ฟิสิกส์ราชมงคล

index 88

ซอกราตีส (Socrates) และนครแอธ-เอ็นส (Athens)

   นามของซอกราตีส (Socrates) กับนครแอธ-เอ็นส (Athens) นั้นเกี่ยวพันกันอยู่อย่างจะแยกออกจากกันไม่ได้ ทั้งนี้เพราะนครแอธ-เอ็นส (Athens) สร้างซอกราตีสขึ้นมา และซอกราตีสก็นำชื่อเสียงอันเป็นอมตะให้แก่นครแอธ-เอ็นส (Athens) ระหว่างสมัยเดโมกรีตัส (Democritus) นั้นพวกเปอร์เซีย ได้ยกทัพ บกมารุกรานพวกกรีกอย่างขนานใหญ่ในเอเซียไมเน่อร์หรือตุรกีในปัจจุบัน นักคิดในเมืองไอโอเนียได้แตกซ่านเซ็น และพาเอาปรัชญาเที่ยวเผยแพร่ทั่วไปทั้งในดินแดนกรีกและดินแดนอาหรับ หลังปี 479 ก่อนค.ศ. และหลังยุทธสงครามที่ปละเตีย (Plataea) และที่ มิกาลี (Mycale) พวกเปอร์เซียที่มารุกรานนครรัฐของกรีกได้พ่ายไปอย่างยับเยิน นครแอธ-เอ็นส (Athens)ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างมากมาย ผู้นำชาวนครแอธ-เอ็นส (Athens) ชื่อเปริกลีส (Pericles) ได้นำเงินที่รัฐต่างๆส่งมารวมไว้เป็นกองกลางเพื่อใช้ในการสงครามป้องกันตัวนั้นไปใช้ในการสร้างสรรค์นครแอธ-เอ็นส (Athens) นครนี้จึงงดงามหาที่ใดเสมอเหมือนมิได้ในสมัยนั้น วรรณคดีและศิลปะทั้งการบันเทิงได้เกิดขึ้นอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง นับว่าเวลานั้นเป็นสมัยทองของกรีกโดยแท้
    เปริกลีส (Pericles) ได้รับการอิจฉาริษยามากมาย แต่เขาก็คงเป็นผู้นำเรื่อยมา ฝ่ายค้านได้พยายามบั่นทอนกำลังทางการเมืองของเขาเรื่อยๆ ภรรยาของเขาชื่อแอสปาเซีย (Aspasia) ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศก็ถูกขับไล่ ด้วยประการฉะนี้ท่านผู้นำแห่งนครแอธ-เอ็นส (Athens) ซึ่งกลัวประชาชนจะไม่ไยดีก็ก่อสงครามเข้ากับรัฐสปาร์ต้าซึ่งเป็นพวกกรีกด้วยกัน เรียกว่าสงครามเปโลปอนนีซอส (Peloponnesos) นี่เกิดขึ้นในปี 431 ก่อนค.ศ. สงครามนี้ยืดเยื้อมาถึงปี 404 ก่อนค.ศ.ทีเดียว แต่กาฬโรคได้เกิดระบาดขึ้นในนครแอธ-เอ็นส (Athens) อำนาจของเขาได้สิ้นลงเพราะคู่แข่งขัน แล้วกาฬโรคก็คร่าชีวิตเขาไปด้วยในปี 429 ก่อนค.ศ. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสงครามคราวนี้จะไม่นำความเสื่อมศีลธรรมมาให้แก่ชาวนครแอธ-เอ็นส (Athens) เป็นอันมาก การชิงอำนาจกันทางการเมืองของชนชั้นปกครอง การใช้แรงงานทาสทำงานให้หนักเข้า ความวินาศฉิบหายของคนยากคนจน เหล่านี้ชวนให้ชาวนครแอธ-เอ็นส (Athens) ต้องคิดอย่างหนัก พวกตรรกโวหารได้ออกสอนวิชาการของเขาไปทุกแห่งหน และในหมู่พวกตรรกโวหารนี้เองก็มีนามของซอกราตีสดังขึ้นมา ภายหลังมรณภาพของ เปริกลีส (Pericles) ไม่นานนัก
     ซอกราตีส (Socrates) มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 469-399 ก่อนค.ศ.เป็นผู้มีรูปร่างอัปลักษณ์ มีจมูกหัก-ใบหน้าอ้วนกลมมีหนวดเครา ศีรษะก็เถิกไปครึ่งบ้าน นัยน์ตาฝังลึกจ้องเขม็ง โดยหน้าตาแล้วเขาควรเป็นคนรับจ้างแบกหามมากกว่าที่จะเป็นนักปราชญ์ เขาเป็นคนไร้งาน และไม่เคยนึกถึงอนาคตของตนเลย เขาท่องเที่ยวไปตามถนนของนครแอธ-เอ็นส (Athens) เมื่อศิษย์คนใดชวนให้ร่วมรับอาหารก็กินด้วย พวกหนุ่มๆชาวนครแอธ-เอ็นส (Athens) ชอบเขามาก เพราะเขาคุยสนุกและชอบชวนคุย ซอกราตีสได้ท่องเที่ยวไปทุกหนทุกแห่งในเครื่องแต่งกายอัน ขมุกขมอม หว่านความรักใคร่ชอบพอไว้ทุกแห่งหนนอกจากแห่งเดียวคือที่บ้านของเขาเอง ซอกราตีสเป็นคนไม่แยแสต่อชีวิตในบ้าน เขาทอดทิ้งภรรยากับบุตรไว้ให้เผชิญยถากรรมกันเอง ซานธิปเป (Xanthippe) ผู้ภรรยาของเขาเรียกเขาว่า เจ้ามนุษย์ขี้คร้านหาความระยำมาสู่บ้านยิ่งกว่าขนมปัง อย่างไรก็ดีเมื่อซอกราตีสถึงเวลาจะต้องดื่มยาพิษตาย ซานธิปเป (Xanthippe) คู่ชีวิตของเขาก็ได้ร้องไห้ร่ำไรด้วยความอาลัยรัก
      ซอกราตีสไม่ได้เขียนหรือบันทึกอะไรไว้เลย เราทราบเรื่องของเขาจากบันทึกของพลาโต้ (Plato) ศิษย์ตัวโปรดของเขาผู้คอยติดตามบันทึกเอาไว้ ฉะนั้นความคิดของซอกราตีสดังที่ปรากฏในบันทึกอาจเป็นของ พลาโตเองก็ได้ กล่าวคือพลาโตอาจยืมปากซอกราตีสโฆษณามติของเขาเอง สานุศิษย์ผู้ห้อมล้อมซอกราตีส และช่วยสร้างปรัชญาให้แก่ยุโรปสมัยนั้นได้แก่พลาโต้ เศรษฐีและอภิชนหนุ่ม รวมทั้งแอลซีไบอาดิส (Alcibiades) นักสังคมนิยม อันติสเธเนส (Antisthenes) ก็ชอบความจนอย่างไม่เป็นท่าของเขา แม้แต่อาริสติปปัส (Aristippus) ผู้เป็นอนาคิสต์ (Anarchist) ซึ่งพยายามทำโลกให้ไร้ทาสและไร้นายก็เข้ากันได้กับนักปราชญ์ผู้นี้ ซอกราตีสชอบหลอกล่อให้นักคิดหนุ่มๆเหล่านี้บรรยายอุดมคติ (Ideal ไอดี-แอ็ล) ของเขาออกมา แล้วก็ถามจนจนมุมตอบไม่ได้ ครั้นแล้วซอกราตีสก็ให้คำตอบที่ถูกต้อง สานุศิษย์ทุกคนทุกอุดมการณ์นับถือเขา ตามคำของพลาโต้, เพราะเขาเป็นคนฉลาดที่สุด เที่ยงธรรมที่สุดและดีที่สุด นอกจากนี้เขายังถ่อมตัวไม่ยอมรับว่าเป็นผู้รู้ คงรับแต่ว่าเป็นผู้พยายามแสวงหาความรู้เท่านั้น เขาเป็นเจ้าของคำคมที่ว่า ฉันรู้อย่างเดียว คือรู้ว่าฉันไม่รู้อะไร และจงรู้จักตัวของท่านเองเสียก่อนทั้งนี้ก่อนที่จะเรียนรู้อย่างอื่นต่อไปอีก
      วิธีเข้าสู่ความเข้าใจตามแบบซอกราตีสถูกเรียกว่าวิธีซอกราตีส (Socratic Method โซะคแรท-อิค เมธ-อัด) กล่าวคือเขาแนะให้ไล่เลียงความคิดของตนเองและของคนอื่นกระทั่งสามารถรู้ถ่องแท้ถึงความหมายที่แท้ของข้อคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยวิธีนี้เองซอกราตีสสามารถทำให้ผู้ที่ถกเถียงอยู่ด้วยนั้น ทราบความจริงว่าตัวเขาเองไม่เข้าใจอะไรจริงๆ และไม่รู้ความหมายอันแท้จริงของคำพูดอันเคยใช้อยู่เป็นประจำนั้นเลย
วิธีไล่เลียงของซอกราตีส คือ ให้ผู้นั้นลองยืนยันมติอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ลองถอดข้อคิดออกจากมตินั้นอีกทอดหนึ่ง ในที่สุดหากมติแรกไม่ถูกต้อง เราก็จะได้ข้อคิดที่ขัดแย้งกับมติแรกขึ้น หลังจากนี้ความจริงจะผุดขึ้นมาให้เห็น เป็นข้อคิดประการที่สาม ซึ่งตัวซอกราตีสเองเป็นผู้แจ้งให้สานุศิษย์ฟัง นี่คือการใช้ตรรกบัญญัติในการขบปัญหาต่างๆนั่นเอง และในระยะนี้ของวัฒนธรรมกรีก ตรรกบัญญัติจึงเกิดขึ้น
      ในสมัยก่อนหน้าซอกราตีสนั้น นักปรัชญามักไปสนใจกันแต่ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ที่เรียกกันว่าฟิสิกส์ (Physics) พอมาถึงสมัยของ ซอกราตีส มนุษย์ทุกข์ยากกันมาก และเรียกร้องความเป็นธรรม ซอกราตีสและพวกตรรกโวหารอื่นๆจึงดึงความสนใจของปวงชนมาอยู่ ที่เรื่องมนุษยธรรม (Humanism ฮยู-แมะนิส'ม) หรือมนุษยนิยม และก็เป็นเวลาที่ชาวกรีกแสวงหาจริยธรรมกับวิธีดำเนินการเมืองอันถูกต้อง
      ในเรื่องค้นหาจริยธรรมนี้ กรีกช้ากว่าจีนหรืออินเดียถึงหนึ่ง คริสต์ศตวรรษครึ่งทีเดียว พวกตรรกโวหารและซโท-อิคดังกล่าวถึง มาแล้วนั้น ได้สอนให้พิจารณาสัจธรรมความดีงาม และสัมมาอาชีวะในแง่เหตุผลเรื่องนี้นักตรรกโวหาร และซอกราตีสก็เข้าร่วมด้วย ไม่ปรากฏว่า ซอกราตีสได้วางความคิดของเขาไว้เป็นระบบปรัชญา เขาเพียงแต่กล่าวถึงข้อคิดเป็นชิ้นๆไป และเราก็ทราบข้อคิดนี้จากพลาโต้ เขามีข้อคิดเกี่ยวกับวิญญาณ (Soul โซล) ของมนุษย์ ซึ่งซอกราตีสอธิบายว่า เป็นสิ่งซึ่งให้กำเนิดชีวิตและเป็นลมปราณ ซึ่งเกิดขึ้นเองและเป็นอมตะ ซอกราตีสพยายามสอนให้ชาวเอเธอนส์ระวังรักษาวิญญาณของตนเอง วิญญาณ ตามทรรศนะของซอกราตีสนั้นเป็นส่วนของวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ (Divine ดิไฝน) ซึ่งผูกพันกับส่วนของมนุษย์ที่เป็นอมตะ วิญญาณเป็นที่ตั้งแห่งบุคลิกลักษณะ (Character แค-แร็คเทอะ) และความรู้ของมนุษย์ ศาสตราจารย์ เอ.ที.เทเลอร์ (A.T.Taylor) กล่าวว่า ตามคำสอนของ ซอกราตีสแล้ว วิญญาณของคนก็คือตัวคนนั้นเอง ต่อมาภายหลังจึงมีการเชื่อถือว่าวิญญาณ คือสิ่งซึ่งอาศัยร่าง
      จริยศาสตร์ เป็นสิ่งซึ่งซอกราตีสสนใจยิ่งกว่าอภิปรัชญา เขาถือตัวเองเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากสวรรค์ให้เป็นผู้รักษาความดีงามของมนุษย์ ทั้งนี้แม้จะต้องเสียชีวิตก็ตาม ในที่สุดซอกราตีสก็ต้องเสียชีวิตไปจริงๆเพื่อภารกิจอันนี้ จริยศาสตร์และญาณวิทยาของซอกราตีสนั้น รวมอยู่ในหลักอันเดียวกัน คือ คุณธรรมคือความรู้ ความชั่วคือความมืดมน กล่าวคือเขาถือว่าความรู้ที่แท้จริงมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือที่ก่อให้เกิดผลดีงาม ส่วนความมืดมนนั้นแม้จะต้องบากบั่นศึกษาสักปานใดก็ตาม เมื่อนำไปสู่ผลชั่วแล้วก็หาใช่ความรู้ไม่ ความดีงามหรือคุณธรรม (Virtue เฝอ-ชิว) ตามมติของซอกราตีสนั้น ไม่เพียงอยู่ในจิตใจมนุษย์เท่านั้น หากยังมีอยู่ทั่วๆไปในสากลโลกด้วย       

