีกาให้สร้างทางรถไฟขึ้นระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์กับเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคมากมายในการสร้างทางรถไฟ แต่ในที่สุดทางรถไฟสายนี้ก็สร้างได้สำเร็จและเปิดใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1827

                หลังจากสตีเฟนสันพยายามปรับปรุงและแก้ไขหัวรถจักรรถไฟให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หัวรถจักรคันใหม่ที่เขาสร้างขึ้นก็สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นถึง 29 ไมล์ต่อชั่วโมง และในวันเปิดทำการเป็นครั้งแรกของทางรถไฟเขาก็ได้นำหัวรถจักรคันใหม่นี้มาวิ่งในเส้นทางรถไฟสายนี้ด้วย จึงถือได้ว่าสตีเฟนสันเป็นบุคคลสำคัญที่ทำการบุกเบิกกิจการรถไฟให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

สตีเฟนสัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ปี ค.ศ.1848

 

ผลงาน

·      

สร้างหัวรถจักรรถไฟที่มีประสิทธิภาพจนเกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

·       ในตอนแรก หัวรถจักรไอน้ำของจอร์จ สตีเฟนสันวิ่งไปบนรางกว้าง 1.42 เมตร (4 ฟุต 8 นิ้ว) ต่อมาในภายหลังเขาได้เพิ่มความกว้างของรางรถไฟอีก 13 เซนติเมตร (ครึ่งนิ้ว) และได้ถือเป็นความกว้างมาตรฐานของรางรถไฟ (1.44 เมตร หรือ 4 ฟุต 8 นิ้วครึ่ง)

·       หัวรถจักรคันแรกที่สร้างขึ้นในอเมริกาชื่อ “Tom Thumb” สร้างโดยปีเตอร์ คูเปอร์

·       ในปี ค.ศ. 1888 แฟรงก์ เจ สเปรก ได้สร้างรางของรางรถไฟฟ้าสำเร็จเป็นครั้งแรก ซึ่งมีความยาว 19 กิโลเมตร (12 ไมล์) ในริชมอนด์ เวอร์จิเนีย แต่หัวรถจักรไฟฟ้าคันแรกเพิ่งเริ่มมีในปี ค.ศ.1895

·       รถไฟดีเซลเริ่มวิ่งเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1925 ส่วนรถไฟดีเซลที่เร็วที่สุดในโลกคือ Russian TEP80  ซึ่งวิ่งได้ 273 ก.ม. /ช.ม. (147 ไมล์/ช.ม.)

·       เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี ค.ศ.1972 รถไฟ TGV Atlantique  วิ่งได้ด้วยความเร็ว 515 ก.ม./ช.ม. (321.8 ไมล์/ช.ม.)

·       ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1999 รถไฟแบบ 5 ตู้ของญี่ปุ่นที่ชื่อ แม็กลีฟ ได้สร้างสถิติโลกโดยวิ่งได้เร็ว 552 ก.ม./ช.ม. (345 ไมล์/ช.ม.)

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์