ฟิสิกส์ราชมงคล

index 93

นกมีหูหนูมีปีก...สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้เหมือนนก

เด็กๆรู้ไหมว่า..ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในโลกที่สามารถบินได้เหมือนนก
และประชากรค้างคาวมีมากถึง 1 ใน 4 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งโลก
(สมมุติว่าในโลกนี้ ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมารวมกันแล้วนับจำนวนได้ 400 ตัว
ในจำนวนทั้งหมดนี้ก็จะมีค้างคาวอยู่ 100 ตัว)
แม้ค้างคาวจะมีจำนวนมากขนาดนี้ แต่เรามักไม่ค่อยได้เห็นมัน เพราะค้างคาวส่วนใหญ่ออกหากินเวลากลางคืน
และมักซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้ หรือในถ้ำเวลากลางวัน

การล่าเหยื่อ..
ค้างคาวบางชนิดกินผลไม้ บางชนิดกินน้ำหวาน บางชนิดกินปลา บางชนิดกินเลือด แต่ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหารโดยใช้ประสาทรับเสียงในการหาตัวแมลง
ค้างคาวเปล่งเสียงความถี่สูง 200 ครั้งต่อวินาที
เสียงของค้างคาวเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าที่มนุษย์เราจะได้ยิน
คลื่นเสียงความถี่สูงนี้จะไปกระทบตัวแมลงแล้วสะท้อนกลับมา
ทำให้ค้างคาวรู้ว่าแมลงอยู่ที่ไหนและเป็นแมลงชนิดใด
จากนั้นค้างคาวก็จะตามไล่ล่า และจับแมลงกิน
กระบวนการหาอาหารที่ไม่เหมือนใครนี้อาจเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาที

ครอกฟี้..z..z..z..

แม่หนูเวียนหัว ! ? ! ?

ค้างคาวสามารถห้วยหัวลงได้นานหลายชั่วโมง
ในเวลากลางวันค้างคาวแม่ไก่นับร้อยๆตัว
จะเกาะพักนอนรวมกันอยู่ตามต้นไม้ในป่า

ค้างคาวแม่ไก่ออกลูกเพียงครั้งละหนึ่งตัว
แม่จะให้ลูกเล็กเกาะติดหน้าอก ประมาณ 8 สัปดาห์
หลังจากนั้นค้างคาวเด็กจึงจะหัดบินตามอย่างพ่อแม่

ขอบคุณหนังสือห้องสมุดแสนสนุก..หนังสือเด็กรักลูก


อีแร้งดำหิมาลัย  

สัตว์ปีก

Cinereous Vulture(Black Vulture, European Black Vulture)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Aegypius monachus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่มาก ขนาดลำตัวยาวประมาณ 102 - 104 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวมีลักษณะเหมือนกัน ทั่วตัวมีขนสีดำ ตรงบริเวณหัวถึงคอมีขนน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย บริเวณรอบ ๆ คอมีขนขึ้นฟูคล้ายพวงมาลัย นิ้วสีออกขาว ตัวที่ยังไม่โตเต็มวัยมีลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อนกว่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในไซบีเรีย จีน อินเดีย ไม่ใช่นกประจำถิ่นของไทย ย้ายมาหากินในฤดูหนาวเท่านั้น
     อีแร้งดำหิมาลัยกินซากของสัตว์ต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ในที่โล่งและชอบอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ชอบบินร่อนเป็นวงกลมในอากาศ หากินกลางวัน อีแร้งดำหิมาลัยมีฤดูผสมพันธุ์ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ทำรังตามยอดไม้สูง ๆ แถบภูเขา รังมีขนาดใหญ่
     ทำด้วยกิ่งไม้ วางไข่ครั้งละ 1 ฟอง แต่ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกอพยพมาประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หายากและมีปริมาณน้อยมาก เคยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

เหยี่ยวรุ้ง  

สัตว์ปีก

Crested Serpent Eagle 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Spilornis cheela

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นเหยี่ยวขนาดกลาง - ใหญ่ ขนาดลำตัวประมาณ 51 - 71 เซนติเมตร ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน คือ หัวและขนหงอน ซึ่งมีลักษณะคล้ายพัดเป็นสีดำลายซีดสีขาว ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลเข้ม โดยเฉพาะที่ปีกจะมีจุดสีขาวกระจายอยู่ ลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำตาลและมีลายจุดสีขาวกระจายอยู่ทั่วไป ตัวที่โตเต็มวัยขณะบินจะเห็นแถบกว้างสีขาวที่หาง และใต้ปีกชัดเจน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีน ไหหลำ ไต้หวัน พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย ในไทยพบได้ทุกภาคในปริมาณปานกลาง
     เหยี่ยวรุ้งชอบกินงูมาก รวมทั้งงูพิษด้วย นอกจากนี้ยังกินพวกนกเล็กๆ และสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ อีกด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าที่ราบและตามป่าบนยอดเขาใกล้ ๆ แหล่งน้ำต่าง ๆ มักจะพบเห็นมันบินร่อนเป็นวงกลมอยู่ในระยะสูงมากคอยหาอาหาร บินที่ระดับ 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล
     เหยี่ยวรุ้งผสมพันธุ์ประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน วางไข่ ครั้งละ 1 ฟอง ไข่สีครีม สีขาวแกมเหลือง หรือสีขาวแกมเขียว ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ นาน 26 - 28 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

เหยี่ยวต่างสี  

สัตว์ปีก

Changeable Hawk Eagle(Crested Hawk Eagle)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Spizaetus cirrhatus

ลักษณะทั่วไป
    
เหยี่ยวต่างสีเป็นเหยี่ยวค่อนข้างใหญ่ ขนาดลำตัว 56 - 75 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน มีชนิดสีเข้มหรือดำ และสีอ่อน ชนิดสีอ่อนมีสีน้ำตาลเข้มตอนบนของตัว ตอนล่างมีสีขาว และมีลายเป็นทางเล็ก ๆ สั้น ๆ สีน้ำตาลตามหน้าอกและท้อง ขามีขนขึ้นเต็มและมีลายขวางเล็ก ๆ สีน้ำตาล ส่วนชนิดสีเข้มมีสีน้ำตาลไหม้ทั่วทั้งตัว ตลอดถึงขามีขนขึ้นเต็ม หางสั้นกว่าชนิดสีอ่อน การที่เหยี่ยวต่างสีมี 2 ชนิด ก็คล้ายกับพวกเสือดาวที่มีลูกออกมาเป็นสีดำได้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เหยี่ยวต่างสีมีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พม่า ไทย ลาว เขมร เวียตนาม ฟิลิปปินส์ อันดามัน ซุนดาส์ สุมาตรา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยมีทั่วทุกภาค แต่พบไม่บ่อยและมีปริมาณไม่มากนัก
     อาหารได้แก่ หนู นกเล็ก ๆ ค้างคาว งู กิ้งก่า และสัตว์เล็ก ๆ เช่น กระต่าย อีเห็น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เหยี่ยวต่างสีชอบอาศัยอยู่ทั้งในป่าดงดิบ ป่าทึบ ป่าสูง ตลอดจนป่าโปร่งและที่ราบสูง ชอบเกาะตามยอดไม้สูงเพื่อมองหาเหยื่อ ไม่ชอบบินร่อน เมื่อเห็นเหยื่อจะโฉบลงจับทันที พบได้ที่ความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
     เหยี่ยวชนิดนี้ผสมพันธุ์หน้าหนาวและหน้าร้อน ผสมพันธุ์ทั้งในที่ราบและตามป่าเชิงเขาหรือตามป่าภูเขาสูง ทำรังตามต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้น้ำ หรือใกล้หมู่บ้าน ชอบทำรังตรงกิ่งไม้ที่ยื่นออกไปเหนือน้ำหรือลำธารในป่า ทำรังด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ วางขัดสานกันอย่างเป็นระเบียบ จะวางไข่ 1 - 3 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาฟัก 40 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

เหยี่ยวแดง  

สัตว์ปีก

Brahminy Kite(Red-backed Sea Eagle)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Haliastur indus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ขนาดลำตัวประมาณ 40 - 46 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนสีน้ำตาลแดง สดใส แต่หัว คอ และหน้าอกสีขาวมีลายสีดำเล็กๆ ทั่วไป เวลาบินจะเห็นหางกางออกค่อนข้างกลม มีปากแหลมคมสีเทา และมีขาสีเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีน พม่า ไทย เขมร ลาว มาเลเซียซุนดาส์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ทวีปออสเตรเลีย ประเทศไทยพบได้ทุกภาค
     อาหารได้แก่ กบ เขียด งู นก แมลง หนู ลูกเป็ด ลูกไก่ สัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เหยี่ยวแดงชอบอยู่ตามที่ราบทุ่งนา ตามริมแม่น้ำ ชายทะเล และตามป่าโปร่ง ซึ่งเป็น ป่าต่ำส่วนใหญ่ชอบอยู่ใกล้หมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ ๆ ชอบบินอยู่ตัวเดียวหรือ เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพบอาหารมันจะบินเป็นวงกลม พร้อมกับบินดิ่งควงลงมา โฉบอาหารนั้นขึ้นไปกินบนต้นไม้สูงซึ่งอยู่ใกล้ ๆ
     เหยี่ยวแดง ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ทำรังตามกิ่งไม้ใกล้แหล่งน้ำ วางไข่ครั้งละ 2 - 4 ฟอง ไข่สีขาวไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่นาน 29 - 31 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

เหยี่ยวดำ  

สัตว์ปีก

Black Kite(Pariah Kite)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Milvus migrans

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ขนาดลำตัวประมาณ 60 - 66 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกันคือ ลำตัวสีน้ำตาลเข้มอมเหลืองทั้งด้านบนและด้านล่าง ปีกสีน้ำตาลเข้ม หางเป็นแฉกตื้น ๆ มองดูคล้ายง่าม ปากสั้นดำแหลมคม ปลายปากเป็นขอ หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกยาว ส่วนนกที่ยังไม่โตเต็มที่ ลำตัวจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน พร้อมกับมีขีดสีเหลืองอ่อนทั่วทั้งตัว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในทางเหนือของออสเตรเลีย ในไทยพบทางภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้
     อาหารได้แก่ ปลา ลูกนก เป็ดไก่ หนู กระต่าย กบ เขียด แมลง รวมทั้งซากสัตว์ต่าง ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินเวลากลางวัน ชอบบินอยู่ตามที่โล่งชายป่า ตามริมฝั่งทะเล หรือตามแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ เพื่อหาอาหาร เมื่อจับเหยื่อได้ก็มักกินบนพื้นดิน หรืออาจนำไปกินบนต้นไม้ พบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่หรือเป็นฝูง
     เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ เหยี่ยวดำจะทำรังรวมกันเป็นกลุ่มบนต้นไม้สูง ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันสร้างรังด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ นำมาขัดสานกัน จากนั้นทั้งคู่จะช่วยกันกกไข่และเลี้ยงลูกอ่อน นกจะใช้เวลากกไข่นานประมาณ 29 - 32 วัน ออกไข่ครั้งละ 2 - 4 ฟอง ปกติ 3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่หาได้ยาก และมีปริมาณน้อย จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

ห่านหัวลาย  

สัตว์ปีก

Bar-headed Goose 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anser indicus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวที่โตเต็มวัยแล้วมีร่างกายส่วนใหญ่เป็นสีเทาอ่อน หัวสีขาวมีแถบสีดำพาดจากหางตาขึ้นไปที่กระหม่อม และมีแถบสีดำอีกเส้นหนึ่งที่ท้ายทอย คอสีเทาเข้มและมีแถบสีขาวตามแนวยาวของคอต่อกับสีขาวของหัว สีข้างเป็นลายขวางสีดำ หางสีขาวและตรงกลางคาดแถบสีเทา ปากสีส้มถึงเหลือง นิ้วสีเหลือง ตัวที่ยังโตไม่เต็มวัยมีสีเทาเช่นเดียวกับตัวที่โตเต็มวัย แต่บริเวณกระหม่อมและท้ายทอยเป็นสีดำตัดกับหน้าผากสีขาว หน้าและลำคอส่วนที่เหลือสีขาว สีข้างไม่มีลาย ลำตัวด้านล่างมีลายแต้มสีน้ำตาลแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเอเชียตอนกลาง จีนตอนเหนือ พม่า และไทย
     ห่านหัวลายมักกินเมล็ดข้าว ข้าวโพด ข้างฟ่างซึ่งทำความเสียหายให้แก่ชาวนาชาวไร่พอสมควร นอกจากนี้ยังกินหญ้าและยอดอ่อนของพืชด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่เป็นฝูงตามแม่น้ำหรือแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ บางฝูงอาจมีถึง 100 ตัว กลางวันมันจะยืนพักผ่อนนอนหลับตามชายน้ำ พอพลบค่ำจึงออกหากิน
     เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของห่านหัวลาย ยังไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์สงขลา

หงส์วูเปอร์  

สัตว์ปีก

Whooper Swan 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cygnus Cygnus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน มีสีขาวทั้งตัว ปากสีแดงอมส้ม ปลายปากดำ ขาและเท้าสีดำ ตาสีน้ำตาล ตัวผู้ดุมาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในยุโรป จีน
     อาหารของหงษ์วูเปอร์ได้แก่ หญ้า พืชเล็กๆ และเมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่เป็นครอบครัวตามสระน้ำ ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ และแม่น้ำ ทำรังขนาดใหญ่ใกล้น้ำ
     หงษ์วูเปอร์สืบพันธุ์เดือนเมษายน วางไข่ครั้งละ 8-12 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่