       ลักษณะของความดีงามนั้น แม้จะปรากฏเป็นหลายประการ ก็มีความคล้ายคลึงกันหมด หรืออีกนัยยะหนึ่ง คุณธรรมเป็นความประสงค์ของธรรมชาติ อันกระตุ้นเตือนให้มนุษย์ระลึกถึง หาใช่เป็นคุณค่าอันมนุษย์กำหนดขึ้นระหว่างกันไม่
     ทางด้านความคิดทางการเมืองซอกราตีสเป็นฝ่ายอภิชน(Aristocrat แอะรีซ-โทะคแร็ท) ทั้งนี้เพราะเขามองเห็นแล้วว่าคนซึ่ง ยากจนตกต่ำนั้นขาดทั้งความรู้ เกียรติ และทุนรอนที่จะไปร่วมในวงการ ปกครอง เขาไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยซึ่งใช้นักพ่นที่คุยโวข้างถนน เหมือนระฆังที่ถูกตีให้ก้องกังวาน นั้นจะทำประโยชน์อะไรให้แก่มนุษย์ได้ เขามีความเสื่อมใสในผู้ที่มีความรู้สูงและมีคุณธรรมความดี โดยเห็นว่าควรเป็นผู้บริหารประเทศ และนี่ก็มีแต่อภิชนเท่านั้น ระหว่างที่เขาเผยแพร่ความคิดอย่างนี้อยู่นั้น พวกอภิชนหรือพวกผู้ดีมีตระกูลก็ขึ้นสู่อำนาจในนครแอธ-เอ็นส (Athens) และทำลายประชาธิปไตยเสียในปี 404 ก่อนค.ศ. หลังจากที่สงครามเปโลปอนีซอส (Peloponnesos) ได้สงบลง
     ครั้นเมื่อประชาธิปไตยถูกกู้คืนมาอีก พวกศัตรูของซอกราตีสก็นำเขาส่งฟ้องศาลโดยข้อกล่าวหาว่า ทำให้คนหนุ่มๆมีจิตคิดกระด้างกระเดื่องต่อประเทศ คนที่เป็นโจทก์นี้เป็นพ่อค้าซึ่งหวังจะให้ลูกของตนดำเนินอาชีพเหมือนบิดาบ้าง แต่บุตรชายซึ่งเป็นหนุ่มกลับหลงใหลคำสอนของซอกรา
ตีส และเที่ยวคบคิดกันจะปรับปรุงบ้านเมืองโดยไม่ยอมสนใจในการค้าตามพ่อ
    วาระสุดท้ายของปราชญ์ผู้นี้ถูกบรรยายไว้ในเรื่องเฟโด (Phaedo) เขียนโดยพลาโต้ ชาวยุโรปถือกันว่าบทสนทนาชิ้นนี้มีคุณค่าทางวรรณคดีเป็นอย่างสูง เพราะมีทั้งรสภาษาและรสปรัชญาระคนกันไป มันเทียบได้กับมิลินทปัญหาของพุทธศาสนาทีเดียว ในบทสนทนานี้ซอกราตีสได้โต้ตอบกับศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายว่าด้วยเรื่องชีวิต ความตายและอมตภาพตลอดการสนทนานี้ซอกราตีสได้แสดงความเด็ดเดี่ยวในความคิดเห็นของเขา เพื่อนของเขาอาจช่วยให้เขาหนีไปเสียก็ได้ หรือถ้าเขารับสารภาพว่าความคิดเห็นของเขาผิด ทางการอาจงดโทษเสียก็ได้ แต่ซอกราตีสคงยืนหยัดในอิสรภาพทางความคิด ซึ่งความตายก็ไม่อาจมายับยั้งเขาได้ ในวาระสุดท้าย ปราชญ์ผู้สงวนความสัตย์ก็ยกถ้วยยาพิษขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยง แล้วนอนตายด้วยอาการอันสงบเงียบ ทั้งนี้เพื่อเป็นประจักษ์พยานต่อความแน่วแน่ในความคิดของเขา

จากวิชาปรัชญา ของท่านอาจารย์สมัคร บุราวาศ
 


กฎวิทยาศาสตร์สี่ข้อที่สำคัญที่สุด

กฎเหล่านี้น่าสนใจเพราะแสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติให้มนุษย์มีศักยภาพพอที่จะเข้าใจอะไรๆ บางอย่างได้ แต่ไม่พอที่จะเข้าใจความจริงที่เป็นภววิสัย (objective reality) ได้โดยสมบูรณ์ แต่การที่เราสามารถพิสูจน์ได้ว่า ขอบเขตของความเข้าใจเราอยู่ตรงไหนบ้างนั้น ก็นับเป็นสิ่งที่แสดงถึงศักยภาพของสมองมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นข้อจำกัดที่พิสูจน์โดยกฎเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นเรืองน่าผิดหวัง แต่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นต่างหาก ความรู้ว่าเรารู้อะไรไม่ได้ ก็ยังดีกว่าความไม่รู้ว่าขีดจำกัดเราอยู่ตรงไหน

สัมพัทธภาพ, ความไม่แน่นอน, ความไม่สมบูรณ์, และการตัดสินไม่ได้
(Relativity, Uncertainty, Incompleteness, and Undecidability)

กฎเหล่านี้ศึกษาโดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, เวอร์เนอร์ ไฮเซ็นเบิร์ก, เคิร์ท โกเดล, และอลัน ทูริ่ง ตามลำดับ บทความนี้เป็นคำอธิบายแบบง่ายๆ ปราศจากศัพท์เทคนิคใดๆ แต่พยายามชี้ให้เห็นอย่างน้อยไอเดียหลักของกฎแต่ละข้อ

สัมพัทธภาพ

Albert Einstein

ส่วนนิ้อธิบายหลักการทั่วไปเรื่องสัมพัทธภาพของการเคลื่อนไหว ซึ่งเก่าแก่กว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ และพยายามอธิบายหนึ่งในกฎธรรมชาติที่ไอน์สไตน์ค้นพบ

กฎสัมพัทธภาพบอกว่าไม่มีจุดสังเกตใดๆ ที่มีอภิสิทธิ์และไม่ลำเอียง (privileged, “objective” viewpoint) สำหรับการสังเกตบางอย่าง ลองจินตนาการดูว่ามีเรือสองลำ ลอยอยู่กลางทะเลในคืนอันมืดมิด แต่ละลำมีไฟส่องทางบนยอดเสาเรือใบ คืนนั้นมืดมาก มืดจนเส้นขอบฟ้าหรือคลื่นในน้ำไม่สามารถบอกเราได้ว่า เรือทั้งสองกำลังแล่นไปทางไหน ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ กัปตันเรือทั้งสองคนก็พูดได้เหมือนกันว่า เรือของเขาเป็นลำที่ “อยู่นิ่ง” เรืออีกลำต่างหากที่แล่นอยู่

ในทำนองเดียวกัน ลองตั้งคำถามว่า พระอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าไหร่? ก่อนที่เราจะตอบได้ เราต้องคิดว่าจะใช้อะไรเป็นตำแหน่งอ้างอิง เราสามารถวัดความเร็วของพระอาทิตย์เทียบกับวัตถุที่อยู่ไกลโพ้น เช่น ดาวฤกษ์อีกดวง จุดศูนย์กลางทางช้างเผือก หรือจุดศูนย์กลางกลุ่มดาวที่ระบบสุริยะอยู่ แต่ไม่ว่าเราจะวัดจากจุดไหน ไม่มีทางที่เราจะเรียกความเร็วนั้นว่าเป็น “ความเร็วสัมบูรณ์ (absolute speed) ของพระอาทิตย์” ได้ จริงอยู่ เราสามารถวัดความเร็วของพระอาทิตย์เทียบกับอวกาศรอบๆ ดวงดาว เพราะอวกาศไม่ว่างเปล่าเลยทีเดียว หากเต็มไปด้วยอนุภาคต่างๆ แต่ปัญหาคืออนุภาคเหล่านี้ก็กำลังเคลื่อนที่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าเราจะพยายามวัดความเร็วสัมบูรณ์ยังไง เราก็ไม่มีทางทำได้ เพราะไม่ว่าจะวัดจากจุดใด ก็มีตำแหน่งอ้างอิงอื่นๆ อีกที่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ความเร็วเป็นค่าสัมพัทธ์นั่นเอง

ทีนี้ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหวในลักษณะสัมพัทธ์ซึ่งกันและกัน ก็หมายความว่า ตำแหน่ง ของสิ่งต่างๆ ย่อมเป็นค่าสัมพัทธ์ด้วย จักรวาลที่เราอยู่นั้น ไม่มี “ศูนย์กลาง” ที่มีลักษณะพิเศษใด และถึงแม้ว่ามี การที่เราจะเรียกว่ามีอะไรอยู่ “ข้างบน” “ข้างล่าง” “ข้างซ้าย” หรือ “ข้างขวา” ก็เป็นการทำตามอำเภอใจเราเอง ในอวกาศ คำเหล่านี้ไม่มีความหมาย ตำแหน่งและทิศทางเป็นค่าสัมพัทธ์ ดังนั้นถ้าเราจะวัดค่าเหล่านี้ เราต้องเลือกตำแหน่งอ้างอิงก่อน

