ฟิสิกส์ราชมงคล

index 91

 
ชื่อสถานที่

 
ปราสาทหินนครวัด
: Angkor
สถานที่ตั้ง   เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ปราสาทหินนครวัด เป็นสถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก สร้างโดยพระราชาธิราชแห่งพวกขอมซึ่งปกครองดินแดนของกัมพูชา ประมาณสิพ.ศ. 1690 (ค.ศ. 1147)เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

        ตัวปราสาทสร้างด้วยหินศิลาแลง นี้กว้างด้านละ 5 เส้น หรือ 200 เมตร แบ่งเป็นเป็น 3 ตอน รอบ ๆ ปราสาทมีคู ทางเข้าปราสาท ด้านหน้าปูด้วยหินศิลาแลงขนาดใหญ่มีราวกำแพงสลักเป็นพญานาค ซุ้มประตูสร้างเป็น พระปรางค์ 3 ยอด ผ่านประตูเข้าไปข้างในถึงตอนกลางเป็นปราสาทก่อเป็นพระปรางค์มี 5 ยอด มีภาพแกะสลักวิจิตรงดงามลงในเนื้อหินประดับประดาอยู่แทบทั้งหมด เป็นภาพนูนแสดงถึงพุทธประวัติ ประวัติการทำสงคราม ตอนบนของยอดปราสาทมักสลักเป็นรูปพรหมสี่หน้า เป็นสถาปัตยกรรมก่อสร้างที่งดงามมั่นคงธิซึ่งแสดงว่าครั้งหนึ่ง ขอมเคยเจริญรุ่งเรืองมาแล้วในสมัยโบราณ

        ปราสาทนี้ปล่อยทิ้งร้างไว้เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง จนกลายเป็นป่าทึบชัมีต้นไม้ปกคลุมโดยทั่วไปทำให้ปรักหักพังลงมากเพิ่งได้รับการบำรุงซ่อมแซมบูรณะให้คืนสู่สภาพเดิมเมื่อต้นคริสตศตวรรษที่ 19


 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540
 

เซลล์และโครงสร้างของเซลล์



สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างก็ประกอบด้วยเซลล์ ( CELL ) ซึ่งเป็น หน่วยที่เล็กที่สุด ที่สามารถแสดงคุณสมบัติและความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ คุณทราบหรือไม่ว่า

นักวิทยาศาสตร์คนใดที่ค้นพบหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต และเรียกหน่วยเล็กๆนั้นว่า เซลล์ ( CELL )

โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke ) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง ไปทดลองส่องดูชิ้นไม้คอร์กที่เฉือนเป็นชิ้นบางๆพบว่ามีลักษณะเป็นช่องเล็กๆจำนวนมากเขาเรียกช่องเล็กๆนี้ว่า เซลล์ ( CELL )

เขาจึงเป็นคนที่ใช้คำว่าเซลล์ซึ่งแปลว่าห้องเล็กๆเป็นคนแรก เมื่อปี ค.ศ. 1665

เซลล์ของพืชแต่ละชนิดจะมีรูปร่างแตกต่างกันแต่โดยทั่วๆไปเซลล์ของพืชจะมีรูปร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนเซลล์สัตว์จะมีรูปร่างแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างกลมหรือรี ภายในเซลล์แต่ละเซลล์จะประกอบด้วยส่วนประกอบคล้ายๆกัน เราจะเข้าไปทำศึกษาทีละส่วนกันเลยนะ

ส่วนประกอบของเซลล์

1. ผนังเซลล์ ( Cell Wall ) เป็นส่วนประกอบชั้นนอกสุดของเซลล์พืช และเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต ประกอบด้วยสารหลายชนิดเช่น เซลลูโลส,คิวติน,เพกติน ลิกนิน ,ซูเบอริน ผนังเซลล์มีลักษณะเป็นรูพรุน ทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์ ทำให้เซลล์

คงรูปร่างได้ ผนังเซลล์มีสมบัติยอมให้สารแทบทุกชนิด ผ่านเข้าออกได้และมีเฉพาะในเซลล์พืชเท่านั้น

2. เยื่อหุ้มเซลล์ ( Cell membrane หรือ plasma membrane ) มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ ประกอบด้วยสารไขมันและโปรตีน เยื่อหุ้มเซลล์มีรูเล็ก ๆ ทำให้สามารถจำกัดขนาดของโมเลกุลของสารที่จะผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ดังนั้นเยื่อหุ้มเซลล์จึงมีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน หรือเซมิเพอเมียเบิลเมมเบรน ( Semipermeable membrane )

