ฟิสิกส์ราชมงคล

index 90

เครื่อง Spiral CT scan
ดีกว่า
CT Scan ?

นพ. เจริญพิน  เจนจิตรานันท์
รังสีแพทย์ แผนกเอกซเรย์

Spiral CT scan มีอีกชื่อ เรียกว่า Helical CT scan เป็นเครื่องมือทางรังสี ที่ใช้หลอดเอกซเรย์ฉายแสง ผ่านอวัยวะของร่างกาย โดยหลอดเอกซเรย์เคลื่อนที่หมุนเป็นมุม 360 องศา รอบตัวผู้ป่วยหรืออวัยวะส่วนนั้น โดยขณะเดียวกัน อวัยวะหรือตัวผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียง ซึ่งก็เคลื่อนที่ตลอดเวลาขณะทำการตรวจ ไปทางทิศทางใดแนวใดแนวหนึ่ง เปรียบเสมือนการตัดแสงผ่านร่างกาย ในลักษณะของเกลียวควั่นไปตามส่วนต่างๆ ที่จะตรวจ ซึ่งคำว่า Spiral หรือ Helical แปลว่า เกลียว หรือสปริง บอกถึงลักษณะการตรวจของลำแสง ที่กระทำกับตัวผู้ป่วย และภาพที่ได้ จะเป็นตามแนวการตรวจ และเนื่องจากการตรวจ เป็นการตรวจซึ่งเครื่องตรวจ จะสามารถสร้างภาพ โดยใช้ปริมาตรของผู้ป่วยทั้งหมด ที่เครื่องฉายหลอดเอกซเรย์ผ่านมา สร้างเป็นภาพ 3 มิติ ได้ ตามแนวที่เราต้องการทราบในภายหลัง โดยอาศัยการสร้างภาพจากข้อมูล ที่ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่างจากการตรวจ CT Scan  ธรรมดา ที่มีอยู่ คือสร้างภาพเป็นภาพไม่ต่อเนื่องเป็นขั้นๆ ในแนวตัดขวางเท่านั้น การตรวจแบบเดิมใช้การหมุนหลอดเอกซเรย์อยู่กับแนวใดแนวหนึ่ง รอบอวัยวะของผู้ป่วย เช่น ความหนา  1  เซนติเมตร เปรียบการตัดอวัยวะออกมาหนาบริเวณนั้น 1 เซนติเมตร ไม่มีข้อมูลต่อเนื่อง เหมือนอย่างการตรวจแบบ Spiral CT การตรวจก็ช้ากว่ามาก ชิ้นหนึ่งรอบการตรวจ 1 ภาพใช้เวลาประมาณ 5 วินาที รอสร้างภาพอีกประมาณ  10 นาที การตรวจสมอง ซึ่งถือว่า เป็นอวัยวะที่เล็กใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจของ Spiral CT Scan การหมุนรอบหนึ่งของหลอดเอกซเรย์หมุน 360 องศา ใช้เวลาประมาณ 1 วินาที และภายใน 12 – 15 นาที สามารถตรวจสมอง และสร้างภาพออกมาได้ในระยะเวลาอันสั้น 

 

ผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านไป อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ช้ากว่าปกติ อาจทำให้ผู้ป่วยพิการ หรือเสียชีวิตได้ ซึ่งเครื่อง Spiral CT Scan สามารถทราบผลได้เร็วกว่า CT Scan ธรรมดา ประมาณ 10-20 เท่า เพราะฉะนั้น สามารถช่วยลดอันตรายของสมองที่เกิดจากการรอได้ นอกจากนี้การตรวจเป็น Spiral ที่มีการตรวจในลักษณะเกลียวควั่นของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อรวมกับความทันสมัยของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถได้ข้อมูล ในการสร้างภาพเป็นปริมาตรหรือภาพ 3 มิติ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้สามารถสร้างภาพในแนวต่างๆ ของอวัยวะส่วนนั้นได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำถูกต้องกว่าเดิมมาก ตัวอย่างข้อดีของ Spiral CT Scan  ในการตรวจอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่ชัดเจนได้แก่

  1. ในภาวะผู้ป่วยวิกฤตซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้นาน หรือมีการดิ้น หรือหยุดนิ่งเป็นช่วงๆ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอุบัติเหตุสมองที่ไม่ค่อยอยู่นิ่ง หรือ ค่อนข้างกระสับกระส่าย เราสามารถใช้เวลาในการตรวจเสร็จภายใน 12 – 15 วินาที แล้วรีบส่งผู้ป่วยไปยังหอผู้ป่วย และจะได้ภาพและผลการตรวจภายใน 1 – 2 นาที ซึ่งให้ประโยชน์ในการวินิจฉัย และช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15-20 นาที

  2. ในแง่ประโยชน์ความเร็วของการตรวจ และการสร้างภาพช่วยในการตรวจอวัยวะที่มี           การเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ปอด ตับ ม้าม ตับอ่อน  โดยสามารถครอบคลุมการตรวจอวัยวะทั้งส่วน โดยให้ผู้ป่วยกลั้นใจเพียงครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง สามารถตรวจอวัยวะที่มีความยาวประมาณ 20 -30 เซนติเมตร ได้หมด ทำให้ไม่ต้องทรมานผู้ป่วยเหมือนเครื่อง CT Scan เดิมที่กว่าให้ผู้ป่วยกลั้นใจครั้งละประมาณ 10 วินาที แล้วได้ภาพเพียง 1 ภาพ และแต่ละภาพที่ได้อาจไม่ต่อเนื่องกัน       เนื่องจากตามธรรมชาติมนุษย์ มักหายใจเข้าหรือออกแต่ละครั้งไม่เท่ากันทุกครั้งไป ทำให้การสร้างภาพ เป็น 3 มิติ เป็นไปไม่ได้อีกทั้งอาจทำให้พลาดเป้าหมายความผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอกเล็กๆ ไปได้ในการตรวจจากการหายใจแต่ละครั้งไม่เท่ากัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการแย่หรือวิกฤต การร่วมมือย่อมเป็นไปได้ยาก รวมถึงผู้ป่วยเด็กและคนสูงอายุ ดังนั้นการตรวจโดยใช้ Spiral CT จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างมากและสร้างภาพเป็นแบบ 3 มิติ ตามแนวที่เราต้องการได้  

  3. ข้อได้เปรียบจากการตรวจและสร้างภาพได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาทีทำให้แพทย์สามารถใช้การตรวจลักษณะการเปลี่ยนแปลง ขณะฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดดำ ของอวัยวะหรือเนื้องอกส่วนต่างๆ ได้ในระยะต่างๆ  เช่น ระยะแรกขณะเลือดแดงเข้าไปเลี้ยง (Arterial phase) ระยะเส้นเลือดฝอย (Capillary phase) และระยะเลือดไหลออกไปสู่เส้นเลือดดำ (venous phase) ทำให้เราสามารถบอกลักษณะการไหลเวียนของโลหิตของอวัยวะนั้น หรือก้อนเนื้องอกนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไรทำให้วินิจฉัยโรค และวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

  4. ช่วยในการตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น ที่เห็นได้ในกรณีผู้ป่วยมีเส้นโลหิตแตกในสมองเราสามารถใช้ Spiral CT scan ตรวจภาพขนาด หนา 1 มิลลิเมตร โดยใช้เครื่องฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดดำ แล้วจับภาพ 3 มิติ ของสมองช่วยค้นหาเส้นเลือดสมองส่วนที่โป่งพอง ที่เป็นสาเหตุของเส้นเลือดแตกและรั่ว เพื่อวางแผนการรักษาได้รวดเร็วแม่นยำ และใช้เวลาตรวจสั้นๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทั้งๆ ที่มีเลือดออกมาอยู่ในสมอง นอกจากสมองแล้วอวัยวะอื่นๆ ได้แก่เส้นเลือดที่คอ หน้าอก และท้องที่โป่งพองก็สามารถวินิจฉัยโดยใช้ Spiral CT scan ร่วมกับการฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดดำ

  5. นอกจากการหาความผิดปกติของเส้นเลือดที่โป่งพองแล้ว ก็ยังนิยมใช้วินิจฉัยภาวะเส้นเลือดตีบที่ไต ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งพบในภาวะผู้ป่วยอายุน้อย แต่มีความดันสูงได้อย่างแม่นยำ ทำให้เห็นภาวะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตข้างใดข้างหนึ่งตีบ อย่างชัดเจนรวดเร็ว ช่วยในการรักษาผู้ป่วยความดันสูง เนื่องจากเส้นเลือดเลี้ยงไตตีบ (Renovascular hypertension) เพื่อการรักษาโดยขยายเส้นเลือดโดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยความดันกลับสู่ภาวะปกติ โดยไม่ต้องรับประทานยา อีกทั้งช่วยให้ไตข้างนั้นได้รับเลือดไปเลี้ยงเพียงพอ ทั้งให้ไตข้างนั้นมีอายุการใช้งานต่อไปนานตามปกติ เป็นต้น  

           

สรุป

Spiral หรือ Helical CT scan แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีราคาแพงหลายสิบล้านบาทก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่พัฒนาจาก CT Scan ธรรมดา ช่วยให้ผลการตรวจผู้ป่วยละเอียดแม่นยำ อีกทั้งสะดวกรวดเร็วกว่าการตรวจด้วย CT scan แบบเดิมมาก ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านวิชาการในวงการแพทย์ปัจจุบัน

 


1

 

 

2

3

4

5

6

       


William Harvey

William Harvey คือแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในสมัย คริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้พบบทบาทและหน้าที่ของหัวใจ เขาเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2121 ที่เมือง Folkstone ในประเทศอังกฤษ หนังสือชื่อ De Moto Cordis et Sanguinis in Animalibus (On the Motion of the Heart and the Blood in Animals) ที่ Harvey แต่งในปี พ.ศ. 2171 นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือสรีรวิทยา ที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะเนื้อหาในหนังสือนี้ได้ทำให้มนุษย์รู้จักวิทยาการด้าน สรีรวิทยาเป็นครั้งแรกว่า ร่างกายของคนทำงานอย่างไร

สำหรับเราทุกคนทุกวันนี้ เรารู้ว่าโลหิตในร่างกายคนมีการหมุนเวียน แต่ผู้คนเมื่อ 420 ปีก่อนโน้น หาได้รู้ความจริงข้อนี้ไม่ พวกเขาเคยเชื่อว่า อาหารที่คนกินเข้าไปได้ถูกหัวใจเปลี่ยนไปเป็นเลือด และหัวใจทำให้อุณหภูมิของเลือดสูงขึ้นและในเลือดมีอากาศ เป็นต้น แม้แต่ Galen แพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยโบราณผู้ได้เคยผ่าตัดสัตว์เพื่อศึกษาโครงสร้างและการทำงานของหัวใจและเส้นเลือดในสัตว์ก็ไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า เลือดในร่างกายคนนั้นไหลเป็นวงจร Aristotle ก็เช่นกัน ทั้งๆ ที่ชอบวิชาชีววิทยาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายเลย

Harvey ได้พบว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนในร่างกาย โดยอาศัยการคำนวณง่ายๆ ดังนี้คือ เขาประมาณว่าทุกครั้งที่หัวใจเต้น หัวใจจะขับเลือดมาราว 560 กรัม เพราะเหตุว่าหัวใจเต้นประมาณนาทีละ 72 ครั้ง ดังนั้นใน 1 ชั่วโมงหัวใจจะฉีดเลือดออกมา 0.56x60x72 = 240 กิโลกรัม ซึ่งทำให้น้ำหนักของเลือดในตัวคนมากกว่าน้ำหนักตัวของคนเสียอีก ดังนั้น Harvey จึงคิดว่าเลือดที่ไหลออกมาจากหัวใจ ไม่ได้ไหลไปแล้วไหลเลย มันจะต้องย้อนกลับมาสู่หัวใจอีก เมื่อได้ความคิดนี้ Harvey ต้องใช้เวลาอีกนานถึง 9 ปี เพื่อทดลองและทดสอบ ความคิดนี้กับสัตว์ จนกระทั่งเขารู้รายละเอียดทั้งหมดของระบบวงจรโลหิตในร่างกายสัตว์

ในหนังสือ De Moto นั้น Harvey ได้แถลงไว้อย่างชัดเจนว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปตามเส้นเลือดแดง สู่เนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย และเลือดที่ใช้แล้วจะไหลตามเส้นเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อฟอกใหม่อีก ถึงแม้ Harvey จะไม่มีกล้องจุลทรรศน์สำหรับมองก็ตาม (ในยุคนั้นยังไม่มีกล้องจุลทรรศน์ใช้) แต่ Harvey ก็สรุปถูกว่าร่างกายเรามีเส้นเลือดดำ (Malpigi นักชีววิทยาชาวอิตาเลียนคือผู้พบเส้นเลือดฝอย หลังจากที่ Harvey เสียชีวิตไปแล้ว 2 ปี) ถึงแม้ทฤษฎีการไหลเวียนของโลหิตลักษณะนี้จึงได้รับการต่อต้านมากในระยะแรกๆ ก็ตาม แต่ในที่สุดโลกก็ยอมรับว่าสิ่งที่ Harvey พบคือความจริง

นอกจากจะสนใจด้านสรีรวิทยาแล้ว Harvey ยังสนใจวิทยาการสืบพันธุ์อีกด้วย หนังสือที่เขาแต่งชื่อ De Generation Animalium (On the Generation of Animals) คือ จุดเริ่มต้นของวิชาคัพภะวิทยา (Embryology) Harvey มีความเชื่อเหมือน Aristotle ที่ว่าขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน รูปร่างและหน้าตาของตัวอ่อนมิได้เหมือนกับลูกอ่อนที่สัตว์คลอดออกมา แต่โครงสร้างทางสรีระของตัวอ่อน ขณะที่อยู่ในครรภ์จะเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีรูปร่างเหมือนลูกสัตว์แล้วจึงถูกคลอดออกมา

ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 17 กมภาพันธ์ พ.ศ.2543 R.V. Short แห่งมหาวิทยาลัย Melbourne ในประเทศออสเตรเลีย ได้บรรยาย ความสนใจของ Harvey ด้านตัวอ่อนวิทยาว่า Harvey เลื่อมใสในคำสอนของ Aristotle มาก แต่เมื่อ Aristotle เชื่อว่าตัวอ่อนของเด็กเกิด จากการที่เชื้ออสุจิของผู้ชายเข้าไปผสมกับเลือดประจำเดือนของผู้หญิง Harvey จึงได้ดำริทดสอบความคิดของ Aristotle เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที โดยใช้กวางที่ชอบผสมพันธุ์กันตามฤดู ทั้งนี้เพราะ Harvey เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์ James ที่ 1 และ Charles ที่ 1 แห่งประเทศอังกฤษ ผู้ทรงโปรดปรานการล่ากวางมาก การออกล่ากวางสัปดาห์ละครั้งทำให้ Harvey มีโอกาสใช้กวางที่ล่าได้ในการทดสอบทฤษฎีการปฏิสนธิของ Aristotle

ตามปกติกวางตัวผู้จะติดสัดในราวปลายเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งกวางจะคึกคะนองและดุมาก ทำให้พรานไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ ในการฆ่ามันด้วยดาบเลย พรานจึงได้หันไปล่ากวางตัวเมียแทน ดังนั้น ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม เมื่อ Harvey ได้กวางมา เขาก็จะผ่ามดลูกของกวางหาลูกอ่อนของมันทันที แต่เขาก็ประสบความสับสน เมื่อเขาไม่เห็นไข่กวางที่ได้รับการปฏิสนธิใดๆ เลย จนกระทั่งกวางนั้นเป็นกวางที่ถูกฆ่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน (Harvey คิดว่าไข่กวางจะได้รับการปฏิสนธิตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน) เขาสรุปว่าตัวอ่อนมิได้มาจากเชื้ออสุจิของตัวผู้ผสมกับเลือดประจำเดือนของตัวเมีย ทันทีที่สัตว์มีเพศสัมพันธ์กัน ดังที่ Aristotle คิด การที่ Harvey ไม่สามารถเห็นไข่ใดๆ ที่ได้รับการผสมพันธุ์นั้นก็เพราะไข่มีขนาดเล็กมาก คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเพียง 0.1 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง และกว่าไข่จะมีขนาดใหญ่ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ต้องคอยอีกนานถึง 10 วัน ดังนั้น Harvey จึงไม่เห็นอะไรในมดลูกของกวางเลย ทั้งๆ ที่มีการผสมพันธุ์กันแล้ว การไม่มีหลักฐานทำให้ Harvey รู้สึกลังเลที่จะตีพิมพ์ผลงานของตน แต่เมื่อได้รับการชักนำจากเพื่อนฝูง เขาจึงได้เขียนหนังสือชื่อ On the Generation of Animals เล่มนั้นในปี พ.ศ. 2197 ขึ้นมาว่าใครจะพูดยังไงก็ตาม เขาก็ยังเชื่อว่าในมดลูกของสัตว์จะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สัตว์เกิดออกมาหลังจากการผสมพันธุ์