หงส์ดำ  

สัตว์ปีก

Black Swan 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cygnus atratus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้มีสีขนทั่วตัวดำอมเทา ยกเว้นขนปีกสำหรับบินเส้นยาวเท่านั้นที่เป็นสีขาวซึ่งตัดกับลำตัวเห็นเด่นชัดสะดุดตา นัยน์ตาสีแดงเข้ม จะงอยปากสีแดงแต่มีแถบขาว ปลายปาก ขาและเท้าสีดำ หงส์ดำตัวเมียเหมือนตัวผู้ทุกอย่าง แต่มีขนาดเล็กกว่าและลำคอสั้นกว่าเล็กน้อย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในเกาะทัสมาเนีย ออสเตรเลีย
     หงษ์ดำพืชน้ำ ลูกกุ้ง ลูกปลา

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามแหล่งน้ำอันกว้างใหญ่ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ทะเลสาบ แม่น้ำ หนองน้ำ ชอบอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เสียงร้องเหมือนเสียงทรัมเป็ตมักร้องในตอนเย็นหรือกลางแสงจันทร์ในคืนเดือนหงายขณะกำลังบิน
     หงษ์ดำวางไข่ครั้งละ 5-6 ฟอง ไข่มีสีขาวแกมเขียว ระยะเวลาฟักไข่นาน 34-37 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

หงส์ขาว  

สัตว์ปีก

Mute Swan 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cygnus olor

ลักษณะทั่วไป
    
ขนาดใกล้เคียงกับหงส์ดำ แต่มีขนสีขาวทั้งตัว จะงอยปากสีเหลืองส้มและมีปุ่มสีดำที่ฐานของปาก ขณะว่ายน้ำลำคอจะตั้งเป็นรูปตัวเอส มีความสวยสง่างาม จึงถูกนำมาเลี้ยงไว้ตามสวนสาธารณะและสวนสัตว์ทั่วโลก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบแพร่กระจายอยู่แถบเอเชียยุโรปเหนือและอเมริกา
     หงษ์ขาวอยู่รวมกันเป็นฝูงหากินพืชน้ำและสัตว์น้ำขนาดเล็กตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
      

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

พญาแร้ง  

สัตว์ปีก

Red-headed Vulture 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Sarcogyps calvus

ลักษณะทั่วไป
    
พญาแร้งเป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดลำตัวประมาณ 80 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน เมื่อโตเต็มที่หัว คอ และเท้ามีสีแดง ขนตามลำตัวสีดำ ขนที่หน้าอกและโคนขามีสีขาว ที่คอมีสีขาวขึ้นโดยรอบมองดูคล้ายสวมพวงมาลัย ตัวที่ยังไม่โตเต็มที่ ขนบริเวณหัวและอกมีสีขาว ปีกสีน้ำตาล
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย จีน พม่า อินโดจีน ในประเทศไทยพบอยู่เกือบทุกภาค ยกเว้นภาคอีสาน และภาคตะวันออก แต่ปัจจุบันหาพบได้ยากในเมืองไทย
     พญาแร้งชอบกินซากสัตว์เน่าตายตามพื้นดิน โดยร่อนบินหาเหยื่อกลางอากาศ เมื่อพบจึงบินลงมาจิกกิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ไม่ค่อยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากินอยู่ตามที่โล่งแจ้ง โดยบินร่อนเป็นวงกลมบนท้องฟ้าระดับสูง มีสายตาไว สามารถร่อนกลางอากาศอยู่นานนับชั่วโมง โดยไม่ต้องกระพือปีกเลย
     พญาแร้งผสมพันธุ์ในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน ทำรังด้วยกิ่งไม้ขัดสานกันอย่างไม่เป็นระเบียบ แล้วใช้ใบไม้รองพื้น มักทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใกล้หมู่บ้าน วางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างช่วยกันฟักไข่ และใช้รังเดิมวางไข่ในปีถัดไปด้วย

สถานภาพปัจจุบัน
     ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา

เป็ดหงส์  

สัตว์ปีก

Comb Duck 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Sarkidiornis melanotos

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นเป็ดป่าขนาดใหญ่ มีลำตัวยาวถึง 76 เซนติเมตร มีจะงอยปากสีดำ แถบบนปีกมีสีบรอนซ์สะดุดตา เป็ดตัวผู้มีส่วนหลังสีดำเหลือบสีเขียวแกมฟ้าและสีม่วง ส่วนหัวและลำคอสีขาว มีจุดประสีดำ มีแถบสีดำรอบด้านหลังคอพาดลงไปถึงด้านข้างของส่วนอก และอีกแถบหนึ่งพาดลงไปด้านข้างของส่วนหาง ขณะบินจะสังเกตเห็นแผ่นหลังส่วนล่างสีออกเทาชัดเจน ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้มีปุ่มเนื้อที่โคนจะงอยปากด้านบน ส่วนคอและที่ใกล้หาง ลูกเป็ดอายุน้อยลำตัวไม่ค่อยมีสีเหลือบและบริเวณแถบขาวมีสีคล้ำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำที่มีพืชปกคลุม ทำรังในโพรงของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้น้ำ ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ไปทางทิศตะวันออก ผ่านแคว้นอัสสัม พม่า ถึงบริเวณเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และจีนตอนตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังพบในทวีปแอฟริกาอีกด้วย
     อาหารได้แก่ ข้าวเปลือก เมล็ดหญ้า ลำต้นอ่อนของพืช และสัตว์น้ำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ปกติจะพบอาศัยอยู่เป็นกลุ่มครอบครัวหนึ่ง 4-10 ตัว หากินโดยการไซ้กินหัวและยอดอ่อน ตลอดจนเมล็ดของพืชน้ำ เมล็ดข้าว แมลงน้ำ บางครั้งพบกินกบ เขียดและปลาด้วย เป็ดป่าชนิดนี้เดิน และเกาะกิ่งไม้ได้ดี การเกาะกิ่งไม้ใช้กรงเล็บแหลมที่แข็งแรงเกาะ
     เป็ดหงษ์มีฤดูผสมพันธุ์ตกอยู่ในราวเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน ในประเทศอินเดียมีรายงานว่าพบทำรังในรังเก่าของพวกแร้ง และในรูบนกำแพงป้อมเก่า ๆ และบนหน้าผาดิน วางไข่สีครีมจาง ๆ จำนวน 7-15 ฟอง เป็ดหงส์ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน โดยทำรังวางไข่ตามโพรงต้นไม้ในป่า หรือต้นไม้ใกล้แหล่งน้ำ ไข่สีงาช้างเป็นมัน ไม่มีลวดลาย ตัวเมียฟักไข่นาน 29 - 31 วัน ส่วนตัวผู้จะคอยเฝ้าระวังภัยอยู่ใกล้ๆ

สถานภาพปัจจุบัน
     พบน้อยมาก ปี พ.ศ. 2529 พบ 10 ตัว ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ ปี พ.ศ. 2531 พบ 1 ตัว ที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ การเปลี่ยนแปลงสภาพบริเวณบึง หนอง ตามธรรมชาติไปเป็นทุ่งนา สำหรับปลูกข้าว และการตัดฟันต้นไม้สูงๆ ลงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการล่าเพื่อเป็นอาหารอย่างหนัก ทำให้ต้องสูญเสียแหล่งหากิน แหล่งทำรังและแหล่งพักนอนไป เป็ดหงส์จึงไม่ทำรังวางไข่ในประเทศไทยอีกต่อไป พบเฉพาะตัวที่บินมาหากินในฤดูหนาวในบริเวณอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บางแห่งเท่านั้น จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

เป็ดแมนดาริน  

สัตว์ปีก

Mandarin Duck 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Aix galericulata

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง มีความยาวลำตัวประมาณ 48 เซนติเมตร ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้มีสีฉูดฉาดหลายสีซึ่งแต่ละสีตัดกันเห็นเด่นชัดสวยงามมาก และมีขนปีกสีส้มขนาดใหญ่ดูคล้ายเป็นแผงข้างละเส้นงามสะดุดตา เป็ดแมนดารินตัวผู้ขนจะสวยงามในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ซึ่งเป็นฤดูหนาว เมื่อพ้นฤดูผสมพันธุ์แล้ว ตัวผู้จะผลัดขนจนดูคล้ายตัวเมีย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย พม่า ไทย และไต้หวัน
     เป็ดแมนดารินกิน แหน ลูกกุ้ง ปู ปลา กบ เขียด แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามหนองบึง ลำห้วยที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเพื่ออาศัยเป็นที่หลบซ่อนตัว ชอบเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ อยู่เป็นฝูงเล็กๆ ตามแหล่งน้ำ สามารถบิน เดิน และว่ายน้ำได้ดี
     เป็ดแมนดารินวางไข่ครั้งละ 9 - 12 ฟอง ไข่สีเนื้อเป็นมัน ระยะเวลาฟักไข่นาน 28-30 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกอพยพมาประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หายากและมีปริมาณน้อยมาก พบเฉพาะทางภาคเหนือ และภาคกลางบางแห่ง ตามกฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      ป็นนกอพยพมาประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หายากและมีปริมาณน้อยมาก พบเฉพาะทางภาคเหนือ และภาคกลางบางแห่ง ตามกฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

เป็ดมาลลาร์ด  

สัตว์ปีก

Mallard 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anas platyrhynchos

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้บริเวณหัวและคอสีเขียวเข้ม มีแถบสีขาวรอบคอ อกสีน้ำตาลแกมน้ำตาลแดงเข้ม ลำตัวด้านบนสีเทาแกมน้ำตาลอ่อน ตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนเป็นสีดำ ขนหางสีออกขาว ท้องมีสีจางกว่าลำตัวด้านบน ปากสีเหลืองแกมเขียว ขาสีส้ม ขาของตัวเมียเป็นลายสีน้ำตาล มีแถบคาดตาสีดำ ปีกมีแววขนปีกสีน้ำเงิน ปากสีออกน้ำตาลมักมีขอบสีเหลืองหรือสีส้ม ขนหางสีจางกว่าขนคลุมโคนขนหางด้านบน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอมเริกาเหนือ ยุโรป ตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย ในนิวซีแลนด์เป็นนกที่มีผู้นำเข้าไป
     เป็ดมาลลาร์ดกินเมล็ดข้าวเปลือก ธัญพืช และสัตว์น้ำ เช่น หอย ปู ปลา กบ เขียด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ โดยเฉพาะบึงและทะเลสาบ มักอยู่เป็นฝูงบางฝูงอาจประกอบด้วยนก 40-50 ตัว และอาจพบรวมฝูงกับนกเป็ดน้ำหลายชนิด ออกหากินเวลากลางคืน ส่วนกลางวันมักว่ายน้ำพักผ่อนบริเวณที่ค่อนข้างตื้น และอาจกินสัตว์น้ำในแหล่งที่อาศัยด้วย
     ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ของเป็ดชนิดนี้ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

เป็ดพม่า  

สัตว์ปีก

Ruddy Shelduck(Brahminy Duck)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Tadorna ferruginea

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง - ใหญ่ ลำตัวยาวประมาณ 64 เซนติเมตร ลักษณะทั่วไปคล้ายห่านแต่ขายาวกว่าและคอสั้นกว่า โดยทั่วไปลำตัวเป็นสีน้ำตาลแดงแกมส้ม บริเวณหัวสีน้ำตาลอ่อน ขณะบินจะเห็นขนคลุมขนปีกสีขาวตัดกับสีดำของขนปีกทั้งด้านบนและด้านล่าง แววขนปีกสีเขียว ปากและนิ้วสีดำ ตัวผู้มีเส้นรอบคอสีดำ ตัวเมียไม่มีเส้นรอบคอ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกา ยูเรเซีย อินเดีย จีน ไต้หวัน พม่า ไทย เวียดนามตอนเหนือ และบริเวณอ่าวตังเกี๋ย
     เป็ดพม่ากินพืชน้ำ และสัตว์ตามชายน้ำ หรือตามทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำมากนักกินพืชน้ำ และสัตว์ตามชายน้ำ หรือตามทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำมากนัก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามแม่น้ำขนาดใหญ่ ทุ่งนาที่มีน้ำขังหรือแหล่งน้ำในที่ราบลุ่ม พบเป็นคู่หรือเป็นฝูง สามารถบินได้ดี ว่ายน้ำได้ดีมาก เวลาพักผ่อนจะยืนบนบกหรือบริเวณชายน้ำตื้น มักยืนนิ่งหรือหดคอสั้น เมื่อมีภัยหรือสิ่งรบกวนมันจะบินขึ้นหรือลงไปว่ายในน้ำ
     เป็ดพม่าไม่มีการทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หายากและปริมาณน้อยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางบางแห่ง จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

เป็ดเปีย  

สัตว์ปีก

Tufted Duck 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Aythya fuligula

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้ลำตัวด้านบนและอกเป็นสีดำ ท้อง สีข้าง และขนปีกด้านล่างสีขาว หัวสีม่วงเข้มเกือบดำ บริเวณท้ายทอยมีกระจุกขนสีดำงอกออกมาเป็นเปียซึ่งเห็นได้ชัดเจน ส่วนตัวเมียลำตัวส่วนใหญ่สีออกน้ำตาลเข้ม สีข้างสีน้ำตาลท้องสีขาว หัวมีเปียสั้น ๆ บางตัวโคนปากมีแถบสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกาตอนกลางและตอนเหนือ ทวีปเอเชียตอนเหนือ จีน อินเดียตอนเหนือ เกาะไต้หวัน ญี่ปุ่น พม่า ลาว เวียดนาม เกาะบอร์เนียว และฟิลิปปินส์ ในไทยพบได้ในเฉพาะภาคกลาง บริเวณบึงบอระเพ็ด
     เป็ดเปียหาอาหารด้วยการว่ายและดำน้ำ อาหารได้แก่ สัตว์น้ำและพืชน้ำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นฝูงเล็ก ๆ รวมฝูงกับนกเป็ดน้ำชนิดอื่นตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มันสามารถบินได้ดี ว่ายและดำน้ำได้ดีมาก
     ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ของเป็ดเปียในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