เอาละ ตอนนี้เรื่องจะเริ่มซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย ลองคิดดูซักนิดว่า เราวัดเวลากันยังไง? เราวัดมันด้วยการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งและความเร็ว: เวลาที่ของตกสู่พื้น, เวลาที่แสงใช้ในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ฯลฯ ดังนั้นผลลัพธ์โดยตรงของความจริงที่ว่า ตำแหน่งและทิศทางเป็นค่าสัมพัทธ์นั้นคือ เวลาก็เป็นค่าสัมพัทธ์ด้วย ไม่มี “เดี๋ยวนี้” ที่ใช้ได้กับทั้งจักรวาลในขณะเดียวกัน การทดลองที่นิยมทำซ้ำกันมากวิธีหนึ่งคือ: เอานาฬิกาสองเรือนมาตั้งเวลาให้ตรงกัน แล้วเอานาฬิกาเรือนหนึ่งใส่เครื่องบินที่ไปบินวนรอบโลก อีกเรือนหนึ่งอยู่กับที่ เมื่อเอานาฬิกาสองเรือนนี้มาเทียบกันอีกที เราจะเห็นว่า นาฬิกาสองเรือนแสดงเวลาไม่เท่ากัน ถ้าเราปล่อยให้เวลาผ่านไปนานขึ้นและให้เครื่องบินบินเร็วขึ้น เราก็จะได้เห็นภาพเช่นเดียวกับนักบินอวกาศที่กลับมาจากการเดินทางไกล คือตัวเองแก่ลงไม่กี่ปี แต่เวลาบนโลกผ่านไปเป็นร้อยๆ ปี แม้เรื่องค่าสัมพัทธ์ของการเคลื่อนไหว จะเป็นสัจธรรมที่มนุษย์เข้าใจมาช้านานก็ตาม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่า แม้ความเร็วของแสงจะเป็นค่าสัมบูรณ์ เวลาเป็นค่าสัมพัทธ์

อย่าสับสนเรื่องนี้กับประเด็นเรื่องอัตตวิสัย (subjectivity) นะครับ: ในหนังเรื่องหนึ่งผมเคยได้ยินประโยคทำนองว่า “สำหรับไอน์สไตน์ ทุกอย่างเป็นค่าสัมพัทธ์หมด เช่น ครึ่งชั่วโมงที่คุณรอคนรัก กับครึ่งชั่วโมงที่คุณนั่งรอรถไฟ มันไม่เหมือนกัน” นี่ไม่ใช่สัมพัทธภาพ นี่เรียกว่าแล้วแต่คนมอง เป็นคนละเรื่องกันครับ กฎสัมพัทธภาพชี้ว่า ตำแหน่งอ้างอิงที่ต่างกันจะให้ผลการสังเกตที่ต่างกัน กฎไม่ได้บอกว่าไม่มี “ความจริงที่เป็นภววิสัย” (objective truth) อะไรเลย เพียงแค่ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีจุดสังเกตใดๆ ที่ให้อภิสิทธิ์พิเศษกับคนมอง

ความไม่แน่นอน

Werner Heisenberg

กีฬาเบสบอลนั้น สามารถเล่นได้โดยใช้ลูกบอลที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ เช่น ขนาดเท่าลูกปิงปอง หรือลูกบอลที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เช่น ขนาดเท่าลูกวอลเลย์บอล มันอาจดูแปลกประหลาด แต่เราก็ยังสามารถเล่นเบสบอลได้ กฎกติกาของเบสบอลใช้ได้กับลูกบอลขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ นอกจากนั้น เรายังสามารถคิดวิธีเล่น “มินิเบสบอล” โดยใช้ลูกบอลขนาดจิ๋วที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1 มิลลิเมตร พลวัตของเบสบอลก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือลูกบอลถูกขว้าง วิถีของลูกบอลเป็นเส้นโค้ง และลูกบอลถูกตี

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราลดขนาดลูกบอลลงไปเรื่อยๆ จนมันเหลือขนาดเท่าอะตอม หรืออิเล็คตรอน ภาพที่เราเห็นจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราจะเห็นปรากฏการณ์ที่จะดูแปลกประหลาดมาก หากมันเกิดขึ้นในโลกปกติ สิ่งหนึ่งที่แสดงว่าโลกอนุภาคแตกต่างจากโลกปกติอย่างไร คือตัวอย่างต่อไปนี้: ถ้าเรามีโคมไฟในห้องนั่งเล่นที่มีสวิตช์ปรับระดับความสว่าง เราก็จะสามารถปรับระดับความสว่างในห้องได้ ตราบใดที่โคมไฟนั้นยังส่องแสงนวลอยู่ เราก็จะรู้สึกว่าเราสามารถค่อยๆ ปรับลดความสว่างลงได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องปิดไฟ จริงๆ แล้วนี่เป็นภาพลวงตา เพราะถ้าเราลองจ้องมองใกล้ๆ ที่หลอดไฟ เราจะสังเกตเห็นว่า ณ จุดหนึ่งเราจะเริ่มเห็นแสงฉายแบบ “แวบๆ” คือบางขณะมี บางทีดับ นั่นแปลว่าเราได้ก้าวพ้นขีดจำกัดของความต่อเนื่องแล้ว เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะแสงประกอบด้วยมวลสารขนาดจิ๋วที่แบ่งตัวไม่ได้อีก เรียกว่า “โฟตอน” เนื่องจากมวลสารที่แบ่งตัวไม่ได้แล้วของอนุภาคทุกประเภท มีชื่อเรียกรวมๆ กันว่า “ควอนตัม” ดังนั้นโฟตอนเลยนับเป็นควอนตัมของแสง เหตุนี้เป็นที่มาของชื่อแขนงวิทยาศาสตร์ ที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ในโลกของอะตอม คือ กลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics)

มาย้อนไปดูเกมเบสบอลกัน ตอนนี้ลูกบอลที่เราขว้างไม่ได้เป็นยางแล้ว แต่เป็นอนุภาคที่เล็กมาก เช่น อิเล็คตรอน เจ้าอิเล็คตรอนนี้กำลังแล่นไปยังไม้ตีเบสบอลอันจิ๋ว ที่เรากำลังเล็งอยู่ ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าอิเล็คตรอนอยู่ตรงไหน แต่เราต้องการแสงสว่างเพื่อที่จะได้มองเห็นมัน ปัญหาอยู่ที่ว่า แสงประกอบด้วยโฟตอน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอิเล็คตรอน แปลว่าโฟตอนที่วิ่งชนอิเล็คตรอนจะทำให้อิเล็คตรอนนั้นเคลื่อนไปจากวิถีของมัน ดังนั้น ถ้าเราส่องโคมไฟอันจิ๋วไปที่อิเล็คตรอนเพื่อให้มองเห็น แล้วรับโฟตอนกลับมาละก็ เราก็จะทำให้วิถีของอิเล็คตรอนนั้นบิดเบือนไป เราอาจลองใช้โฟตอนอันเดียว แต่แค่นั้นก็ทำให้อิเล็คตรอนเคลื่อนไปได้แล้ว เราอาจลองทำให้เจ้าโฟตอนนีมีแรงดันอิเล็คตรอนน้อยลง ด้วยการลดโมเมนตัมของมัน [โมเมนตัมคือปริมาณการเคลื่อนที่ของวัตถุ วัดได้จากมวลคูณด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ - ผู้แปล] แต่ปัญหาคือ ทำอย่างนั้นเท่ากับเป็นการสร้างแสงที่มีคลื่นยาวขึ้น ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นอิเล็คตรอนได้ชัด

เวอร์เนอร์ ไฮเซ็นเบิร์ก เป็นผู้พิสูจน์ว่า ถ้าเราสร้างเครื่องมือขึ้นมาเพื่อใช้วัดตำแหน่งของอิเล็คตรอนโดยละเอียด เครื่องจะไม่สามารถบอกความเร็วของอิเล็คตรอนนั้นด้วย ถ้าเราต้องการวัดความเร็วของอิเล็คตรอน โดยไม่ขยับตำแหน่งมันละก็ เราสามารถเปลี่ยนประเภทของแสงได้ แต่แล้วเราก็จะไม่รู้ว่าอิเล็คตรอนเคลื่อนไปอยู่ตรงไหน ในโลกอนุภาค ไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะบอกเราทั้งตำแหน่ง และความเร็วของอนุภาค ในขณะเดียวกันได้ จริงอยู่ว่า เราอาจลองหยุดอิเล็คตรอนด้วยการตั้งกำแพง วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าอิเล็คตรอนอยู่ตรงไหน และรู้ว่ามันอยู่นิ่งด้วยเมื่อเทียบกับกำแพง แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้เราคาดเดาอะไรได้ และไม่ช่วยในเกมเบสบอลของเรา เมื่อใดที่เราลงมือวัด เมื่อนั้นเราสร้างความคลาดเคลื่อนให้กับสิ่งที่เราอยากวัด กลายเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการวัดค่าบางประการของสิ่งต่างๆ

กฎความไม่แน่นอนของไฮเซ็นเบิร์ก ลงลึกในรายละเอียดกว่านี้ เพราะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่แน่นอนคือ ตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคเองด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะเครื่องมือเราไม่เที่ยง ดังนั้น ลักษณะหลายประการของอนุภาค จึงเป็นเพียงค่าความเป็นไปได้ต่างๆ เกี่ยวกับการวัด ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ใดๆ

ความไม่สมบูรณ์

Kurt Gödel

ในชีวิตประจำวันของเรา มีสถานการณ์มากมายที่เกิดขึ้นได้สองกรณีเท่านั้น เช่น ถ้าคุณต้องไปขึ้นรถไฟที่ออก 8 โมงเช้า มีความเป็นไปได้เพียงสองประการคือ คุณขึ้นรถทัน หรือไม่ทัน ถ้าคุณกดสวิตช์ไฟ ไฟก็จะติด หรือไม่ติด จำเลยอาจถูกศาลพิพากษาว่าผิด หรือไม่ผิด ฯลฯ ตรรกะแบบถูกหรือผิดแบบนี้เรียกว่า ตรรกะบูลีน (Boolean logic) ซึ่งเป็นตรรกะที่สำคัญมากในคณิตศาสตร์ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง? ถูก. สองบวกสองเป็นห้า? ผิด. ถูกหรือผิด – ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากนี้

แม้ปรากฎการณ์ธรรมชาติมากมายมีความเป็นไปได้หลายกรณี ตรรกะบูลีนสนใจเฉพาะปรากฏการณ์ที่มีความเป็นไปได้สองกรณีเท่านั้น: ถูกหรือผิด, ดำหรือขาว, ศูนย์หรือหนึ่ง, เปิดหรือปิด ฯลฯ นี่ไม่ใช่ข้อด้อย หากเป็นเพียงนิยามของขอบเขตหลักการ เมื่อพฤกษศาสตร์เกี่ยวกับพืช หรือธรณีวิทยาเกี่ยวกับก้อนหิน เช่นกัน ตรรกะบูลีนก็เกี่ยวกับอะไรก็ตามที่มีความเป็นไปได้เพียงสองกรณี (ทวิลักษณะ)

ตรรกะแบบใช้ญัตติ (propositional logic) ซึ่งเกี่ยวกับค่าความจริง เป็นศาสตร์อันเก่าแก่ที่ใช้การอนุมาน หรือ ตรรกะของการอนุมาน (logical deduction) เป็นเครื่องมือพื้นฐาน ถ้าเราให้ A=แมรี่ถูกฆ่าตายด้วยมีด, B=จอห์นอยู่ที่บ้านแมรี่เวลา 23:00 น., C=แมรี่ตายเวลา 23:01 น., D=จอห์นรู้จักแมรี่, E=มือของศพแมรี่กำผมเส้นหนึ่งของจอห์นไว้, F=เจอมีดที่มีเลือดของแมรี่และลายนิ้วมือของจอห์นติดอยู่ ดังนั้น A ประกอบกับ B ประกอบกับ C ประกอบกับ D ประกอบกับ E ประกอบกับ F อาจทำให้เราสรุปว่า จอห์นคือฆาตกร ถ้าเรารู้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า G=จอห์นเป็นคนถนัดซ้าย และรอยมีดแทงเป็นของคนถนัดขวา ดังนั้น A ประกอบกับ B ประกอบกับ C ประกอบกับ D ประกอบกับ E ประกอบกับ F ประกอบกับ G อาจทำให้เราสรุปว่า จอห์นคือผู้บริสุทธิ์ ข้อสรุปของเราปะติดปะต่อขึ้นจากข้อเท็จจริงหลายประการ