ขณะที่ Harvey แต่งหนังสือเสร็จนั้น เขามีอายุได้ 73 ปีแล้ว Harvey ได้เลือกภาพของเทพ Zeus ลงหน้าปกหนังสือโดยในพระหัตถ์ มีไข่ใบหนึ่งและมีภาพสัตว์เช่น คน งู จระเข้ และแมลงต่างๆ พุ่งตัวออกมาจากไข่ใบนั้นสมดังกับที่ Aristotle ได้คิดไว้ว่า ชีวิตทุกชีวิตมาจากไข่ "Exovo Omnia"

ถ้า Harvey ยังมีชีวิตอยู่ ณ วันนี้ เขาก็คงสงสัยในความนึกคิดของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันหลายเรื่องเช่น เหตุใดคนจึงไม่เห็นด้วยกับ การใช้สัตว์ในการทดลอง และเหตุใดเราจึงประณามการล่ากวาง แต่ Harvey ก็คงรู้สึกดีใจที่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันสามารถโคลนแกะ Dolly ได้ และล่วงรู้ว่าไข่นั้นเองที่เป็นตัวถ่ายทอด mitochondrial DNA จากแม่ไปสู่ลูก ไข่จึงให้ชีวิตทุกชีวิตสมดังที่ Harvey ได้คิดไว้

ชีวิตของ Harvey เป็นชีวิตที่น่าสนใจและสมหวัง เขาได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัย Cambridge ในประเทศอังกฤษ เมื่อมีอายุได้ 22 ปี เขาได้เดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์กับนักกายวิภาคศาสตร์ชื่อ Fabricius ผู้มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัย Padua ในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น และขณะที่ Harvey เรียนอยู่ที่ Padua นั่นเอง ที่นั่นก็มีศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ชื่อ Galileo สอนอยู่ แต่เราก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า Galileo ได้สอนฟิสิกส์ให้ Harvey หรือไม่ หลังจากเวลาผ่านไปนาน 2 ปี Harvey ได้เรียนจบหลักสูตรและได้เดินทางกลับอังกฤษ มาทำงานเป็นแพทย์หลวง นอกจากนี้ เขายังเป็นหมอประจำตัวของนักปราชญ์ชื่อ Francis Bacon อีกด้วย Harvey สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ที่ College of Physicians ในลอนดอนและทำงานประจำที่โรงพยาบาล St. Bartholomew จนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2200 ขณะที่มีอายุได้ 79 ปี โดยไม่มีทายาทสืบสกุล


 

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในยุคปัจจุบัน
 


 

1.ปราสาทหินนครวัด ประเทศกัมพูชา

สร้างโดยพระราชาธิราชพ.ศ.1690 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นครวัดเป็นสถาปัตยกรรมสร้างด้วยหินศิลาแลงและมีช่างแกะหินเป็นภาพพุทธประวัติบ้าง ภาพสงครามบ้าง

 
 


 

2.ทัชมาฮาล ในประเทศอินเดีย

เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ซึ่งพระเจ้าซาห์เยฮัน แห่งเมืองอัคระ สร้างเป็นสุสานฝังศพของมเหสีที่พระองค์รักมากที่สุด ทัชมาฮาลสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 23 ปี

 
 


 

3.พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส

สร้างโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สร้างนานถึง 30 ปี ห้องทุกห้องตกแต่งประดับประดาหรูหราโอ่อ่ามาก แต่ประหลาดมากคือไม่มีห้องน้ำ
 
 


 

4.ตึกเอ็มไพร์สเตต เกาะแมนฮัตตัน สหรัฐอเมริกา

เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดีไม่มีสนิม คงทนถาวรนาน 6,000 ปีไม่มีถล่ม


 
 


 

5.เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์ เขื่อนกั้นแม่น้ำโคโลราโด

อยู่ระหว่างรัฐเนวาดากับอริโซน่า สหรัฐอเมริกา สร้างเมื่อปีพ.ศ.2472 เป็นเขื่อนแรกที่มนุษย์สร้างและเอาชนะธรรมชาติอันร้ายแรงของน้ำท่วมและกักเก็บน้ำให้เป็นทะเลสาบได้อยู่ระหว่างรัฐเนวาดากับอริโซน่า สหรัฐอเมริกา สร้างเมื่อปีพ.ศ.2472 เป็นเขื่อนแรกที่มนุษย์สร้างและเอาชนะธรรมชาติอันร้ายแรงของน้ำท่วมและกักเก็บน้ำให้เป็นทะเลสาบได้
 
 


 

6.สะพานโกลเดนเกต ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

เป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก เฉพาะช่วงตอนกลางยาวถึง 4,200 ฟุต กว้าง 90 ฟุต ความยาวทั้งหมดของสะพานเกือบ 7 กิโลเมตร สร้างเมื่อปี 2476 เสร็จปี 2480 เวลากลางคืนเปิดไฟที่สะพานจะสวยมาก

 
 


 

7.เรือโดยสารควีนแมร์รี่

เป็นเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาใหญ่โตที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อรับผู้โดยสารข้ามมหาสมุทร เรือมีน้ำหนัก 80,773 ตัน ยาว 1,004 ฟุต สูง 180 ฟุต ภายในเรือมีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า โรงพยาบาล ฯลฯ แต่ตอนนี้เรือไม่ได้แล่นรับผู้โดยสารแล้ว เพราะมีเศรษฐีอเมริกันซื้อไปสร้างเป็นโรงแรมและพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำที่ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย

“พลังงานปรมาณู”

 โดย   ช่อทิพย์    มงคลมาลย์

กลุ่มงานห้องสมุด

สำนักบริหารจัดการด้านพลังงานปรมาณู

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ   

      

                พลังงานปรมาณู   คืออะไร มาจากไหน มีความสำคัญอย่างไร ทำไมในพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มาตรา 12 จึงกำหนดว่า

              “ห้ามมิให้ผู้ใด ผลิต มีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ”  

               พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ให้ความหมาย “พลังงานปรมาณู” ว่า “พลังงานไม่ว่าในลักษณะใด ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยออกมาในเมื่อมีการแยก รวม หรือ แปลงนิวเคลียสของปรมาณู”       

             “ปรมาณู” เป็นศัพท์ที่แปลมาจากคำว่า “อะตอม” (Atom) ถอดมาจากภาษากรีกว่า “Atomos” แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “not cut able” แปลเป็นไทยว่า “แบ่งต่อไปไม่ได้อีก” 

             จากคำจำกัดความว่า “แบ่งต่อไปไม่ได้อีก” ทำให้เข้าใจว่า ปรมาณูเป็นเนื้อหรือมวลชิ้นเล็กที่สุด แบ่งแยกต่อไปให้เป็นอะไรอย่างเดิมที่มันเคยเป็นไม่ได้อีกแล้ว

              อะไรในที่นี้ที่มีหน่วยเล็กที่สุด ที่เรียกว่า “ปรมาณู” นั้น ทางวิทยาศาสตร์กำหนดให้เป็น ธาตุ ธาตุ หมายถึง ธาตุแท้ คือเป็นเนื้อของธาตุนั้นธาตุเดียวไม่มีธาตุอื่นปะปนอยู่ด้วย เช่น ธาตุไฮโดรเจน ธาตุฮีเลียม ธาตุออกซิเจน ธาตุทองคำ ธาตุยูเรเนียม

                 ธาตุแท้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เท่าที่สำรวจค้นพบแล้ว มี 92 ธาตุ ที่มากไปกว่า 92ธาตุเป็นธาตุที่ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ แต่เป็นธาตุที่คนทำให้เกิดขึ้น ธาตุทั้งหลายมีสภาพเป็นกาซ ของเหลวและของแข็ง

                 ปรมาณูของธาตุชนิดเดียวกัน มีสมบัติเหมือนกันหมด ปรมาณูของธาตุต่างกันมีสมบัติไม่เหมือนกัน เช่น ปรมาณูของไฮโดรเจน ทุกๆ ปรมาณูไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเหมือนกันหมด ปรมาณูของทองคำทุกๆ ปรมาณูไม่ว่าจะเป็นทองคำที่ไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น ธาตุต่างชนิดกันจะมีปรมาณูไม่เหมือนกัน ขนาดของปรมาณูที่ว่าเล็กที่สุดนั้นโตแค่ไหนไม่มีใครเคยเห็นด้วยตา แม้กล้องจุลทรรศน์ที่ขยายได้มากที่สุดก็ยังส่องไม่เห็น แต่ผลของการคำนวณและการวิจัย ปรากฏว่า ปรมาณูของไฮโดรเจน ถ้าจะนำมาวางเรียงชิดติดกันให้เป็นแถวต้องใช้ถึงสองร้อยล้านปรมาณู จึงจะได้ยาวประมาณ 1 นิ้วฟุต

                 โดยปกติ ปรมาณูไม่อยู่นิ่ง ไหวตัวเคลื่อนที่ตลอดเวลาไม่มีวันหยุด ความเร็วในการเคลื่อนไหวของปรมาณูแต่ละธาตุขึ้นอยู่กับมวลและความร้อน ยิ่งร้อนจัดก็ยิ่งไหวตัวเคลื่อนที่เร็วขึ้น อาจมีความเร็วในการเคลื่อนที่ตั้งแต่ 5 พัน ถึง 2 หมื่น 5 พันฟิต ต่อ 1 วินาที ถ้าอุณหภูมิลดลง หมายความว่า เย็นลง เย็นลงจนถึง ลบสองร้อยเจ็ดสิบสามองศาเซสเซียส (-273ºC) ปรมาณูจะหยุดนิ่ง

                 ที่ว่าปรมาณูเป็นชิ้นเล็กที่สุดของธาตุ จะแบ่งต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น ไม่ได้หมายความว่า ถ้าขืนจะแบ่งกันจริงๆ แล้วแบ่งไม่ได้ ความจริงยังแบ่งต่อไปอีกก็ได้ แต่เมื่อแบ่งแล้วส่วนที่ถูกแบ่งออกมาจะไม่มีสมบัติเหมือนธาตุเดิม มันเป็นอะไรอย่างอื่นไป เช่นชิ้นเนื้อที่เล็กที่สุดของปรมาณูทองคำ ถ้าแบ่งต่อไป ส่วนต่างๆ ที่ถูกแบ่งแยกออกมา ไม่ใช่ปรมาณูทองคำ เช่นเดียวกัน ปรมาณูไฮโดรเจน ถ้าแบ่งต่อไป ส่วนต่างๆ ที่แบ่งแยกออกมาก็ไม่เป็นไฮโดรเจน  ทางวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่า ส่วนต่างๆ ที่ถูกแบ่งแยกออกมาจากปรมาณูแล้วไม่เป็นปรมาณูของธาตุนั้นๆ เป็นองค์ประกอบของปรมาณู มีอยู่ 3 อย่าง ดังนี้

 1.                   “โปรตอน” เป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว ไม่สามารถเห็นด้วยตา มีประจุไฟฟ้าบวกประจำ มีมวลหรือ น้ำหนัก 1.00758 หน่วย

2.                   “อิเล็กตรอน” เป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว ไม่สามารถเห็นด้วยตา มีประจุไฟฟ้าลบประจำ มีมวล หรือ น้ำหนัก 0.0055 หน่วย

3.                   “นิวตรอน” เป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว ไม่สามารถเห็นด้วยตา เป็นกลาง ไม่มีประจุไฟฟ้าบวก หรือ ลบประจำ มีมวล หรือน้ำหนัก 0.00893 หน่วย

                 สภาพความเป็นอยู่ของปรมาณู มีระบบคล้ายระบบสุริยะ ระบบสุริยะนั้นเราทราบกันอยู่แล้วว่า มีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง รอบๆ ดวงอาทิตย์มีดาวพระเคราะห์หมุนโคจรอยู่เป็นนิรันดร์ ดาวพระเคราะห์แต่ละดวงมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นประจำ ดาวพระเคราะห์ดวงที่หมุนอยู่ใกล้ชิดดวงอาทิตย์มากที่สุด คือ ดาวพระพุธ (Mercury) ถัดออกมาเป็นดาวพระศุกร์ (Venus) ถัดออกมาเป็นดาวพระราหู คือ โลกเรานี้ (Earth) ถัดออกมาเป็นดาวพระอังคาร (Mars) ถัดออกมาเป็นหมู่ดาวแอสเทอรอยดส์ (Asteroids) ถัดออกมาเป็นพระพฤหัสบดี (Jupiter) ถัดออกมาเป็นดาวพระเสาร์ (Saturn) ถัดออกมาเป็นดาวมฤตยู (Uranus) ถัดออกมาเป็นดาวพระเกตุ (Neptune) ดวงที่อยู่วิถีชั้นนอกสุด คือ ดาวพระยม (Pluto) รวมดวงอาทิตย์กับดาวพระเคราะห์ทั้งหมดในสภาพดังกล่าว เรียกว่า ระบบสุริยะ

                 ปรมาณูก็เหมือนกัน มีระบบเหมือนระบบสุริยะ คือมีอะไรหน่วยหนึ่งเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง และมีอะไรเปรียบเหมือนดาวพระเคราะห์หมุนรอบหน่วยกลางนี้ 

               จากผลการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่า หน่วยกลางของปรมาณู มีโปรตอนกับนิวตรอน อัดตัวกันแน่น (ยกเว้นหน่วยกลางของไฮโดรเจนธรรมดา ไม่มีนิวตรอน) และรอบๆ หน่วยกลางนี้มีอิเล็กตรอนซึ่งเปรียบเหมือนดาวพระเคราะห์ หมุนตัวโคจรตามวิถีไม่มีเวลาหยุด โปรตอนกับนิวตรอนซึ่งอัดตัวกันแน่นอยู่กลางปรมาณูนี้ เรียกว่า “แก่นของปรมาณู” หรือ “นิวเคลียส” (Nucleus) สมกับเป็นแก่นจริงๆ เพราะมันแน่นมากๆ แน่นเพียงใดนักวิทยาศาสตร์ให้นึกเปรียบเทียบความแน่นของโลหะ เปรียบเทียบกับสตางค์สิบของไทยเรา ถ้าจะให้มีความแน่น (Density) เท่ากับความแน่นของแก่นปรมาณู สตางค์สิบนั้นจะต้องหนักถึง 600 ล้านตันโดยประมาณ 

                          ระบบสุริยะมีที่ว่างอยู่ไม่น้อย หมายความว่า จากดวงอาทิตย์ออกมา กว่าจะถึงดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งดวงใด เป็นที่ว่างเสียมากมาย เช่น จากดวงอาทิตย์ถึงดาวพระราหู คือ โลกเรานี้ ห่างกันถึง 93 ล้านไมล์ ระบบปรมาณูก็เช่นเดียวกัน จากแก่นถึงอิเล็กตรอนเป็นที่ว่างเปล่า (ความจริงไม่ว่างเปล่าทีเดียว มีคลื่นแรกเกี่ยวกับการทรงตัวของระบบปรมาณูอยู่เต็มเหมือนกับสนาม) ความว่างระหว่างแก่นกับอิเล็กตรอนของปรมาณูมีเพียงใด นักวิทยาศาสตร์วาดมโนภาพขยายแก่นปรมาณูของไฮโดรเจนให้โตเท่าเมล็ดถั่วลันเตา ซึ่งประมาณว่าทำให้โตขึ้นจากขนาดโตของแก่นจริงราวล้านเท่า อิเล็กตรอนของไฮโดรเจนก็จะโตตามขึ้นมาด้วย และจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ฟุต วิถีโคจรรอบแก่นของอิเล็กตรอนจะอยู่ห่างจากแก่นออกมาประมาณ 300 ไมล์ จากข้อนี้ทำให้เห็นว่า ปรมาณู นั้น มีที่ว่างมากมาย เนื้อแท้ๆ ของปรมาณูไปอออัดกันแน่นที่แก่น และเนื่องด้วยอิเล็กตรอนมีมวล หรือน้ำหนักน้อยมากๆ อิเล็กตรอนตัวหนึ่งหนักเพียง 1/1,840 ของน้ำหนักโปรตอนเท่านั้น ฉะนั้นในการคิดคำนวณทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับน้ำหนักปรมาณู โดยมากจึงคิดเฉพาะมวลของแก่นแต่อย่างเดียว

                 ระบบปรมาณูหนึ่งๆ อาจมีอิเล็กตรอนหมุนรอบแก่นอยู่เพียงตัวเดียว ได้แก่ ปรมาณูของไฮโดรเจน บางปรมาณูมีอิเล็กตรอน 2 ตัวหมุนอยู่รอบแก่น ได้แก่ปรมาณูของฮีเลียม บางปรมาณูมีอิเล็กตรอนตั้ง 92 ตัวหมุนโคจรอยู่รอบแก่น ได้แก่ ปรมาณูของยูเรเนียม