เป็ดปากแดง  

สัตว์ปีก

Red-crested Pochard 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Netty

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง มีความยาวลำตัวประมาณ 56 เซนติเมตร ตัวผู้ขอบปีกสีขาว ส่วนตัวเมียขอบปีกสีน้ำตาล ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้มีปากสีแดงและมีหัวกลมใหญ่สีส้มถึงน้ำตาลแดง กระหม่อมสีน้ำตาลเหลือง คอสีดำ ลำตัวด้านล่างสีดำ สีข้างสีขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ สีสันทั่วไปคล้ายตัวเมียแต่ปากยังคงเป็นสีแดง ส่วนตัวเมียหัวครึ่งบนตั้งแต่บริเวณใต้ตาขึ้นไปถึงกระหม่อมมีสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับสีขาวของแก้มและคอหอย ปากสีเทามีแถบสีแดงใกล้ปลายปาก ปลายปากสีดำ ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล ส่วนลำตัวด้านล่างสีจางกว่าด้านบนเล็กน้อย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
      
     อาหารได้แก่ สาหร่าย ต้นอ่อนของหญ้า กก และพืชน้ำอื่น นอกจากนี้ยังกินเมล็ดหญ้า เมล็ดข้าว แมลง และสัตว์น้ำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ เช่น บึง หนอง ทะเลสาบ เป็นต้น พบอยู่เป็นฝูง จะอยู่รวมฝูงกับนกเป็ดน้ำอื่น ปกติเป็ดปากแดงหากินด้วยการว่ายบนผิวน้ำในแหล่งน้ำลึก ถ้าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่และลึกมากมันจะว่ายอยู่เฉพาะบริเวณขอบ ปกติเป็ดปากแดงจะตกใจง่าย เมื่อมีสิ่งรบกวนหรือได้ยินเสียงผิดปกติมันจะบินขึ้นเหนือน้ำทันที
     ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็ดปากแดงเป็นนกอพยพมาประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หายากและปริมาณน้อยมาก พบเฉพาะภาคกลางบางแห่งเท่านั้น จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
 

เป็ดไบคาล  

สัตว์ปีก

Baikal Teal 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anas formosa

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้มีหน้าผากและกระหม่อมสีดำ และมีลายบนหน้า เป็นลักษณะเฉพาะโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ บริเวณหัวตามาถึงคอหอยและบริเวณหูมาถึงคอหอย เป็นแถบสีเนื้อแกมเหลือง โดยมีเส้นกั้นบริเวณทั้งสองเป็นเส้นสีดำลากจากใต้ตาลงมาต่อกับคอหอยสีดำ ถัดมาทางส่วนหลังของใบหน้าหรือบริเวณจากหางตาไปท้ายทอย เป็นแถบโค้งสีเขียว มีขอบสีขาวรอบแถบโค้ง ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาล อกมีลายแต้มสีม่วง ลำตัวด้านข้างสีดำ ท้องสีขาว ตัวเมียลำตัวสีน้ำตาล มีลักษณะคล้ายเป็ดปีกเขียวตัวเมีย แต่มีขนาดใหญ่กว่า บริเวณโคนปากมีจุดกลมสีขาว ด้านข้างของหัวและคอหอยมีสีจาง กระหม่อมสีเข้มกว่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อินเดีย จีน ฮ่องกง เกาะไหหลำ เกาะไต้หวัน ญี่ปุ่น และไทย
     อาหารได้แก่ สาหร่าย ต้นอ่อนของหญ้า กก และพืชน้ำอื่น นอกจากนี้ยังกินเมล็ดหญ้า เมล็ดข้าว แมลง และสัตว์น้ำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ พบอยู่เป็นฝูง จะอยู่รวมฝูงกับนกเป็ดน้ำอื่น ปกติเป็ดไบคาลหากินด้วยการว่ายบนผิวน้ำในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างตื้น ถ้าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่และลึกมาก มันจะว่ายอยู่เฉพาะบริเวณขอบ หากินในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะพักผ่อน
     เป็ดไบคาลผสมพันธุ์และวางไข่บริเวณทะเลสาบไบคาลในไซบีเรีย และบริเวณใกล้เคียง ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์มันจะอพยพลงใต้ไปยังจีน ญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยไม่มีการทำรังวางไข่

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

เป็ดเทาก้นดำ  

สัตว์ปีก

Gadwall 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anas strepera

ลักษณะทั่วไป
    
ปลายหางมน ตัวผู้และตัวเมียมีสีสันแตกต่างกัน ลำตัวด้านบนและด้านข้างของตัวผู้มีสีเทา แต่บริเวณกระหม่อมและคอด้านบนจะออกเป็นสีเทาเข้มกว่า ท้องสีขาว ก้นสีดำ ปากสีเทา ขาและนิ้วสีเหลือง ตัวเมียลำตัวเป็นลายสีน้ำตาล ท้องสีขาว ปากสีเทา ด้านข้างของปากสีเหลือง เวลาเกาะลอยน้ำจะเห็นแถบสีขาวบริเวณปีกชัดเจน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา อินเดียตอนเหนือ และจีนตั้งแต่ตอนกลางประเทศลงมาจนถึงตอนเหนือของไทย
     อาหารได้แก่ พืชและสัตว์น้ำ เช่น แหน ดีปลีน้ำ สาหร่าย ปลา กุ้ง ปู หอย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ พบอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ และอาจอยู่รวมฝูงกับเป็ดน้ำอื่น เป็ดเทาก้นดำชอบลอยหรือว่ายน้ำอยู่ในบริเวณป่ากก ป่าหญ้าที่ขึ้นอยู่ในน้ำ บางครั้งก็ว่ายน้ำในบริเวณที่ไม่มีพืช
     ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ของเป็ดเทาก้นดำในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

เป็ดแดง  

สัตว์ปีก

Lesser Whistling-DuckLesser Treeduck
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dendrocygna javanica

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ลำตัวยาวประมาณ 40 - 43 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ขนตามตัวและปีกมีสีน้ำตาลแดง บนกระหม่อมมีสีเข้มกว่าส่วนอื่น ขนตรงปลายปีกมีสีดำ ปากแบนกว้างสีเทาดำ คอยาว ปีกยาวปลายปีกแหลม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ไต้หวัน อินเดีย และในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค
     อาหารได้แก่ พืชน้ำ สัตว์น้ำจำพวก ปลา กบ ไส้เดือน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ตามปกติชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ตามแหล่งน้ำ เช่น บ่อ หนอง คลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ บางทีเป็นฝูงมากกว่า 1,000 ตัว ปกติหากินตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะว่ายน้ำ หรือพักผ่อนนอนหลับ ตามต้นไม้ชายน้ำ
     ในฤดูผสมพันธุ์เป็ดแดงมักอยู่เป็นคู่ ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน ทำรักตามกอกก ต้นอ้อ หรือหญ้าใกล้แหล่งน้ำ รังเป็นแบบง่ายๆ โดยใช้ใบพืชสร้างรัง แล้วใช้ขนท้องตัวเองรองกลางรัง วางไข่คราวละ 9 - 13 ฟอง ไข่สีขาวไม่มีลาย ใช้เวลาฟัก 29 - 31 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็ดแดงเป็นทั้งนกประจำถิ่น และนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

เป็ดดำหัวดำ  

สัตว์ปีก

Baer's Pochard 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Aythya baeri

ลักษณะทั่วไป
    
ขนปลายปีกด้านนอกเป็นสีดำ ตัวผู้บริเวณหัวและลำคอมีสีดำเหลือบเขียว ตาสีขาวหรือแดง ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลเข้มออกดำ อกสีน้ำตาลเข้ม ท้องตอนหน้าสีขาวส่วนท้องตอนท้ายสีเทา ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว สีข้างสีน้ำตาลแดงเห็นเป็นแถบ ๆ ตัวเมียต่างจากตัวผู้ตรงที่สีทึมกว่า อกสีน้ำตาลแดงเข้มกว่า หัวและลำคอสีน้ำตาลแกมดำ ตาสีน้ำตาล
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในรัสเซียด้านตะวันออก จีนด้านตะวันออก อินเดีย พม่า และไทย
     เป็ดดำหัวดำหาอาหารด้วยการดำน้ำหรือว่ายน้ำ อาหาร ได้แก่ ปลา กุ้ง สัตว์น้ำ และพืชน้ำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึง ทะเลสาบ บางครั้งพบตามป่าชายเลน พบอยู่โดดเดี่ยวหรือฝูงเล็ก ๆ เป็ดดำหัวดำสามารถบินได้ดีและบินได้ไกล มันว่ายและดำน้ำได้ดีมาก เวลามีสิ่งรบกวนหรือมีภัยมันจะดำน้ำระยะหนึ่งและจึงบินขึ้นจากน้ำ มันหากินเวลากลางคืน ส่วนกลางวันมันจะใช้เวลาส่วนใหญ่พักผ่อนตามผิวน้ำ
     ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ของเป็ดดำหัวดำในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

เป็ดก่า 

สัตว์ปีก

White-winged Duck 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cairina scutulata

ลักษณะทั่วไป
    
มีขนาดไหญ่กว่าเป็ดเลี้ยง มีความยาวลำตัวประมาณ 76 เซนติเมตร มีแผ่นขาวบริเวณหัวปีก ซึ่งเห็นได้ชัดทั้งในระหว่างเกาะพักและขณะบิน เป็ดตัวผู้มีลำตัวเป็นมัน สีออกดำและน้ำตาลแดง ซึ่งดูตัดกับส่วนหัวและลำคอที่มีสีขาว ตาสีเหลืองส้ม จะงอยปากสีส้มและมีลายกระสีดำ ในฤดูผสมพันธุ์โคนปากของตัวผู้จะพองออก แถบสีฟ้าบนปีกมีขลิบสีดำหนา หน้าแข้งและเท้าเป็นสีเหลืองส้ม เป็ดตัวเมียมีขนาดลำตัวย่อมกว่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบใน อินเดีย บังลาเทศ พม่า อินโดจีน มาลายู สุมาตรา ชวา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม
     เป็ดก่าหาอาหารจากแหล่งน้ำ ได้แก่ เมล็ดพืช เมล็ดหญ้า ข้าวเปลือก และสัตว์น้ำเป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามลำธาร หรือแหล่งน้ำในป่าลึก อาจพบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็กๆ เริ่มออกบินในตอนพลบค่ำ มุ่งไปสู่แหล่งหากินในบริเวณที่โล่งของลำน้ำ และในหนองบึง หากินอยู่ตลอดทั้งคืน และบินกลับแหล่งอาศัยในแอ่งน้ำในตอนเช้ามืด ในเวลากลางวันมักเกาะพักผ่อนนอนหลับตามกิ่งไม้ใหญ่ในป่า
     ไม่เคยมีรายงานการทำรังวางไข่ของเป็ดก่าตามธรรมชาติ แต่จากการเพาะขยายพันธุ์ในกรงเลี้ยง พบว่าเป็ดก่าผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน วางไข่ในโพรงไม้ ครั้งละ 9 - 10 ฟอง ไข่สีขาวไม่มีลาย ขนาดเฉลี่ย 45.6 x 64.3 มิลลิเมตร ใช้เวลาฟักไข่ 31 - 35 วัน ลูกเป็ดก่าแรกเกิดมีขนอุยปกคลุมลำตัว ขา และนิ้วแข็งแรง สามารถเดินได้เมื่อขนแห้ง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็ดก่าเป็นนกประจำถิ่นที่หาได้ยาก และปริมาณน้อยมาก พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกเอี้ยงสาลิกา  

สัตว์ปีก

Common Myna 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Acridotheres tristis

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ด้านบนลำตัวมีสีน้ำตาล หัวและคอสีดำ อกและท้องมีสีน้ำตาลยกเว้นตรงกลางท้องมีสีอ่อนกว่าบริเวณอื่น ขนคลุมใต้คางสีขาว ปีกสีน้ำตาลแซมดำและขาว ปากและเนื้อบริเวณตาสีเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเซียแถบประเทศอัฟกานิสถาน จีน พม่า อินโดจีน ในประเทศไทยพบอยู่ทั่วทุกภาค สามารถปรับตัวอยู่ในที่ที่มีคนอยู่ หรือในเมืองได้ รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตร
     อาหารของนกชนิดนี้ แมลง หนอน เมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามชายทุ่ง เรือกสวน ไร่นาใกล้หมู่บ้าน อาจอยู่เป็นคู่หรือรวมฝูง ชอบลงมาหากินอยู่ตามพื้นดิน ขณะหาอาหารมักส่งเสียงร้องไปด้วย
     นกเอี้ยงสาลิกาเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำรังตามชายคาบ้านเรือนหรือตามต้นไม้ด้วยกิ่งไม้ ใบหญ้าแห้ง วางไข่ ครั้งละ 2-4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