เยื่อหุ้มเซลล์มีหน้าที่

1. ห่อหุ้มส่วนประกอบภายในเซลล์ให้คงรูป อยู่ได้

2. ควบคุมปริมาณและชนิดของสารที่ผ่านเข้าและออกจากเซลล์ทำให้ปริมาณของสารต่าง ๆ ภายใน เซลล์พอเหมาะ

3. เป็นตำแหน่งที่มีการติดต่อระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก

3. โปรโทพลาซึม (protoplasm ) คือส่วนที่อยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์ทั้งหมด ประกอบด้วยไซโทพลาซึมและนิวเคลียส

3.1 ไซโทพลาซึม ( Cytoplasm )

มีลักษณะเป็นของเหลว ประกอบด้วยสารที่สำคัญปนอยู่คือ โปรตีน ไขมัน

คาร์โบไฮเดรต และเกลือแร่ต่าง ๆ รวมทั้งของเสียที่เกิดขึ้น ไซโทพลาซึมเป็นศูนย์กลางการทำงานของเซลล์ เกี่ยวกับเมตาโบลิซึม ทั้งกระบวนการสร้างและสลายอินทรียสาร

ไซโทพลาซึมประกอบด้วยส่วนประกอบภายในที่อาจเรียกว่าอวัยวะของเซลล์ ( organelle )

มีหน้าที่แตกต่างกันที่สำคัญได้แก่

1. ร่างแหเอนโดพลาซึมหรือเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม ( endoplasmic reticulum )

มีทั้งชนิดเรียบและชนิดขรุขระ ทำหน้าที่ขนส่งสารภายในเซลล์

2. ไรโบโซม ( ribosome ) เป็นแหล่งสังเคราะห์โปรตีน

3. กอลจิคอมเพลกซ์ ( golgi complex หรือ golgi bodies หรือ golgi apparatus)

เป็นที่สะสมโปรตีนเพื่อส่งออกนอกเซลล์

4. ไมโทคอนเดรีย ( mitochondria ) มีหน้าที่เผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงานให้แก่เซลล์

5. คลอโรพลาสต์ ( chloroplast ) พบเฉพาะในเซลล์พืช มีหน้าที่ดูดพลังงานแสงเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ( กระบวนการสร้างอาหารของพืช )

6. เซนตริโอ ( centriole ) พบเฉพาะในเซลล์สัตว์เท่านั้น มีหน้าที่เกี่ยวกับการแบ่งเซลล์

7. ไลโซโซม ( lysosome ) เป็นหน่วยกำจัดของเสีย มีลักษณะเป็นถุงบรรจุน้ำย่อย มีหน้าที่ย่อยสารและสิ่งที่เซลล์ไม่ต้องการ

8. แวคิวโอ ( vacuole ) มีขนาดใหญ่มากในเซลล์พืช เป็นที่สะสมสารต่างๆ มีน้ำ

เป็นส่วนใหญ่ เรียกเซลล์แซพ ( cell sap ) มีเกลือ, น้ำตาลและสารเคมีอื่นๆละลายอยู่ภายใน

3.2. นิวเคลียส ( Nucleus )

นิวเคลียส มีลักษณะค่อนข้างกลม เป็นโครงสร้างของเซลล์ที่เห็นชัดอยู่ตรงกลางเซลล์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุม กิจกรรมต่างๆภายในเซลล์ถูกควบคุมโดยคำสั่งจากนิวเคลียส

มีส่วนประกอบคือ

1. เยื่อหุ้มนิวเคลียส ( nuclear membrane)

2. นิวคลีโอพลาซึม ( nucleoplasm ) คือส่วนที่อยู่ภายในเยื่อหุ้มนิวเคลียส ประกอบด้วย

- นิวคลิโอลัส ( Nucleolus ) เป็นแหล่งสังเคราะห์และรวบรวม

กรดไรโบนิวคลีอิค ( ribonucleic acid ) เรียกย่อว่า RNA ทำหน้าที่นำคำสั่งจากนิวเคลียสไปยังเซลล์ส่วนอื่นๆ และสร้างไรโบโซมเพื่อไปทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน

- โครมาติน ( Chromatin ) คือร่างแหโครโมโซม

โครโมโซมประกอบด้วย DNA ( Deoxyribo nucleic acid ) หรือจีน ( Gene ) และโปรตีนหลายชนิด จีนเป็นตัวควบคุมการแสดงออกของลักษณะต่างๆในสิ่งมีชีวิตเป็นตัวถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน

หน้าที่ของนิวเคลียส

 เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของเซลล์

 เป็นแหล่งสังเคราะห์ DNA และ RNA

 ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนภายในเซลล์

 ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลาน

ที่มา ( รูปเซลล์ ) หนังสือชุดขุมทรัพย์โลกวิทยาศาสตร์ ชุดโลกพืช


โดย : นาง สมพิศ เจือเพชร, รร.ศรีพฤฒา 100/600 แขวงสะพานสูง กรุงเทพ 10250, วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2545

 

 


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฐานะระบบความเสี่ยงและทางเลือกทางเทคโนโลยี (ตอนที่1)

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฐานะระบบความเสี่ยงและทางเลือกทางเทคโนโลยี

ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย

ไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่กระแสความประหยัด พอเพียง และความห่วงใยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโลกร้อนกำลังเป็นประเด็น การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง แม้จะเงียบๆก็ตาม

เมื่อจะสร้าง ก็ต้องเลือกว่าจะอ้างอะไรและไม่อ้างอะไร คุณปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อ้างว่า “การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโตร้อยละ 1 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.14 ขณะที่ทางเลือกการใช้พลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีจำกัด และยังเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้น ทุกประเทศจึงสนใจและหันมาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน”

การกล่าวอ้างนี้ย่อมดูสมเหตุสมผลดี แต่ก็ดูดีแค่ในขอบเขตของความรู้ที่จำกัดวงอยู่แค่การคิดเชิงเทคนิก และพิจารณาทิศทางประเทศไทยแบบไล่กวดประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเลยว่าประเทศต่างๆคิดแตกต่างหลากหลายต่อเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างไร และประเทศต่างๆมีทางเลือกด้านพลังงานอย่างไรบ้าง

กระนั้น สิ่งที่อันตรายกว่าคือ การชวนให้คิดว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่มีแต่ได้ ไม่มีเสีย (หรือหากจะตระหนักว่ามีส่วนเสีย ก็ไม่กล่าวมาให้เป็นประเด็นที่สาธารณะสามารถอภิปรายร่วมกันเพื่อหาทางออก) บรรยากาศการมีส่วนร่วมในสังคมจะแย่ลงมากถ้าข้อวิตกกังวลของสาธารณะซึ่งคือเรื่องของความเสี่ยงภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ยังไม่ได้ถูกหยิบยกมาอภิปรายอย่างจริงจัง

ลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ที่ต้องเน้นย้ำคือ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย แต่ว่าหากเกิดขึ้นแล้วขนาดของภัยพิบัติก็มีขนาดใหญ่มาก ที่สำคัญคือผลกระทบขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถขีดวงได้แน่นอนว่าเกิดขึ้นในขนาดเท่าใด และกระทบใครบ้าง เช่น จำนวนประชาชนในสวีเดนที่ต้องสงสัยว่าป่วยจากฝุ่นกัมมันตรังสีที่มาจากอุบัติเหตุเชอโนบิลในโซเวียตยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงหลักหมื่น แม้ว่าอุบัติเหตุนี้จะล่วงเลยมาถึงยี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม

แม้ว่าการเชื่อมโยงอาการเจ็บป่วยและเหตุแห่งโรคว่าเกิดจากฝุ่นกัมมันรังสียังไม่แน่ชัดและเป็นข้อถกเถียงในวงวิชาการ แต่ก็ไม่ควรจะละเลยมิติมนุษยธรรมไปได้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา สังคมไทยของเราก็ต้องมีต้นทุนจากการเป็นห่วงเป็นใยผู้ป่วยเหล่านั้น การที่คุณไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า “ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่ำกว่าคือ อยู่ที่ 2.01 บาทต่อหน่วย ถ่านหินอยู่ที่ 2.05 บาทต่อหน่วย ดังนั้น เมื่อมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะจ่ายจะถูกลงแน่นอน” จึงไม่ใช่การคำนึงถึงต้นทุนทั้งหมด เราควรต้องมาตั้งคำถามว่าการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้จำเป็นต้องแน่ชัดในเรื่องต้นทุนทางสังคมหรือไม่ และอย่างไร

อย่างไรก็ดี การพิจารณาอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องปลายท่อ ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุเราก็ยังสามารถถามได้ว่าเราสามารถป้องกันมันได้หรือไม่ แน่นอนว่าฝ่ายวิศวกรออกแบบย่อมยืนยันในความปลอดภัยของเทคโนโลยีล่าสุด แต่การกล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเรายกยอบทบาทของเทคโนโลยีมากเกินไป โดยขาดการพิจารณาในโลกความเป็นจริงว่าอุบัติเหตุทางเทคโนโลยีจำนวนมากเกิดจากระบบเทคโนโลยีกับองค์การทางสังคมที่ปฏิบัติการไม่สอดคล้องกัน

การศึกษาอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ทรีไมล์ ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) ของนักสังคมวิทยาชื่อ Charles Perrow ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบเทคโนโลยีและความสัมพันธ์กับองค์การ แสดงให้เห็นในหนังสือ Normal Accidents ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นระบบที่มีความเสี่ยง เนื่องจากระบบเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้นเป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง (complex) และองค์ประกอบต่างๆเชื่อมโยงกันอย่างสนิทแน่น (tight coupling) ในรายละเอียดกล่าวโดยย่อได้ว่า หากเกิดความผิดพลาดเล็กๆจากองค์ประกอบในระบบความซับซ้อนสูงก็สามารถทำให้เกิดผลที่เรายากจะคาดเดาได้ ส่วนการเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นทำให้ความผิดพลาดที่องค์ประกอบหนึ่งสามารถลามไปส่งผลให้เกิดความผิดพลาดที่องค์ประกอบอื่นๆอย่างต่อเนื่องจนยากที่จะหยุดได้ อุบัติเหตุที่ทรีไมล์เกิดจากจุดเล็กๆสี่จุดที่บังเอิญเกิดข้อผิดพลาดพร้อมกัน กระบวนการเกิดอุบัติเหตุที่เหลือก็ดำเนินไปในเวลาแค่ 90 วินาทีซึ่งยากที่ผู้ปฏิบัติงานจะหยุดได้ทัน ผลคืออุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาเมื่อพิจารณาจากความตื่นตระหนกในสื่อและประชาชนและการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในบริเวณรอบๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่ามีการเจ็บป่วยจากกรณีนี้ก็ตาม

กระนั้น ประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าภัยพิบัติก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันการเกิดภัยพิบัติคือองค์การทางสังคมที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Reliability Organizations: HROs) นักสังคมวิทยาคนสำคัญที่ศึกษาองค์การแบบนี้คือ Karl Weick และ Karlene Roberts ลักษณะสำคัญบางประการขององค์การแบบนี้คือ ความระแวดระวังต่อความผิดพลาด ไม่สะเพร่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆไปง่ายๆ กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตนเอง ตื่นรู้ต่อความเชื่อและค่านิยมขององค์การที่อาจจะนำไปสู่ข้อผิดพลาดเล็กๆในระบบที่อาจจะนำไปสู่อุบัติภัยได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นจริงในไทยคือ อุบัติเหตุจากรถประจำทางเกิดขึ้นเป็นประจำ หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินอย่างไม่น่าเกิดก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คำถามที่สังคมไทยต้องถามคือ เรามีองค์การใดที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอจะมารับมือกับระบบเทคโนโลยีอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วหรือไม่ หากไม่ เรากล้าเสี่ยงพอที่จะเร่งสร้างวัตถุให้ล้ำหน้าความสามารถของคนไปหรือ
 

ภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barseback ในสวีเดนตอนใต้ที่ผมเคยไปเยี่ยมชมมาครับ