ตรรกะการอนุมานแบบ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ นี้ เป็นกฎเกณฑ์ในการเรียบเรียงข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อสร้างข้อสรุป เช่น ถ้าเหตุการณ์ A และ B ต้องเป็นจริงทั้งคู่เพื่อให้เหตุการณ์ C เป็นจริง แล้วเรารู้ว่าเหตุการณ์ A หรือ B เป็นเท็จ นั่นแปลว่า C ย่อมเป็นเท็จไปด้วย ถ้าเรารู้ว่าหิมะเกิดจากฝนและอุณหภูมิต่ำควบคู่กัน และตอนนี้อากาศร้อน ก็แสดงว่าหิมะจะไม่ตก นี่คือตรรกะ มีกฎเกณฑ์บางข้อในตรรกะแบบใช้ญัตติ ที่ใช้สร้างระบบการอนุมาน

มีระบบที่ตั้งอยู่บนตรรกะแบบใช้ญัตติ ที่มีอำนาจอธิบายครอบคลุมกว่ามาก ระบบคลาสสิกที่ใช้วิเคราะห์ตัวเลขธรรมชาติ (natural numbers) เป็นระบบหนึ่งที่ใช้การอนุมานและเครื่องมือทางคณิตศาสตร์อื่นๆ ถ้าระบบนี้สมบูรณ์ ก็หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลที่เป็นสัจธรรม ต้องสามารถพิสูจน์ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความเท็จ ก็ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จด้วย เคิร์ท โกเดล รู้สึกว่าระบบนี้ไม่สมบูรณ์ เขาจึงใช้เวลาหลายปีในการค้นหาอะไรซักอย่างที่อยู่ภายใต้กฎของคณิตศาสตร์ แต่อยู่นอกเหนือตรรกะ โกเดลแสวงหาข้อพิสูจน์ (theorem) ที่อยู่ในทฤษฎีตัวเลขอันเคร่งครัด ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ

ลองพิจารณาข้อความต่อไปนี้: “ประโยคนี้เป็นเท็จ” (ซึ่งไม่มีนิยามที่ดีนัก แต่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น) ถ้า “ประโยคนี้เป็นเท็จ” เป็นเท็จ ก็แปลว่ามันเป็นเท็จซ้อนเท็จ ซึ่งก็แปลว่ามันเป็นจริง… แต่ถ้า “ประโยคนี้เป็นเท็จ” เป็นจริง เราก็แค่ต้องอ่านมันซ้ำอีกครั้ง เพื่อสรุปว่ามันเป็นเท็จ โกเดลคิดค้นวิธีเขียนประโยค p ที่แปลว่า “p ไม่สามารถพิสูจน์ได้” โดยใช้ตัวเลขและสมการคณิตศาสตร์ ซึ่งทำให้มันเป็นสิ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้โดยใช้ทฤษฎีตัวเลข แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ ภายใต้ระบบดังกล่าว ในการนี้ โกเดลต้องแปลงไอเดียหลายๆ อย่างเป็นตัวเลข และเขียนบทพิสูจน์ที่ยาวมาก แต่ในที่สุด เขาก็สามารถพิสูจน์ว่าระบบนี้ไม่สมบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีสัจธรรมที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง และความเท็จที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความเท็จ ภายในระบบนั้นๆ

กฎความไม่สมบูรณ์ของโกเดลบอกว่า ภายใต้ทฤษฎีอะไรก็ตามที่สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงพิ้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ และมีเหตุผลสม่ำเสมอ (consistent logic) มันเป็นไปได้ที่จะสร้างประโยคในภาษาเลขที่เป็นความจริง แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้หรือปฏิเสธได้ภายในกรอบของทฤษฎีนั้นๆ กฎของโกเดลไม่เพียงแต่อธิบายข้อขัดแย้งที่อ้างอิงตัวเอง (self-referential paradox) เท่านั้น แต่ลงลึกไปกว่านั้นโดยชี้ว่า เราไม่มีทางพิสูจน์ทฤษฎีที่สำคัญบางเรื่องได้

การตัดสินไม่ได้

Alan Turing

อลัน ทูริ่ง คือหนึ่งในบิดาของวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เขาคิดค้นโมเดลที่อธิบายวิธีทำงานของคอมพิวเตอร์ ที่เป็นพื้นฐานของวิชา และแสดงให้เห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ เช่น เครื่องคิดเลขแบบพกพา กับเครื่องเล่นเกมนินเทนโดนั้น ล้วนทำงานวิธีเดียวกัน: พวกมันอ่านข้อมูล, เช็คตารางกฎเกณฑ์และหน่วยความจำ, และเขียนข้อมูลกลับมา

สิ่งที่เครื่องคิดเลข “อ่าน” คือตัวเลขที่กด ตารางกฎเกณฑ์ของมันคือวิธีบวกลบคูณหาร หน่วยความจำคือผลลัพธ์ที่คิดได้ และตัวเลขที่แสดงให้เราเห็นบนหน้าจอคือผลสุดท้าย ในเครื่องเล่นเกมนินเทนโด สิ่งที่อ่านคือสถานะของจอยสติ๊กหรือแป้นคอนโทรลเลอร์ ตารางกฎเกณฑ์คือกฎของเกมที่เรากำลังเล่น หน่วยความจำคือสถานะของเกม และข้อมูลที่เขียนกลับคือรูปภาพเคลื่อนไหวที่เราเห็นบนจอ แม้ว่าเราจะขยายหน่วยความจำให้ใหญ่มากๆ ได้ มันก็ต้องมีขีดจำกัด และพฤติกรรมของเครื่องเหล่านี้ย่อมขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่มันปฏิบัติตามโดยไม่บิดพลิ้ว ดังนั้นโมเดลนี้จึงถูกขนานนามว่า “เครื่องทูริ่งแบบจำกัดและใช้กฎเกณฑ์” (finite deterministic Turing machine)

ทูริ่งเขียนโปรแกรมมากมาย และช่วยถอดรหัสลับให้ฝ่ายพันธมิตรระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่นานเขาสังเกตว่า มีโปรแกรมบางอันที่ “แฮงค์” และทำให้เครื่องทำงานไปเรื่อยๆ ไม่หยุดแต่ก็ไม่คืบหน้า ปัญหานี้มักเกิดเมื่อมีคนป้อนข้อมูลแปลกๆ เช่น เป็นไปได้ที่เราจะสร้างโปรแกรมเพื่อถอดรหัสลับที่เป็นตัวเลข ซึ่งแสดงพิกัดเป้าหมายของการโจมตี แต่ถ้าใครป้อนตัวอักษรเข้าไปแทนที่ตัวเลข โปรแกรมก็จะล้มเหลว เพราะมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรับข้อมูลแบบนี้ แม้เราจะสามารถแก้ปัญหาง่ายๆ นี้ได้ด้วยการป้อนเฉพาะข้อมูลที่เป็นตัวเลขเท่านั้น เราอาจเจอปัญหาใหม่ เช่น ข้อมูลพิกัดไม่สอดคล้องกัน คือมันอาจแสดงตำแหน่งสถานที่ที่อยู่ทางทิศเหนือของขั้วโลกเหนือ ฯลฯ ทุกปัญหาที่เราแก้อาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ในโปรแกรม ไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าเราต้องการเขียนโปรแกรมที่ “สมบูรณ์แบบ” ไม่มีที่ติ ไม่เคยแฮงค์ วิธีหนึ่งคือลองป้อนข้อมูลทุกรูปแบบที่เราจะคิดออก แต่วิธีนี้ใช้ไม่ค่อยได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไป นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ยุ่งยากกว่านื้คือ แม้โปรแกรมจะใช้เวลานานเพียงใด เราจะไม่มีวันรู้อย่างแน่นอนว่า มันกำลังคำนวณอยู่ หรือว่าแฮงค์ไปแล้ว ทูริ่งคิดว่าเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการใช้โปรแกรมช่วยเหลือ เขาพยายามเขียน “ซุปเปอร์โปรแกรม” ที่จะสามารถวิเคราะห์และเช็คว่าโปรแกรมอีกอันทำงาน “ถูก” หรือไม่ ในแง่ว่ามันจะต้องจบการทำงาน ณ จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ใช่ทำงานไปตลอดกาล หลังจากพยายามอยู่นาน ทูริ่งเริ่มสงสัยว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเขียนซุปเปอร์โปรแกรมแบบนี้ และในที่สุด เขาก็สามารถพิสูจน์ว่า โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเช็คว่า โปรแกรมทั่วไปจะหยุดการทำงานหรือไม่ จริงอยู่ เราสามารถเขียนโปรแกรมพื้นๆ ให้เราเช็คได้ เช่น โปรแกรมที่มีคำสั่ง “หยุด” ในบรรทัดแรกของมัน แต่ไอเดียของทูริ่งคือ เราไม่สามารถสร้างเครื่องอะไรที่จะเช็คโปรแกรมทั่วๆ ไปได้

ปัญหาการหยุดของทูริ่ง เป็นหนึ่งในปัญหาประเภทที่เรียกรวมๆ ว่า ปัญหาการตัดสินไม่ได้ (undecidable problems) กฎการตัดสินไม่ได้บอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อเช็คอีกโปรแกรมหนึ่ง (ที่เราไม่รู้ล่วงหน้าว่าคืออะไร) ว่ามันทำงานถูกหรือไม่ ในแง่ว่ามันจะมีวันหยุดการทำงานหรือไม่ ปัญหานี้เป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการสร้างโปรแกรมยืนยันความถูกต้อง (verification programs) ทั้งหลาย เพราะคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่เคยมีคนลองสร้างให้ใช้ได้จริงๆ และแตกต่างจากเครื่องทูริ่ง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า ไม่ต่างอะไรจากเครื่องทูริ่งเบื้องต้น ทั้งในแง่สมรรถนะ และข้อจำกัด มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเขียน “ซุปเปอร์โปรแกรม” เพื่อเช็คโปรแกรมทั้งหมด เทคนิคการโปรแกรมสมัยใหม่เน้นการลดความน่าจะเป็นของกรณีโปรแกรมล่ม และพยายามให้การกอบกู้ข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น และหลีกเลี่ยงกรณีข้อมูลสูญหาย แต่สำหรับโปรแกรมซับซ้อนต่างๆ เราไม่สามารถการันตีความถูกต้องได้

“จุดบอด”?