นกเอี้ยงบาหลี  

สัตว์ปีก

Rotschild's Myna 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Leucopsar rothschildi

ลักษณะทั่วไป
    
ขนทั้งตัวเป็นสีขาวหมดจด ยกเว้นปลายปีกและปลายหางเป็นสีดำ ลักษณะเด่นอีกอย่างคือ บนใบหน้าเป็นหนังล้วน ๆ สีฟ้าไม่มีขนแซมพาดจากโคนปากไปจนรอบตา ทำให้ดูคล้ายคาดด้วยหน้ากาก บนหัวมีขนเป็นสันสีขาวยาว ส่วนโคนปากมีสีเทาแต่ส่วนปลายมีสีเหลือง ขาและเท้าสีฟ้าเทา ขนาดตัวยาวราว 10 นิ้ว ( 25 เซนติเมตร ) นกทั้งตัวผู้และตัวเมียดูเหมือนกันมาก ยกเว้นแต่เพียงขนาดตัว และสันหรือพู่บนหัวที่ใหญ่ยาวกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบบนเกาะบาหลี ปะเทศอินโดนีเซีย
     นกเอี้ยงบาหลีกิน ผลไม้ ลูกไม้สุก แมลง และหนอน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     คล้ายกับนกเอี้ยง นกขุนทอง เป็นนกซึ่งทำรังในโพรงไม้
     นกเอี้ยงบาหลีวางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ระยะเวลาฟักไข่นาน 13-15 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต
 

นกเอี้ยงถ้ำ  

สัตว์ปีก

Blue Whistling Thrush 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Myiophoneus caerulus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนตามลำตัวมีสีน้ำเงินเข้มเป็นมันเงา บนหัวและหน้าอกแต้มด้วยลายสีฟ้าเล็กๆ นกเอี้ยงถ้ำมีสองชนิดย่อยคือ ชนิดปากสีดำและปากสีเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในทวีปเอเซียแถบประเทศอินเดีย จีน อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชาและในประเทศไทยพบอยู่ทุกภาค ยกเว้นภาคกลาง
     นกเอี้ยงถ้ำกิน หนอน แมลงในน้ำ หอย และพืชบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินตามป่าดงดิบชื้นใกล้ลำธารตามภูเขาสูง ส่วนมากจะอยู่ตามพื้นดินหรือเกาะบนกิ่งไม้เตี้ยๆ
     นกเอี้ยงถ้ำเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ทำรังด้วยรากไม้และใบหญ้า นำมาประกอบกับดินเหนียวตามซอกหินขนาดใหญ่ วางไข่ ครั้งละ 3-4 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างช่วยกันกกไข่ และเลี้ยงลูก

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกเอี้ยงด่าง  

สัตว์ปีก

Pied Starling 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Sturnus contra

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ปากยาวมีสีเหลืองแต่โคนปากมีสีแดง หัวมีสีดำ ขนทางด้านบนของตัวมีสีน้ำตาลแก่เกือบดำ ด้านล่างของตัวมีสีขาว คอมีสีดำ ขนคลุมหูมีสีขาว ปีกมีสีดำ และปลายหางสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีน สุมาตรา ชวา พม่า ไทยและลาว ในประเทศไทยมีทั่วไปทุกภาคยกเว้นทางคาบสมุทรตอนใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
     อาหารได้แก่ แมลง หนอน เมล็ดพืช จิ้งจก กิ้งก่า จิ้งเหลน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ และหากินรวมกันเป็นฝูง ชอบลงหากินบนพื้นดิน และหากินรวมกันไปกับนกเอี้ยงชนิดอื่นๆ ชอบหากินตามที่โล่ง ตามสวน ตามท้องนา และตามป่าโปร่ง
     นกเอี้ยงด่างฤดูผสมพันธุ์ประมาณเดือนมีนาคม-กรกฎาคม อาจสร้างรังอยู่บนต้นไม้หรือตามชายคาบ้านคน รังทำด้วยเศษหญ้าแห้ง วางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกอีลุ้ม  

สัตว์ปีก

Watercock 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Gallicrex cinerea

ลักษณะทั่วไป
    
นกอีลุ้มตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกัน และในฤดูร้อนกับฤดูหนาวก็มีลักษณะแตกต่างกันด้วย ตัวผู้ในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะมีขนตามตัวสีดำ ขนคลุมใต้โคนหางมีสีเหลืองอ่อน ที่หน้าผากมีเนื้อสีแดง ขาสีแดง หากเป็นช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้จะเปลี่ยนสีไปคล้ายคลึงกับตัวเมีย โดยขนตามลำตัวมีสีน้ำตาล ตรงหน้าผากไม่มีเนื้อสีแดง และขามีสีเขียว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย จีน ไต้หวัน เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และในประเทศไทยพบอยู่ทั่วทุกภาค
     นกอีลุ้มกินเมล็ดข้าว พืชน้ำ ปลา ปู หอย เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามท้องทุ่งนา หนองบึง ช่วงฤดูฝนมักอาศัยอยู่ตามท้องนา แต่ในฤดูแล้งจะไปหากินตามหนองบึง สามารถเดินไปบนพืชน้ำได้ ปกติไม่ชอบเป็นหลักแหล่ง นอนอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพียง 2-3 วันก็จะย้ายที่ใหม่
     นกอีลุ้มผสมพันธุ์ ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ทำรังตามพงหญ้า และวางไข่ครั้งละ 3-5 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

นกอีมู  

สัตว์ปีก

Emu 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dromaius novaehollandiae

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่ที่สูงถึง 5 - 6 ฟุต หนักถึง 150 ปอนด์ ขนของอีมูก็คล้ายกับเส้นผมไม่เหมือนนกบินได้ทั่ว ๆ ไป แต่นกอีมูไม่มีสันกระดูกบนหัวและขนบนลำตัวเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งตัว ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะเหมือนกันแต่ตัวผู้มักมีขนาดโตกว่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในออสเตรเลีย ยกเว้นริมชายฝั่ง
     อาหารของนกอีมูได้แก่ ผลไม้ ลูกไม้ แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกอีมูวิ่งเร็วมาก สามารถวิ่งได้เร็วถึง 30 ไมล์/ชั่วโมง ว่ายน้ำเก่ง หากินรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะไปกันเป็นคู่ ๆ นกอีมูเป็นนกที่เชื่อง
     นกอีมูเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี วางไข่ครั้งละ 7-10 ฟอง ไข่มีสีเขียวเข้ม ระยะฟักไข่นาน 59-61 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

นกอีโก้ง  

สัตว์ปีก

Purple Swamphen (Purple Gallinue)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Porphyrio porphyrio

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกน้ำขนาดเล็ก - กลาง ความยาวลำตัว 43 เซนติเมตร นกอีโก้งเพศผู้และเพศเมียมีลักษณะเหมือนกัน หัวเป็นสีทองอมน้ำเงิน ลำตัวด้านบนสีน้ำเงินอมม่วง ใต้คางและอกสีน้ำเงินอมเขียว ท้องและสีข้างสีน้ำเงินอมม่วง ต้นขาสีน้ำเงินอมเขียว หัว ไหล่ และขนปีกสีน้ำเงินอมเขียว นัยน์ตาสีแดง จะงอยปาก และแผ่นที่หน้าผากสีแดง ขาและนิ้วเท้ายาวมาก และมีสีแดงอมน้ำตาล
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบตั้งแต่ในยุโรป แอฟริกา อินเดีย จีน ลังกา พม่า พบได้ทั่วประเทศไทยมีชุกชมในภาคกลาง ลาว เวียตนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงออสเตรเลีย
     นกอีโก้งกินทั้งพืชและสัตว์ กินพืชน้ำ เมล็ดพืช ผลไม้ หอย แมลงต่าง ๆ รวมทั้งชอบขโมยไข่นกอื่นและลูกนกกินด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามสระน้ำ หนองน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีพืชน้ำขึ้นอยู่ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ตามดงกกหรือกอหญ้านั่นเอง นกอีโก้งออกหากินโดยเดินตามริมน้ำโดยเดินช้า ๆ เวลาเดินเมื่อยกเท้านิ้วทั้งหมดจะงอเข้าหากัน และเมื่อก้าวขาลงนิ้วเท้าจะแผ่กระจายออกจากกัน หางที่สั้นของมันจะกระดกทุกครั้งที่ก้าวขา ถ้าถูกรบกวนจะวิ่งหนีไปบนพื้นน้ำโดยขยับปีกช่วยกัน ทำให้ขาของมันไม่จมน้ำ จะบินหนีก็ต่อเมื่ออยู่ในอันตรายจริง ๆ เท่านั้น เป็นนกที่บินไม่เก่ง เมื่อบินไปพบกอหญ้าที่รกทึบ จะบินลงไปซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ในนั้นจนอันตรายผ่านไป แต่เป็นนกว่ายน้ำได้เร็วและเก่งมาก
     นกอีโก้งผสมพันธุ์ปลายฤดูฝน รังสร้างบนพื้นดินริมฝั่งน้ำใหญ่ ทำขึ้นจากลำต้นของพืชน้ำที่อยู่รอบ ๆ รัง โดยมันจิกถอนออกมาทำรัง ออกไข่ชุดละ 3 - 4 ฟอง ทั้งคู่ช่วยกันทำรังและฟักไข่ซึ่งกินเวลานาน 28 วัน ลูกนกมีขนปุยสีดำอมน้ำเงิน ลูกยังอยู่ในรัง 2 - 3 วันก่อนลงน้ำ

สถานภาพปัจจุบัน
     นกอีโก้งเป็นนกประจำถิ่น พบได้บ่อย และปริมาณปานกลาง จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

นกออก  

สัตว์ปีก

White-bellied Sea Eagle (White-breasted Sea Eagle)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Haliaeetus leucogaster

ลักษณะทั่วไป
    
นกออกหรือนกอินทรีทะเล เป็นนกขนาดกลาง-ใหญ่ ขนาดความยาวลำตัว 66 - 69 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ตัวที่โตเต็มวัยแล้ว บริเวณหัว อก และลำตัวด้านล่างมีสีขาว ด้านบนมีสีน้ำตาลเทา หางและปีกเป็นสีเทาเข้ม ปลายหางมีสีขาว นกออกขนาดเล็กมีสีน้ำตาลทั้งตัว เมื่อมีอายุได้ราว 3 ปีจึงมีลักษณะดังกล่าว ขณะบินเห็นปีกค่อนข้างหักเป็นมุมเหนือลำตัว หางสีน้ำตาล ปลายหางสีขาวเป็นหางพลั่วชัดเจน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยพบอยู่ในจังหวัดที่อยู่บนชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้
     อาหารได้แก่ สัตว์น้ำชนิดต่างๆ เช่น งูทะเล ปลาหมึก ปลา เป็นต้น หาอาหารด้วยการเกาะกิ่งไม้หรือร่อนกลางอากาศ คอยจ้องหาเหยื่อในน้ำ เมื่อพบจะบินลงโฉบด้วยกรงเล็บ จากนั้นจึงนำไปฉีกกินบนกิ่งไม้หรือรังที่พัก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกออกมักอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ชอบอยู่ตามชายฝั่งทะเล ทะเลสาบและแม่น้ำใหญ่ ๆ ชอบหากินบริเวณใกล้เคียงกับที่มันทำรังอยู่ และมักใช้รังเป็นที่สะสมอาหารด้วย เป็นนกที่ไม่เชื่อง แต่ชอบทำรังใกล้ที่อยู่ของคน ชอบส่งเสียงร้องในเวลาเช้าและเย็น เราสามารถนำนกออกมาเลี้ยงและปล่อยให้ไปหากินเองได้ ตอนเย็นจะกลับมานอนรังที่บ้าน ชาวทะเลที่ภูเก็ตนิยมเลี้ยงกันมาก เพราะบางครั้งมันอาจนำปลาทะเลตัวโตมาก ๆ มา “ฝาก” เจ้าของได้ เพราะเป็นนกที่ชอบสะสมอาหาร
     นกออกเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาว ถึงฤดูร้อน ทำรังอยู่บนต้นไม้บนหน้าผาริมชายทะเลหรือใกล้แหล่งน้ำที่ใช้หากิน รังของนกออกเป็นแบบง่ายๆ โดยนำกิ่งไม้มาซ้อนกัน มีขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.25 - 1.50 เมตร ลึก 50 - 70 เซนติเมตร ไข่สีขาว วางไข่ ครั้งละ 2 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างก็ช่วยกันฟักไข่ และเลี้ยงลูกอ่อน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนักตามชายฝั่งทะเล จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

นกหัวขวานใหญ่สีเทา  

สัตว์ปีก

Great Slaty Woodpecker 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Muelleripicus pulverulentus

ลักษณะทั่วไป
    
จัดเป็นนกหัวขวานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่างกายส่วนใหญ่เป็นสีเทา คอหอยและคอด้านล่างมีสีเนื้อ ตัวผู้บริเวณแก้มมีแถบสีแดง คอหอยและคอด้านล่างมีสีแดงจาง ตัวเมียไม่มีแถบและสีแดงดังกล่าว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดียตอนเหนือ จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และเกาะปาลาวัน ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค
     อาหารได้แก่ แมลงโดยเฉพาะตัวหนอนและตัวอ่อนของด้วงเจาะเนื้อไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ทั้งในป่าโปร่งและป่าทึบ มักพบอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ประมาณ 3-10 ตัว หากินตามต้นไม้ขนาดใหญ่ ไม่เคยพบหากินตามพื้นดิน นกหัวขวานใหญ่สีเทาจะแยกกันเกาะตามต้นไม้ที่ขึ้นใกล้กัน และติดต่อกันด้วยเสียงร้องและเสียงเคาะไม้ เวลาบินมันจะบินเหนือระดับยอดไม้ด้วยการกระพือปีกช้า ๆ ทั้งฝูงจะบินตามกัน โดยมีจ่าฝูงบินนำ มักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงของต้นไม้ขนาดใหญ่ มักเป็นต้นที่มีเนื้อไม้อ่อน เช่น ต้นสมพง รังมีไข่ 3-4 ฟอง ไข่สีขาว ทั้งสองเพศช่วยกันขุดเจาะโพรง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 24-25 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง  