นอกจากนี้แล้ว บริบทของการทำให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงขึ้นก็ต้องถูกนำเข้ามาพิจารณาเป็นบริบทที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย งานล่าสุดของ Perrow ปี 2007 ชื่อ The Next Catastrophe แสดงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 90 จนถึงปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาว่า นอกจากความผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติงานและการบริหารงานแล้ว ความผิดพลาดที่น่ากลัวที่สุดคือความผิดพลาดจากตัวผู้บริหารระดับสูง ที่เน้นสร้างผลกำไรเป็นสำคัญ ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และก็สมัครใจให้มีการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัยให้เกิดขึ้น ส่วนวิศวกรที่จิตใจดีชี้ให้เห็นจุดอ่อนหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเน้นกำไรเช่นนี้ ก็จะถูกไล่ออกและบ้างก็ถูกหาเรื่องฟ้องร้องต่อ และก็มีอยู่รายหนึ่งที่ถูกกลั่นแกล้งให้ไม่สามารถดำเนินอาชีพวิศวกรต่อได้จนต้องกลายไปเป็นช่างไม้ ส่วนองค์การที่ควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของภาครัฐ (NRC) ก็เป็นแค่ “เสือกระดาษ” จริงๆเท่านั้น เพราะตรวจสอบสภาพโรงไฟฟ้าผ่านทางรายงานกระดาษเสียมากกว่าที่จะลงไปดูในไซท์งานเอง นอกจากนี้ ตัวบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าก็มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองชั้นนำ ส่วนการตรวจสอบโรงไฟฟ้าอย่างมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนก็อยู่ในความพยายามตัดตอนเรื่อยมาจนเมื่อไป 2004 การมีส่วนร่วมตรวจสอบก็หายไปโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องไปพิจารณาที่ต้นทางของอุบัติเหตุคือทางเลือกทางเทคโนโลยี (technological choices) ทำไมเราถึงต้องเลือกระบบที่มีความเสี่ยงสูง ทำไมเราถึงไม่ได้พิจารณาตัวเลือกอื่นอย่างรอบคอบ หรือใครเป็นคนเลือกให้เรา และเรามีบทบาทอะไรในการเลือกนี้ สิ่งพึงตระหนักประการหนึ่งคือไม่มีการเลือกระบบเทคโนโลยีที่เป็นกลาง หรือยากที่จะกล่าวได้ว่ารูปแบบทางเทคโนโลยีแบบใดดีที่สุดอย่างจริงแท้ ในแต่ละประเทศแนวโน้มรูปแบบของเทคโนโลยีก็จะต่างกันออกไปโดยสะท้อนค่านิยมและอำนาจในสังคมที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระบบเทคโนโลยีในอดีตสหภาพโซเวียตจะมีขนาดใหญ่และรวมศูนย์ ในสแกนดิเนเวียจะเลือกระบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาก ทั้งนี้มีข้ออภิปรายทางวิชาการว่าโครงการขนาดใหญ่เอื้อต่อการลงทุนของชนชั้นนำและการผลักภาระความเสี่ยงอันตรายให้คนที่ด้อยกว่าในสังคม หากมีการเลือกระบบเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในไทยจริง สิ่งนี้จะสะท้อนค่านิยมและอำนาจในสังคมไทยว่าอย่างไร เราอยู่ในสังคมที่ปล่อยให้ชนชั้นนำคิดแผนการพัฒนาแทนคนทั่วไปหรือ เราอยู่ในสังคมรวมศูนย์หรือ และเราอยู่ในสังคมที่เรื่องการผลักภาระความเสี่ยงให้กับชนบทเป็นเรื่องปกติใช่หรือไม่ นอกจากนี้คงยังสะท้อนว่าอำนาจของคนทั่วไปเทียบกับผู้เชี่ยวชาญช่างดูเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

ทั้งนี้ในอีกด้านหนึ่ง การมีระบบเทคโนโลยีแบบใดแบบหนึ่งก็เป็นเรียกร้องให้ต้องมีระบบสังคมที่สอดคล้องกันรูปแบบหนึ่งด้วย เช่น การมีระบบเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงแบบนิวเคลียร์นั้น มีความจำเป็นจะต้องจัดระบบองค์การทางสังคมที่เกี่ยวข้องให้มีความเป็นระเบียบวินัยสูง (ราวกับระบบทหาร) เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ ซึ่งในขณะเดียวกันก็เรียกร้องระบบรวมศูนย์ที่สูง กล่าวคือ ให้อำนาจในการตัดสินใจและการสอดส่องระบบนั้นไปรวมอยู่ที่จุดจุดหนึ่ง พร้อมกันนั้น ระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังเสี่ยงต่อการโดนวินาศกรรมด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปกป้องคุ้มครองที่ดี และต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นจะรักษาความมั่นคงด้วย อย่างไรก็ดี Perrow ยังชี้ว่า ต่อให้มีความพยายามรักษาความมั่นคงเท่าไรแต่การทดลองให้คนลองปลอมเป็นผู้ก่อการร้ายเข้าไปวางระเบิดปลอมก็ประสบความสำเร็จอย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเปราะบางของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อความมั่นคง ทว่าเนื่องจากการก่อการร้ายกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ภาครัฐจึงชอบมากล่าวอ้างว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าของเราได้รับการคุ้มกันมากเกินไป ซึ่งก็เป็นความหยิ่งทะนงเกินจริง