เราไม่ควรมองกฎพื้นฐานทั้งสี่ว่า เป็นข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ และกฎเหล่านี้ก็ไม่ได้แปลว่า สัจธรรมที่เป็นภววิสัย (objective reality) นั้น ไม่มีอยู่จริง กฎเหล่านี้เป็นเพียงข้อจำกัดในกระบวนการบางอย่าง เช่น การวัดตำแหน่ง หรือการใช้ตรรกะทางคณิตศาสตร์ ที่เราต้องคำนึงถึงหากจะเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ

กฎเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันบางประการ กฎสัมพัทธภาพ และกฎความไม่แน่นอน มีรากฐานมาจากฟิสิกส์ และเกี่ยวเนื่องกับการสังเกตการณ์ ในขณะที่กฎความไม่สมบูรณ์ และกฎการตัดสินไม่ได้ มีรากฐานมาจากคณิตศาสตร์ และเกี่ยวเนื่องกับข้อจำกัดของกฎเกณฑ์ กฎความไม่แน่นอนและกฎการตัดสินไม่ได้ ควบคุมความสามารถในการทำนายอนาคตของเรา ในขณะที่กฎสัมพัทธภาพและกฎความไม่สมบูรณ์ เกี่ยวข้องกับความจริงที่ว่า ตำแหน่งอ้างอิงเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันก็ขัดขวางไม่ให้เราทำอะไรบางอย่าง แทนที่จะหาความสัมพันธ์ระหว่างกฎเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ผมอยากยกตัวอย่างอีกหนึ่งเรื่อง

เส้นประสาทเรตินา ในลูกตาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย บรรจบกันที่จุดๆ เดียวที่เรียกว่า ประสาทตา (optical nerve) ซึ่งส่งสัญญาณไปยังสมอง ดีไซน์แบบนี้มีข้อด้อยตรงที่ จุดที่เส้นประสาทมาบรรจบกันนั้น ไม่มีความไวต่อแสงเลย ทำให้เกิดเป็น “จุดบอด” หรือโซนในรัศมีการมองของเรา ที่เรามองไม่เห็นอะไรเลย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องแปลกที่เรามองไม่เห็นโซนนี้ เพราะจุดบอดนี้มีขนาดเล็กมาก, สมองเราก็ “ชดเชย” ข้อด้อยนี้ด้วยการสร้างความต่อเนื่อง ไม่ให้เรามองเห็นแผ่นกลมๆ สีดำลอยอยู่ตรงหน้า, และจุดบอดของตาแต่ละข้างของเรา ไม่ได้อยู่ตรงบริเวณเดียวกัน เราสามารถใช้ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับจุดบอดนี้ ในการออกแบบสิ่งของบางอย่าง เช่น เครื่องมือบนเครื่องบิน แต่นอกเหนือจากนี้ การมีจุดบอด ไม่มีผลอะไรเลยต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ของ 99.9% ของประชากรทั้งหมดบนโลก

กฎทั้งสี่ที่ผมพูดถึงนี้ก็เหมือนกัน แน่นอน มันจำกัดการสังเกตและการใช้กฎเกณฑ์ของเรา แต่มันไม่ได้แปลว่า เราไม่สามารถสังเกตการณ์อะไร หรือคิดค้นกฎเกณฑ์ในคณิตศาสตร์ใดๆ ได้ แม้กฎสัมพัทธภาพจะเป็นความจริง ถ้าเราถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็ว 80 ไมล์ต่อชั่วโมง ในโซนที่ให้ขับไม่เกิน 65 ไมล์ต่อชั่วโมง เราก็ต้องเสียค่าปรับ แม้ว่าจริงๆ แล้วรถเราอยู่กับที่ในมุมมองของคนขับ เพราะเราได้ตกลงใช้ตำแหน่งอ้างอิงของตำรวจ แม้กฎความไม่แน่นอนจะเป็นจริง เราก็ยังเล่นเบสบอลได้ เพราะความไม่แน่นอนเรื่องตำแหน่งของวัตถุที่ใหญ่เท่าลูกเบสบอล มีค่าน้อยกว่าสิ่งที่เราสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่ามาก แม้ระบบการอนุมานต่างๆ จะไม่สมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์นั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับนักคณิตศาสตร์ทั้งหลาย ทุกปีเราจะเห็นข้อพิสูจน์อันซับซ้อน ตีพิมพ์โดยปราศจากปัญหาใดๆ แม้กฎการตัดสินไม่ได้จะเป็นจริง เราก็มีโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงหลายๆ โปรแกรม ที่ใช้ควบคุมระบบต่างๆ ที่ล้มเหลวน้อยมาก และข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเงื่อนไขการหยุดของโปรแกรม แต่เกิดจากความผิดพลาดง่ายๆ ในการเขียนโปรแกรม

กฎของเกมแห่งวิทยาศาสตร์นั้น มีกฎสัมพัทธภาพ กฎความไม่แน่นอน กฎความไม่สมบูรณ์ และกฎการตัดสินไม่ได้ เป็นหัวใจสำคัญ จากมุมมองของวิทยาศาสตร์ ความเข้าใจในกฎเหล่านี้สามารถนำพาเราไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ว่าจักรวาลทำงานอย่างไร เมื่อมองผ่าน “จุดบอด” เหล่านี้ เราจะสามารถเข้าถึงสัจธรรมแห่งธรรมชาติ.


 

วิลเบอร์ ไรท์
เกิดวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1867 เมืองบิลล์ วิลลี่ (Milk Willie) มลรัฐอินเดียนา (Indiana) ประเทศอเมริกา (United State of America)
วันที่เสียชีวิต 30พฤษภาคม ค.ศ.1912 ที่เมืองเดย์ตัน (Da6ton) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศอเมริกา (United State of America)

ออร์วิล ไรท์
เกิดวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1871 ที่เมืองเดย์ตัน (Da6ton) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศอเมริกา (United State of America)
เสียชีวิต 30 กรกฎาคม ค.ศ.1948 ที่เมืองเดย์ตัน (Da6ton) มลรัฐโอไฮโอ(Ohio) ประเทศอเมริกา (United State of America)
 

       สองพี่น้องตระกูลไรท์ มีบิดาเป็นนักบวชชื่อ มิลตัน ไรท์ (Milton Write) มารดาชื่อ ซูซาน ไรท์ (SuSan Write) ทั้งสองได้รับการศึกษาแค่มัธยมเพียงเท่านั้น หลังจากจบการศึกษาวิลเบอร์ พี่ชายก็ออกมาเปิดโรงพิมพ์ และร้านซ่อมรถจักรยาน และน้องชายก็มาช่วยงานหลังจบการศึกษา  ทั้งสองพี่น้องมีความสนใจศึกษาและต้องการเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องบิน เครื่องร่อนมาตลอด พวก เขาเคยสร้างรถจักรยานที่มีปีกขนาดใหญ่ ติดเครื่องยนต์แต่บินไม่ได้ แต่ความฝันที่จะบินอยู่บนฟ้า  เหมือนดังนกก็มีอยู่ตลอดเวลา ปี ค.ศ. 1900 พวกเขาตัดสินใจสร้างเครื่องบินลำแรก มีลักษณะคล้ายเครื่องร่อน ปีกทำด้วยผ้า เครื่องยนต์ ขนาด 12 แรงม้า สามารถบินได้ระยะสั้นๆ เพียง 1-2 นาที และไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ และทั้งสองก็สามารถพัฒนาปรับปรุงเครื่องบินพวกเขาเรื่อยมา ในปี ค.ศ. 1902 ก็ได้สร้างอุโมงค์ลมขึ้นเพื่อนความกดอากาศและเพิ่มหางเสือ ด้านหน้า ด้านหลังตัวเครื่อง ทดลองการบินอยู่ 39 วัน ทดลองบินกว่า 1,000 ครั้ง สามารถบินได้มากขึ้น จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1903 ทั้งสองก็สามารถพัฒนาเครื่องบินของพวกเขาได้สำเร็จ สามารถบินได้ถึง 15 วินาที บินได้ไกล 200 ฟุต สูงจากพื้นดิน 850 ฟุต ในปี ค.ศ. 1908 เครื่องบินก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีที่นั่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมา หนัก 322 ปอนด์ เครื่องยนต์ 20 แรงม้า บินได้ถึง 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี ค.ศ. 1909 ออร์วิล ก็บินข้ามช่องแคบอังกฤษได้ จนพวกเขาสามารถจดทะเบียนสิทธิบัตร เป็นผู้บุกเบิกพัฒนาเครื่องบินได้เจริญก้าวหน้าในการคมนาคมในปัจจุบันนี้

ผลงาน
สร้างเครื่องบินสำเร็จเป็นคนแรกของโลก

เจมส์ วัตต์ (James Watt)

เกิด 19 มกราคม ค.ศ.1736 เมือง กรีนน็อค อังกฤษ
เสียชีวิต 25 สิงหาคม ค.ศ.1819(พ.ศ.2362) อังกฤษ

    เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยในห้องทดลองโดยมีหน้าที่ดูแลเครื่องมือวิทยาศาสตร์และนิสัยรักการทดลองของเขาทำให้เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลงานดั้งเดิมของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ี่ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ เจมส์วัตต์มีนิสัยชอบประดิษฐ์คิดค้นมาตั้งแต่เด็กและอยากเรียนรู้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์และการคำนวณ เขาเกิดมาในครอบครัวฐานะยากจนบิดามีอาชีพ
    เป็นช่างไม้มีธุรกิจเกี่ยวกับไม้ทุกชนิด ทำให้เขามีการศึกษาไม่มากนัก พออายุได้ 18 ปี เขาก็ออกจากบ้านมาที่เมือง กลาสโกว์ ได้งานเป็นผู้ช่วยช่างเพื่ออยากเรียนต่อและทำงานกลางคืนทำให้สุขภาพไม่ดีจึงลาออก
     จนมาได้งานเป็นช่างซ่อมเครื่องมือที่ มหาวิทยาลัยกลาสโกร์ เขาสามารถซ่อมเครื่องจักรไอน้ำของ นิวโคแมนได้ และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดี โดย โทมัสนิวโคแมนเป็นวิศวกรชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องจักที่ใช้
     แรงขับเคลื่อนไอน้ำได้สำเร็จ เครื่องจักรของเขาใช้ในการปั๊มน้ำออกจากเหมืองถ่านหิน แต่เจมส์วัตต์เห็นว่าเครื่องจักรของ นิวโคแมนทำงานช้า ในราวปี ค.ศ.1764 เขาจึงเริ่มสานงานโดยการดัดแปลงเครื่องจักรของนิวโคแมนให้ดียิ่งขึ้น โดยการพัฒนาให้แกนของลูกสูบหมุนให้หมุนเร็วขึ้นจากเดิมเป็น 2 เท่า จากนอกนี้เขายังคิดค้นหน่วยทางวิทยาศาสตร์สำหรับคำนวณแรงงานขึ้น โดยการใช้ม้าแข็งแรงตัวหนึ่ง
     ให้ยกของหนัก 33,000 ปอนด์ เป็นระยะทาง 1 ฟุตใน 1 นาที ให้เรียกแรงงานนี้ว่า หนึ่งแรงม้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ 1 แรงม้าก็คืองานมีค่าเท่ากับ 33,000 ฟุต/ปอนด์ในหนึ่งนาที ถึงแม้จะไม่นับว่า เจมส์ วัตต์ เป็นผู้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นเป็นคนแรกก็ตาม แต่ก็ต้องนับว่า เขาเป็นผู้วิวัฒนาการเครื่องจักรไอน้ำให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นต้นกำเนิดของเครื่องยนต์ในปัจจุบัน และเจริญแพร่หลายมากขึ้น เจมส์ วัตต์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1819  ขณะมีอายุได้ 83 ปี

ผลงานการค้นพบ
พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
บัญญัติศัพท์คำว่า แรงม้า (horse power)
 


วิทยาศาสตร์กับพระเจ้า

นักวิทยาศาสตร์กับพระเจ้า
แต่เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด เราขอเน้นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง จะไม่ขัดแย้งกับความจริงของพระเจ้า เพราะทั้งสองอย่างนี้มาจากต้นตอเดียวกัน คือ พระเจ้า อย่างแรก เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ และอย่างที่สอง เป็นความจริงที่พระองค์ทรงเปิดเผยผ่านมนุษย์ทางพระคัมภีร์ ความจริงทั้งสองอย่างนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน และขัดแย้งกันไม่ได้ เพียงแต่ว่าการเข้าไปสู่ความจริงของแต่ละอย่างนั้นไม่เหมือนกัน เพราะใช้คนละวิธีเพื่อเข้าไปสู่ความจริงและคนละด้าน

นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าความจริงด้านธรรมชาติ อันเป็นหัตถกิจของพระเจ้า โดยวิธีเฉพาะของตนเอง และฝ่ายคริสเตียนพบความจริงด้านจิตวิญญาณ ตามหลักการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ผ่านพระวจนะของพระเจ้า ทั้งสองฝ่ายไม่ขัดแย้งกัน (เว้นแต่ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น ๆ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์ และยังเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อย ๆ)