                 ปกติปรมาณูเป็นกลางเสมอ คือ ไม่มีประจุไฟฟ้าบวกหรือลบเหลือเกินอยู่เลย แสดงว่าจำนวนโปรตอนบวกที่แก่น กับจำนวนอิเล็กตรอนลบที่หมุนเวียนรอบแก่นเท่ากัน ทำให้อำนาจการดึงดูดทางไฟฟ้าสมดุลกัน จึงเป็นกลางอยู่ได้ ปรมาณูธรรมดาสามัญที่สุด ได้แก่ ปรมาณูของไฮโดรเจน คือ มีโปรตอนเป็นแก่นอยู่ตัวเดียว และมีอิเล็กตรอนหมุนวนเวียนอยู่ตัวเดียวเหมือนกัน ปรมาณูธรรมดาสามัญถัดมา ได้แก่ ปรมาณูของฮีเลียม ที่แก่นมีโปรตอนบวก 2 ตัวอัดแน่นอยู่กับนิวตรอน 2 ตัว มีอิเล็กตรอน 2 ตัว หมุนอยู่รอบแก่นนี้ ปรมาณูของธาตุยูเรเนียมมีโปรตอน 92 ตัว นิวตรอน 146 ตัว อัดกันแน่นเป็นแก่นอยู่ตรงกลาง มีอิเล็กตรอน 92 ตัว หมุนโคจรอยู่รอบแก่น

                 เป็นที่น่าสงสัยว่า ไฟฟ้าบวกย่อมดูดกับไฟฟ้าลบ แต่ทำไมโปรตอนบวกจึงไม่ดูดเอาอิเล็กตรอนลบเข้าไปรวมอยู่ที่แก่นเหมือนกัน อิเล็กตรอนนั้นไม่ได้อยู่เฉยๆ หมุนรอบตัวเองและรอบแก่นไปด้วย ความเร็วที่อิเล็กตรอนหมุนรอบแก่นนั้นประมาณ 2 หมื่นไมล์ต่อ 1 วินาที ความเร็วในการหมุนรอบตัว และการหมุนเวียนรอบแก่นนี้เป็นแรงเหวี่ยง ต่อสู้กับแรงดึงของโปรตอนไว้ได้ อิเล็กตรอนจึงไม่ถูกดูดเข้าไปรวมเป็นกระจุกอยู่ที่แก่น 

  สิ่งที่น่าสงสัยอีกอย่างหนึ่ง คือ โปรตอนซึ่งมีประจุไฟฟ้าบวก ทำไมจึงรวมตัวอัดกันแน่นเป็นแก่นปรมาณูอยู่ได้ ทำไมจึงไม่ผลักกันให้หลุดกระเด็นออกไป อำนาจการผลักดันของโปรตอนด้วยกันมีมิใช่น้อย

 

                ศาสตราจารย์ เฟรเดอริค ซอดดี (Frederick Soddy) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ยืนยันว่า ถ้าโปรตอน 2 กรัม วางที่ขั้วโลกเหนือ 1 กรัม อีก 1 กรัมวางที่ขั้วโลกใต้ โปรตอน 2 หน่วยนั้นจะออกแรงผลักถึงกัน และมีแรงผลักกันถึง 26 ตัน นักวิทยาศาสตร์บางคนยืนยันว่า การที่โปรตอนไม่กระเด็นออกมาแต่กลับรวมตัวอัดกันแน่น เป็นเพราะมีนิวตรอนอยู่ด้วย โปรตอนกับนิวตรอนนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทกันยิ่งนัก โปรตอนอาจเปลี่ยนตัวเป็นนิวตรอน และนิวตรอนก็อาจเปลี่ยนตัวเป็นโปรตอนได้ ในขณะเปลี่ยนตัวนี้ มีอนุภาคใหม่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง เรียกว่า “เมซอน” (Meson) เมซอนมีประจุไฟฟ้าบวกก็ได้ ลบก็ได้ ตอนที่นิวตรอนจะเปลี่ยนตัวเป็นโปรตอนนั้น นิวตรอนไปรับเอาเมซอนบวกมาจากโปรตอน เมื่อรับมาเข้าตัวแล้วก็กลายเป็นโปรตอนไป และเมื่อใดนิวตรอนให้เมซอนลบแก่โปรตอน จะทำให้โปรตอนกลายเป็นนิวตรอนไป การเปลี่ยนแปลงตัวระหว่างโปรตอนกับนิวตรอนนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ความรวดเร็วนี้ทำให้เกิดคลื่นเมคานิกส์ คลื่นซึ่งโปรตอนกับนิวตรอนส่งแลกเปลี่ยนกันนี้เองทำให้เกิดเป็นประดุจสายใยของเส้นแรงยึดรวมตัวโปรตอนกับนิวตรอนให้อัดกันแน่น เป็นแก่นของปรมาณูและแรงนี้มีพลังอย่างมหาศาล มิฉะนั้นจะไม่สามารถบังคับให้โปรตอนบวกซึ่งคอยผลักกันอยู่เสมอให้รวมตัวอัดกันแน่นอยู่ได้ พลังงานนี้แหละที่เรียกกันทั่วไปว่า “พลังงานปรมาณู”

                  พลังงานปรมาณูมีปริมาณเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองโดยการสร้างแก่นปรมาณูของธาตุฮีเลียม โดยมีโปรตอนบวก 2 ตัวแต่ละตัวหนัก 1.00758 มีนิวตรอน 2 ตัว แต่ละตัวหนัก 1.00893 เมื่ออยากจะทราบว่าแก่นปรมาณูนี้หนักเท่าใดก็เอา 2.01516 ซึ่งเป็นน้ำหนักของโปรตอน 2 ตัว บวกเข้ากับ 2.01786 ซึ่งเป็นน้ำหนักของนิวตรอน 2 ตัว ผลบวกจะได้ 4.03302 แต่ความจริง จากผลการวิจัยและการคำนวณปรากฏว่า น้ำหนักของแก่นปรมาณูของฮีเลียมหนักจริงๆ เพียง 4.00389 เท่านั้น ซึ่งน้อยไปกว่าผลบวกของโปรตอน 2 ตัว กับนิวตรอน 2 ตัวประมาณ 0.03 มวล 0.03 ที่หายไปนี้ ไปไหน

                 นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าแล้วยืนยันว่า มวลที่หายไปนี้แหละกลายเป็นพลังงานออกแรงยึดเหนี่ยวโปรตอน กับ นิวตรอนให้อัดตัวกันแน่นเป็นแก่นของปรมาณู มวลเป็นเนื้อของธาตุ เป็นวัตถุ พลังงานไม่เป็นธาตุ ไม่เป็นวัตถุ ดังนั้นมวลของธาตุก็เปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้ และพลังงานก็อาจควบตัวกันแน่นกลายเป็นมวลของธาตุได้เหมือนกัน

                 ความแรงของพลังงานปรมาณูสามารถคำนวณได้จาก สมการของไอน์สไตน์ เรื่องความสัมพันธ์ของมวลธาตุกับพลังงาน ดังนี้

                 “พลังงานที่เกิดมาจากมวลธาตุ จะมีปริมาณเท่ากับมวลธาตุที่สลายตัว คูณด้วยจำนวนความเร็วของแสงยกกำลัง 2 (คือความเร็วของแสงคูณตัวเอง)”

                                หรือ                        E=mc² 

                                                                                E = Energy แปลว่า พลังงาน

                                                                m = mass     แปลว่า มวล 

                                                               c     เป็นตัวคงที่ กำหนดให้เท่ากับอัตราความเร็วของแสง ซึ่งถ้าคิดเป็นเซนติเมตรก็จะเท่ากับ 29,979,300,000 (สองหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเก้าล้านสามแสน) เซนติเมตร ต่อ 1 วินาที

                 เอาตัวเลข 0.03 ที่หายไปจากการสร้างแก่นปรมาณูของฮีเลียมมาเข้าสมการนี้ดู คือให้ m = 0.03 กรัม c² (ยกกำลังสอง) = (29,979,300,000 เซนติเมตร)² (ยกกำลัง 2 คือ คูณตัวเองก่อน ว่า ผลลัพท์ เป็น E คือพลังงาน ซึ่งมีหน่วยคิดเป็นเอิร์กส์ (Ergs) เมื่อคูณออกมาจะได้ตัวเลขเรียงกันยาวมาก แสดงว่า เป็นปริมาณอย่างมหาศาลของพลังงาน

                พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแก่นนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน หรือพลังงานเสียง และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านการศึกษาวิจัย ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านอุตสาหกรรม ด้านการการเกษตร

              ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น เอาไปใช้กับเครื่องเอกซ์เรย์ให้เครื่องเอกซ์เรย์สามารถทำงานได้ ตรวจวินิจฉัยโรคและหาแนวทางบำบัดรักษา เช่น รักษาโรคคอพอก ตรวจหาเนื้องอก ตรวจหาและบำบัดมะเร็ง ปลอดเชื้อผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ หยุดยั้งการเติบโตของเม็ดเลือดขาวป้องกันภาวะ Graft Versus Host Disease (GVHD) ตรวจวัดความหนากระดาษของโรงงานผลิตกระดาษ ตรวจหารอยรั่วของท่อส่งน้ำมัน หารอยร้าวของเครื่องบิน ปีกเครื่องบิน ตรวจหาโลหะหรือสิ่งผิดกฎหมายในจุดตรวจต่างๆ เพิ่มมูลค่าอัญมณี วิเคราะห์หาอายุโบราณคดี ถนอมอาหารให้เก็บรักษาได้ยาวนานปราศจากเชื้อโรคและพยาธิ ยับยั้งการงอกของพืช ผัก ผลไม้ ชะลอการเน่าเสีย ทำลายแมลง พยาธิ และจุลินทรีย์ ลดการนำเข้าและเพิ่มรายได้ของประเทศโดยส่งเสริมการส่งออกอาหารและผลิตผลการเกษตร

              ประโยชน์ของพลังงานปรมาณูยังมีอีกมาก ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติและกฎกระทรวงเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงได้กำหนดไว้ว่า ผู้ใด ผลิต มีไว้ในครอบครอง พลังงานปรมาณู จะต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำพลังงานปรมาณูไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์สุขของผู้ใช้เองและประชาชน

----------------------------------------------------------------------------------- 

  เอกสารอ้างอิง: 

 1.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. พระราชบัญญัติและกฎกระทรวง เกี่ยวกับ พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ.  โรงพิมพ์คุรุสภา: กรุงเทพมหานคร, 2546.

2.       พล. ท. ขุนสถิตวิทยาศาสตร์.  “แก่นปรมาณู.” พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ; บทความบรรยายทางวิทยุกระจายเสียงของคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ. สำนักพิมพ์บรรณาคาร: พระนคร, 2502.

3.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “อะตอมหรือปรมาณู.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 3. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2547.

4.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “พลังงานจากอะตอม.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 11. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2547.

5.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “รังสีในทางการแพทย์.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 31. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2547.

6.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “รังสีกับอาหาร.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 33. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. กรุงเทพมหานคร, 2547.

7.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. พลังงานเพื่อการสร้างสรรค์: รายงานประจำปี 2547-2548. หน้า 5, 30-31. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2549. 


คนไทยคุ้นเคยกับบรรดาเทพทั้งหลายมาช้านาน แต่ในบรรดาเทพทั้งหมด คนไทยรู้จักพระพิฆเนศวรมากที่สุดเพราะท่านเป็นมหาเทพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยมากที่สุดจนกล่าวได้ว่า คนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นตราประจำกรมกองต่างๆมากมาย
พระพิฆเนศวร์เป็นเทพแห่งปราชญ์ ความรอบรู้ต่าง เป็นเทพแห่งขจัดอุปสรรคความขัดข้อง ดังนั้นหากผู้ใดเป็นผู้รู้และประสบความสำเร็จต่อกิจการทั้งปวงมักจะบูชาพระพิฆเนศวร์ก่อน ในอินเดียเองก็มีแนวความเชื่อในเรื่องพระพิฆเนศวร์ในทุกลัทธิศาสนาไม่ว่าลัทธิที่ถือองค์พระศิวะเป็นใหญ่ นับถือพระพรหมเป็นใหญ่หรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ ทุกลัทธิล้วนให้ความสำคัญต่อพระพิฆเนศวร์ทั้งสิ้น
ด้วยทุกตำราได้กล่าวถึงที่มาของพระพิฆเนศวร์ไว้สูง สำคัญและฤทธิ์มาก มีความเฉลียวฉลาด มีคุณธรรม คอยช่วยเหลือปกป้องปราบปรามสิ่งชั่วร้ายและเป็นยอดกตัญญู
แม้พระพิฆเนศวร์จะเป็นเทพที่มีความเก่งกาจสามารถยิ่ง แต่ก็เป็นเทพที่สงบนิ่งไม่เย่อหยิ่งทรนงอันเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐอีกประการหนึ่งของผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง จึงกล่าวได้ว่า พระพิฆเนศวร์เป็นมหาเทพที่ดีพร้อมครบถ้วนด้วยความดีงามสมควรแก่การยกย่องบูชาเป็นนิจ แม้แต่องค์พระศิวะมหาเทพผู้สร้างและพระบิดาแห่งองค์พระพิฆเนศวร์ยังกล่าวว่า ไม่ว่าจะกระทำการสิ่งใดหรือทำพิธีบูชาใด ให้ทำการบูชาพระพิฆเนศวร์ ก่อนกระทำการทั้งปวง


 

 
ฐานะและสถานภาพ

เนื่องจากพระคเณศเป็นเทพที่มีสถานภาพแห่งความเป็นสากล ศาสนิกชนและผู้คนทั่ว ๆ ไปต่างเคารพนับถือพระองค์ว่าเป็นเทพที่สำคัญ อันจะอำนวยพรประสิทธิ์ประสาทผลในด้านต่าง ๆ แทบจะทุกด้าน และผู้เลื่อมใสพระองค์ก็มีตั้งแต่ชนชั้นล่างสุดจนถึงชนชั้นปกครอง ทุกสาขาอาชีพ ไม่มีขีดจำกัดหรือกฎเกณฑ์ ห้ามปรามเหมือนอย่างพระมหาเทพและพระมหาเทวีบางพระองค์
พอจะสรุปถึงฐานะของพระคเณศในด้านต่างได้ดังนี้

 
๑. พระคเณศในฐานะเทพขจัดอุปสรรค ในสมัยก่อน พ่อค้าต่างๆเวลามาเพื่อติดต่อค้าขายในแถบคาบสมุทรอินโดจีน มักจะพกพาพระคเณศติดตัวมาบูชาเพื่อคุ้มครองป้องกันภัยและช่วยอำนวยความสำเร็จในการเดินทาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีการนิยมสร้างรูปเคารพพระคเณศขึ้นมาเพื่อประทานความสำเร็จและขจัดอุปสรรคโดยเฉพาะในด้านการค้าและการประกอบธุรกิจต่างๆ ในบริษัทใหญ่ๆ โรงแรมใหญ่ๆในปัจจุบัน
 
๒. พระคเณศในฐานะเทพบริวาร ในฐานะที่พระคเณศเป็นพระโอรสของพระศิวะมหาเทพและพระอุมามหาเทวี ท่านจึงได้ฐานะเป็นเทพบริวารให้กับมหาเทพทั้งสอง ด้วยฐานะดังกล่าวจึงมีการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่กองพลทหารบกที่ ๑ รักษาพระองค์
 
๓. พระคเณศในฐานะเทพผู้ปกป้องคุ้มครองเด็ก พระคเณศในฐานะนี้เราจะพบเห็นได้จากภาพวาดหรือปฏิมากรรมของพระคเณศในวัยที่ยังเป็นเด็ก ขณะเป็นพระโอรสของพระนางอุมามหาเทวี ผู้คนจึงมอบฐานะแห่งเทพผู้คุ้มครองเด็กให้กับพระองค์
 
๔. พระคเณศในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการ ทรงเป็นเทพแห่งฉลาดรอบรู้และเป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งภาพวาดหรือรูปเคารพของพระองค์จะมี ๒ พระกร ถือ คัมภีร์และงาหัก นตามหลักฐานที่ปรากฏ จะพบว่าคติการเคารพบูชาพระคเณศในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการของไทยเรานั้นเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน และปรากฏฐานะนี้ที่เด่นชัด ในสมัยรัชการที่ ๖ ที่ทรงกำหนดให้ใช้รูปพระคเณศเป็นตราเครื่องหมายสัญลักษณ์ของวรรณคดีสโมสร ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๘๐ ก็ได้กำหนดให้ใช้รูปของพระคเณศเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมศิลปากร
 
๕. พระคเณศในฐานะบรมครูช้าง ในสมัยก่อนนั้นการทำศึกสงคราม ช้างเป็นสัตว์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการทำศึก การทำกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับช้างจึงเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดกลายเป็นศาสตร์ที่สำคัญแขนงหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "คชศาสตร์" ด้วยรูปแบบดังกล่าวของพระคเณศ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับคชศาสตร์ ดังนั้นเมื่อมีกิจกรรมเกี่ยวกับคชศาสตร์เกิดขึ้น ก็ย่อมจะต้องมีการบูชาพระคเนศด้วย
 