สิ่งสำคัญที่พึงตระหนักคือเราเลือกอนาคตของเราได้ โดยพิจารณาเริ่มต้นจากกระบวนการนโยบาย คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากโครงการรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมเคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมมีต้นกำเนิดมาจากนโยบาย และนโยบายสะท้อนอำนาจในการเลือกดังได้กล่าวไปแล้ว ข้อคิดสำคัญอีกประการคือกระบวนการนโยบายพลังงานควรจะไปให้ไกลกว่าการเทียบตัวเลขดูแค่ความคุ้มค่าในปัจจุบัน แต่ต้องมองการณ์ไกลไปยังอนาคต ว่าเราไม่ควรเลือกรุ่นของเทคโนโลยีที่ถึงทางตันแต่เราอาจจะเลือกเทคโนโลยีอื่นที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น (emerging technology) ที่แม้ว่าในปัจจุบันจะแพงกว่า แต่ในอนาคตจะสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ สามารถพัฒนาให้สะอาดกว่า สามารถพัฒนาให้กระจายศูนย์ (decentralize) ระบบพลังงานได้มากกว่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความสามารถทางเทคโนโลยีของไทยได้อีกมาก ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือนโยบายพลังงานและนโยบายนวัตกรรมในประเทศทางยุโรปจะวิวัตน์ควบคู่กันไป สิ่งที่สังคมไทยต้องพูดให้ชัดคือ นโยบายพลังงานที่ดีต้องเน้นให้สร้างทางเลือกให้สาธารณะและเสริมความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศไปพร้อมกัน

โดยสรุป การคำนึงแต่ด้านเทคนิกเป็นตัวตั้งจึงนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่ไม่อาจเลี่ยงได้ การเร่งพิจารณามิติทางสังคมย่อมจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนมากกว่าการเร่งสร้างแล้วค่อยมาตามเก็บกวาดในภายหลัง ที่มักจะกระทำกันเป็นประจำในประเทศนี้


 



 

    ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ปิดตัวลงแล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมช่องแคบเล็กๆที่คั่นระหว่างสวีเดนและเดนมารก ที่น่าขันคือ ในขณะที่ฝั่งสวีเดนมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ฝั่งเดนมารกกลับเลือกใช้กังหันไฟฟ้าพลังลมเต็มไปหมด


 

 


ชื่อสถานที่

 
มหาวิหารอาร์เทมีส
: The Temple of Artemis (Diana)
สถานที่ตั้ง   เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน ยังมีซากหลงเหลืออยู่บ้าง

        เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุสบนชายฝั่งแห่งหนึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า

        วิหารนี้มีเนื้อที่ถึง 54,720 ตารางฟุต ตัวอาคารมีความกว้างถึง 400 ฟุต บริเวณโดยรอบวัดแห่งนี้กิน เนื้อที่เกือบ 2 เอเคอร์ และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบตัวอาคารมากกว่า 100 เสาหิน แต่ละเสาหินมีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6 ฟุต ความสูง 60 ฟุต หลังคาปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อว่า อาร์ทิมีส หรืออีกชื่อหนึ่ง ว่าไดอาน่า ประชาชนจะนำสิ่งของมาสักการะบูชา ส่วนมากเป็นสิ่งของมีค่ามากมาย

        เคยถูกไฟไหม้เสียหายครึ่งหนึ่งแต่ได้รับการซ่อมแซมใหม่โดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ วิหารแห่งนี้ได้ถูก ทำลายสิ้นก่อนปี ค.ศ. 262 จึงเหลือแต่ซากปรักหักพังเก็บไว้ชมอยู่ในกรุงอิสตันบลู ประเทศตุรกี
 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540

วารสารเพื่อนเดินทาง ปีที่ 14 ฉบับที่ 147 มีนาคม 2535

 
ชื่อสถานที่

 
สุสานของกษัตริย์โมโซรุส
: The Mausoleum at Halicarnassus
สถานที่ตั้ง   เมืองฮาลคาร์นาซซัส ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน ยังมีซากหลงเหลือ

        สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา

        สุสานเก่าแก่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ เป็นผลงานของนายช่างผู้สร้างสรรค์ทั้ง 4 คน ด้วยกัน คือ ฟิดิอัส , ชาติรัสบายฮาซีส , สโคปปาส และ ทิโมทิอัส สร้างด้วยหินอ่อน ในปี ค.ศ. 156 - 190 มีขนาดสูงถึง 140 ฟุต ฐานโดยรอบยาวถึง 460 ฟุต บนยอดสุดเป็นพื้นเหลี่ยม เล็กกว่าฐานล่าง ได้ปั้นเป็นรูปราชรถและม้า 1 ชุด กำลังวิ่ง และมีกษัตริย์พระมเหสียืนอยู่บนราชรถม้า ประกอบด้วยลวดลาย สวยงามมาก

        ในปัจจุบันนี้เหลือแต่ซากปรักหักพังบางส่วนบางส่วนเพราะเกิดแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 12 - 13 ขึ้นและชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของประเทศอังกฤษชื่อ บริทิช มิวเซียม

 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540

วารสารเพื่อนเดินทาง ปีที่ 14 ฉบับที่ 147 มีนาคม 2535
ชื่อสถานที่

 
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน
: The Hanging Gardens of Babylon
สถานที่ตั้ง   กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก
ปัจจุบัน ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว

        ระหว่างในรัชสมัยของพระเจ้านาโบโปลัซซาร์และพระโอรส คือ พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ที่สอง ปกครองบาบิโลนซึ่งได้ขยายแสนยานุภาพออกไปมากมายจนรุ่งเรือง พระเจ้านาโบโปลัซซาร์ทรงโปรดให้ สร้างกำแพงมหึมาล้อมรอบมือง และโอรสก็ทรงดำเนินโครงการต่อ สร้างป้อมปราการและจุดป้องกันต่าง ๆ รอบกำแพง มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำยูเฟรตีส

        พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์

        สวนลอยแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล โดยก่อเป็นเนินสูงซ้อนกันเป็นชั้นสูง ๆ สูงถึง 328 ฟุต หรือ 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแข็งแกร่งหนาถึง 23 ฟุต หรือ 7 เมตร แต่ละชั้น สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และ ปลูกดอกไม้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก พันธ์พฤกษ์สารพัดชนิดจากทุกมุมโลก รวมทั้งไม้ดอกและไม้เลื้อย บันไดที่พาขึ้นไปสู่สวน กว้างขวางทำด้วยหินอ่อนข้างใต้บันไดมีซุ่มคอยรับน้ำหนัก ข้างบนเฉลียงของสวนลอยมีถังน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงน้ำพุ น้ำตก และสายน้ำต่าง ๆ บนสวนลอย น้ำจำนวนมากมายนี้ สูบมาจากแม่น้ำยูเฟรติสโดยทาส โดยชักน้ำจากเบื้องล่างขึ้นไปสู้ชั้นสูงสุดแล้วปล่อยให้ ไหลลงมาสู่ชั้นต่าง ๆ เบื้องล่าง

        พ่อค้าวาณิชที่เดินทางในทะเลทรายมาสู่เมืองนี้ จะได้เห็นสวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่นเห็นแต่ไกล จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฎว่ากรุงบาบิโลน อยู่ในเมืองแบกแดก ของประเทศอิรักปัจจุบัน นับว่าคนสมัยนั้นมัความสามารถทางด้านสถาปัตย์และวิศวกรรมศาสตร์อย่างน่ายกย่อง จึงสามารถรักษาสวนลอยนี้ให้สวยงามเขียวชอุ่มได้ตลอดเวลา หลังจากพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เชีย สันนิษฐานกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึงวศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

        ปัจจุบันนี้ส่วนที่หลงเหลืออยู่ให้เราได้ชมก็คือบ่อน้ำและโค้งซุ้มประตูหนึ่งหรือสองอัน และนิยาย คำร่ำลือสืบต่อ ๆ กันมา
 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540

วารสารเพื่อนเดินทาง ปีที่ 14 ฉบับที่ 147 มีนาคม 2535

 
ชื่อสถานที่

 
กำแพงเมืองจีน
: Great Wall of China
สถานที่ตั้ง   ประเทศจีน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        กำแพงเมืองจีน หรือกำแพงอิฐยักษ์ เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศทั้งประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา หาที่ใดในโลกมาเปรียบ ไม่ได้อีกแล้ว มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) ซึ่งทหารม้าเข้าแถวเรียง 8 ได้อย่างสบาย ๆ มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต) สูงพอที่จะไม่สามารถ ปีนข้ามไปได้ง่าย ๆ เดิมเชื่อว่ามีความยาว 2,550 ไมล์ ( 2,400 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ เริ่มสร้างระหว่างปี พ.ศ. 300-329 (243-252ปีก่อนคริสตกาล) ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ ใช้เวลาสร้างประมาณ 10 ปี และมีการสร้างต่อเติมอีกหลายกครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎรทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตนับพันนับหมื่น

        เป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น เมื่อมองจากดวงจันทร์ ในสมัยนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่ป้องกันข้าศึกได้อย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันไม่มีความหมายในด้านป้องกันประเทศอีกแล้ว คงมีค่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก
 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540


ชื่อสถานที่

 
เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง
: Porcelain Tower of Nanking
สถานที่ตั้ง   เมืองนานกิง ประเทศจีน
ปัจจุบัน -

        เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง เป็นสิ่งก่อสร้างเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม สูง 9 ชั้น สูง 261 ฟุต หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีกระดิ่งแขวนไว้ 80 ลูก และโคมไฟประดับอีกหลายร้อยผูกแขวนไว้ตามชายคา ยอดเจดีย์เป็นรูปกลมปิดทอง องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหมด เดิมทีพุทธศาสนิกชนชาวจีนเป็นผู้สร้างไว้เพียง 3 ชั้น