เพื่อยืนยันถึงความจริงข้อนี้ เราขอยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้ท่านเห็นว่าบุคคลระดับโลกที่มนุษย์ยอมรับว่าเป็นคนมีเหตุผล และอาศัยเหตุผลพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ นั้น เขามีทรรศนะในเรื่องพระเจ้าอย่างไร ซึ่งหลายครั้งตำราเรียนทางวิทยาศาสตร์แทบจะไม่เอ่ยถึงชีวิตอีกด้านหนึ่งของเขาเหล่านั้น


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein, 1879-1955)

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้คิดทฤษฎีสัมพันธภาพ กล่าวว่า

"ศาสนาของข้าพเจ้าประกอบด้วยการยกย่องถ่อมใจต่อองค์พระวิญญาณซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่อาจจำกัดได้ และพระองค์ได้ทรงสำแดงพระองค์เองในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเราสามารถรู้ได้ด้วยจิตใจซึ่งอ่อนแอและบกพร่องของเรา ความคิดเรื่องพระเจ้าของข้าพเจ้าเกิดจากความแน่ใจอันลึกซึ้งฝ่ายอารมณ์ ถึงการทรงพระชนม์อยู่ของพลังฤทธิ์เดชอำนาจ ซึ่งยิ่งใหญ่สูงสุดและหยั่งรู้เหตุและผลได้ ซึ่งพลังฤทธิ์เดจอำนาจนั้นได้สำแดงพระองค์เองในจักรวาลอันสลับซับซ้อนของพระองค์"



โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle, 1627-1691)

นักวิทยาศาสตร์ชาวไอริช ผู้ได้รับสมญานามว่า เป็นบิดาแห่งเคมีในสมัยปัจจุบัน และเป็นผู้ตั้งกฎของบอยล์ซึ่งกล่าวว่า "ความดันและปริมาตรของก๊าซ เมื่อคูณกัน ย่อมได้ผลคงที่ ถ้าอุณหภูมิคงที่"

แต่ท่านทราบไหมว่า แม้บอยล์จะมีความเปรื่องปราดทางวิทยาศาสตร์เพียงไรก็ตาม ท่านกลับเขียนความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์มากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เสียอีก ท่านเคยกล่าวเน้นในผลงานของท่านครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ท่านค้นคว้าและทดลองด้านวิทยาศาสตร์ก็คือ ท่านเพียงต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความสอดคล้องของพระคริสตธรรมคัมภีร์กับกฎต่าง ๆ ทางธรรมชาติ

ยิ่งกว่านั้น บอยล์ยังเป็นบุคคลที่สนใจศึกษาพระคัมภีร์อย่างแท้จริง จนถึงกับลงทุนเรียนภาษาฮีบรู อรามาอิก และซีเรีย เพื่อจะสามารถเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง


ไอแซค นิวตัน (Issac Newton, 1642-1727)

ท่านเป็นผู้ที่โลกยอมรับว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่างแท้จริง เพราะท่านเป็นผู้พัฒนาวิชาด้านแคลคูลัส เป็นผู้รวบรวมทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ (Motion) เข้าเป็นระบบเดียวกัน และเป็นผู้ตั้งกฎแรงโน้มถ่วงของโลก ฯลฯ ผลงานของท่านมากมาย จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นสูง เป็นท่านเซอร์ ของจักรภพอังกฤษ

แต่ท่านเชื่อไหมว่า นิวตันอธิบายเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าคำนวณเป็นจำนวนคำแล้วเท่ากับ 1 ล้านคำ แต่ขณะเดียวกัน ท่านเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าถึง 1.4 ล้านคำ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความรักและศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง


กาลิเลโอ (Gaileo, 1564-1641)

นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นผู้คิดกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นคนแรก แต่สิ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงท่านผู้นี้ คือ ท่านเป็นนักศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ตัวยง ท่านเขียนหนังสืออธิบายความรู้เรื่องจักรวาลหลายร้อยหน้า โดยอ้างอิงจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ท่านกล่าวข้อความตอนหนึ่งไว้ว่า "พระคัมภีร์และธรรมชาติ ต่างเป็นผลโดยตรงจากพระดำรัสของพระเจ้า" "พระคัมภีร์เกิดขึ้นเพราะการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และธรรมชาติเกิดขึ้นจากการเชื่อฟังคำตรัสสั่งของพระองค์" เช่นในหนังสือปฐมกาลตอนหนึ่ง บันทึกว่า

"14 พระเจ้าตรัสว่า 'จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน

14 พระเจ้าตรัสว่า 'จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี
15 และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน' ก็เป็นดังนั้น" (ปฐมกาล 1:14-15)


จอห์น เคพเลอร์ (John Kepler, 1571-1630)

นักดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทุกยุคทุกสมัย เป็นผู้ตั้งกฎสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ อยู่ในรูปของวงรี ในขอบเขตคงที่ โดยที่ดวงดาวนั้น ๆ จะไม่ล้ำเขตวงรีนั้นเข้าไปภายในเลย ท่านจึงคิดว่าน่าจะมีหลักการบางอย่างที่สามารถอธิบายถึงปรากฎการณ์ของดวงดาวต่าง ๆ ในรูปวงรีในขอบเขตในสภาพที่ว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าหลักการนั้นคืออะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ท่านนั่งอ่านพระคัมภีร์ประจำวันอยู่ ท่านพบข้อความตอนหนึ่งที่พระเยซูคริสต์กล่าวว่า

เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา" (ยอห์น 12:32)

ในทันใดนั้น ท่านเกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า เป็นไปได้ที่ดวงดาวต่าง ๆ ดึงดูดกันและกันในห้วงอวกาศเหมือน ๆ กับคำสอนทางด้านจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ที่สามารถดึงดูดคนจำนวนมากมาหาพระองค์ จึงทำให้ท่านตั้งกฎต่าง ๆ ว่าด้วยการโคจรของดวงดาว

ก่อนตาย เคพเลอร์ได้เขียนตำราว่าด้วยเหตุผลสนับสนุนความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ว่าเป็นพระคำของพระเจ้า


ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday, 1791-1867)

นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบหลักของกระแสไฟฟ้า ซึ่งกล่าวว่า "เมื่อเอาไฟฟ้าใส่ในน้ำยา เช่น ในการชุบทอง โลหะที่จับขั้วบวกจะมากน้อยตามกระแสไฟฟ้า" และท่านเป็นคนแรกที่อธิบายถึงอำนาจของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักเกี่ยวกับท่านผู้นี้คือ ท่านเป็นนักเทศน์ฆราวาส ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ทุกอาทิตย์ในโบสถ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ณ กรุงลอนดอน แม้ปัจจุบันนี้คำเทศนาของท่านฟาราเดย์ประมาณ 150 เรื่อง ซึ่งไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในประเทศอังกฤษ ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างแท้จริง

ที่กล่าวมาแล้ว เป็นเพียงตัวอย่างบางตัวอย่าง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ขัดแย้งกับความเชื่อในพระเจ้าเลย เพราะผู้ที่ยิ่งศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เขาเห็นถึงความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์แห่งการเนรมิตสร้างขององค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นเท่านั้น แม้ในปัจจุบันนี้ บุคคลระดับโลกเกือบทุกสาขาวิชา ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นคริสชนซึ่งมีความรักและความศรัทธาต่อพระเจ้าด้วยความจริงใจ

และเราขอเน้นข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งตำราทางวิทยาศาสตร์จะไม่กล่าวถึงเลย นั่นคือ แรงผลักดันสู่ความเจริญของการศึกษาวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน เริ่มต้นจากความนึกคิด (concept) เรื่องพระเจ้ามาก่อนสิ่งอื่นใด เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเกิดศักราชให้แก่การศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน เริ่มต้นจากการศึกษาของเขาบนหลักสมมติฐานที่ว่า "จักรวาลนี้มีเหตุผล เพราะเบื้องหลังคือพระเจ้าผู้มีเหตุผล เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถใช้เหตุผลเข้าไปสู่การศึกษาข้อเท็จจริงนั้น ๆ" หลักสมมติฐานนี้สำคัญมาก มิฉะนั้นแล้วก็สุดวิสัยที่มนุษย์จะคิดค้นอะไรให้เป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมาได้ แต่เหตุผลนั้นคืออะไร เรามีหลักฐานใดบ้างไหมที่จะยืนยันว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ขอเชิญท่านศึกษาในบทต่อไปที่ว่าด้วยการพิจารณาข้อเท็จจริง


รถเข็นจ่ายตลาด
 
 
รถเข็นจ่ายตลาดcarrot02.gif
 
 
 
 ผู้ประดิษฐ์รถเข็นจ่ายตลาด  คือนายซิลแวน  เอ็น.  โกลด์แมน        
 
( Sylvan  N.  Goldman )ชาวเมืองโอคลาโฮ( Oklahoma )  ประเทศสหรัฐอเมริกา  สิ่งประดิษฐ์นี้ไม่ได้สร้างชื่อให้เขาเท่าไรนัก  แต่มันทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาในพริบตา
                   ความเป็นมาของสิ่งประดิษฐ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโกลด์แมนทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต  ในแต่ละวันเขาเห็นบรรดาแม่บ้านที่มาซื้อของนั้นต้องหอบหิ้วถุงและตะกร้ากันอย่างทุลักทุเล  และเขาก็เกิดความคิดว่าถ้าหากมีตะกร้ารถเข็นไว้สำหรับบริการลูกค้าก็คงเป็นการดี  จะได้ช่วยลดภาระในการหอบหิ้ว  และควรเป็นเเบบพับได้เพื่อไม่ให้เปลืองเนื้อที่เวลาจัดเก็บ
                   และแล้วในวันที่  4  มิถุนายน  ค.ศ.  1937  รถเข็นจ่ายตลาดคันแรกของโลกก็ได้ถูกวางเรียงรายเป็นแถว  โกลด์แมนรู้สึกตื้นเต้นมาก  เมื่อลูกค้าเริ่มทยอยเข้าร้าน  โกลด์แมนรอคอยด้วยความหวังที่จะได้เห็นลูกค้าชื่นชมในสิ่งประดิษฐ์ใหม่ชิ้นนี้
                   เพล้ง !!  หน้าเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ
                   ไม่มีลูกค้าสนใจที่จะใช้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ของเขาสักคน  เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  เขาจึงเข้าไปเลียบเคียงถามลูกค้าว่าเหตุใดจึงไม่ใช้รถเข็นที่เตรียมไว้ให้  คำตอบที่เขาได้รับก็คือ  " คุณเห็นว่าแขนของฉันนี่ไม่แข็งแรงพอที่จะหิ้วตะกร้าจ่ายของเองหรือยังไงยะ "
                   วันเวลาผ่านไป  ไม่มีใครคิดจะใช้รถเข็นของเขาสักคน  เขาจึงพยายามคิดหาวิธีจูงใจให้ลูกค้าใช้รถเข็นของเขา  เขาได้จ้างหน้าม้ามากลุ่มหนึ่ง  แล้วทำทีเหมือนเข้ามาชอปปิงแล้วใช้รถเข็นเดินวนเวียนไปมา  ทำท่าทางว่ากำลังชอปปิงอย่างมีความสุข  เมื่อมีตัวอย่างให้เห็น  ลูกค้าต่างๆ ก็เริ่มทำตาม  กลายเป็นว่ารถเข็นกลายเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้า  ทำให้มีลูกค้าขาประจำจำนวนมากขึ้น
                   ปัจจุบันนี้รถเข็นจ่ายตลาดมีขนาดใหญ่เป็น  5  เท่าของรถเข็นรุ่นแรก  ส่วนจำนวนคนก็มากกว่า  5  เท่าไปเป็นไหนๆ
         อย่างนี้เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกคงต้องขอบคุณนายโกลด์กันยกใหญ่  
แล้วล่ะ...
 