๖. พระคเณศในฐานะที่เป็นทวารบาล เป็นคติที่พบได้ทางภาคเหนือของไทยเรา เรามักพบเห็นพระคเณศอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้าวัดในพุทธศาสนา ซึ่งคล้ายกับคตินิยมในธิเบตและพม่า
ดังตัวอย่างเช่นที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดท่าสต๋อย ที่มีรูปพระคเณศอยู่บริเวณทางเข้าในฐานะพระทวารบาล และคติการสร้างรูปพระคเณศไว้ที่บริเวณทางเข้าวัดทางภาคเหนือนั้น จะเน้นหนักไปในเรื่องที่ยกพระคเณศให้เป็นทวารบาลคอยคุ้มครองสัปตบุรุษผู้ไปทำบุญหรือปฏิบัติศาสนกิจ
 
๗. พระคเณศในฐานะบรมครูหรือเทพทางศิลปะการแสดง ปัจจุบันนี้ศิลปะการแสดงต่างๆโดยเฉพาะในแวดวงดาราดาราภาพยนตร์และดาราทีวีจะนับถือพระคเณศว่าเป็นบรมครูทางการแสดงของพวกเขา ซึ่งจะไปเหมือนกับคตินิยมในการบูชาพระคเณศในฐานะบรมครูทางนาฏกรรมของบรรดานักนาฏศิลป์ทั้งหลาย
 
๘. พระคเณศในเครื่องรางของขลัง ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ ชึ่งเป็นช่วงที่พ่อค้าวานิชและนักบวชในศาสนาฮินดูเดินทางออกจากประเทศอินเดียมาสู่แหลมอินโดจีน และมักจะพกพาเครื่องรางที่เป็นรูปพระคเณศองค์เล็ก ติดตัวมาติดต่อค้าขายและเผยแพร่ศาสนาในแหลมอินโดจีน ดังหลักฐานที่ปรากฏจากการขุดค้นพบเครื่องรางรูปพระคเณศองค์เล็ก ๆ ในบริเวณอ่าวบ้านดอน จ .สุราษฏร์ธานี
 
ความหมาย
 

พระคเณศ ทรงมีรูปร่างเดียว โดยทรงมีพระเศียรเป็นช้าง มีพระกรรณกว้างใหญ่ มีงวงยาว แต่ทรงมีร่างกายเป็นมนุษย์ มี 4 6 หรือ 8 กรแล้วแต่พระภาคที่จะเสด็จมา รูปร่างของพระองค์แสดงถึงสิ่งเป็นมงคลดีเยี่ยม ซึ่งทรงสั่งสอนถึงความดีและความสำเร็จ
พระคเณศทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้และปัญญายิ่งใหญ่ แต่ละส่วนของท่านให้ความหมายในเชิงปรัชญาได้ดังนี้

 
พระเศียร
ทรงใช้เศียรอันใหญ่ที่เต็มด้วยปัญญาความรู้ เป็นที่รวมแห่งปัญญาทั้งหมด
พระกรรณ
ทรงใช้รับฟังคำสวดจากพระคัมภีร์และความรู้ในรูปอย่างอื่น ๆอันเป็นสิ่งแรกแห่งการศึกษา
งวง
เราได้นำเอาความรู้ต่าง ๆที่ได้รับจากการเลือกเฟ้นระหว่างทวิลักษณะ ความผิด-ถูก ความดี-ความชั่ว อันมีงวงช้างที่ยาวและใหญ่ใช้ชั่งน้ำหนักต่อการกระทำหรือการค้นหาสิ่งที่ดีงามต่างๆ อันปัญญานั้นเกิดขึ้นเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาของชีวิตให้หลุดพ้นจากอุปสรรค และพบกับความสำเร็จสมดั่งความมุ่งหมาย
งา
งาข้างเดียวโดยอีกข้างหักนั้น เพื่อแสดงให้รู้ว่าจะต้องอยู่ในเหตุระหว่างความดี-ความชั่ว ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ดีถึงความแตกต่างกัน ดั่งเช่น ความเย็น-ความร้อน การเคารพ-การดูหมิ่นเหยียดหยาม ความซื่อสัตย์-ความคดโกง
หนู
แสดงถึงความปรารถนาของมนุษย์
บ่วงบาศ
ทรงถือโดยทรงลากจูงคนทั้งหลายให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์
ขวาน
เป็นอาวุธทรงใช้ปกป้องความชั่วร้ายและคอยขับไล่อุปสรรคทั้งหลายที่มาก่อกวนต่อบริวารของพระองค์
ขนมโมทกะ
ข้าวสุกผสมน้ำตาลปั้นเป็นลูก เพื่อประทานให้เราเป็นรางวัลต่อการที่เราปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระองค์
ท่าประทานพร
หมายถึงความยิ่งใหญ่แห่งความผาสุกและความสำเร็จให้กับสาวกของพระองค์
 
กำเนิด (ประวัติพระพิฆเนศวร์)
เชื่อกันว่า ลัทธิการบูชาพระคเณศนั้น น่าจะมาจากชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย ซึ่งเป็นลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติ ชนพื้นเมืองของอินเดีย เชื่อกันว่าหนูเป็นสัญลักษณ์ของความมืด พระคเณศทรงขี่หนูจึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้สิ้นสุดลง
พระคเณศอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากการเป็นเทพประจำเผ่าของคนป่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเขาอันกว้างใหญ่ของอินเดีย คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับฝูงช้างอันน่ากลัวจึงเกิดการเคารพในรูปของช้างชึ้น เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองและพัฒนาต่อมาเป็นเทพชั้นสูงของชาวอารยัน
ต่อมาได้พัฒนาเป็นเทพผู้ขจัดซึ่งอุปสรรค มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าของเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ทั้งหลาย จนกระทั่งมีการรจนาปกรณ์ให้เป็นโอรสของพระศิวะเทพและพระนางปราวตีในเวลาต่อมา
แต่ในแง่ของคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ได้บรรยายจุดกำเนิดของพระคเนศไว้หลากหลายตำนานตามความเชื่อในแต่ละลัทธิ พอจะสรุปเป็นหลักๆได้ดังนี้
 
ตำนานที่ 1. วิฆเนศวรปราบอสูรและรากษส
อสูรและรากษสได้ทำการบวงสรวงพระศิวะจนได้คำพรจากพระศิวะหลายประการ ยังให้เหล่าอสูรกลุ่มนี้ฮึกเหิมก่อความเดือดร้อนเป็นอันมาก พระอินทร์จึงทรงนำเทวดาทั้งหลายไปเข้าเฝ้าอ้อนวอนต่อพระศิวะ ขอให้พระองค์สร้างเทพแห่งความขัดข้องขึ้น เพื่อขัดขวางความพยายามของอสูรและรากษส พระองค์จึงทรงแบ่งส่วนกายหนึ่งให้เกิดบุรุษร่างงามจากครรภ์ของพระนางปราวตีและตั้งพระนามว่าวิฆเนศวร เพื่อทำหน้าที่ขวางทางอสูร รากษส และคนชั่วมิให้ทำการบัดพลีเพื่อขอพรจากพระศิวะ ทั้งยังเป็นผู้เปิดทางอำนวยความสะดวกต่อเทวดาและคนดีเพื่อเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ
 
ตำนานที่ 2. ปราวตีนำเหงื่อไคลปั้นเป็นลูก
ครั้งหนึ่ง ชยาและวิชยา พระสหายของนางปราวตีได้แนะนำว่าปกติพระนางมักจะต้องใช้บริวารของพระศิวะอยู่เป็นประจำ ถ้าหากพระนางจะมีบริวารเป็นของตนเองก็คงจะดีไม่น้อย พระนางเห็นด้วย จนวันหนึ่งขณะที่ทรงสรงน้ำอยู่ตามลำพังก็ทรงนึกถึงคำพูดของพระสหายจึงได้นำเอาเหงื่อไคลออกมาสร้างบุรุษรูปงาม สั่งให้ไปยืนเฝ้าทวาร มิให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นอย่างนี้มาหลายเพลา จนวันหนึ่งพระศิวะได้เสด็จมา ฝ่ายลูกก็ป้องกันแข็งขัน โดยไม่รู้ว่านั่นคือพ่อพระศิวะโกรธก็เลยสั่งให้ภูติและคณะของตนเข้าสังหารทวารบาลพระองค์นั้น บ้างก็ว่าพระศิวะพุ่งตรีศูลตัดเศียรลูก บ้างก็ว่าพระวิษณุเทพที่มาช่วยรบนั้นใช้จักรตัดเศียร ความทราบถึงพระนางปราวตีจึงเกิดศึกใหญ่ระหว่างเทพและเทพีขึ้นบนสวรรค์
ฝ่ายฤาษีนารอดอดรนทนไม่ได้ จึงได้เป็นทูตสันติภาพขอเจรจากับนางปราวตีเพื่อสงบศึก นางบอกว่าจะสงบศึกก็ต่อเมื่อลูกของนางฟื้นเท่านั้น
พระศิวะจึงสั่งให้เทวดาเดินทางไปทิศเหนือให้เอาศีรษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบมาต่อกับโอรสของนางปราวตี ปรากฏว่าเทวดาได้เศียรของช้างซึ่งมีงาเพียงข้างเดียวมา เมื่อพระคเณศฟื้นขึ้นมา ทราบความจริงว่า พระศิวะคือพระบิดาก็ตรงเข้าไปขอโทษเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระศิวะพอใจมากประสาทพรให้พระคเณศมีอำนาจเหนือภูติผีทั้งหลายและทรงแต่งตั้งให้เป็นคณปติ
 
ตำนานที่ 3. ขวางทางคนชั่วไปเทวาลัยโสมนาถและโสมีศวร
พระนางปราวตีทรงเอาน้ำมันที่ใช้ในการสรงน้ำมาผสมกับเหงื่อไคลปั้นเป็นรูปคนแต่มีเศียรเป็นช้างจากนั้นได้เอาน้ำจากพระคงคาปะพรมให้มีชีวิตขึ้น เพื่อทำการขัดขวางแก่คนชั่วที่จะไปบูชาศิวะลึงค์ที่เทวาลัยโสมนาถและเทวาลัยโสมีศวรเพราะคนเหล่านี้หวังจะไปล้างบาปเพื่อมิให้ตกนรกทั้งเจ็ดขุม ด้วยเหตุนี้ การที่วันคเณศจาตุรถี นิยมเอารูปปั้นพระคเณศมาจุ่มน้ำหรือนำเทวรูปปูนชิ้นเล็ก ๆมาทิ้งตามแม่น้ำคงคา ชะรอยจะมาจากความเชื่อที่ว่าน้ำจากแม่พระคงคาจะทำให้พระคเณศมีชีวิตขึ้นมานั่นเอง
 
ตำนานที่ 4. พระคเณศ กฤษณะอวตาร
พระนางปราวตีมเหสีของพระศิวะไม่มีโอรส พระศิวะจึงทรงแนะนำให้พระนางทำพิธีปันยากพรต (พิธีบูชาพระวิษณุเทพ ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือนมาฆะ) มีระยะเวลากำหนด 1 ปีเต็มและเมื่อครบกำหนด พระนางจะได้โอรสซึ่งเป็นพระกฤษณะอวตารไปจุติ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำตรัสของพระศิวะ ทวยเทพทั้งหลายมาร่วมอวยพรในกลุ่มเทพเหล่านี้มีพระศนิ (พระเสาร์) รวมอยู่ด้วย เมื่อพระศนิเหลือบมองพระกุมารทันใดนั้นเศียรกุมารก็ขาดจากพระศอกระเด็นไปยังโคโลกซึ่งเป็นวิมานของพระกฤษณะพระวิษณุจึงเสด็จไปยังแม่น้ำบุษปุภัทรเห็นช้างนอนหัวไปทางทิศเหนือจึงตัดเศียรช้างกลับมาต่อให้กับเศียรกุมารที่หายไป ตำนานนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สร้างโดยกลุ่มที่นับถือพระกฤษณะเป็นใหญ่
 
ตำนานที่ 5 ศิวะ-อุมาแปลงกายเป็นช้างเข้าสมสู่
ครั้งหนึ่งพระศิวะและพระนางปราวตีได้เสด็จมายังแถบภูเขาหิมาลัยได้เห็นช้างสมสู่กันก็บังเกิดความใคร่ พระศิวะจึงได้แปลงเป็นช้างพลาย ส่วนนางปาราวตีแปลงกายเป็นช้างพังร่วมสโมสรจนมีลูกเป็นพระคเณศ
 
ฤทธิ์แห่งปัญญา
 
มีตำนานที่กล่าวถึงความมีสติปัญญาและไหวพริบของพระคเณศไว้หลายตอน อย่างเช่นกรณี ที่ท่านเป็นผู้ลิขิตมหากาพย์ภารตะ
ครั้งหนึ่ง มหาฤาษีวยาสะมีความต้องการที่จะเขียนมหากาพย์ภารตะ แต่เกรงว่าตนจะทำเองไม่สำเร็จ จึงไหว้วานให้ผู้อื่นช่วย แค่ไม่มีใครกล้าอาสาที่จะรับผลงานชิ้นนี้ ฤาษีนารอดเห็นว่าพระคเณศองค์เดียวเท่านั้นที่จะเขียนมหากาพย์ชิ้นนี้ได้ ในที่สุดฤาษีวยาสะจึงต้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระคเณศ
พระคเณศบอกว่า จะเขียนตามที่ฤาษีบอก แต่ทันทีที่ฤาษีหยุดบอกจะหยุดเขียนทันที ฝ่ายฤาษีบอกว่า สิ่งที่พูดออกไปจากปากของเราต้องตีความให้ถ่องแท้ก่อนที่จะลงมือเขียน ฉะนั้นเมื่อฤาษีต้องใช้การคิดสำหรับโศลกต่อไปก็จะบอกศัพท์ยาก ๆเพื่อให้พระคเณศตีความเสียก่อนเพื่อเป็นการประวิงเวลา
พระคเณศจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดอัจฉริยะในฐานะที่เป็นผู้ลิขิต มหาภารตะ ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์มหากาพย์สุดยอดของฮินดู
อย่างไรก็ตาม เรื่องมหากาพย์ภารตยุทธ์นี้ แน่นอน คงไม่มีใครเชื่อว่ามาจากฝีมือพระคเณศแน่ แต่นั่นเป็นภูมิปัญญาของปราชญ์โบราณที่ต้องการจะบอกกับคนในยุคสมัยต่อไปว่า การบูชาครูเพื่อขอดวงปัญญาในการทำงานให้ลุล่วงนั้น เป็นสิ่งสำคัญในลำดับแรก โดยเฉพาะการรจนางานในเชิงพระคัมภีร์ เหมือนเช่นพระมหาธีรราชเจ้า มักจะประพันธ์อักขระเพื่อถวายบูชาต่อพระคเณศก่อนที่จะเริ่มงานประพันธ์ทุกครั้ง
มีอยู่หลายกรณี หลายเหตุการณ์ที่ท่านทรงแสดงความเป็นเทพแห่งปัญญาที่แท้จริง แต่กรณีที่เด่นๆก็อย่างเช่น กรณีเดินทางรอบโลกเพื่อผลมะม่วง
ในคราวหนึ่ง พระนางอุมาได้นำเอาผลมะม่วงมาถวายกับพระศิวะผลหนึ่ง ปรากฏว่าลูกทั้งสองคนคือ พิฆเนศวรและขันธกุมาร ต่างก็อยากจะเสวยมะม่วงผลนี้ด้วยกันทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้พระศิวะจึงอยากรู้ว่า ลูกทั้งสองคนนี้ใครจะเก่งกว่ากัน โดยตั้งโจทย์ว่า ใครก็ตามหากเดินทางรอบโลกถึงเจ็ดรอบและกลับสู่วิมานปาวตา(วิมานของพระศิวะและพระนางอุมา) ก่อนผู้นั้นจะได้ผลมะม่วงลูกนี้ ว่าแล้วฝ่ายขันธกุมารก็ไม่รอช้า รีบขี่นกยูงตระเวนท่องโลกทันที ฝ่ายพิฆเนศแทนที่จะเอาอย่าง กลับเดินประทักษิณรอบบิดาเจ็ดรอบ และกล่าวว่า

"ข้าแต่พระบิดา พระองค์คือจักรวาล และจักรวาลคือพระองค์ พระองค์ผู้สร้างโลก และทรงเป็นบิดาแห่งข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทำประทักษิณพระบิดาเจ็ดรอบ ถือว่าได้กุศลเท่ากับเดินทางรอบโลกเจ็ดรอบ"
มหาเทวะศิวะเทพยินดีในคำตอบและชื่นชมในสติปัญญาจึงมอบผลมะม่วงให้กับพระพิฆเนศวรทันที
 