        ใน ค.ศ. 1430 จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ แห่งราชวงศ์เหม็งได้โปรดให้จัดสร้างเสริมขึ้นไปอีกจนสูง 9 ชั้น มีสายโซ่โยงลงมา 8 เส้น มีกระดิ่งแขวนตามสายโซ่ 72 ลูก เวลาลมพัดมีเสียงดังไพเราะมาก เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกคุณบิดา มารดา จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ได้บรรจุเครื่องบูชาที่ทำ ด้วยของมีค่า พวกเงิน ทองคำ และอัญมณีอื่นๆ จำนวนมาก กล่าวกันว่า บนยอดเจดีย์มีลูกบอลปิดทอง มีเหล็กวงแหวนล้อมรอบถึง 9 วง มีไข่มุก ขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายเป็นเครื่องลางบอกความมีโชคชัย ของกรุงนานกิง

        เจดีย์นี้เคยถูกฟ้าผ่า และถูกพวกกบฎไต้เผ็ง ทำลายเมื่อปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) เสียหายมาก ต้องมีการซ่อมแซมเพื่อ ให้ส่วนที่เหลืออยู่ได้อวดความงามอันน่ามหัศจรรย์ต่อไป ส่วนของมีค่าภายในนั้นถูกปล้นสะดมสูญหายไปหมดแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังได้ชื่อว่า เป็นเจดีย์ที่ทำด้วยกระเบื้องเคลือบ วิจิตรงดงามมีค่าสูงยิ่ง


 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540

ชื่อสถานที่

 
ทัชมาฮัล
: Taj Mahal
สถานที่ตั้ง   เมืองอักรา ประเทศอินเดีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ทัชมาฮัล เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย

        มุมทัชมาฮาล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่หญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา

        สร้างระหว่างปี พ.ศ. 2173-2191 (ค.ศ. 1630-1648) เสียเวลาสร้างอยู่ 23 ปี ทกส่วนสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลบริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มีผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท

        ซึ่งได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบ หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่ลูกชายเกรงเงินจะหมดจะไม่มีใช้ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติจึงจับพ่อขังอยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพแม่ ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่าได้

        ทัชมาฮัลเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างเหมาะสมสวยงามน่ามหัศจรรย์

 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540

 

ชื่อสถานที่

 
เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส(อะพอลโล)
: The Colossus of Rhodes
สถานที่ตั้ง   เกาะโรดส์ ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก

        เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน

        ประวัติความเป็นมาของรูปปั้นมหึมานี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาวแมซีโดเนียน พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและทหาร มากมาย แต่ชาวเกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส แห่ง ลินดัส ด้วยความยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการหลุดพ้นจากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้สร้างรูปปั้นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรืออพอลโล

        เฮลิออส หรือ อพอลโล เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะของชาวกรีกและโรมันสมัยโบราณ ถือกันว่าสวยที่สุดในจำพวกผู้ชาย รูปปั้นนี้มีชื่อว่า โคลอสซัส หล่อขึ้นมาจากโลหะต่าง ๆ ที่เหลือจากการสงครามและชาวแมซีเนียนทิ้งไว้ ชาเรสทำงานหนักตลอดเวลา 12 ปี ทุ่มเทให้กับรูปปั้นนี้ แต่มีเรื่องเล่าว่าพอรูปปั้นนี้เสร็จเขาก็ได้พบว่าคำนวณสัดส่วนผิดไป ชาเรสผิดหวังมากถึงกับปลิดชีพตัวเอง แต่รูปปั้นโคลอสซัสนี้ก็มีชื่อเสียงมากถึงกับเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

        รูปปั้นโคลอสซัสมีอายุสั้นที่สุดเพียว 56 ปีเท่านั้น แผ่นดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง ทลายลงมาระเนระนาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ในต้นศตวรรษแรกเมื่อพวกอาหรับยึดครองเกาะโรดส์ในสมัย ศตวรรษที่ 7 รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไปยังพ่อค้าชาวยิว การขนย้ายต้องใช้อูฐเป็นร้อยและวนเวียนถึงเก้าเที่ยว

 
:: อ้างอิง
ชิต ภิบาลแทน และ ชุลีพร สุสุวรรณ.ความรู้รอบตัวสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสนใจ.
                พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ ,2540

วารสารเพื่อนเดินทาง ปีที่ 14 ฉบับที่ 147 มีนาคม 2535

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์