 

ซีรีลมื้อเช้า
 
ซีรีล  ( cereal )  หรืออาหารเช้ายอดนิยมของชาวอเมริกัน     การแข่งขันกันในด้านอุตสาหกรรมการผลิตเป็นไปอย่างสูงมากใน   
ท้องตลาด เพื่อดึงดูดลูกค้า  เบื้องหลังของการคิดค้นซีริลนั้นค่อน  
ข้างประหลาดกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ  เพราะมันเกี่ยวข้องกับนิมิตของ คนที่เคร่งศาสนา
                   จุดเริ่มต้นของซีริลมาจากสาวอเมริกันชื่อ  เอลเลน  ไวต์  ( Ellen  White )  ผู้มีความยึดมั่นในคริสต์ศาสนาอย่างแรงกล้า  บ่อยครั้งที่เธอฝันว่าได้พบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญทางศาสนาที่มีชื่ออยู่ในพระคัมภีร์  
                   คืนหนึ่งเธอได้ฝันว่าได้เข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้า  พระองค์ตรสกับเธอว่า  มนุษย์ควรละเว้นจาการสูบบุหรี่  การรับประทานเนื้อสัตว์  การดื่มชา  กาแฟ  และเครื่องดองของเมาโดยเด็ดขาด
                   ไวต์ได้จัดตั้งสถาบันปฏิรูปสุขภาพขึ้นที่เมืองแบตเทิลครีก  ( Battle  Creek )  รัฐมิชิแกน  โดยเธอเชื่อว่าพระองค์ทรงมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้แก่เธอ  ในสถาบันนี้มีสมาชิกประจำคนหนึ่งชื่อ  ชาลส์  โพสต์  ( Charles  Post )  นายผู้นี้ได้คิดค้นเครื่องดื่มจากธัญพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า  โพสตุม  ( Postum )  ถัดจากเครื่องดื่มเขาก็คิดค้นอาหารเช้าแบบแห้ง  ตอนแรกเขาตั้งชื่อมันว่า  แมนนาของอีไลจาห ( Elijah's  Manna )  แต่คนไม่ค่อยชอบชื่อนี้  จึงเปลี่ยนใหม่เป็น  เกรป-นัทส ( Grape-Nuts )  แปลว่า  องุ่น-ถั่ว
                   สมาชิกอีกคนหนึ่งชื่อว่า  น.พ.  จอห์น  ฮาร์วีย์  เคลลอกก  ( John  Harvey  Kellogg )  ได้คิดค้นอาหารมื้อเช้าที่เป็นซีรีลเรียกว่า  คอร์นเฟลกส์                   
 
( cornflakes )  ขึ้นมา  ในตอนแรกนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอาหารเช้าสำหรับคนไข้คนหนึ่งที่ทำฟันปลอมหักซึ่งต้องการอาหารที่เคี้ยวง่ายระหว่างรอฟันปลอม
                   ภายในเวลา  2-3  ปีต่อมา  คนอเมริกันทั่วทุกแห่งรับประทานซีริลเป็นอาหารจานด่วนมื้อเช้า  ความนิยมของอาหารชนิดนี้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  โพสต์และแคลลอกก์กลายมาเป็นเศรษฐีในพริบตา  ส่วนไวต์ก็ยังคงทำงานอยู่ทีสถาบันนั้น  

 

อาหารแช่แข็ง
 
เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว  มีพระราชินีของอังกฤษพระองค์      
หนึ่งได้เสด็จประพาสสวนในชนบท  ในขณะที่พระนางกำลัง   
เดินเล่นอยู่นั้นก็มีเหยี่ยวโฉบลงมาจิกพระนางอย่างดุร้าย  ใน  
 ขณะที่สถานการณ์กำลังคับขันอยู่นั้น  ก็มีชายหนุ่มผู้กล้าหาญ ปรากฏตัวขึ้นและได้ยิงธนูไปโดนนัยน์ตาเหยี่ยวพอดี  ด้วยการ กระทำอันเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญนี้เขาจึงได้รับพระราชทานนามว่า ... เบิดส์อาย  ( Birds  Eyes )  หรือ  ตาเหยี่ยว
                    ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ก็คือที่มาของตระกูลเบิดส์อายซึ่งได้เล่าสืบต่อกันมา  จนกระทั่งมาถึงรุ่นของนายแคลเรนซ์  เบิดส์อาย  นักประดิษฐ์และนักสำรวจผู้ที่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเบิดส์อายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก  เมื่อ  ค.ศ.  1916  เบิดส์อายได้เดินทางไปสำรวจที่แลบราดอร์ซึ่งเป็นแถบหนาวจัดที่ไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่  อาหารการกินเป็นไปอย่างลำบาก  การจะได้กิน ผักสดก็ต่อเมื่อมีเรือเสบียงแวะมาเท่านั้น  ทำให้เขาพยายามคิดหาหนทางเก็บผักไว้กินได้นานๆ
โดยลองเก็บไว้ในถังไม้ซึ่งมีน้ำที่เย็นจัดจนแข็ง  ปรากฏว่ามันได้ผลดีเกินคาดทีเดียว
                    หลังจากงานสำรวจ  เบิดส์อายก็ได้กลับไปที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นบ้านเกิด  แล้วได้ลงทุนตั้งบริษัทผลิตอาหารแช่แข็งขึ้นมา  ผลิตภัณฑ์ของเขาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย  สองสามปีต่อมาบริษัทแบบเดียวกันก็ผุดขึ้นมากมายกระจัดกระจายไปทั่วโลก  และมีอาหารแช่แข็งชนิดอื่นๆ    
ออกมาอวดโฉมกันเต็มไปหมด ...   ต้องขอบคุณเบิดส์อายจริงๆ ที่ทำให้เราได้กินอาหารสดอย่างทุกวันนี้ ..
                    แลบราดอร์  ( Labrador )          
 เป็นดินแดนส่วนใหญ่ของรัฐนิวฟาวนด์แลนด์  ในประเทศแคนาดา  มีอาณาเขตติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกทางทิศตะวันออก
 
 

 

เข็มกลัดซ่อนปลาย
 
ย้อนไปที่ ค.ศ. 1825  ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ของนาย       
วอลเตอร์  ฮันด์   ( Walter  Hunt )  นักประดิษฐ์ชาวนิวยอร์ก  เพราะเขาเป็นหนี้อยู่  15  ดอลลาร์และไม่มีเงินที่จะ  
 จ่ายหนี้ได้ซักเก๊เดียว  เขาผัดผ่อนเจ้าหนี้อยู่นานจนเจ้าหนี้ยื่น  คำขาดว่าต้องหาเงินมาจ่ายหนี้ให้ได้ในวันพรุ่งนี้        
                    นับว่าพระเจ้ายังทรงเมตตาฮันต์อยู่บ้าง พระองค์ทรงบันดาลให้เจ้าหนี้ใจอ่อน  เจ้าหนี้คิดว่ายังไงก็คงไม่ได้เงินคืนแน่ๆจึงมาพบฮันด์ยื่นลวดให้เส้นหนึ่งและบอกว่าเขายินดีที่จะจ่ายเงินให้  400  ดอลลาร์แลก กับการเป็นเจ้าของอะไรก็ตามที่ชายหนุ่มประดิษฐ์ขึ้นจากลวดเส้นนี้      
                    3  ชั่วโมงต่อมา  สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ก็ได้บังเกิคขึ้นจากลวดเส้นนั้น  มันมีขนาดเล็ก  แต่ให้ประโยชน์เกินตัว  สิ่งนั้นก็คือ  เข็มกลัดซ่อนปลาย  ( เข็มซ่อนปลาย )  เขาได้เงิน  400  ดอลลาร์และจ่ายหนี้  15  ดอลลาร์แต่เจ้าหนี้ของเขาสิกลายเป็นเศรษฐีไปในพริบตา           
                   มันดูเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง  แต่คุณจะยิ่งทึ่งกว่านั้นเมื่อรู้ว่า ...     เข็มกลัดตัวแรกนั้นถูก   
ประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วกว่า  4,000  ปีก่อนที่ฮันด์จะเกิดเสียอีก  ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์   
เข็มกลัดขึ้นมา  แม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องก็ตามว่าบรรพบุรุษชาวกรีก  โรมัน  และซิซิลีใช้เข็มกลัดกันมาจนเบื่อแล้ว
                   เข็มกลัดในยุคโราณนั้นมีข้อบกพร่องอยู่  2  ประการ ประการแรกคือมันไม่ซ่อนปลาย  ส่วนที่เป็นปลายแหลมไม่มีอะไรปกปิดทำให้ผู้ใช้หรือผู้ใกล้เคียงโดนมันสะกิดเอาบ่อยๆประการที่สองคือมันไม่มีสปริง  ดังนั้นจึงไม่มีอะไรตรึงมันให้อยู่กับที่  ภายหลังกลัดแล้วจึงเลื่อนหลุด ได้ แต่เข็มกลัดของฮันด์ไม่เป็นเช่นนั้น  เข็มกลัดของเขามีส่วนปกปิดปลายแหลมของเข็มอย่างมิดชิดและมีสปริงโดยการบิดให้มันขดเป็นวงตรงส่วนที่เข็มโค้งกลับทำให้หมดปัญหาเรื่องการลื่นไหล  
                   หลังจากเข็มกลัดซ่อนปลายฮันต์ยังได้ประดิษฐ์สิ่งของอีกหลายอย่าง  เช่น  ปืนไรเฟิลที่บรรจุครั้งเดียวแต่ยิงได้อย่างต่อเนื่อง  เครื่องโกยหิมะ  เครื่องทำเล็บ  แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ถึงแม้เขาจะเป็นนักประดิษฐ์ที่เก่งกาจและทำงานไม่หยุดหย่อน  แต่เขาก็ไม่เคยร่ำรวยจากงาน   
ประดิษฐ์ของเขาเลย ...  ช่างเป็นคนที่น่าสงสารเสียจริงๆ           
 

 

สบู่.
 