สัตว์ปีก

Greater Flameback(Greater Goldenback)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Chrysocolaptes lucidus

ลักษณะทั่วไป
    
สีลำตัวคล้ายคลึงกับนกหัวขวานสามนิ้วหลังทองมาก เมื่อดูในธรรมชาติจึงจำแนกได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันคือนกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีขนาดใหญ่กว่านกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง มีปากใหญ่และหนากว่า มี 4 นิ้ว มีเส้นสีดำ 2 เส้นลากจากมุมปากไปข้างคอ และล้อมรอบแถบสีขาวตรงบริเวณใต้ตา กระหม่อมและพุ่มหงอนขนของตัวผู้มีสีแดง ส่วนตัวเมียเป็นสีดำมีลายจุดสีขาวกระจาย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์
     อาหารได้แก่ แมลงและตัวหนอน น้ำหวานของดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกกาฝาก และดอกงิ้วป่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าชายเลน และป่ารุ่น มักพบอยู่เป็นคู่ หรือเป็นครอบครัว มักส่งเสียงร้องตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่บินระหว่างต้นไม้ บินได้ค่อนข้างเร็วและตรง มักเกาะต้นไม้ตามลำต้นในระดับต่ำก่อน แล้วค่อยกระโดดไปรอบ ๆ ต้นขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่า มักอยู่ที่ระดับความสูง 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลนกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีพฤติกรรมใช้ปากเคาะต้นไม้ให้เกิดเสียงกังวาน ซึ่งเราสามารถได้ยินเสียงเคาะนี้ได้แม้จะอยู่ในระยะไกลในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะได้ยินบ่อยมาก เข้าใจว่าเป็นการประกาศอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ทั้งสองเพศจะช่วยกันขุดเจาะโพรงทำรังตามต้นไม้ที่มีเนื้ออ่อน ปากโพรงมักเป็นรูปรีหรือไข่มากกว่าวงกลม มักใช้โพรงเดิมเป็นประจำทุกปี ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่โดยเข้าฟักพร้อมกันหรือผลัดกันฟัก ไข่สีขาว รังมีไข่ 4-5 ฟอง ระยะฟักไข่ 16-17 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง  

สัตว์ปีก

Greater Flameback(Greater Goldenback)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Chrysocolaptes lucidus

ลักษณะทั่วไป
    
สีลำตัวคล้ายคลึงกับนกหัวขวานสามนิ้วหลังทองมาก เมื่อดูในธรรมชาติจึงจำแนกได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันคือนกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีขนาดใหญ่กว่านกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง มีปากใหญ่และหนากว่า มี 4 นิ้ว มีเส้นสีดำ 2 เส้นลากจากมุมปากไปข้างคอ และล้อมรอบแถบสีขาวตรงบริเวณใต้ตา กระหม่อมและพุ่มหงอนขนของตัวผู้มีสีแดง ส่วนตัวเมียเป็นสีดำมีลายจุดสีขาวกระจาย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์
     อาหารได้แก่ แมลงและตัวหนอน น้ำหวานของดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกกาฝาก และดอกงิ้วป่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าชายเลน และป่ารุ่น มักพบอยู่เป็นคู่ หรือเป็นครอบครัว มักส่งเสียงร้องตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่บินระหว่างต้นไม้ บินได้ค่อนข้างเร็วและตรง มักเกาะต้นไม้ตามลำต้นในระดับต่ำก่อน แล้วค่อยกระโดดไปรอบ ๆ ต้นขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่า มักอยู่ที่ระดับความสูง 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลนกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีพฤติกรรมใช้ปากเคาะต้นไม้ให้เกิดเสียงกังวาน ซึ่งเราสามารถได้ยินเสียงเคาะนี้ได้แม้จะอยู่ในระยะไกลในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะได้ยินบ่อยมาก เข้าใจว่าเป็นการประกาศอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ทั้งสองเพศจะช่วยกันขุดเจาะโพรงทำรังตามต้นไม้ที่มีเนื้ออ่อน ปากโพรงมักเป็นรูปรีหรือไข่มากกว่าวงกลม มักใช้โพรงเดิมเป็นประจำทุกปี ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่โดยเข้าฟักพร้อมกันหรือผลัดกันฟัก ไข่สีขาว รังมีไข่ 4-5 ฟอง ระยะฟักไข่ 16-17 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

นกหัวขวานเขียวหัวดำ  

สัตว์ปีก

Grey-headed Woodpecker 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Picus canus

ลักษณะทั่วไป
    
ลำตัวมีลักษณะและสีคล้ายกับนกหัวขวานเขียวป่าไผ่ นกหัวขวานเขียวคอเขียวและนกหัวขวานเขียวท้องลาย แต่จะแตกต่างตรงที่ลำตัวด้านล่างเป็นสีเขียวแกมเทาไม่มีลาย หัวด้านข้างสีเทา แก้มมีแถบสีดำ ตัวผู้บริเวณหน้าผากและกระหม่อมตอนหน้าเป็นสีแดง กระหม่อมตอนท้ายสีดำ ส่วนตัวเมียหน้าผากและกระหม่อมเป็นสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในยูเรเซีย อินเดีย จีน เกาะไหหลำ เกาะไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะสุมาตรา ในประเทศไทยพบได้ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ
     อาหารได้แก่ มด ปลวก และตัวหนอนต่าง ๆ บางครั้งมันกินผลไม้และน้ำหวานของดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกงิ้ว และดอกทองกวาว

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าสนเขา มักพบอยู่เป็นคู่ อุปนิสัยทั่วไปไม่แตกต่างกับนกหัวขวานชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน ตัวผู้มีพฤติกรรมใช้ปากเคาะกับต้นไม้สลับกับการร้อง ส่วนใหญ่จะเคาะในช่วงเช้าของแต่ละวัน หากินตามตามลำต้นและกิ่งไม้ใหญ่แต่พบว่าหากินตามพื้นดินบ่อย ๆ โดยเฉพาะตามทุ่งหญ้าและพื้นป่า ขณะอยู่บนพื้นดินมันใช้วิธีกระโดดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
     นกหัวขวานเขียวหัวดำผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตามโพรงไม้ โดยเฉพาะไม้ที่มีเนื้อแข็งปานกลางหรือไม้เนื้ออ่อน รังมีไข่ 4-5 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 16-17 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

นกหัวขวานเขียวป่าไผ่  

สัตว์ปีก

Laced Woodpecker 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Picus vittatus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดเล็ก ลำตัวด้านบนสีเขียว ตะโพกสีเขียวแกมเหลือง คิ้วสีขาว แก้มมีแถบสีดำลายจุดสีขาว ขนบริเวณหูสีเทา คอหอยและอกตอนบนสีเขียวแกมเหลือง อกตอนล่างและท้องมีลายเกล็ดสีเขียวจาง บริเวณกระหม่อมและท้ายทอยของตัวผู้เป็นสีแดง ส่วนตัวเมียเป็นสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในบังคลาเทศ เกาะสุมาตรา และเกาะชวา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบในพม่า ในไทยพบได้ในบริเวณเหนือคอคอดกระขึ้นไป มาเลเซีย และอินโดจีน
     อาหารได้แก่ มด ปลวก ตัวหนอนของด้วงเจาะไม้และแมลงอื่น ๆ นอกจากนี้ยังกินผลไม้และน้ำหวานของดอกไม้บางชนิดด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าชายเลน และป่ารุ่น มักพบอยู่เป็นคู่เกาะตามลำต้นของต้นไม้ มันจะใช้ขนหางแข็งกดกับลำต้น เปรียบเสมือนเป็นขาที่สามคอยค้ำยัน มันมักกระโดดไปตามส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ แต่หากจะไปต้นอื่นมันจะบินไป และขณะที่เกาะต้นไม้ มันก็จะใช้ปากเคาะเปลือกไม้เพื่อค้นหาอาหาร บางครั้งพบหากินตามพื้นดิน โดยเฉพาะบริเวณทุ่งหญ้าหรือพื้นป่า
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังด้วยการใช้ปากขุดเจาะโพรงตามต้นไม้ มันมักจะใช้โพรงเดิมทำรังในปีต่อไปเสมอ ไข่สีขาว ทั้งคู่ช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 15-18 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกหว้า  

สัตว์ปีก

Great Argus(Great Argus Pheasant)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Argusianus argus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่และไม่มีเดือย จัดอยู่ในสัตว์ปีกจำพวกไก่ฟ้าของไทย ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 76 - 200 เซนติเมตร ตัวผู้สวยกว่าตัวเมียมาก ตัวสีน้ำตาลปนเทา ขนปีกยาว มีจุดกลมคล้ายลูกตาบนปีกเป็นระยะตามความยาวของขนปีก กลางหัวมีขนเป็นหงอน หรือสันเล็ก ๆ หน้าและคอสีฟ้า ปากเหลือง ขาแดง ตัวผู้มีขนหางคู่กลางยาวเลยเส้นอื่นออกไปมาก ส่วนตัวเมียจะไม่มี
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในสุมาตรา บอร์เนียว เทือกเขาตะนาวศรี ประเทศไทยพบทางภาคใต้ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ลงไปตลอดแหลมมลายู เป็นนกประจำถิ่นซึ่งค่อนข้างหายาก
     นกหว้ากินเมล็ดพืช ผลไม้ที่หล่นตามพื้นดิน แมลงและตัวหนอน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกหว้าชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบและป่าลึก ในระดับเชิงเขาจนกระทั่งถึงระดับความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นนกขี้อาย ไม่ชอบให้ใครพบเห็น มีเสียงร้องดังมาก เราจึงมักได้ยินเสียงร้องมากกว่าเห็นตัว เสียงที่ร้องดัง “ว้าว ว้าว”บางครั้งร้องได้ถึง 30 ครั้ง ได้ยินไปทั่วป่า ปกติชอบอยู่โดดเดี่ยว นอกจากในฤดูผสมพันธุ์
     เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ นกหว้าตัวผู้จะทำลานไว้สำหรับรำแพนขนปีกอวดตัวเมีย เรียกว่า “ ลานนกหว้า” ที่ลานนั้นมันจะรักษาความสะอาดอย่างดี เก็บกิ่งไม้ใบไม้ออกหมดตลอดเวลา หลังจากนั้นตัวผู้ก็จะร้องเรียกตัวเมีย เมื่อพบตัวเมีย ตัวผู้จะรำแพนขนปีกเพื่อดึงดูดใจตัวเมียก่อนผสมพันธุ์ เมื่อพ้นฤดูผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะแยกออกไปทำรังออกไข่ ตัวเมียจะสร้างรังหยาบๆ ด้วยกิ่งไม้เล็กบนพื้นดินใต้พุ่มไม้ทึบ ปูพื้นรังด้วยใบไม้ วางไข่เพียง 2 ฟองเท่านั้นโดยห่างกัน 2 วัน ไข่มีสีครีมหรือขาว ระยะฟักไข่ 26 วัน ลูกนกแรกเกิดสามารถลืมตาได้ มีขนอุยปกคลุมทั่วตัวและสามารถเดินตามแม่ไปหาอาหารได้ทันที

สถานภาพปัจจุบัน
     นกหว้าเป็นนกประจำถิ่น ที่ปัจจุบันหาพบได้ยาก และปริมาณน้อยมาก จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

นกหกเล็กปากแดง  

สัตว์ปีก

Vernal Hanging Parrot(Indian Hanging Lorikeet)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Loriculus vernalis

ลักษณะทั่วไป
    
นกหกเล็กปากแดงเป็นนกแก้วขนาดเล็กมาก มีขนาดความยาวลำตัวเพียง 14 เซนติเมตร ตัวสีเขียวสด ด้านใต้ท้องสีเขียวอมเหลือง หัวสีสดกว่าลำตัว ปากและหลังส่วนท้ายหรือสะโพกมีสีแดงหรือแสด ตัวผู้มีสีน้ำเงินฟ้าจาง ๆ ที่คอด้านหน้า ส่วนตัวเมียสีเขียวคล้ายตัวผู้ แต่ไม่มีสีฟ้าใต้คางหรือคอด้านหน้า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกหกเล็กปากแดงมีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พม่า ไทย จีน ตังเกี๋ย ฮ่องกง อันดามันและอินโดเนียเซีย สำหรับประเทศไทยมีทั่วไปทุกภาค ในประเทศไทยมีสองชนิด ชนิดปากดำพบเฉพาะภาคใต้จนถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย ชนิดปากแดงหายาก แต่มีทั่วไปทุกภาคในประเทศไทย ตลอดจนถึงจังหวัด ชุมพร และระนอง รวมทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย
     นกชนิดนี้กินผลไม้ เมล็ดพืช ผลไม้เปลือกแข็ง และน้ำหวานจากดอกไม้ เวลากินผลไม้ หรือน้ำหวานจะห้อยหัวลงจิกกิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบห้อยหัวลง แม้แต่เวลานอนก็ห้อยหัวลง ชอบเกาะอยู่ตามต้นไม้ ไม่ค่อยออกบิน พบตามป่าทั่วไป ตามป่าโปร่งบริเวณชายป่า ตามสวนผลไม้ใกล้ ๆ ป่า ชอบอยู่เป็นฝูงตามต้นไม้ ใช้ปากปีนป่าย อยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดเล็กๆ ประมาณ 5 - 10 ตัว
     นกหกเล็กปากแดงผสมพันธุ์ตั้งแต่หน้าหนาวถึงหน้าร้อน เจาะต้นไม้ผุ ๆ ให้เป็นโพรงเพื่อเข้าไปวางไข่ หรือวางไข่ในโพรงไม้ที่มีอยู่เดิม มักเลือกโพรงไม้ที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก วางไข่ครั้งละ 3 - 4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 
 