วิธีการพิชิตศัตร
 
พระพิฆเนศนั้นเป็นเทพที่มีลักษณะโดดเด่นกว่าเทพพระองค์อื่น นอกเหนือจากเรื่องมีพระเศียรเป็นช้างแล้ว นั่นคือ การนิยมการนำศัตรูเอามาเป็นพวก พระคเณศนั้นไม่นิยมที่จะล้างผลาญศัตรูให้ตายไปเหมือนเทพพระองค์อื่น แต่มักจะใช้ปัญญาที่มีอยู่เป็นทุนเดิมในการดำเนินกุศลโลบาย เพื่อให้ศัตรูมีโอกาสกลับใจมาเป็นคนดี หรือเรียกง่าย ๆก็คือ เมื่อยอมสวามิภักดิ์แล้วก็จะให้เป็นเทพบริวารไล่เรียงกันไป
บรรดาเหล่ารายชื่ออสูรที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อพระคเณศประกอบด้วย
 
มัตสระ
(ที่มาของคเณศปางวักระตุณฑะ)
มะทะ
เกิดจากฤาษีโจวะนะสร้างขึ้น (ที่มาของปางเอกทันตะ)
ยานาริลูกของอสูรทุระพุทธ
(ที่มาของปาง ปุระณานันมโหกระซึ่งอวตารมาเป็นลูกพระลักษมี)
โลภาสูร
กำเนิดจากความโลภของท้าวกุเบธ(ที่มาของปางคชนันท์)
โกรธาสูรู
เกิดจากความลุ่มหลงของพระศิวะที่เห็นพระวิษณุแปลงรูปเป็นสาววัย 16 (ที่มาของปางลัมโพทระ)
กามาสูร
เกิดจากความลุ่มหลงของวิษณุเทพต่อชายาอีกพระองค์หนึ่ง ชื่อ พระแม่วฤนทา (ที่มาของปางวิกฎะ)
มมตาสูร
เกิดจากเสียงหัวเราะของพระนางอุมา (ที่มาของวิฆนราช)
อหัมอสูร
เกิดจากเสียงจามของสุริยเทพ (ที่มาของปางธูมรวรรณ)
 
การอภิเษกสมรส
 
อันที่จริงเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เสริมแต่งให้ความเป็นพระพิฆเณศวรมีความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง เพราะพระชายาทั้งสองพระองค์ซึ่งเป็นธิดาของประชาบดีอิศวรรูปนั้นแทบจะไม่บทบาทอะไรเลยนอกจากคอยอยู่ปรนนิบัติพัดวี นวดแขน เกาขาไปตามเรื่อง พระชายาทั้งสองมีโอรสกับพระคเณศด้วย นางพุทธิให้กำเนิดลาภะ ส่วนนางสิทธิให้กำเนิด เกษม ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพุทธิ สิทธิ ลาภะ เกษม แต่ตำนานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ พระคเณศเป็นเทพที่ถือพรหมจรรย์
เรื่องการอภิเษกนั้น เรื่องราวดำเนินละม้ายคล้ายกับการชิงผลมะม่วง เพราะเมื่อถึงวัยที่โอรสทั้งสองพระองค์ของศิวะเทพและนางปราวตีเจริญเติบโตพอที่จะมีเหย้ามีเรือน แต่มีเงื่อนว่า พระศิวะจะจัดพิธีวาหะให้ต่อเมื่อลูกคนใดคนหนึ่งสามารถผ่านการเดินรอบโลกได้เจ็ดรอบด้วยเวลาอันรวดเร็ว
พระคเณศก็ทรงใช้การประทักษิณรอบพระศิวะเจ็ดรอบ แล้วให้คำอธิบายเหมือนกับเหตุการณ์ในตอนที่แย่งชิงผลมะม่วงกับพระขันธกุมาร
พระศิวะพอใจในคำอธิบายของพระคเณศมาก และตรัสสรรเสริญในภูมิปัญญาของโอรสในพระองค์ว่า

"โอ…ลูกรักเจ้าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมยอดและมีปัญญาเป็นที่สุดสิ่งที่เจ้าได้กล่าวมาเป็นจริงทั้งสิ้น ถ้าบุคคลหนึ่งได้มีปัญญาเป็นคุณสมบัติติดตัว แม้เมื่อโชคร้ายมาถึงเขา ความอับโชคนั้นย่อยถูกกำจัดด้วยปัญญา"

ว่าแล้วในคราวนั้น พระคเณศจึงได้พระชายาคราวเดียวกันถึง 2 คนคือนางพุทธิและสิทธิอย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น
 
เหตุแห่งการเสียงา
 

มีหลายตำนานมาก พอจะแบ่งได้ดังนี้

ตำนานแรก ปรศุรามใช้ขวานจาม
ปรศุรามนั้นเป็นอวตารของวิษณุเทพ กล่าวว่า ปรศุรามได้ยืมขวานจากพระศิวะไปทำลายเหล่ากษัตริย์ เมื่อเสร็จภารกิจจะเข้าเฝ้าที่เขาไกรลาส ระหว่างนั้นบริเวณพระที่นั่งชั้นใน พระศิวะมหาเทพกำลังสนทนาอยู่กับนางปราวตี พระคเณศไม่ยอมให้ปรศุรามเข้าพบ ปรศุรามโมโหเลยใช้ขวานของพระศิวะขว้างไปยังพระคเณศ พระองค์จำใจต้องใช้ใช้งาข้างซ้ายรับขวานนั้น ด้วยเหตุที่ท่านทรงมีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่งในบิดา ครั้นจะต่อสู้กันไปก็อาจทำได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรกับการทำลายฤทธิ์เดชของอาวุธซึ่งเป็นของบิดาตนเอง

ตำนานสอง ได้เศียรช้างงาเดียว
เมื่อคราวที่พระศิวะได้ทำพิธีโสกัต์และพระวิษณุเทพพลั้งเผลอเปล่งวาจา ยังผลให้เศียรของกุมารหายไปนั้น ได้มีเทวโองการให้หาเศียรของมนุษย์ที่เสียชีวิตมาต่อให้ แต่ปรากฏว่าในวันอังคารนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดถึงฆาต มีเพียงช้างงาเดียวที่นอนตายอยู่ทางทิศเหนือ จึงตัดเศียรมาต่อให้

ตำนานสามโดนพระศิวะใช้ขวานจาม
เมื่อคราวที่กุมารน้อยถือกำเนิดใหม่ ๆและเฝ้าปากทวารห้องสรงน้ำของพระแม่ปราวตีนั้นพระศิวะไม่ทราบว่าเป็นลูก เลยเกิดการต่อสู้กันพระศิวะโมโหจึงใช้ขวานขว้างไปโดนงาของพระคเณศหัก

ตำนานสี่ งาถอดได้เองตามธรรมชาติ
เมื่อคราวที่พระคเณศต่อสู้กับอสูรอสุรภัค พระคเณศแสดงเดชโดยการถอดงาของตัวเองขว้างไปที่อสูร

 
กษัตริย์ไทยกับพระพิฆเณศ
 

ภารตวิทยามาแพร่หลายอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่หก ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ได้ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และทรงสนใจภารตวิทยาอยู่มาก ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีความเข้าใจถ่องแท้ในพิธีกรรมต่าง ๆของฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดูเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้นำรูปเคารพของพิฆเณศวรมาใช้ในรัชสมัยของพระองค์ ตามอย่างที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ
พระองค์ท่านได้กำหนดให้พระคเณศเป็นดวงตราเครื่องหมายวรรณคดีสโมสร โดยดวงพระราชลัญจกรรูปกลมองค์นี้ตามตำแหน่งคือ ดวงพระราชลัญจกรรูปกลม ศูนย์กลางกว้าง 3 นิ้ว 3 อนุกระเบียด (7 เซนติเมตร) ลายเป็นรูปพระคเณศนั่งแท่น แวดล้อมด้วยลายกนกสวมสังวาลย์นาคหัตถ์ขวาเบื้องบนถือวัชระเบื้องล่างถืองาหัตถ์ซ้ายเบื้องบนถือบ่วงบาศ เบื้องล่างถือครอบน้ำ (ขันน้ำมนต์หรือ หม้อน้ำ)
เมื่อปี 2480 พระพิฆเณศได้กลายเป็นดวงตราประจำกรมศิลปากรโดยลายกลางเป็นพระคเณศรอบวงกลมมีลวดลายเป็นดวงแก้ว 7 ดวง อันมีความหมายถึง ศิลป์วิทยาทั้ง 7 แขนงคือ ช่างปั้น, จิตรกรรม, ดุริยางค์ศิลป์, นาฏศิลป์, วาทศิลป์, สถาปัตยกรรม, อักษรศาสตร์ ฉะนั้นชนทั้งหลายจึงนับถือพระคเณศเป็นบรมครูทางศิลปะ
ในสมัยอยุธยานั้น ลัทธิพราหมณ์ ฮินดูยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นชื่อราชธานี (อยุธยา) หรือพระนามของกษัตริย์ที่ขึ้นต้นด้วย สมเด็จพระรามาธิบดี ก็คืออิทธิพลที่ได้มาจากมหากาพย์รามเกียรติ์นั่นเอง

สมัยพระเจ้าปราสาททอง
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา มีเรื่องเกี่ยวกับการรื้อย้ายเทวสถานพระอิศวรและพิธีลบศักราช ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีการจัดพิธีตรียัมปวายและมีบันทึกว่า เคยจัดข้าวของจากอยุธยาไปทำพิธีที่เทวสถานเมืองนครศรีธรรมราช และทรงโปรดให้มีการหล่อรูปพระพิฆเณศวร และทรงนับถือเป็นบรมครูช้าง นอกจากนี้ยังได้เกิดวิทยาการแขนงต่าง ๆอันมีพื้นฐานจากแขนงวิชาอุปเวทและอาถรรพเวท

 
ลักษณะทางประติมากรรม
 
พระคเณศนั้นมีหลายปาง และมีให้เลือกสรรการบูชาตามความเหมาะสม แต่ภาพโดยสรุป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศียรก็ดี สัตว์พาหนะ ตลอดจนถึงเครื่องประดับและอิริยบทต่างก็ดี พอจะแยกได้ดังนี้


 

เศียร
พระคเณศมีตั้งแต่ 1 เศียรหรือพระพักตร์เดียว ไปจนถึง 2-5 เศียร ซึ่งปาง 5 เศียรนี้นิยมใช้ในปางเหรัมภะซึ่งแพร่หลายในอินเดียและเนปาล ส่วนพระคเณศในแบบของคนไทยนั้นจะมีเพียงเศียรเดียวเท่านั้นส่วนใหญ่แล้วพระคเณศจะมีเพียงสองตาเท่านั้น ส่วนตาที่ 3 บริเวณหน้าผาก (บ้างใช้เปลวไฟเป็นสัญลักษณ์แทน ) นิยมใช้ในลัทธิตันตระที่ชัดเจนมากเห็นจะเป็นพระพิฆเณศในศิลปะแบบธิเบต
นอกจากนี้บริเวณหน้าผากทั่วไป อาจจะเป็นรูปจันทร์เสี้ยว หรือเส้น 3 เส้นตามลักษณะของไศวะนิกาย หรือพระเศียรอาจจะสวมมงกุฎชนิดแบบราบ(กรัณฑมุกุฎ) หรือสวมชฎาทรงสูงก็ได้ ส่วนงานั้น จะมีเพียงงาเดียวข้างขวาเท่านั้นส่วนงาข้างซ้ายนิยมทำหักไว้

งวง
มีลักษณะที่ห้อยตรงแต่ส่ายปลายไปทางซ้ายหรือขวาแต่ที่นิยมคือหันงวงไปทางซ้าย และหยิบขนม บตะสะ(โมทกะ)จากถ้วยขนมที่ถืออยู่ในซ้ายมือหรือบางทีก็เป็นพวกผลไม้ป่า

กร
มีจำนวนกรตั้งแต่ 2-4 เรื่อยขึ้นไปถึง 10 กว่ากรหรือมากกว่านั้น สัญลักษณ์ที่ถือตามพระกรต่าง ๆเช่น งาหัก,ผลมะนาว, ผลไม้ป่า,มะขวิด,ลูกหว้า,หัวผักกาด,ขนมโมทกะ,ผลทับทิม,ส่วนอาวุธนั้นมีมากมายอาทิ ขวาน,บ่วงบาศ,ดาบ,ตรีศูล ฯลฯ สิ่งอันเป็นมงคล เช่น สังข์,แก้วจินดามณี,ครอบน้ำ ฯลฯ

ท่าทาง
พระคเณศในยุคแรกนั้นจะเป็นพระคเณศในรูปแบบของการยืนเสียเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นจึงได้พัฒนาเป็นการนั่ง ซึ่งมีการนั่งถึง 4 ลักษณะด้วยกันคือ

  1. ท่ามหาราชลีลา หรือเข่าข้างหนึ่งยกขึ้น อีกข้างหนึ่งงอพับบนอาสนะ (ซึ่งมีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12)
  2. นั่งขาไขว้กัน
  3. นั่งห้อยพระบาทข้างใดข้างหนึ่งส่วนอีกข้างวางพับอยู่บนอาสนะ
  4. นั่งโดยขาทั้งสองพับอยู่ทางด้านหน้า ฝ่าเท้าทั้งสองอยู่ชิดกัน (ศิลปชวา,บาหลี)

เครื่องประดับ
ในยุคแรกไม่นิยมการทรงเครื่องประดับต่อมาจึงเริ่มมีเครื่องทรงมากขึ้น เริ่มจากสาย
ยัชโญปวีต (สายศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพราหมณ์ บางทีก็เป็นงูธรรมดา ส่วนผ้าที่นุ่งนั้น จะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นที่สร้างรูปเคารพส่วนเครื่องทรงนั้นมีการเพิ่มเติมมากขึ้นเช่นมงกุฏ ,สร้อยคอ,สร้อยข้อมือ,สร้อยข้อเท้า,สร้อยกระดิ่ง

พาหนะ
เท่าที่พบในปัจจุบันมีเพียง หนู นกยูงและสิงโตเท่านั้น

 

 
พระพิฆเนศแต่ล่ะปาง
 

ปางพระคเนศ
แม้ว่าพระคเณศจะมีพระนามมากมายถึง 108 พระนามไปจนถึง 1008 พระนาม แต่ในแง่เทวประติมานั้นมีอยู่เพียง 8 ถึง 9 ปางเท่านั้นที่คนนิยมบูชา โดยการบูชาในแต่ละปางก็ให้คุณที่แตกต่างกันออกไป เชิญเลือกบูชาได้ตามอัธยาศัยเลยครับ

ปางพาลคเณศ
เป็นพระคเณศในวัยเด็กรูปลักษณ์ที่เห็น มักจะเป็นพระคเณศยังคลานอยู่กับพื้น หรือยังอยู่ในอิริยบถไร้เดียงสาอย่างเด็ก ๆ ถ้าโตขึ้นมาหน่อย จะนั่งขัดสมาธิเพชรบนดอกบัวมี 4 กร ถือขนมโมทกะ กล้วย รวงข้าว ซึ่งหมายถึงความเป็นสุขภาพดีของเด็ก ๆในครอบครัวรวมความหมายถึงให้เด็ก ๆ ได้ระลึกถึงการเคารพรักในบิดา มารดา ปางนี้นิยมบูชากันในบ้านที่มีเด็กเล็กและเด็กในวัยเรียน

ปางนารทคเณศ
ปางนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพระคเณศมักจะอยู่ในอิริยาบถยืน มี 4 กร ในคัมภีร์และหม้อน้ำกมัลฑลุ ไม้เท้า และร่ม ซึ่งถ้าเป็นศาสนาพุทธแล้ว คงเปรียบได้กับพระสีวลี ซึ่งเป็นพระธุดงค์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ผู้มีลาภมาก แต่สัญลักษณ์ของพระคเณศนั้น หมายถึงการเดินทางไกล แต่มักจะเป็นการเดินทางไปเพื่อการศึกษาต่อ หรือเป็นปางที่เหมาะสมกับวิชาชีพของคนที่เป็นครูบาจารย์เท่านั้น

ปางลักษมีคเณศ
ปางนี้พระคเณศจะประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่นมี 6 กร และพระหัตถ์หนึ่งโอบพระลักษมีเทวีไว้ การบูชาปางนี้เสมือนหนึ่งได้บูชาเทพทีเดียวกันถึง 2 พระองค์ในลักษณะของทวิภาคี (คเณศ -ลักษมี) กล่าวคือ ลักษมีคเณศ ย่อมมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ พูนสุข ความมั่งคั่ง มั่งมีอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้

ปางวัลลยภาคเณศ
ปางนี้พระคเณศจะอุ้มพระชายาทั้ง2 ไว้บนตักทั้งซ้ายและขวา ซึ่งชายาทั้งคู่คือคือนางพุทธิและสิทะ ดังที่ตำนานได้กล่าวไว้ ปางนี้ให้ความหมายในลักษณะของความสมบูรณ์ของการเป็นครอบครัวมีทรัพย์สินและบริวารมากมาย