                  มนุษย์ดึกดำบรรพ์มีวิธีอาบน้ำที่แปลกประหลาด  ในขั้แรกเขาจะใช้ขี้เถ้าผสมน้ำทาจนทั่วตัว  แล้วจึงทาทับด้วยน้ำมันหรือไขมัน  แล้วจึงล้างตัวด้วยน้ำสะอาด     ถึงแม้วิธีอาบน้ำของชาวโบราณจะดูพิลึกต่างกับยุคปัจจุบัน แต่ในความจริงแล้วองค์ประกอบทางเคมีของขี้เถ้าและสบู่และไขมันคล้ายกันมากกับองค์ประกอบของสบู่ในปัจจุบัน  ดังนั้นคนโบราณที่อาบน้ำแล้วจึงตัวสะอาดพอๆกับเราๆที่อาบน้ำแล้วนั่นเอง    
                   จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าชนกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์สบู่ขึ้นมาคือชาวสุเมเรียนซึ่งเป็นบรรพบุรษของชาวบาบิโลเนีย  วิธีการทำสบู่ของเขาก็คือเอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟจนเดือดแล้วเทขี้เถ้าและไขมันลงไป  คนสักครู่แล้วจึงเติมเกลือ  ไขมันจะจับเป็นก้อนแข็งลอยอยู่บนผิวหน้าซึ่งนั่นก็คือสบู่นั่นเอง               
                    แต่สบู่ที่เตรียมโดยวิธีนี้จะนิ่มและแตกเป็นชิ้นเล็กๆได้ง่าย  ต่อมาจึงได้มีผู้ปรับปรุงกรรมวิธีเพื่อให้สบู่แข็งตัวและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น  โดยนำไขที่ได้มาล้างสารละลายเกลือแล้วทิ้งสัก   
ระยะหนึ่งจะได้สบู่แข็งทีสามารถนำมาตัดเป็นก้อนสำหรับใช้ได้    
                   สิ่งน่าทึ่งสำหรับสบู่คือคือบางครั้งสบู่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญในธรรมชาติ  พืชหลาย ชนิดมีสารเคมีลักษณะคล้ายสบู่  โดยใช้วักล้างได้และมีฟอง  ชาวพื้นเมืองอเมริกันและชาวเผ่าต่างอื่นๆเคยใช้พืชเหล่านี้สำหรบซัล้างและถูตัวมาแล้ว  ที่แปลกไปกว่านั้นคือที่เกาะไซโมลัส                
( Cimolus ) ในทะเลอีเจียน  ( Aegean  Sea )  ทั้งเกาะประกอบด้วยสารลัษณะคล้ายสบู่   
ไม่เพียงแต่สามารถนำมาใช้ซักผ้าและถูตัวได้เท่านั้น  เวลาฝนตกหนักทั่วเกาะจะถูกปกคลุมด้วยฟองสบู่หนาหลายฟุตทีเดียว           
                   สบู่ธรรมชาติชนิดสุดท้ายที่จะกล่าวถึงนั้นค่อนข้างที่จะน่าขยะแขยงและชวนขนลุก ขนพองเอาซักหน่อย  และไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมาใช้ถูตัวและทำความสะอาด  เพราะมันมาจากศพที่ฝังดินไว้ภายใต้สภาวะความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม  ศพจะกลายสภาพเป็นสารเคมีที่คล้ายกับโซดาปิ้งขนมปัง  ( โซเดียมไบคาร์บอเนต )  ผสมกับไขมันซึ่งคล้ายกับองค์ประกอบทางเคมีของสบู่  สัปเหร่อเรียกสารเคมีนี้ว่า ...  ขี้ผึ้งจากหลุมฝังศพ  ศพของนายวิลเลียม  วอน  เอลเลนโบเกน  นายทหารชาวอเมริกันผู้ถูฆ่าตายในสงความระหว่างอังกฤษกับอาณานิคมของอังกฤษใน  
สหรัฐอเมริกา  ( ค.ศ.  1775-1783 )  เมื่อฝังแล้วร่างกายของเขากลายเป็นสบู่     และมีผู้นำมาตั้งแสดงที่สถาบันสมิทโซเนียน  ( Smithsonian  Instituution )  อยู่นานหลายปี ...     รับรองเลย  ว่าสบู่ประเภทนี้คงไม่มัใครกล้าใช้เป็นแน่ ...

 

 
เครื่องดูดฝุ่น.
 
 
                  เครื่องดูดฝุ่นรุ่นแรกที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นน่าจะเป็นเครื่องเป่า  ฝุ่นฝุ่นเสียมากกว่า  เพราะมันเป่าอากาศออกมาแทนที่จะดูดอากาศ เข้าไปในเครื่อง  ทำให้ฝุ่นปลิวฟุ้งไปหมดและไม่ได้ทำให้อะไร สะอาดขึ้นมาเลย             
                   ต่อมาก็ได้มีผู้ปรับปรุงประดิษฐ์เครื่องทำความ    
สะอาดที่ดูดอากาศเข้าไปข้างในเหมือนเครื่องดูดฝุ่นที่เราใช้กันในปัจจุบัน  แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราต้องปรับปรุงอีกมาก             
                   ประการแรกคือเครื่องดูดฝุ่นในยุคแรกนั้นยังไม่มีมอเตอร์  การจะดูดฝุ่นแต่ละทีต้อง ใช้คนช่วยถึง  2  คน  คนนึงถือส่วนปลายท่อดูดฝุ่น  อีกคนนึงทำหน้าที่ปั๊มลม  การดูดอากาศเข้า  
จะเกิดขึ้นโดยการใช้มือหมุนข้อเหวี่ยงและใช้เท้าเหยียบบนปั๊มลม            
                   ประการที่สอง  มันไม่มีส่วนที่กรองอากาศ  ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก รวมทั้งเศษขยะที่ถูกดูดเข้าไปในกล่องไม้  เวลาคนปั๊มผิดจังหวะพวกขยะเหล่านั้นก็จะถูกเป่าคืนกลับออกมาทำให้ ชุลมุนวุ่นวายมิใช่น้อย             
                   จนกระทั่งในปี  ค.ศ.  1901  นายฮิวเบิร์ต  บูท  ( Hubert  Booth )    ผู้ที่เปรียบเสมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวที่มาช่วยปรับปรุงเครื่องดูดฝุ่นไว้ทันกาล เขาเกิดความคิดว่าถ้าใช้ผ้ามาช่วยในการกรองอากาศอาจจะได้ผล  เขาจึงนำผ้าเช็ดหน้ามาวางบนพรมซึ่งเปื้อนฝุ่น  จ่อท่อดูดฝุ่นลงบนผ้าเช็ดหน้าแล้วดูดลมอย่างแรง  ยูเรกา !! ...  สำเร็จแล้ว  ผ้าเช็ดหน้าที่เขาวางบนพรมนั้นมีฝุ่นติดเป็นวงกลมสีดำ      
                   นายบูทของเราไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้  เขายังนำมอเตอร์ก๊าซมาใช้แทนข้อเหวี่ยงหรือที่เหยียบสำหรับปั๊มลมจากนั้นจึงนำถุงผ้าขนาดใหญ่มาใช้เก็บฝุ่นแทนกล่องไม้เครื่องดูดฝุ่นรุ่นใหม่ใช้งานได้ดีมากแต่ปัญหาเพียงอย่างเดียวของมันก็คือขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของมันซึ่ง    หนักรวมกันกว่าร้อยกิโลกรัมต่อเครื่อง  บูทรู้ถึงข้อด้อยข้อนี้ดีจึงไม่คิดจะทำเครื่องดูดฝุ่นขาย    แต่เปิดบริการรับจ้างดูดฝุ่นขึ้นมาแทน  เขาติดตั้งเครื่องไว้บนรถม้าแล้วแล่นไปตามบ้านของลูกค้า บริการดูดฝุ่นออกจากพรมและเครื่องเรือนผ่านทางท่อยาวกว่า  200  เมตรที่สอดเข้าไปทางหน้าต่างชั้นล่างของตัวบ้าน                
                   ไม่นานต่อมา  เครื่องดูดฝุ่นถูกแปลงโฉมให้มีขนาดเล็ลงและสามารถพกพาไปทีต่างๆได้ง่าย  และในปี  ค.ศ.  1905  บริษัทแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโกผลิตเครื่องดูดฝุ่นที่มีล้อเล็กๆ    ติดอยู่  มีน้ำหนักประมาณ  42  กิโลกรัม              
                   สองปีต่อมา  ภารโรงในรัฐโอไฮโอใช้ด้ามไม้กวาดและปลอกหมอนประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นแบบตั้งเป็นครั้งแรก  และในปี  ค.ศ.  1908  นักธุรกิจชื่อฮุเวอร์  ( Hoover ) เข้ามาจับะรกิจทำเครื่องดูดฝุ่น  และสามารถทำให้เครื่องดูดฝุ่นยี่ห้อฮุเวอร์แพร่หลายเป็รนที่รู้จักไปทั่วโลก ...
 

 

ส้อม
 
คุณรู้มั๊ยว่า ...ส้อมที่เราใช้รับประทานอาหารกันอยู่ทุกวันนี้    
ถูกประดิษฐ์ขึ้นมานานกว่า  1,000  ปีมาแล้ว
                   ส้อมรุ่นแรกของโลกถูกนำไปใช้ประโยชน์มากมาย  แต่ไม่ได้เอาไปใช้บนโต๊อาหาร  คนสมัยโบราณใช้ส้อมไม้ขนาดใหญ่ในการทำฟาร์มแะเก็บเกี่ยวพืชผล  ใช้ส้อมขนาดเล็กปลาย แหลมสำหรับล่าปลา  เวลาออกรบก็ใช้เป็นอาวุธต่อสู้
                   ชาวตะวันออกกลางเป็นชนกลุ่มแรกที่คิดนำส้อมมาใช้ในการรับประทานอาหาร  และความคิดนี้ก็ได้แพร่หลายมาสู่ทวีปยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่  11  เพราะมีสาวชาวเมืองคอนสแตนติโนเปิล  ( ปัจจุบันคือเมืองอิสตันบลูในประเทศตุรกี )  เมื่อเธอย้ายมาอยู่กับสามี เธอได้นำส้อมเล็กๆ ที่มี  2  ซี่ติดตัวมาด้วย  เวลารับประทานอาหารเธอจะใช้มีดหั่นเนื้อในจานให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้ส้อมจิ้มเข้าปากแทนที่จะใช้มือหยิบเหมือนคนอื่นๆ
                   ส้อมที่ได้นำมาใช้บนโต๊ะอาหารและได้มีการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ  ในสมัยของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่  1  ในปลายคริสต์ศตวรรษที่  13 เป็นส้อมที่ทำจากแก้วและถือเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่ง
                   ธรรมเนียมการรับประทานอาหารด้วยส้อมได้แพร่ไปยังส่วนต่างๆ ของทวีปยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่  15  ในบรรดาประเทศเหล่านี้  อังกฤษเป็นชาติที่ต่อต้านการใช้ส้อมมากที่สุด   
 เพราะชาวอังกฤษเคยชินกับการใช้มีดคู่ในการรับประทานอาหาร  โดยมีดเล่มหนึ่งใช้ตัดเนื้อ    อีกเล่มหนึ่งใช้จิ้มเนื้อเข้าปาก
                   จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่  17  การใช้ส้อมกลายเป็นสิ่งที่ธรรมดามากสำหรับโลก ตะวันตก  แม้แต่คนดื้อรั้นที่สุดอย่างชาวอังกฤษก็เริ่มใช้ส้อมกับเขาเหมือนกัน ...
 

 

แปรงสีฟัน 

crazynuchie@hotmail.com
 

จุดเริ่มต้นของแปรงสีฟันเริ่มจากในคุก เมื่อประมาณ        
 ค.ศ.  1770  หนุ่มชาวอังกฤษชื่อ  วิลเลียม  แอดดิส        
 ( William  Addis ) ประสบกับความผันผวนในชีวิตจน ต้องระเห็จระหนไปอยู่ในคุกชั่วคราว  จากการนั่งๆ นอน ๆ ระหว่างถูกจองจำทำให้เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะวางแผนถึงสิ่งที่เขาจะกระทำเมื่อพ้นโทษแล้ว   
             ในสมัยนั้นการแปรงฟันทำได้โดยใช้เศษผ้าถู ...  ถู ...  ถู  จนปากและฟันจนสะอาด  เช้า  วันหนึ่งขณะที่แอดดิสกำลังขัดฟันอย่างเพลิดเพลิน  ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา       
             แอดดิสเก็บกระดูกชิ้นหนึ่งซึ่งเหลือจากอาหารเย็นของเขามาเจาะรูเล็ก ๆ เรียงเป็นแนวที่ปลายด้านหนึ่ง  แล้วไปออดอ้อนของขนแปรงจากผู้คุมมาได้จำนวนหนึ่ง  เขานำมันมาตัดให้สั้นพอ  เหมาะแล้วยัดลงไปในรู  ตรึงให้อยู่กัยที่ด้วยกาว  และแล้วแปรงสีฟันอันแรกของโลกก็ได้ถูกกำเนิดขึ้น   เมื่อออกจากคุก  แอดดิสเริ่มธุรกิจผลิตแปรงสีฟันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  มีคนให้ความสนใจต่อ ผลิตภัณฑ์ของเขาอย่างล้นหลามเรื่อยมา  จนมาถึงทุกวันนี้ไม่มีใครในโลกที่ไม่รู้จักแปรงสีฟัน  แต่จะมีสักกี่คนกันล่ะที่รู้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้มีต้นกำเนิดมาจากในคุก
 
 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์