นกหกเล็กปากดำ  

สัตว์ปีก

Blue-crowned Hanging Parrot 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Loriculus galgulus

ลักษณะทั่วไป
    
นกหกเล็กปากดำตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกัน ตัวผู้มีสีขนที่ลำตัวด้านบนเป็นสีเขียวสด ด้านล่างมีสีอ่อนกว่าและมีสีเหลืองปน บนกลางหัวมีสีดำแกมน้ำเงิน บริเวณอกมีแถบสีแดง บนหลังมีแถบสีเหลือง ปากสีดำ ตัวเมียมีลักษณะแตกต่างจากตัวผู้คือบนกลางหัวไม่มีสีดำ อกไม่มีแถบสีแดง บนหลังไม่มีสีเหลือง ตัวผู้จึงดูสวยงามกว่าตัวเมีย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย และในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้น
      

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง แหล่งเพาะปลูกตามสวน มักหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่ และเกาะอยู่บนต้นไม้ที่ออกดอกออกผล ไม่ค่อยชอบบินแต่มักใช้ปากช่วยจับกิ่งไม้ไต่ไปตามต้นไม้ เวลานอนจะห้อยหัวลงโดยใช้ขาเกาะกับกิ่งไม้
     นกหกเล็กปากดำผสมพันธุ์กันในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ทำรังอยู่ตามโพรงไม้ และวางไข่ครั้งละ 3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

นกแว่นสีน้ำตาล (นกแว่นใต้)

สัตว์ปีก

Malaysian Peacock-Pheasant 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Polyplectron malacense

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ มีรูปร่างและขนาดคล้ายนกแว่นสีเทาแต่เล็กกว่า คือมีขนาดความยาวลำตัวประมาณ 56 - 76 เซนติเมตร สีทั่วตัวออกเป็นสีน้ำตาล แว่นมีสีเขียวอมเหลืองเหลือบม่วงแดง และจำนวนแว่นดูจะมีมากกว่านกแว่นสีเทา ขามีเดือยข้างละ 2 เดือย ตัวเมียไม่มีเดือย ขาสีเทา ตัวผู้หางอาจยาวกว่า 25 เซนติเมตร หัวมีพุ่มหงอนเป็นขนสั้นๆ สีเขียวแกมน้ำเงิน ผิวหน้ามีสีส้ม และจะมีหงอนยาวกว่านกแว่นสีเทา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในไทย แหลมมลายู สุมาตรา บอร์เนียว ในประเทศไทยพบเฉพาะภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปตลอดแนวแหลมมลายู
     นกแว่นสีน้ำตาลชอบหากินตามพื้นดิน อาหารได้แก่ ข้าวเปลือก เมล็ดพืช ใบไม้อ่อน ใบหญ้า ผลไม้ ตัวหนอน แมลง และสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ลูกกบ ลูกเขียด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ในป่าทึบที่มีต้นไม้หนาแน่น หรือป่าไผ่ ชอบหลบซ่อนตัว ปกติไม่ค่อยเห็นตัว ชอบอยู่ตัวเดียว หรือเป็นคู่ เวลามีศัตรูหรือสิ่งรบกวน มักจะวิ่งหลบซ่อนตามพุ่มไม้มากกว่าบินหนี ตอนกลางคืนจะจับคอนนอนตามกิ่งไม้
     นกแว่นสีน้ำตาลผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน อาจมีการจับคู่กันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต ทำรังด้วยการขุดดินเป็นแอ่งเล็กๆ ใต้ซุ้มต้นไม้ รองรังด้วยใบไม้แห้ง วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง ไข่สีนวล มีระยะฟักไข่นาน 21 วัน ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยปกคลุมทั่วตัว และเดินตามแม่ไปหาอาหารได้ทันที โดยมีพ่อนกคอยระวังภัยอยู่ใกล้ๆ

สถานภาพปัจจุบัน
     มีแนวโน้มที่ใกล้จะสูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์นครราชสีมา
 

นกแว่นสีเทา (นกแว่นเหนือ)

สัตว์ปีก

Grey Peacock Pheasant 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Polyplectron bicalcaratum

ลักษณะทั่วไป
    
นกแว่นสีเทาเป็นนกขนาดกลางถึงใหญ่ มีขนาดความยาวลำตัวประมาณ 55 -75 เซนติเมตร มีขนทั่วตัวสีเทาน้ำตาล คือสีพื้นเป็นสีน้ำตาลไหม้ มีจุดขาวเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป ทำให้ดูเป็นสีออกเทา มีแว่นรูปไข่ที่ปีกและหาง ซึ่งแว่นนี้เป็นสีม่วงแดงเหลือบเขียว ตัวผู้มีขนหงอนสีเทาน้ำตาลเล็กน้อยและมีเดือยข้างละ 2 อัน ส่วนตัวเมียไม่มีขนหงอนและเดือย และแว่นมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีหางยาวเหมือนกัน และขามีสีเทา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกแว่นสีเทามีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาหิมาลัย สิกขิม อัสสัม พม่า ไทย เวียดนาม ลาว ตังเกี๋ย สำหรับประเทศไทยมีทางภาคเหนือของประเทศเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นอาจพบทางภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน
     นกแว่นสีเทากินทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ กินเมล็ดพืช ข้าวเปลือก ใบไม้ ใบหญ้าที่ระบัดขึ้นมาใหม่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลงต่าง ๆ รวมทั้งสัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ตามพื้นดิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยตามป่าดงดิบแล้งและป่าดงดิบเขา ในระดับความสูง 600 - 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล หากินตอนกลางวันตามพื้นดินที่ค่อนข้างรกทึบ ชอบหลบซ่อนตัวและอยู่เป็นคู่
     นกแว่นสีเทาผสมพันธุ์ช่วงปลายฤดูหนาวต่อฤดูร้อน อาจจับคู่กันตลอดชีวิต ชอบทำรังใต้ซุ้มกอหญ้า หรือขุดดินเป้นแอ่งเล็กๆ เอาใบไม้รองรังไว้ ออกไข่ครั้งละ 2 ฟอง ไข่สีนวล ตัวเมียจะฟักไข่หลังจากออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ระยะฟักไข่ 21 วัน ลูกนกแรกเกิดเมื่อขนแห้งก็สามารถยืนและเดินตามพ่อแม่ไปหาอาหารได้

สถานภาพปัจจุบัน
     ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

นกลุมพูขาว  

สัตว์ปีก

Pied Imperial Pigeon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ducula bicolor

ลักษณะทั่วไป
    
นกลุมพูขาว อยู่ในวงศ์เดียวกับนกพิราบ มีขนาดความยาวลำตัวประมาณ 40 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน รูปร่างคล้ายนกพิราบ ขนบริเวณหัวและลำตัวสีขาว ปลายปีกและขนหางมีสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยในกัมพูชา พม่า มาเลเซีย หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย สำหรับในประเทศไทยพบบริเวณเกาะทางด้านชายฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน
     อาหารได้แก่ ผลไม้ เมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าชายเลนและเกาะกลางทะเล มักหากินอยู่รวมเป็นฝูงประมาณ 15 - 30 ตัว ยกเว้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ เป็นนกที่บินได้เก่งและบินเร็ว
     นกลุมพูขาวเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ วางไข่ ครั้งละ 1-2 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่พบบ่อยเฉพาะเกาะต่างๆทางภาคใต้ และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกลุมพู  

สัตว์ปีก

Green Imperial Pigeon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ducula aenea

ลักษณะทั่วไป
    
นกลุมพูอยู่ในวงศ์เดียวกับนกเขา เป็นนกค่อนข้างใหญ่ ขนาดลำตัวประมาณ 43 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ขนตอนบนที่ปีก หลังและหางด้านนอกมีสีเขียวปนเทาเป็นเงาวาวสวยงาม ขนตอนล่างที่อกและด้านล่างของลำตัวเป็นสีเทา ขนคลุมใต้โคนหางมีสีน้ำตาลแดง คอขาว หัวและปากเทา เท้าแดง มีวงขาวขอบตา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกลุมพูมีถิ่นกำเนิดในอินเดีย อันดามัน นิโคบาร์ส จีน ไหหลำ ตังเกี๋ย ซุนดาส์ ฟิลิปปินส์ นิวกินี ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย สำหรับประเทศไทยมีทั่วไปเกือบทุกภาค นอกจากภาคกลาง
     เป็นนกกินผลไม้ อาหารจึงได้แก่ ผลไม้สุก และลูกไม้ชนิดต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกลุมพูปกติชอบอยู่เป็นฝูงเหมือนนกเปล้าทั่วไป บางครั้งพบอยู่ตัวเดียวหรือพบอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ ชอบอยู่ตามป่าโปร่งซึ่งเป็นป่าต่ำ เป็นนกที่บินได้เก่งและบินเร็ว เป็นนกชอบหลบตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ชอบหากินตามต้นไม้ ไม่ชอบลงดินนอกจากลงกินน้ำหรือกินดินโป่ง
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน ทำรังหยาบ ๆ ด้วยกิ่งไม้แห้ง รังอยู่สูงจากพื้นดินไม่มากนัก วางไข่ครั้งละ 1-2 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นพบได้น้อย และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

นกเรีย  

สัตว์ปีก

Greater Rhea 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Rhea americana

ลักษณะทั่วไป
    
นกเรียบางครั้งถูกเรียกว่า South American Ostriches เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายนกกระจอกเทศ จัดเป็นนกบินไม่ได้ที่มีขนาดใหญ่ สูงประมาณ 4 - 5 ฟุต(1.7 เมตร) ความยาวของตัวประมาณ 4 - 4.5 ฟุต น้ำหนักประมาณ 55 ปอนด์ (ประมาณ 25 กิโลกรัม) มีนิ้วเท้า 3 นิ้ว ส่วนหัว คอ และสะโพก มีขนปกคลุมอ่อนนุ่ม ไม่มีหาง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่อเมริกาใต้แถบเชิงเขาแอนดีส ในประเทศเปรู และทางใต้ของประเทศโบลิเวีย รวมทั้งบริเวณที่ราบซึ่งปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าแพมพัสในประเทศบราซิลและอาเจนตินา
     นกเรียกินอาหารได้หลายชนิดโดยเฉพาะผัก ผลไม้ พืชตระกูลถั่วหรือธัญญพืชบางพืช อาจกินแมลงและสัตว์เล็กๆ เช่น กิ้งก่า เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกเรียอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ และมักพบอยู่ปะปนกับฝูงกวางหรือสัตว์อื่น นกเรียมีขาที่แข็งแรง มีปีกขนาดเล็กบินไม่ได้ นกเรียตัวผู้จะร้องเสียงดัง แต่ตัวเมียจะไม่มีเสียง ตัวผู้จะมีขนาดใหญ่และสีเข้มกว่าตัวเมีย และมักจะคุมฝูงตัวเมีย 5 - 20 ตัว (โดยมาก 5 - 6 ตัว)
     นกเรียตัวผู้จะสร้างรังโดยการขุดหลุมตื้นๆ รองด้วยหญ้าหรือใบไม้ รังมีขนาดประมาณ 1 หลา ตัวเมียจะช่วยกันวางไข่ 20-50 ใบ ไข่จะมีสีเหลืองหรือสีขาว มีความยาวประมาณ 5 นิ้ว ตัวผู้จะทำการฟักไข่และเมื่อทำการฟักไข่จะไล่ตัวเมียออกไปจากรัง ใช้เวลาฟักประมาณ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 40-45 วัน ตัวผู้จะเลี้ยงลูกประมาณ 6 สัปดาห์หรือจนกว่าลูกนกจะสามารถดูแลตัวเองได้

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา

นกยูงอินเดีย  

สัตว์ปีก

Indian Peafowl 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pavo cristatus

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างและขนาดเหมือนนกยูงไทย ต่างกันตรงที่ขนพู่บนหัวของนกยูงไทยมีลักษณะเป็นจุก แต่ของนกยูงอินเดียแผ่กางออกเหมือนพัด และสีของขนตามตัวของนกยูงไทยสีเขียวใบไม้ แต่ของนกยูงอินเดียสีน้ำเงิน มีสีขาวจากจมูกถึงขอบตาด้านบนนัยน์ตา และข้างใต้ขอบตา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย ศรีลังกา
     นกยูงอินเดียกินเมล็ดพืช ผลไม้ แมลง และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกยูงอาศัยอยู่ในป่าดงดิบทึบ อยู่เป็นฝูง ตัวผู้ชอบทำลานเอาไว้รำแพนหาง มันจะรักษาความสะอาดลานอย่างดี นกยูงเป็นนกที่ระวังตัวมากและสายตาไวมาก ยากที่จะเข้าใกล้ตัวมันได้ มันจะบินหนีก่อน นกยูงเป็นนกที่บินเก่ง ชอบนอนที่สูงและชอบร้องเวลาเช้าและเย็น ไม่ดุร้ายและจำที่อยู่ได้ดี
     นกชนิดนี้วางไข่ ครั้งละ 5-8 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 28 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