ปางมหาวีระคเณศ
เป็นพระคเณศที่มีจำนวนของพระกรมากเป็นพิเศษ อาจจะ 12,14,16, กรแต่ละพระหัตถ์นั้นถือศาสตราวุธหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปอาทิลูกศร คันธนู ดาบยาว ตะบอง ขวาน จักร บ่วงบาศ งูใหญ่ หอก ตรีศูล ปางนี้ถือกันว่าเป็นปางออกศึกเพื่อปราบศัตรูหมู่อมิตรทั้งหลาย ดังนั้นจึงเป็นความเหมาะสมพิเศษกับบรรดานักรบ แม่ทัพนายกอง ทหาร ตำรวจและข้าราชการ


ปางเหรัมภะคเณศ
เป็นปางพระคเณศที่ห้อยพระบาทอยู่บนพญาราชสีห์ พระคเณศปางนี้จะมีอยู่ห้าเศียร หรืออาจจะเป็นเศียรตามปกติก็ได้ เพราะสัญลักษณ์ที่แท้จริงของปรางค์นี้ก็คือ สิงโตเท่านั้น เพราะสิงโตเป็นเจ้าป่า ดังนั้นจึงเหมาะสมที่ผู้ใหญ่ที่ต้องมีบริวารในการปกครองมาก นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่บรรดดากษัตริย์ทั้งหลายแต่โบราณนิยมบูชากัน เรียกว่าเป็นสุดยอดปางของพระคเณศก็ว่าได้

ปางสัมปทายะคเณศ
เป็นพระคเณศที่เราพบเห็นกันบ่อยคือ มีอาวุธอยู่ในสองพระหัตถ์บน ส่วนพระหัตถ์ล่างด้านซ้ายนั้นถือขนม และด้านขวาอยู่ในท่าประทานพร ซึ่งความหมายของปางนี้คือ การอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จนั่นเอง

ปางตรีมุขคเณศ
เป็นพระคเณศที่มี 3 พระพักตร์ 4 กร บ้างก็ว่ามีความหมายถึง 3 โลก บ้างก็ว่าหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา

ปางปัญจคฌณศ
บางคนเรียกปางนี้ว่า พระคเณศเปิดโลก

ปางวิชัยคเณศ
เป็นปางที่พระคเณศทางขี่หนูเป็นพาหนะมี 4 กร พระหัตถ์ขวาด้านล่างอยู่ในท่าประทานพร ซึ่งมีความหมายถึงการอยู่เหนือบริวารนั่นเอง

 
การอธิษฐาน
 
มนต์แห่งพระคเณศเป็นมนต์ที่ให้พลังอำนาจยิ่งใหญ่ มนต์แต่ละบทประกอบไปด้วยอำนาจพิเศษของพระคเณศวร เมื่อใดก็ตามที่ได้ท่องสวดพร้อมกับการปรันยัน (อาบน้ำชำระร่างกาย) แล้วประกอบพิธีบูชาจะนำมาซึ่งผลบุญที่ดี
สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือ ผู้ที่จะสวดมนต์แห่พระคเณศควรจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายหรือล้างมือล้างเท้าก่อนที่จะนั่งและสวดมนต์ทั้งหลายนี้ เช่นเดียวกัน เขาจะต้องทำปรันยันสามหนหรือมากกว่าก่อนที่จะสวด ต้องสวดมนต์อย่างน้อยให้ได้หนึ่งรอบของลูกประคำ(108ครั้ง) และจะต้องกำหนดชั่วโมงและสถานที่เพื่อการท่องสวดมนตร์จะต้องทำติดต่อกันเป็นประจำ 48 วัน
นั่นหมายความว่าตั้งจิตประกอบสมาธิจำมาซึ่งสิทธิ์และอำนาจอันเร้นลับ ข้อเตือนก็คือ ผู้บูชาจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บไข้ในเวลาท่องสวดมนตร์และจะไม่กระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอำนาจทั้งหลายนี้จะไม่บังเกิดผลหรือใช้ในทางที่ผิดจะเป็นผลตรงกันข้ามและเป็นที่สาปแช่งของเทวะ
  1. โอมฺ คัม คณะปัตเย นะมะหะ
    มนตร์นี้ได้มาจากพระคัมภีร์ คเณศ อุปนิษัท ทุกๆครั้งจะต้องเริ่มต้นการสวดมนตร์นี้ก่อนออกเดินทางหรือในการเริ่มต้นบทเรียนใหม่ หรือก่อนเริ่มต้นการทำสัญญาธุรกิจใหม่ ก็เพื่อขจัดอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต่อไปจะนำมาซึ่งความสำเร็จสมประสงค์
  2. โอมฺ นโม ภัควเต คชานนายะ นะมะหะ
    มนตร์นี้เป็นมนตร์แห่งการกราบไหว้บูชาที่พระคเณศวรทรงโปรดมาก
  3. โอมฺ ศรี คเณศายะ นะมะหะ
    มนตร์นี้ส่วนมากจะต้องสั่งสอนให้เด็กๆท่องสวดเพื่อความรู้ความฉลาดที่จะได้รับ เพิ่มพลังการจดจำและให้ผลสำเร็จในการสอบ การเล่าเรียน เช่นเดียวกันคนทั่ว ๆไปอาจใช้มนต์นี้ได้ เพื่อความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าในธุรกิจ
  4. โอมฺ วักรตุนทายะ ฮัม
    มนตร์นี้เป็นมนตร์ที่มีอำนาจมากตามที่พรรณนาไว้ใน พระคเณศ ปุราณะ เมื่อใดเกิดเหตุขัดข้อง ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วหรือเกิดเหตุร้ายขึ้น ควรทำสมาธิรำลึกถึงพระคเณศด้วยการสวดมนตร์นี้ตลอดเวลา
  5. โอมฺ กษิปหะ ปรัสทายะ นะมะหะ
    คำว่ากษิประ หมายความถึงความรวดเร็ว ถ้าหากว่าเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดบางสิ่งบางอย่างกับตัวท่านหรือบางอย่างเกี่ยวกับธุรกิจการงานที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรแล้วควรจะตั้งจิตมั่นบูชาพระคเณศด้วยการสวดมนตร์นี้โดยเร็ว เพื่อที่จะได้รับพรให้หลุดพ้นจากเรื่องร้ายหรือภัยที่ร้ายแรงได้
  6. โฮมฺ ศรีม ฮรีม กลีม คลัม คัม คณะปัตเย วร วรัท สรวะ ชันมัย วศัมนายะ สวาหา
    ในมนตร์บทนี้มีพืชมนตร์อยู่มากมาย (พืช-เมล็ด) อันความหมายอย่างอื่นคือ "แสดงถึงการให้พรแห่งความสุขสำหรับตัวท่าน ข้าพเจ้าขอทูลถวายตัวเองเป็นทาสรับใช้พระคเณศวร"
  7. โอมฺ สุมุขายะ นะมะหะ
    มนตร์นี้มีความหมายอยู่มากมายแต่ทุกความหมายนั้นง่ายต่อความเข้าใจ มนตร์นี้หมายความว่า ท่านจะต้องมีจิตใจที่งาม มีวิญญาณอันบริสุทธิ์ในความเป็นจริงในทุก ๆสิ่ง ด้วยการประกอบสมาะบูชาด้วยมนตร์นี้ขอให้บังเกิดสิ่งที่ดีงามและของสวยงามมาสู่ยังตัวท่าน พร้อมด้วยความสุขสันติซึ่งมั่นคงติดแน่ดวงตาของท่านไปนานแสนนานและคำพูดทุกถ้อยคำซึ่งท่านได้พูดออกมาขอให้เต็มไปด้วยพลังแห่งความรัก
  8. โอมฺ เอกทันตายะ นะมะหะ
    เอกทันตะ หมายถึงพระผู้ทรงมีงาเพียงข้างเดียวแห่งเศียรเป็นช้าง ซึ่งหมายความว่า พระองค์ทรงแบ่งแยกความดีและความชั่วออกเป็นสองฝ่ายและนำท่านไปสู่ความดีและเป็นที่โปรดของพระองค์ตลอดกาล ใครก็ตามที่มีจิตใจเป็นหนึ่งแน่วแน่ต่อการกราบไหว้บูชาแล้วจะได้ผลบุญตามที่ตนเองที่ปรารถนาอยากได้
  9. โอมฺ กปิลายะ นะมะหะ
    กปิล หมายถึงว่าท่านสามารถที่จะแต่งเติมแต้มแห่งอายุรเวท ท่านสามารถสร้างสีสันรอบๆตัวท่านเองและรอบผู้อื่นได้ด้วยมนตร์นี้ จงอาบน้ำชำระสิ่งทั้งหลายและตบแต่งมันให้สวยงามและเยียวยาให้ดีขึ้นได้ ตามมนตร์ที่ท่านได้สวดขึ้นมาจะทำให้ท่านสามารถสร้างสีสันสวยงามได้ตามที่ต้องการและจะเป็นจริงเสมอ เพราะว่ามีอำนาจในมนตร์เมื่อใดที่ท่านต้องการโดยเฉพาะอย่างในการรักษาผู้อื่นจะเป็นผลได้ในทันที
  10. โอมฺ คชากรันกายะ นะมะหะ
    พระกรรณแห่งพระคเณศวร ช้าง ทรงกว้างใหญ่ ซึ่งหมายความว่าผู้บูชาไม่จำเป็นต้องกล่าวความยาว แต่ทว่าเขาจะไม่ได้รับในสิ่งที่ไร้ค่า นอกจากสิ่งที่สำคัญที่สุด มันหมายความว่าเขาจะไปอยู่ ณ ที่แห่งหนใดก็ตาม พระองค์จะทรงเสด็จไปได้
  11. โอมฺ สัมโพธรายะ นะมะหะ
    หมายความว่าโลกทั้งหมดอยู่ในพระองค์ด้วยคำว่า "โอม"
  12. โอมฺ วิกตายะ นะมะหะ
    หมายความว่าในความเป็นจริงของโลกใบนี้เหมือนความฝันหรือเป็นการเล่นละครเท่านั้น เมื่อมีความเข้าใจดีทุกอย่างว่าโลกทั้งหมดนี้ดูเหมือนความฝันโดยมีพวกเราทั้งหมดเป็นตัวแสดงโดยที่เราแสดงบทเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ ในความฝันนี้เราอาจถูกงูเห่ากัดตาย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาไม่เป็นอะไรเลย ชีวิตคือการแสดง ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราพิจารณาเหมือนหนึ่งการเล่นละคร มนตร์นี้จะทำให้ผู้สวดเข้าใจดีถึงเรื่องราวทั้งหมด
  13. โอมฺ วิฆณะ นัษนายะ นะมะหะ
    ในความเป็นจริงของทั้งหมด พระเจ้าทรงขจัดสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากชีวิตเรา ด้วยความรู้แห่งมนตร์นี้อุปสรรคทั้งหมดและพลังอำนาจแห่งเครื่องกีดขวางทางทั้งหลายก็จะถูกทำลายลงไปได้

 
 

วันสงกรานต์

 
 
ตำนานของ สงกรานต์ นี้มีปรากฎในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพน ความว่า
“ก่อนพุทธกาลมีเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง อายุเลยวัยกลางคนก็ยังไร้ทายาทสืบสกุล ซึ่งทำให้ท่านเศรษฐีทุกข์ใจเป็นอันมาก ข้างรั้วบ้านเศรษฐีมีครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวเป็นนักเลงสุรา ถ้าวันไหนร่ำสุราสุดขีด ก็จะพูดเสียงดังแสดงวาจาเยาะเย้ยเศรษฐีสบประมาทในความมีทรัพย์มาก แต่ไร้ทายาทสืบสมบัติเสมอ วันหนึ่งเศรษฐีจึงถามว่ามีความขุ่นเคืองอะไรจึงแสดงอาการเยาะเย้ยและสบประมาท เฒ่านักดื่มจึงตอบ ถึงท่านมั่งมีสมบัติมากก็จริง แต่เป็นคนมีบาปกรรมท่านจึงไม่มีบุตร ตายไปแล้วสมบัติก็ตกเป็นของผู้อื่นหมด สู้เราไม่ได้ถึงแม้จะยากจนแต่ก็มีบุตรคอยดูแลรักษายามเจ็บไข้ และรักษาทรัพย์สมบัติเมื่อเราสิ้นใจ

นับแต่นั้นมา เศรษฐียิ่งมีความเสียใจ จึงพยายามไปบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ เพียรพยายามตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร ทำเช่นนี้เป็นเวลาติดต่อกันถึงสามปี ก็ไม่ได้บุตรดังที่ตนปรารถนาจนวันหนึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ ท่านเศรษฐีก็พาข้าทาสบริวารของตนมาที่โคนต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำที่อาศัยของนกทั้งหลาย ท่านเศรษฐีให้บริวารล้างข้าวสารด้วยน้ำสะอาดถึง 7 ครั้ง แล้วจึงหุงข้าวสารนั้น เมื่อสุกแล้วยกขึ้นบูชาพระไทร เทพเหล่านั้นเกิดความสงสาร จึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ ทูลขอบุตรแก่เศรษฐี พระอินทร์จึงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ “ธรรมบาล” ลงมาเกิดในครรภ์ของภรรยาเศรษฐี เมื่อครบกำหนดภรรยาเศรษฐีก็คลอดบุตรเป็นชาย เศรษฐีจึงตั้งชื่อว่า ธรรมบาลกุมาร เพื่อตอบสนองพระคุณเทพเทวา เศรษฐีจึงสร้างปราสาทสูง 7 ชั้น ถวายเทพต้นไทร

เมื่อธรรมบาลกุมารเจริญวัยขึ้น เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉียบแหลม รอบรู้ และวัยเพียง 7 ขวบก็เรียนจบไตรเพท เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ ได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือ “ท้าวกบิลพรหม” ซึ่งได้ยินกิตติศัพท์ทางสติปัญญาอันยอดเยี่ยมของเด็กน้อย จึงคิดทดลองภูมิปัญญาโดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันจึงถามปัญหา 3 ข้อ ถ้ากุมารน้อยแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อได้ กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้ ก็จะต้องเสียหัวเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้ ปัญหานั้นมีว่า

๑. ตอนเช้าราศีคนอยู่แห่งใด
๒. ตอนเที่ยงราศีของคนอยู่แห่งใด
๓. ตอนค่ำราศีของคนอยู่แห่งใด

เมื่อได้ฟังปัญหาแล้ว ธรรมบาลไม่อาจทราบคำตอบในทันทีได้ จึงผลัดวันตอบปัญหาไปอีก 7 วัน ครั้นเวลาล่วงจากนั้นไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดหาคำตอบปัญหานั้นไม่ได้ เมื่อนึกขึ้นว่าพรุ่งนี้จะต้องตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม จึงจำใจหลบหนีออกจากปราสาทเข้าไปในป่า และไปนอนพักเอาแรงใต้ต้นตาล ขณะนั้นบนต้นตาลมีนกอินทรีคู่หนึ่งอาศัยอยู่ นางนกถามสามีว่า “พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน” นกสามีก็ตอบว่า “พรุ่งนี้เราไม่ต้องบินไปไกล เพราะจะได้กินเนื้อธรรมบาลกุมาร ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมตัดหัว เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ได้” นางนกถามว่า “ปัญหานั้นว่าอย่างไร” นกสามีจึงอธิบายให้ฟังว่า

ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุกๆ เช้า
ตอนเที่ยงราศีคนอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องเอาเครื่องหอมประพรมที่อก
ตอนค่ำราศีคนอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน

ธรรมบาลกุมาร ได้ยินการไขปัญหาของนกอินทรี และจำจนขึ้นใจ ทั้งนี้เพราะธรรมบาลรู้ภาษานก จึงกลับสู่ปราสาทอันเป็นที่อยู่แห่งตน รุ่งขึ้นเป็นวันครบกำหนดแก้ปัญหา ท้าวกบิลพรหมมาฟังคำตอบ ธรรมบาลกุมารกล่าวแก้ปัญหาตามที่นกอินทรีคุยกันทุกประการ ท้าวกบิลพรหมจึงเรียกธิดาทั้ง 7 ของตนอันเป็นบริจาริกาคือหญิงรับใช้ของพระอินทร์มาพร้อมกัน แล้วบอกว่าตนจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าเอาศีรษะพ่อวางไว้บนแผ่นดินก็จะลุกไหม้ไปทั้งโลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ อากาศจะแห้งแล้งฟ้าฝนจะหายไปสิ้น ถ้าทิ้งลงไปในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรจะแห้งแล้งไปเช่นกัน จึงสั่งให้ธิดาทั้ง 7 คน เอาพานมารองรับศีรษะ แล้วจึงตัดศรีษะส่งให้นางทุงษธิดาคนโต นางทุงษจึงเอาพานรับเศียรบิดาไว้แล้วแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วอัญเชิญไปไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรลี เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ พระเวสสุกรรมก็เนรมิตโรงประดับด้วยแก้ว 7 ประการ ชื่อภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็เอาเถาฉมูนวดลงมาล้างในสระอโนดาต 7 ครั้ง แล้วก็แจกกันเสวยทุกๆ องค์ ครั้นครบ 365 วัน โลกสมมุติว่าเป็นหนึ่งปีเป็น สงกรานต์ ธิดาทั้ง 7 องค์ของเท้ากบิลพรหมก็ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของพระบิดาออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วจึงกลับไปเทวโลก”
 