นกยูงไทย  

สัตว์ปีก

Green Peafowl 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pavo muticus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่มาก ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 102 - 245 เซนติเมตร ทั้งเพศผู้และเพศเมียมีหงอนเป็นพู่สีเหลืองชี้ตรงอยู่บนหัว ต่างจากนกยูงอินเดียซึ่งเป็นรูปพัด บนหัวและคอเป็นขนสั้น ๆ สีเขียวเหลือบน้ำเงิน หน้ามีสีฟ้า ดำ และเหลือง ขนคอ หน้าอกและหลังตรงกลาง ขนมีเหลือบน้ำเงินแก่ล้อมด้วยสีเขียวและสีทองแดง นกยูงตัวผู้มีแพนขนปิดหางยาวหลายเส้น ตรงปลายมีดอกดวง "แววมยุรา" ตรงกลางดวงมีสีน้ำเงินแกมดำอยู่ภายในพื้นวงกลมเหลือบเขียว ล้อมรอบด้วยรูปไข่สีทองแดง เมื่อนกยูงรำแพนจึงเป็นรูปพัดขนาดใหญ่มีสีสันสวยงามมาก นกยูงตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย และมีเดือยสั้นกว่า ขนของตัวเมียมักมีสีน้ำตาลแดงแทรกอยู่เป็นคลื่น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกยูงมีการกระจายพันธุ์ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะชวา ในประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก
     นกยูงกินทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ เมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ต้น ธัญพืช ผลไม้สุก แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกยูงอาศัยตามป่าทั่วไปในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ หลังช่วงฤดูผสมพันธุ์มักพบตัวเมียอยู่กับลูกตามลำพัง มักออกหากินในช่วงเช้าและบ่าย ตามชายป่าและริมลำธาร ตอนกลางคืนมักจับคอนนอนตามกิ่งไม้ค่อนข้างสูง
     การเกี้ยวพาราสีกันของนกยูงเริ่มเมื่อนกยูงตัวเมียหากินเข้าไปดินแดนของนกตัวผู้ ตัวผู้จะร่วมเข้าไปหากินในฝูงด้วย และแสดงการรำแพนหาง กางปีกสองข้างออกพยุงลำตัว ชูคอขึ้นแล้วย่างก้าวเดินหมุนตัวไปรอบ ๆ ตัวเมีย การรำแพนหางจะใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หากตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์ นกยูงทำรังบนพื้นดินตามที่โล่งหรือตามซุ้มกอพืช อาจมีหญ้าหรือใบไม้แห้งมารองรัง วางไข่ครั้งละ 3 - 6 ฟอง เริ่มฟักไข่หลังจากออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว โดยใช้เวลาฟักทั้งสิ้น 26 - 28 วัน ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยคลุมทั่วตัว สามารถยืนและเดินตามแม่ไปหาอาหารได้ทันทีที่ขนแห้ง โดยลูกนกจะตามแม่ไปหากินไม่น้อยกว่า 6 เดือน จากนั้นจึงหากินตามลำพัง

สถานภาพปัจจุบัน
     นกยูงในป่าธรรมชาติค่อนข้างหายาก และปริมาณน้อย นอกจากบางแห่ง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ยังพบได้บ่อย และปริมาณปานกลาง กฎหมายจัดให้นกยูงไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

นกยางเปีย  

สัตว์ปีก

Little Egret 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Egretta garzetta

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ความยาวลำตัวประมาณ 60 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน สีขาวตลอดตัวตาดำ ปากดำ ขาดำ นิ้วเท้าเหลือง แต่เล็บดำ ตัวเล็กกว่านกยางโทนมาก ในฤดูผสมพันธุ์จะมีขนยาวห้อยจากท้ายทอยคล้ายหางเปีย 2 เส้น ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร จึงได้ชื่อว่า นกยางเปีย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย หมู่เกาะอันดามัน เกาะนิโคบาร์ จีน ไหหลำ ไต้หวัน ซุนดาส์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทยพบว่าเป็นนกประจำถิ่นภาคกลางและจะอพยพไปทั่วทุกภาค
     นกยางเปียกินปลา กบ เขียด กุ้ง หอย แมลงต่าง ๆ สัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นฝูงตามทุ่งนา ทุ่งหญ้า ชายเลน บริเวณที่น้ำท่วมถึง ตามบริเวณริมหนองบึง สามารถเกาะกิ่งไม้ได้ และบินได้ดี ขณะบินขาเหยียดตรงไปข้างหลัง คองอพับเป็นรูปตัว S มักหากินรวมกันเป็นฝูงรวมกับนกชนิดอื่นๆ เวลาหากินในน้ำจะยืนนิ่งในน้ำที่ลึกไม่เกินแข้ง เมื่อพบเหยื่อก็จะใช้ปากงับเหยื่ออย่างรวดเร็ว หรืออาจใช้วิธีเดินตามหรือเกาะหลังวัว ควาย เมื่อแมลงบินขึ้นมาก็จะใช้ปากจิกกิน
     นกยางเปียเริ่มผสมพันธุ์ประมาณต้นฝน ก่อนสร้างรังจะเกี้ยวพาราสีกัน แล้วนกตัวผู้จะนำวัสดุพวกกิ่งไม้มาส่งให้ตัวเมียแล้วช่วยกันสร้างรังบนกิ่งไม้รวมกับนกอีกหลายชนิด วางไข่ครั้งละ 4-5 ฟอง ไข่มีสีเขียวน้ำทะเล ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักประมาณ 25 - 27 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่น และมีบางส่วนเป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและมีทั่วทุกภาค จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกยางโทนใหญ่  

สัตว์ปีก

Great Egret(Large Egret)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Egretta alba

ลักษณะทั่วไป
    
นกยางโทนใหญ่เป็นนกขนาดใหญ่มีขนาดความยาวลำตัวประมาณ 90 เซนติเมตร สีขาวตลอดตัว คอยาว ปากยาวแหลมสีเหลือง ตาเหลือง ไม่มีเปีย ขาและนิ้วเท้าดำ ในฤดูผสมพันธุ์มีขนประดับเป็นเส้นยาว ๆ อยู่บนหลังและยาวเลยหางออกไปเล็กน้อย นกยางโทนทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ในฤดูผสมพันธ์ปากจะมีสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกยางโทนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย จีนไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะ อันดามัน ซุนดา ฟิลิปปินส์ ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยมีทุกภาค ตามหนองคลองบึงที่น้ำท่วมถึง และตามท้องนาในฤดูฝน เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้บ่อยและมีบางส่วนเป็นนกอพยพเข้ามาในช่วงฤดูหนาว
     นกยางโทนใหญ่กินปลา ปู กุ้ง หอย กบ เขียด แมลง และสัตว์เล็ก ๆ อื่น ๆ เช่น ลูกงู

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกยางโทนชอบหากินตามที่ราบบริเวณท้องนาที่น้ำท่วมถึง หนองบึง ทะเลสาบ และตามป่าโกงกาง บางครั้งหากินปะปนกับนกยางขาวชนิดอื่นเหมือนกัน มักเดินหากินไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยอยู่นิ่ง หาอาหารตอนเช้าตรู่และพลบค่ำ เวลาหาเหยื่อจะยืนนิ่งอยู่ริมน้ำ คอหด หรืออาจลุยน้ำทำหัวโยกขึ้นลงเป็นจังหวะ เมื่อเหยื่อเข้าใกล้จะยืดคอจ้องไปที่เหยื่อ เมื่อได้จังหวะก็จิกทันที เวลาบินขยับปีกช้า ๆ เป็นจังหวะ คอหดเข้ามา และขาเหยียดตรงไปข้างหลัง
     นกยางโทนใหญ่ผสมพันธุ์ในฤดูฝนและอยู่เป็นฝูงชอบทำรังรวมกันอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกันกับนกยางชนิดอื่น รังทำด้วยกิ่งไม้แห้งๆ เล็กๆ ขัดสานกัน มีแอ่งตรงกลางสำหรับ วางไข่ มักทำรังตามยอดไผ่ริมไร่หรือใกล้สวน บางครั้งทำรังบนต้นลำภูชายทะเล ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันทำรัง กกไข่ เลี้ยงลูก วางไข่คราวละ 3-4 ฟอง ระยะฟักไข่ 25-26 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกยางโทนน้อย  

สัตว์ปีก

Intermediate Egret(Plumed Egret)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Egretta intermedia

ลักษณะทั่วไป
    
นกยางโทนน้อยมีรูปร่างคล้ายนกยางเปียและนกยางโทนใหญ่ เมื่อเทียบกันแล้วจะมีขนาดใหญ่กว่านกยางเปีย แต่เล็กกว่านกยางโทนใหญ่ ขนาดลำตัวประมาณ 70 เซนติเมตร ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกยางโทนน้อยจะมีขนสร้อยที่หน้าอก ซึ่งนกยางโทนใหญ่ไม่มี ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ขนตามลำตัวสีขาว คอยาว ปากยาวแหลมสีเหลือง ขาและนิ้วเท้าดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกา อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย พม่า ไทยลาว เขมร เวียดนาม สำหรับประเทศไทยพบเกือบทุกภาค เป็นนกอพยพมาในฤดูหนาว
     อาหารได้แก่ ลูกกุ้ง ลูกปลา กบ สัตว์เลื้อยคลาน หอย แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินอยู่ตามทุ่งนา คลอง หนอง บึง ตามป่าโกงกางริมทะเล ซึ่งในเวลาน้ำขึ้นจะเห็นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อยู่ในน้ำตื้น บางทีหากินรวมกับฝูงควาย ชอบหากินรวมอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่เดินท่อม ๆ ก้าวขาช้า ๆ มองหาเหยื่อสอดส่ายไปมา เมื่อพบเหยื่อจะยืดคอใช้ปากจิกเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว ตอนเย็นบินกลับรังเป็นกลุ่ม ๆ ลักษณะบินเหมือนนกยางทั่วไป
     นกยางโทนน้อยเริ่มผสมพันธุ์ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน วางไข่ ครั้งละ 3-5 ฟอง แต่ยังไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกอพยพที่เข้ามาในประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์สงขลา
 

นกยางควาย  

สัตว์ปีก

Cattle Egret 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Bubulcus ibis

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนทั่วตัวสีขาว แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะมีขนประดับเป็นเส้นยาว ๆ ที่หัว คอ และหลังเป็นสีเหลืองส้ม พ้นฤดูผสมพันธุ์ขนประดับดังกล่าวจะผลัดออกหมด นัยน์ตาและปากเป็นสีเหลือง แต่รอบตาสีออกเขียวอ่อน เท้าสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกา เอเซีย สำหรับประเทศไทยพบทั่วไปทุกภาค
     อาหารได้แก่ ตั๊กแตน แมลงต่าง ๆ ปลา รวมทั้งกบ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามริมห้วย หนอง คลอง บึง หรือตามพื้นที่น้ำท่วมถึง ซึ่งมีหญ้าอุดมสมบูรณ์และวัวควายชอบมากิน ชอบอยู่เป็นฝูงหากินใกล้ๆ กับวัวควายที่กำลังเล็มหญ้า
     เป็นนกอพยพเข้ามาในช่วงนอกฤดูผสมพันธ์ นกยางควายเริ่มผสมพันธุ์ในเดือนเมษายน-กรกฎาคม วางไข่ ครั้งละ 4-5 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกยางกรอกพันธุ์จีน  

สัตว์ปีก

Chinese Pond Heron 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ardeola bacchus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ขนาดลำตัว 46 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน นอกฤดูผสมพันธุ์ขนกลางหลังมีสีน้ำตาลแก่ หัวและคอมีสีน้ำตาลแก่ และมีลายสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลืองแกมเขียว ในฤดูผสมพันธุ์ขนกลางหลังจะเป็นสีน้ำเงินแก่แกมเขียวแกมดำ คอจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในปากีสถาน จีน เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน บอร์เนียว ฮ่องกง และเวียดนาม ในไทยไม่ใช่นกประจำถิ่น แต่พบว่าย้ายมาหากินในฤดูหนาว
     อาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา ลูกปู ลูกงู และแมลงต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินตามที่โล่ง เช่น ทุ่งนา หนองน้ำ ชอบยืนนิ่งเฉยๆ มองหาปลา เวลายืนพักผ่อนจะหดคอสั้น เวลาบินจะส่งเสียงร้องดัง "กรอก"
     นกยางกรอกพันธุ์จีนเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม ทำรังตามต้นไม้ซึ่งไม่สูงนัก รังทำด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ขัดสานกันไว้ตามง่ามไม้ หรือกอไผ่ แต่ไม่เคยมีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่


นกมาคอว์แดง  (นกสกาเล็ทมาคอว์)