 

สงกรานต์ มาจากไหน

 
คำว่า " สงกรานต์ " มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือการเคลื่อนที่ย้ายที่ หมายถึง เวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่งทุกๆ เดือน เรียกว่า สงกรานต์เดือน ยกเว้นเมื่อย้ายจากราศีมีนสู่ราศีเมษ ซึ่งเป็นสงกรานต์ปี จะเรียกชื่อพิเศษว่า “ มหาสงกรานต์” จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่โดยวิธีนับทางสุริยคติ (วิธีนับวันและเดือนโดยถือกำหนดตำแหน่งดวงอาทิตย์เป็นหลัก) ดังนั้นการกำหนดนับวันสงกรานต์จึงตกอยู่ในระหว่างวันที่ ๑๓, ๑๔ และ ๑๕ เมษายน ซึ่งทั้ง ๓ วันจะมีชื่อเรียกเฉพาะ ดังนี้ คือ

- วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า มหาสงกรานต์
- วันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า วันเนา
- วันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก


 

ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับสงกรานต์ มีดังนี้
๑. สงกรานต์ ที่แปลว่า "ก้าวขึ้น" "ย่างขึ้น" นั้นหมายถึง การที่ดวงอาทิตย์ ขึ้นสู่ราศีใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเดือน ที่เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่เมื่อครบ ๑๒ เดือนแล้วย่างขึ้นราศีเมษอีก จัดเป็นสงกรานต์ปี ถือว่าเป็น วันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์

๒. มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึงสงกรานต์ปี คือปีใหม่อย่างเดียว กล่าวคือสงกรานต์หมายถึง ได้ทั้งสงกรานต์เดือนและสงกรานต์ปี แต่มหาสงกรานต์ หมายถึง สงกรานต์ปีอย่างเดียว

๓. วันเนา แปลว่า "วันอยู่" คำว่า "เนา" แปลว่า "อยู่" หมายความว่าเป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา ๑ วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ วันเนาเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทาง ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คืออยู่ประจำที่แล้ว

๔. วันเถลิงศก แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่มาเป็นวันที่ ๓ ถัดจากวันมหาสงกรานต์ ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่า การย่างขึ้นสู่จุดเดิม สำหรับต้นปีนั้นเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาเพราะอาจมีปัญหาติดพันเกี่ยวกับชั่วโมง นาที วินาที ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะเปลี่ยนศกถ้าเลื่อนวันเถลิงศกหรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่มาเป็น วันที่ ๓ ก็หมายความว่า อย่างน้อยดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ ไม่น้อยกว่า ๑ องศาแล้วอาจจะย่างเข้าองศาที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้
 

ปกติ วันสงกรานต์ จะมี ๓ วัน คือ เริ่มวันที่ ๑๓ เมษายน ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน วันแรกคือวันที่ ๑๓ เป็นวันมหาสงกรานต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที่ ๐ องศา) วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้ เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง ๔ วัน คือวันที่ ๑๓ -๑๖ เป็นวันเนาเสีย ๒ วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่าง พักการงานนอกบ้านชั่วคราว จะเห็นได้ว่า วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึง พ.ศ.๒๔๘๓ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนไหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับ หลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่า วันสงกรานต์มีความสำคัญ

 

กำเนิด วันสงกรานต์

 
ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐

“ปีนี้ วันมหาสงกรานต์ตรงวันเสาร์ที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๐ ปีกุน มนุษย์ผู้หญิง ธาตุน้ำ นพศก จุลศักราช ๑๓๖๙ ทรงจันทรคติ เป็น อธิกมาส ปกติวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน

นางสงกรานต์นามว่า มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว (ผักตบ) อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูรย์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังนกยูง เป็นพาหนะ

ปีนี้ วันอาทิตย์ เป็นวันธงชัย วันจันทร์ เป็นอธิบดี วันเสาร์ เป็นอุบาทว์ วันพุธ เป็นโลกาวินาศ วันเสาร์
เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๒๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า นาคให้น้ำ ๖ ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๗ ชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผล ๑ ส่วน เสีย ๙ ส่วน เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปัถวี (ดิน) น้ำงามพอดี”

จากประกาศสงกรานต์ข้างต้น หากเราเทียบกับคำพยากรณ์ของโบราณ จะเห็นว่าวันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ เขาบอกว่าจะเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม มีการเจ็บไข้ร้ายแรง ส่วนวันเนาตรงกับวันอาทิตย์ ข้าวจะตายฝอย คนต่างด้าวจะเข้าเมืองมาก ท้าวพระยาจะร้อนใจ ส่วนตำราล้านนาก็ว่า วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันเสาร์ ปีนี้ฝนจะแล้ง แมลงต่างๆจักทำร้ายพืชไร่มากนัก ไฟจักไหม้บ้านไหม้เมือง เกิดอัคคีภัยใหญ่ ข้าวยากหมากแพง ดูแล้วจะเป็นเรื่องร้ายๆ พอๆกับคำทำนายในปัจจุบันทั้งสิ้น ครั้นมาดูนางสงกรานต์ ที่มีนามว่า นางมโหธรเทวี ดูท่าแล้ว ก็ดุไม่เบา เนื่องจากพระนางนอกจากจะพกจักรและตรีศูรย์เป็นอาวุธแล้ว ยังกินเนื้อทรายเป็นอาหาร แถมทัดดอกสามหาวและใส่นิล(พลอยสีดำ) เป็นเครื่องประดับอีกด้วย อ่านแล้ว หลายคนอาจรู้สึกหดหู่ ไม่สบายใจ แต่ถ้าจะมองให้ลึกลงไปว่า วันมหาสงกรานต์ที่ตรงกับวันเสาร์ แม้จะเป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่ที่ทางโหราศาสตร์ถือว่าเป็นวันเจ้าทุกข์ แต่ก็เป็นวันแข็ง และมีพระนาคปรกเป็นพระประจำวันนี้ ซึ่งเปรียบเหมือนเรามีพญานาคราชได้แผ่พังพานปกป้องคุ้มครองให้พ้นทุกข์และภัยพิบัติต่างๆ และยังมีความเชื่อว่าพระปางนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตา เพราะตามตำนานแม้แต่พญานาคยังขึ้นจากน้ำมาถวายอารักขาพระพุทธเจ้า ทั้งนี้ก็ด้วยพลานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ ดังนั้น จึงเป็นการบอกทางอ้อมให้เราใช้รู้จักใช้หลักเมตตาธรรมในการดำเนินชีวิตทุกระดับไม่ว่าจะกับครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ส่วนอาวุธของนางสงกรานต์ที่เป็นจักรนั้น ก็คืออาวุธของพระนารายณ์ที่ทรงใช้ในการปราบทุกข์เข็ญให้แก่โลก และตรีศูรย์ก็คือ อาวุธของพระศิวะมหาเทพที่ทรงโปรดให้พรวิเศษแก่ผู้กระทำคุณความดีต่างๆ และนิลนั้นก็เป็นอัญมณีที่ทำให้ผู้สวมใส่ เกิดความใจเย็น สามารถป้องกันอันตรายจากภูตผีวิญญาณ นำมาซึ่งความเข้มแข็ง โชคลาภ หรือความมั่งมีต่าง ๆ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้วันเวลาที่นางสงกรานต์เสด็จมาไม่ดีนัก แต่อาวุธและเครื่องประดับก็มีนัยที่ดี เพราะใช้ปราบอริราชศัตรูและเป็นมงคล อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำพยากรณ์ในอดีตหรือคำทำนายในปัจจุบันจะเป็นเช่นไร เราก็มิควรจะท้อแท้หรือหมดกำลังใจ แต่ควรใช้คำทายทักล่วงหน้าเหล่านี้เตือน “ สติ ” ตัวเราเองให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท เพียงแค่นี้ เราก็จะรับ “ สงกรานต์ปีใหม่ ” ได้อย่างมีความสุข และเชื่อมั่นในอนาคตข้างหน้าได้


 

คำทำนายเกี่ยวกับวันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก

๑. ถ้าวันอาทิตย์ เป็น วันมหาสงกรานต์ ปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่สู้จะงอกงามนัก ถ้าวันอาทิตย์เป็น วันเนา ข้าวจะตายฝอย คนต่างด้าวจะเข้าเมืองมาก ท้าวพระยาจะร้อนใจ ถ้าวันอาทิตย์เป็น วันเถลิงศก พระมหากษัตริย์จะมีพระบรมเดชานุภาพ ปราบศัตรูได้ทั่วทุกทิศ

๒. ถ้าวันจันทร์ เป็น วันมหาสงกรานต์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนคุณหญิง คุณนายทั้งหลายจะเรืองอำนาจ ถ้าวันจันทร์เป็น วันเนา มักเกิดความไข้ต่างๆ และเกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ ถ้าวันจันทร์เป็น วันเถลิงศก พระราชินีและท้าวนางฝ่ายในจะมีความสุขสำราญ

๓. ถ้าวันอังคาร เป็น วันมหาสงกรานต์ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง แต่ถ้าวันอังคารเป็น วันเนา ผลหมากรากไม้จะแพง ถ้าวันอังคารเป็น วันเถลิงศก ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล

๔. ถ้าวันพุธ เป็นวัน มหาสงกรานต์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้รับการยกย่องจากต่างประเทศ ถ้าวันพุธเป็น วันเนา ข้าวปลาอาหารจะแพง แม่หม้ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพุธเป็น วันเถลิงศก บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ

๕. ถ้าวันพฤหัสบดี เป็น วันมหาสงกรานต์ ผู้น้อยจะแพ้ผู้เป็นใหญ่ และเจ้านาย ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น วันเนา ผลไม้จะแพง ราชตระกูลจะมีความร้อนใจ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น วันเถลิงศก สมณชีพราหมณ์จะปฏิบัติกรณียกิจอันดีงาม

๖. ถ้าวันศุกร์ เป็น วันมหาสงกรานต์ พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ฝนชุก พายุพัดแรง ผู้คนจะเป็นโรคตาและเจ็บไข้กันมาก ถ้าวันศุกร์เป็น วันเนา พริกจะแพง แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แม่หม้ายจะมีลาภ ถ้าวันศุกร์เป็น วันเถลิงศก พ่อค้าคหบดีจะทำมาค้าขึ้น มีผลกำไรมาก

๗. ถ้าวันเสาร์ เป็น วันมหาสงกรานต์ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันเสาร์เป็น วันเนา ข้าวปลาจะแพง ข้าวจะได้น้อย ผลไม้จะแพง น้ำน้อย จะเกิดเพลิงกลางเมือง ขุนนางจะต้องโทษ ถ้าวันเสาร์เป็น วันเถลิงศก บรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู


 

นอกจากนี้ยังมีคำพยากรณ์อันเป็น ความเชื่อทางล้านนา อีกตำราหนึ่ง ความว่า

๑. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ นางแพงศรี ปีนั้นข้าวจักแพงมากนัก คนทั้งหลายจักเป็นพยาธิ(เป็นโรค) ข้าศึกจักเกิดมีกับบ้านเมือง หนอนแมลงจักลงกินพืชไร่ข้าวนา ฝนตกบ่ทั่วเมือง คนมั่งมีเศรษฐีจักฉิบหาย ไม้ยางเป็นไม้ใหญ่แก่ไม้ทั้งหลาย ขวัญข้าวอยู่ไม้ไผ่

๒. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโนรา ปีนั้นงูจักเกิดมีมาก คนทั้งหลายจักเกิดเป็นพยาธิมากนัก ฝนหัวปีดี หางปีบ่พอดี ข้าวกล้าลางที่ดี ลางที่ก็บ่ดี ไม้กุ่มเป็นพญาแก่ไม้ทั้งหลาย ขวัญข้าวอยู่ไม้เดื่อเกลี้ยง

๓. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษสเทวี ปีนั้นฝนหัวปีดี กลางปีไม่ดี ปลายปีดีมาก ข้าวไร่ข้าวนาจักเสีย ลูกไม้บ่มีหน่วยหลาย(ได้ผลน้อย) บ้านเมืองจักเกิดกลียุค แมลงมีปีกจักทำร้ายพืชผักข้าวกล้ามากนัก ไม้พิมานเป็นพญาไม้ ขวัญข้าวอยู่ที่ไม้อ้อยช้าง

๔. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มันทะ ปีนั้นฝนตกบ่ทั่วเมือง หัวปีมีมาก กลางปีน้อย ข้าวในนาจะได้ครึ่งเสียครึ่ง ของบริโภคจะแพง ขุนนางขุนเมืองจะตกต่ำ ไม้สะเดา เป็นพญาไม้ ขวัญข้าวอยู่ที่ไม้คราม

๕. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ นางกัญญาเทพ ปีนั้นฝนตกเสมอต้นเสมอปลายชอบตามฤดูกาล ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่จักมีอันตราย ช้างม้าวัวควายจักตายมากนัก ไพร่ราษฎรจักอยู่ดีมีสุข ขุนใหญ่ ปุโรหิต พระสงฆ์จักเป็นทุกข์ ไม้สักเป็นพญาไม้ ขวัญข้าวอยู่ไม้ทองกวาว

๖. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ ริญโท ปีนั้น ฝนตกหัวปีดี กลางปีบ่มีหลาย เพลี้ย บุ้งจักกัดกินทำร้ายข้าวนาพืชไร่ อันตรายจักเกิดมีแก่สมณพราหมณ์ ไม้สะเดาเป็นพญาไม้ ขวัญข้าวอยู่ไม้พุทธา

๗. ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับ วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ สามาเทวี ปีนั้นฝนแล้ง แมลงต่างๆจักทำร้ายพืชไร่มากนัก ไฟจักไหม้บ้านไหม้เมือง เกิดอัคคีภัยใหญ่ ข้าวยากหมากแพง


 

นางสงกรานต์ และคำทำนายนางสงกรานต์


 

ธิดาทั้ง 7 องค์ของท้าวกบิลพรหม ซึ่งเราสมมุติเรียกว่านางสงกรานต์ของแต่ละวันนั้น มีนาม การแต่งกาย อาหาร และอาวุธที่แตกต่างกัน

วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ นามว่า ทุงษะเทวี ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช (แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร (ผลมะเดื่อ) อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ
คำทำนาย ปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารในเลือกสวนไร่นาไม่สู้งอกงามนัก

วันจันทร์ นางสงกรานต์ นามว่า โคราคะเทวี ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ (น้ำมัน) อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ)
คำทำนาย ปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และราชบริพารจะเรืองอำนาจ

วันอังคาร นางสงกรานต์ นามว่า รากษกเทวี ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวาตรีศูล (หลาวสามง่าม) ซ้ายธนู พาหนะวราหะ(หมู)
คำทำนาย ปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

วันพุธ นางสงกรานต์ นามว่า มณฑาเทวี ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา)
คำทำนาย ปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้ยศถาบรรดาศักดิ์จากต่างประเทศ

วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ นามว่า กิริณีเทวี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะคช (ช้าง)
คำทำนาย ปีนั้นจะแพ้ผู้เป็นใหญ่และเจ้าไททั้งมวล

วันศุกร์ นางสงกรานต์นามว่า กิทิมาเทวี ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย)
คำทำนาย ปีนั้นพืชพรรณธัญญาหารอุดม ฝนหนัก พายุร้าย จะเจ็บตากันมาก

วันเสาร์ นางสงกรานต์นามว่า มโหธรเทวี ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักรายตรี พาหนะมยุรา (นกยูง)
คำทำนาย ปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก
 

 

ประเพณีปฏิบัติใน วันสงกรานต์

 
ประเพณีสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณช่วง วันสงกรานต์ จึงเป็นวันแห่งความ เอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งในครอบครัว ชุมชน สังคม และ ศาสนา ดังนี้ คุณค่าต่อต่อครอบครัวทำให้สมาชิกของครอบครัวได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกัน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา เช่นช่วยกันทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านใหม่ ช่วยกันทำขนมไว้ทำบุญและเลี้ยงลูกหลาน ขนมไทย สงกรานต์ กะละแม ลอดช่องน้ำกะทิ ฯลฯ จัดหาผ้าใหม่มอบให้คนรักนับถือ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ รวมทั้งแสดงความกตัญญู กตเวทิตาต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้คุณค่าต่อชุมชนทำให้เกิดความ สมัครสมานสามัคคีในชุมชน เช่น ส่งขนม / ของกินให้แก่กันและกันร่วมกันทำบุญให้ทาน พบปะสังสรรค์สนุก สนานรื่นเริงร่วมกันคุณค่าต่อสังคม ทำให้มีความเอื้ออาทรต่อบุคคลในสังคมและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ที่สาธารณะ และอาคารสถานที่ต่าง ๆ คุณค่าต่อศาสนา ช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนา โดยการทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระ การปฏิบัติธรรมฟังเทศน์ การสรงน้ำพระ
 
 

การทำบุญตักบาตร หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด เพื่อสืบทอด ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

 

การก่อเจดีย์ทราย จะทำในวันใดวันหนึ่ง ของวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายนก็ได้ ผู้ทำบุญจะช่วยกันขนทราย มาก่อเป็นเจดีย์ขนาดต่างๆ ในบริเวณวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ให้ใช้ก่อสร้าง หรือถมพื้นที่ เป็นเรื่องที่ถือว่าได้บุญและสนุกสนาน แต่ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำทุกวัด

 

การปล่อยนกปล่อยปลา เป็นการทำบุญเพื่อแสดงความกรุณาต่อสัตว์ นิยมทำในวันสงกรานต์ ซึ่งมีประวัติเล็กน้อย คือ ก่อนหน้าวันสงกรานต์เป็นหน้าแล้งอากาศร้อนจัดน้ำแห้งขอดขาดตอนเป็นห้วงๆ คงเหลือแต่ที่มีแอ่งและหนองน้ำ ปลาก็ตกคลัก อีกไม่ช้าพอน้ำแห้งหมด ปลาเหล่านั้นก็จะต้องตาย ชาวบ้านจึงพากันไปจับปลาที่ตกคลัก ถ้าเป็นลูกปลาจะกินไม่ได้เนื้อได้หนังอะไรก็เลี้ยงไว้ในตุ่มเอาบุญ แล้วนำไปปล่อยในวันสงกรานต์ จึงเกิดเป็นประเพณีปล่อยปลา และลามมาถึงปล่อยนกด้วย

การทำบุญอัฐิ เป็นเรื่องที่นิยมทำแบบนิมนต์พระ ชักบังสกุลอัฐิของญาติที่ล่วงลับไปแล้ว แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ หรือถ้าไม่มีอัฐิจะเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ เมื่อบังสุกุลแล้วก็เผากระดาษแผ่นนั้นเสีย เหมือนเผาศพ การทำบุญอัฐิจะทำในวันไหนก็ได้สุดแต่จะนัดหมายกัน หรือบางท้องถิ่นอาจจัดรวมกันที่วัดก็ได
 

การสรงน้ำพระ มีทั้งสรงน้ำพระพุทธรูปและภิกษุ สามเณร เพื่อความเป็นศิริมงคลในโอกาสขึ้นปีใหม่นอกจากนี้ยังมีการ รดน้ำญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เพื่อขอศีลขอพรตามประเพณี เหตุที่มีการสรงน้ำ รดน้ำ สาดน้ำในวันสงกรานต์ เนื่องมาจากความเชื่อ ที่ว่าการสาดน้ำ จะช่วยให้ฝนฟ้าตกบริบูรณ์ประการหนึ่ง น้ำเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีน้ำการเพาะปลูก ทำไร่ไถนาก็ได้ผล ประการหนึ่ง และถือกันว่าน้ำเป็นเครื่องชำระมลทินให้สะอาดอีกประการหนึ่ง เหตุนี้น้ำจึงเป็นสิ่งที่ใช้ในพิธีต่างๆ อาบน้ำ ซัดน้ำ หรือรดน้ำ เมื่อทำพิธีสมรส อาบน้ำเมื่อตาย อาบน้ำเมื่อโกนจุก หรือบวชนาค

 

การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ โดยใช้น้ำสะอาด หรือน้ำผสมน้ำอบไทยลอยด้วยดอกไม้สด เพื่อแสดงความเคารพนับถือ ซึ่งการเตรียมของเพื่อแสดงความเคารพนั้นจะต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น

การเล่นรดน้ำ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้องและมิตรสหาย ด้วยการรดน้ำเพียงเล็กน้อยลงที่ไหล่หรือที่มือ พร้อมกับคำอวยพรให้มีความสุข
 

การสาดน้ำ เป็นการสนุกสนานรื่นเริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ คือ สาดน้ำกันโดยมากจะเริ่มต้นในวันสรงน้ำพระ แต่บางแห่งพอเริ่มสงกรานต์ ก็เริ่มสาดน้ำกันทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้น้ำสะอาดมีน้ำอบน้ำหอม หรือแป้งหอมผสมบ้างก็ได้ และไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย

 

การเล่นรื่นเริงต่าง ๆ ของแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีค่านิยมและธรรมเนียมปฏิบัติที่ต่างกันออกไป เพื่อเชื่อมความสามัคคีและเพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป

 

๑๓ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ประเพณีสงกรานต์

 
 
๑. ก่อนที่เราจะถือ วันสงกรานต์ เป็นปีใหม่แบบไทยนั้น สมัยโบราณ เราถือเอาวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะถือว่าฤดูหนาว เป็นการเริ่มต้นปี ซึ่งจะตกราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการสังเกตธรรมชาติและฤดูการผลิต เป็น วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ หรือประมาณเดือนเมษายน ครั้นในปีพ.ศ. ๒๔๓๒ สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ เมษายน และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จอมพลป.พิบูลสงครามก็ได้ประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่จนปัจจุบัน อันเป็นการนับแบบสากล อย่างไรก็ดี คนไทยในหลายภูมิภาคก็ยังยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ซึ่งแต่เดิมแม้จะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ก็ไม่ได้ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ดังเช่นปัจจุบัน จนเมื่อพ.ศ.๒๔๔๔ เป็นต้นมา จึงได้กำหนดเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน ตามปฏิทินเกรกอรี่

๒. นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีมอญ พม่า ลาว และชนชาติไทยเชื้อสายต่างๆอันเป็นชนส่วนน้อยในจีน อินเดีย ก็ถือว่าสงกรานต์เป็นเทศกาลฉลองวันขึ้นปีใหม่ของเขาด้วยเช่นกัน

๓. ภาคกลาง เรียกวันที่ ๑๓ เมษายน ว่า “วันมหาสงกรานต์ ซึ่งวันนี้ทางการได้ประกาศให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ (๑๓ เมษายน) ” วันที่ ๑๔ เมษายน เรียก “วันเนา” และรัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณได้ประกาศให้เป็น “ วันครอบครัว (๑๔ เมษายน) ” ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียก “วันเถลิงศก” คือวันเริ่มจุลศักราชใหม่

๔. ทางล้านนา เรียกวันที่ ๑๓ เมษายนว่า “วันสังขารล่อง” ซึ่งบางท่านให้ความหมายว่า หมายถึงอายุสิ้นไปอีกปี วันที่ ๑๔ เมษานเรียก “วันเน่า” เป็นวันห้ามพูดจาหยาบคาย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปากเน่าและไม่เจริญ ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายนเรียก “วันพญาวัน” คือวันเปลี่ยนศกใหม่

๕. ภาคใต้ เรียกวันที่ ๑๓ เมษายนว่า “วันเจ้าเมืองเก่า” หรือ “วันส่งเจ้าเมืองเก่า” เพราะเชื่อว่าเทวดารักษาบ้านเมืองกลับไปชุมนุมกันบนสวรรค์ ส่วนวันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า “วันว่าง” คือวันที่ปราศจากเทวดาที่รักษาเมือง ดังนั้น ชาวบ้านก็จะงดงานอาชีพต่างๆ แล้วไปทำบุญที่วัด ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า “วันรับเจ้าเมืองใหม่” คือวันรับเทวดาองค์ใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเมืองแทนองค์เดิมที่ย้ายไปประจำเมืองอื่นแล้ว

๖. ตำนานสงกรานต์ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ สงกรานต์ และ นางสงกรานต์ ที่เรารู้จักกันดีเป็นตำนานที่ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้จารึกไว้ในแผ่นศิลา ๗ แผ่น ติดไว้ที่ศาลารอบพระมณฑปทิศเหนือใน วัดพระเชตุพนฯ หรือ วัดโพธิ์

๗. นางสงกรานต์ เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นต่ำสุด มีด้วยกัน ๗ องค์เป็นพี่น้องกัน และต่างก็เป็นบาทบริจาริกา แปลว่า นางบำเรอแทบเท้า หรือเรียกง่ายๆว่า เป็น “เมียน้อย” ของพระอินทร์ จอมเทวราช และเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมในตำนาน

๘. นางสงกรานต์ มีชื่อตามแต่ละวันในสัปดาห์คือ วันอาทิตย์ ชื่อ นางทุงษะ วันจันทร์ ชื่อ นางโคราคะ วันอังคาร ชื่อ นางรากษส วันพุธ ชื่อ นางมณฑา วันพฤหัสบดี ชื่อ นางกิริณี วันศุกร์ ชื่อ นางกิมิทา วันเสาร์ชื่อ นางมโหทร

๙. นางสงกรานต์ แต่ละองค์จะมีพาหนะทรงต่างกัน ตามลำดับแต่ละวัน คือ นางทุงษะขี่ครุฑ นางโคราคะขี่เสือ นางรากษสขี่หมู นางมณฑาขี่ลา นางกิริณีขี่ช้าง นางกิมิทาขี่ควาย และนางมโหทรขี่นกยูง ซึ่งสัตว์ที่เป็นพาหนะทรงจะมิใช่ปีนักษัตรของปีนั้นๆ ตามที่หลายคนเข้าใจผิด

๑๐. นางสงกรานต์ ในปี ๒๕๔๘ อันเป็นปีระกานี้ มีชื่อนางมณฑาเทวี นอนหลับตามาบนลาที่เป็นพาหนะทรง กินนมเนยเป็นภักษาหาร ทัดดอกจำปา ประดับไพทูรย์ คือแก้วสีเหลืองแกมเขียว หรือน้ำตาลเทา มีน้ำเป็นสายรุ้งกลอกไปมา อาวุธเป็นไม้เท้าและเหล็กแหลม

๑๑. คำว่า “ดำหัว” ปกติแปลว่า “สระผม” แต่ในประเพณีสงกรานต์ล้านนา จะหมายถึง การไปแสดงความเคารพ ขออโหสิกรรมที่อาจได้ล่วงเกินในเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งการไปขอพรจากผู้ใหญ่ ซึ่งหมายถึงญาติผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ในเมืองหรือครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา โดยส่วนมากจะใช้น้ำขมิ้นส้มป่อยไปไหว้ท่าน และท่านก็จะจุ่มแล้วเอาน้ำแปะบนศีรษะเป็นเสร็จพิธี

๑๒. ในสมัยก่อนเมื่อใกล้ สงกรานต์ หรือ วันสงกรานต์ จะมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่คนแต่ก่อนเรียกว่า “ตัวสงกรานต์” เป็นสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายไส้เดือน แต่เล็กขนาดเส้นด้าย ยาวประมาณ ๒ นิ้ว มีสีเลื่อมพราย เป็นสีเขียว เหลือง แดง ม่วง เปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ จะอยู่กันเป็นฝูงในแม่น้ำลำคลอง เมื่อกระดิกตัวว่ายน้ำจะทำให้เกิดประกายสีต่างๆสวยงามแปลกตา ถ้าจับพ้นน้ำ สีจะจางหายไป ตัวจะขาดเป็นท่อนเล็กๆและเหลวละลาย ปัจจุบันเข้าใจว่าน่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

๑๓. มูลเหตุของการก่อเจดีย์ทราย มีเรื่องเล่าว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมบริวาร ได้เห็นหาดทรายขาวบริสุทธิ์ก็เกิดจิตศรัทธาก่อทรายเป็นเจดีย์ ๘ หมื่น ๔ พันองค์ แล้วอุทิศเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา เมื่อพระองค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ทูลถามถึงอานิสงส์การก่อเจดีย์ทรายดังกล่าว พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาก่อเจดีย์ทรายถึง ๘ หมื่น ๔ พันองค์หรือเพียงองค์เดียวก็ได้อานิสงส์มาก คือ จะไม่ตกนรกหลายร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ มีบริวารและเกียรติยศชื่อเสียง หากตายก็จะได้ขึ้นสวรรค์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติและมีนางฟ้าเป็นบริวาร ด้วยอานิสงส์ดังกล่าวจึงทำให้คนโบราณนิยมก่อเจดีย์ทรายเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้
 

รณรงค์เล่น สงกรานต์ อย่างถูกกาละเทศะ

 
๑. สงกรานต์ เป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทย กิจกรรมของ สงกรานต์ ไม่ได้มีแต่การเล่นน้ำเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมที่น่าจะทำอีกมาก เช่น การทำบุญ การทำความสะอาดบ้านเรือนและบริเวณบ้าน ซึ่งนับเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งด้วย

๒. จุดประสงของการรดน้ำ สาดน้ำในเทศกาล สงกรานต์ นั้นคือ การอวยพรและขอพรกันด้วยน้ำ มิใช่ตั้งใจให้เป็นการเล่นหรือต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย

๓. การประแป้งดินสอพอง แต่เดิมเป็นเพียงการแต่งตัวตามสมัยนิยมของแต่ละคน ดังนั้นใครอยากประแป้งก็ประเอง ไม่ต้องไปประให้เขา การถูกเนื้อต้องตัวผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่ใช่มารยาทที่ดีของสุภาพชน อย่าทำเลย

๔. การรดน้ำ สงกรานต์ ที่ถูกต้องมี 2 ประเภท คือ
๔.๑ การรดน้ำผู้ใหญ่ ( ธรรมเนียมดั้งเดิมนิยมว่าควรมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ) เป็นการรดน้ำเพื่อแสดง
ความเคารพและขอพรจากท่าน เมื่อไปรดน้ำที่มือท่าน ไม่ต้องไปอวยพรท่าน เพราะเราเป็นเด็ก รอรับพรจากท่านก็พอ ผู้ใหญ่จะเป็นผู้ให้พรเอง
๔.๒ การรดน้ำผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยเดียวกันหรืออ่อนวัยกว่า เป็นการรดน้ำอวยพร ถ้าจะให้สุภาพควรขออนุญาตเสียก่อน แล้วจึงรดน้ำที่หัวไหล่ และสามารถกล่าวอวยพรได้ตามต้องการ ถ้าสนิทสนมกันอยู่แล้วก็สามารถรดน้ำและเล่นสนุกสนานได้ตามประสาเพื่อน แต่ทั้งนี้ก็ควรอยู่ในขอบเขตของมารยาท ศีลธรรม และความปลอดภัย

๕. น้ำที่นำมารดและสาดกันถือเป็นสิ่งที่เป็นมงคล ดังนั้นจึงต้องเป็นน้ำสะอาด น้ำอบ น้ำหอมน้ำดอกไม้ ( ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำอบไทยเสมอไป น้ำอบฝรั่งก็ได้ ) แต่ไม่ควรใช้น้ำสกปรกหรือน้ำแข็งเด็ดขาด

๖. ของรดที่นำไปมอบให้ผู้ใหญ่ ตามธรรมเนียมมักเป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับการอาบน้ำและการแต่งตัวเป็นหลัก เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้านุ่ง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู สบู่ น้ำหอม แป้ง ของเหล่านี้เป็นของหลักซึ่งจำเป็นต้องมี แต่ไม่จำเป็นต้องให้ทุกอย่างที่กล่าวมา เลือกจัดให้ตามความเหมาะสม ส่วนของอื่นๆ เช่น ดอกไม้ ขนม นั้นเป็นของประกอบ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้

๗. การกราบเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง โดยการยอบตัวลง พนมมือ และก้มลงจนมือที่พนมไว้ ท้องแขน และศีรษะจดพื้น ตรงหน้าคนหรือสิ่งที่เราตั้งใจจะกราบ การกราบปกติไม่ต้องแบมือ ไม่ว่าสิ่งของหรือบุคคลนั้นจะเป็นที่เคารพอย่างสูงเพียงใด จะแบมือก็เฉพาะกราบพระพุทธรูป หรือพระสงฆ์เท่านั้น

๘. การสรงน้ำพระพุทธรูปหรือรูปเคารพ ไม่ควรรดน้ำลงตรงๆ ที่พระเศียรหรือส่วนศีรษะ ให้รดน้ำลงในส่วนอื่นๆ จะสุภาพเหมาะสมกว่า

๙. การรดน้ำ ดำหัว เป็นประเพณีของไทยภาคเหนือกลุ่มล้านนา ซึ่งมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างเป็นพิเศษจากภาคอื่นๆ คำว่าดำหัว เป็นภาษาถิ่น ไม่ควรนำไปใช้เรียกการรดน้ำสงกรานต์ของภาคอื่นๆ เพราะจะทำให้ผิดความหมาย

๑๐. สงกรานต์เป็นประเพณีของคนไทยทุกศาสนา ไม่เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น การทำบุญก็เลือกถือปฏิบัติตามแนวของศาสนาที่ตนนับถือได้ ส่วนกิจกรรมอื่นๆเป็นของกลางๆใครๆก็ปฏิบัติได้

๑๑. สงกรานต์ปีหนึ่งมีหนเดียว ขอเชิญชวนให้แต่งกายแบบไทยๆ เป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมอันดีงามของเรา เท่ และ ไม่ร้อนดีด้วย

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์