สัตว์ปีก

Scarlet Macaw 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ara macao

ลักษณะทั่วไป
    
มีขนาดปานกลาง คือยาวประมาณ 85 เซนติเมตร ขนบนตัวส่วนใหญ่มีสีแดงจัด ขนใต้หางและขนปลายปีกมีสีฟ้า ส่วนขนแถวถัดเข้ามาจากปลายปีกจะมีสีเหลืองเป็นแถบ แก้มทั้ง 2 ข้างเป็นผิวหนังสีขาวครีมไม่มีลาย ที่เด่นชัดเห็นเพียงเป็นเส้นจาง ๆ ปากบนมีสีกระดูก (สี horn) ปากล่างมีสีเทาดำ วงตาสีเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเม็กซิโก โคลัมเบีย เปรู โบลิเวีย และบราซิล
     อาหารได้แก่ เมล็ดพืช ข้าว ผลไม้ และผัก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     การออกหากินของนกมาคอว์แดงอาจปะปนไปกับนกมาคอว์ฟ้า - เหลืองได้ โดยมากจะอยู่เป็นคู่ซึ่งรวมอยู่เป็นฝูงใหญ่ประมาณ 30 ตัว กล่าวกันว่าเมื่อสคาเล็ท มาคอว์ลงเกาะต้นไม้ต้นหนึ่งต้นใดพร้อม ๆ กันทั้งฝูงแล้ว เมื่อมองดูจะเหมือนว่าต้นไม้นั้นกำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่งเนื่องจากสีอันสดใสของมันนั่นเอง นอกจากนั้นยังส่งเสียงดังไปทั่วป่าอีกด้วย
     นกชนิดนี้ทำรังบนต้นไม้สูง ภายในรังมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ระยะฝักไข่นาน 28 วัน


นกฟลามิงโกเล็ก  

สัตว์ปีก

Lesser Flamingo 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Phoeniconaias minor

ลักษณะทั่วไป
    
มีลักษณะคล้ายนกฟลามิงโกใหญ่ แต่มีขนาดเล็กว่า คือมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 80 เซนติเมตร ขนลำตัวสีชมพูสด ปลายปีกสีแดงสด ปากสีแดงปลายดำ ขาและเท้าเป็นสีชมพูเข้ม มีขาและคอยาว จะงอยปากโค้งและหักลงเป็นรูปช้อน ใช้สำหรับตักอาหารออกจากน้ำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทางตอนใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา มาดากัสกา และทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย
     อาหารได้แก่ ไรน้ำ แพลงตอน ลูกกุ้ง ลูกปลา สาหร่ายบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกชนิดนี้อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่จำนวนนับพันตัวตามแหล่งน้ำตื้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นเป็นโคลน หรือตามเกาะกลางทะเลสาบ
     นกฟลามิงโกเล็กตัวเมียทำรังอยู่ตามพื้นด้วยดินโคลน วางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างช่วยกันฟักไข่ โดยใช้ระยะเวลาฟัก 28 วัน จึงออกเป็นตัว พ่อแม่นกจะเลี้ยงลูกอยู่ในรังประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้น ลูกนกจะออกมารวมอยู่กับนกตัวอื่นในฝูง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา


นกฟลามิงโก  

สัตว์ปีก

Greater Flamingo 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Phoenicopterus ruber

ลักษณะทั่วไป
    
นกฟลามิงโกเป็นนกที่สวยงามมาก คอและขายาว ขนาดลำตัวประมาณ 100 เซนติเมตร ขนสีชมพู ขนปีกสีดำ ปากสีชมพู ปลายปีกสีดำ โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์นี้สีจะสดกว่าปกติ นกตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า และสีจางกว่า มีปากคล้ายเหงือกของปลาวาฬที่กรองเอาพวกแพลงตอนไว้ และระบายเอาน้ำออกได้หมดเวลากินอาหาร
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยแถวทวีปยุโรปจรดเอเชียบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปแอฟริกา และอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ
     นกฟลามิงโกกินสิ่งมีชีวิตในน้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังหรือเปลือก และพืชผักในน้ำเป็นอาหาร เช่น ไรน้ำ ลูกกุ้ง แพลงตอน และสาหร่ายบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกฟลามิงโกชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ตามหนองบึงหรือทะเลสาบ และทำรังตามชายฝั่งหนองบึงหรือทะเลสาบ
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในฤดูหนาว วางไข่บนพื้นดินตามชายฝั่งเท่านั้น โดยทำรังคล้ายตอไม้ด้วยดินเหนียวสูงประมาณ 15-18 นิ้ว วางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันกกไข่ ใช้เวลาในการฟักประมาณ 28-32 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา


นกโพระดกธรรมดา  

สัตว์ปีก

Lineated Barbet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Megalaima linerta

ลักษณะทั่วไป
    
นกโพระดกธรรมดาตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน ขนตามลำตัวมีสีเขียวสดหัวและอกสีน้ำตาลอ่อนและมีลายสีเหลืองเป็นขีด ปากสีเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเซีย แถบทวีปเอเชียในประเทศ อินเดีย จีน ชวา และในประเทศไทยพบอยู่ทั่วทุกภาคยกเว้นภาคอิสานตอนบน
     นกโพระดกธรรมดาชอบกินแมลง หนอน สัตว์เลื้อยคลาน และผลไม้ต่าง ๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าผลัดใบ และเรือกสวนทั้งที่ลุ่มและบนป่าภูเขาและออกหากินตามธรรมชาติ นอกจากฤดูผสมพันธุ์จึงอยู่เป็นคู่ ส่งเสียงร้องดัง (โฮก-ป๊ก) ซ้ำทุก ๆ 3-4 นาที
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทำรังอยู่ตามโพรงไม้ ในป่าสูง วางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์สงขลา
 
 


นกโพระดกคางแดง  

สัตว์ปีก

Red-throated Barbet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Megalaima mystacophanos

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีสีต่างกันเล็กน้อย ตัวผู้หน้าผากสีเหลือง กระหม่อมสีแดง มีคิ้วสีดำ บริเวณหัวตาสีแดง คอหอยตอนล่างสีฟ้าและมีสีแดงแต้มตรงมุมขอบของบริเวณสีฟ้า ตัวเมียหน้าผากสีเขียว กระหม่อมตอนท้ายเป็นลายสีแดง ไม่มีคิ้วสีดำ บริเวณกลางกระหม่อม แก้ม และคอหอยตอนล่างมีสีฟ้าจาง ทั้งสองเพศบริเวณแก้มไม่มีสีเหลืองอย่างนกโพระดกเคราเหลืองและนกโพระดกหลากสี
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในพม่า ทางภาคใต้และภาคตะวันตกของไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว
     อาหารได้แก่ ผลไม้ นอกจากนี้ยังกินแมลง ตัวหนอน และสัตว์ขนาดเล็กบ้าง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกโพระดกชนิดอื่น นกโพระดกคางแดงร้อง "ตุ๊ก" แล้วตามด้วย "ตู-ตู-ตู" หรืออาจร้อง "ตุ๊ก-ตู-ตู-ตุ๊ก" แล้วตามด้วย "ตู-ตู-ตู"
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงต้นไม้ ไข่สีขาว รังมีไข่ 3-4 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 14-15 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว


นกเพนกวินฮัมโบลด์(นกเพนกวินเปรูเวียน) 

สัตว์ปีก

Humboldt Penguin(Peruvian Penguin)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Spheniscus humboldti

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกที่บินไม่ได้ เป็นนกเพนกวินขนาดกลาง ความยาวลำตัวประมาณ 65 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม มีการดัดแปลงอวัยวะที่ใช้ในการบินเพื่อการว่ายน้ำ มีหน้าอกและท้องสีขาว หลังมีสีดำ ส่วนหัวสีดำ มีลายเส้นสีขาวคาดจากฐานปาก ผ่านด้านข้างหัวลงมาถึงคอ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     อาศัยในเขตร้อนทางหมู่เกาะกูโน และชายฝั่งทะเลของเปรู และชิลี ทวีปอเมริกาใต้ อุณหภูมิที่ต้องการ 22-30 องศาเซลเซียส
     นกเพนกวินฮัมโบลด์หาอาหารกินในทะเล เช่น ปลา กุ้ง ตัวอ่อนของปู ลูกนกกินอาหารจากการคายออกจากกระเพาะของพ่อแม่ นกเพนกวินดื่มน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม เนื่องจากที่เหนือตามีต่อมขับเกลือ เพื่อขับเกลือส่วนเกินออกได้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกเพนกวินฮัมโบลด์เป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นฝูง ส่งเสียงดังเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร เวลาทักทายกันจะใช้ปากหรือคอถูกัน
     ในฤดูผสมพันธุ์นกชนิดนี้จะอยู่กันเป็นฝูงเล็ก ๆ อยู่ตามน้ำหรือขุดโพรงอยู่ตามพุ่มหญ้าสูงในป่าใกล้กับชายฝั่งทะเล วางไข่ ฟักไข่ ปีละ 1 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิ สร้างรังด้วยก้อนหิน กิ่งไม้ ใบหญ้า วางไข่ครั้งละ 1 - 3 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 39 วัน โดยตัวผู้เป็นผู้ฟักไข่

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา


นกพิราบหงอน  

สัตว์ปีก

Crowned Pigeon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Goura cristata

ลักษณะทั่วไป
    
นกพิราบหงอนจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับนกพิราบ เนื่องจากมีปากเป็นหลอดเหมือน ๆ กัน ตัวป้อมหนา อกตัน ขาค่อนข้างสั้น ปีกกว้างใหญ่ ขนตัวส่วนใหญ่มีสีฟ้าอมเทา บนหัวมีหงอนประกอบด้วยเส้นขนแผ่บานเป็นสันอย่างน่าดูซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ นกเพศผู้และเพศเมียมีสีสันใกล้เคียงกัน จะต่างกันก็ที่ขนาด นกเพศผู้ตัวใหญ่กว่า การจำแนกนกชนิดนี้ออกเป็น 3 ชนิด โดยจำแนกจากรูปร่างที่ต่างกันไปตามแหล่งที่อยู่อาศัย นกพิราบหงอน ซึ่งพบง่ายและเป็นที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์มากที่สุดคือ นกพิราบหงอนธรรมดา หรือ Common Crowned Pigeon หรือ Blue Crowned Pigeon (Goura cristata) ความยาวเฉลี่ย 75 - 85 เซนติเมตร มีน้ำหนักราว 1.3 กิโลกรัม ขนตัวสีฟ้าอมเทา หงอนสีเดียวกับตัวแต่อ่อนจางกว่า ปลายหางมีสีเดียวกับหงอน บริเวณหน้ามีแถบสีดำเป็นหน้ากากพาดจากมุมปากผ่านตาไปยังแก้ม คางสีดำ ขอบปีกขาว ปากสีเทาดำลักษณะคล้ายปากนกพิราบแต่ใหญ่ยาวกว่า ขาสีเทา เท้าสีชมพู ม่านตาสีแดงหรือส้ม มีถิ่นที่อยู่อาศัยในบริเวณแถบตะวันตกเฉียงเหนือของนิวกินี ส่วนอีก 2 ชนิด ได้แก่นกพิราบหงอนวิคตอเรีย หรือ Victoria Crowned Pigeon (Goura Victoria) มีความแตกต่างกับนกพิราบหงอนธรรมดาตรงที่สันหรือหงอนบนหัวจะแบนตรงปลาย และมีขอบสีขาวด้วย หน้าอกมีสีม่วงแดงคาดแถบดำปากสีดำ เท้าสีม่วงแดง พบบริเวณนิวกินีเช่นกัน ชนิดสุดท้าย คือ นกพิราบหงอนซิพเมคเกอร์ หรือ Scheepmaker's Crowned Pigeon (Goura scheepmakeri) นกชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกับชนิดวิคตอเรียมาก ต่างกันเพียงสีตัวทั้งหมดที่เป็นสีฟ้าเทาเท่านั้น พบในภาคใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของนิวกินี เนื่องจากนกพิราบหงอนทั้งสามสายพันธุ์ มีความใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดการผสมข้ามชนิดได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นผู้ที่นำนกเหล่านี้มาเลี้ยงปนกันทั้งสองสามชนิดจะเป็นการสร้างนกลูกผสมขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายสายพันธุ์แท้ของนกพิราบหงอนลง หากเลี้ยงไว้ดูเล่น แต่ถ้าปล่อยคืนธรรมชาติจะเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์ป่าวิธีอ้อมทางหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปออสเตรเลีย และหมู่เกาะใกล้เคียง เช่น เกาะนิวกินี
     นกพิราบหงอนกินผลไม้ เมล็ดพืชที่ร่วงหล่นลงพื้น รวมทั้งหนอน และแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่โดยจะรวมฝูงสักประมาณ 10 ตัว อยู่ตามพงหญ้าหรือในป่าเพื่อหาอาหาร หากมีเหตุหรือศัตรูเข้ามาใกล้จะส่งเสียงดังพร้อมทั้งบินขึ้นพร้อม ๆ กันไปเกาะดูเหตุการณ์อยู่บนต้นไม้
     การทำรังส่วนใหญ่ของนกชนิดนี้ใช้เศษไม้ กิ่งไม้เล็ก ๆ ขัดสานเป็นรังหยาบ ๆ ทรงแบนคล้ายตะกร้าตามคบไม้ที่ไม่สูงนัก วางไข่คราวละ 2 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ราว 28-30 วันจึงออกเป็นตัว ในระยะฟักไข่และเลี้ยงลูกจะมีนิสัยก้าวร้าวอาจทำร้ายนกอื่นได้

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 


นกปีกลายสก๊อท 

สัตว์ปีก

Eurasian Jay 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Garrulus glandarius

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลางในวงศ์เดียวกับอีกา ขนาดลำตัวยาวประมาณ 33 เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลออกแดง ปลายปีกสีฟ้ามีแถบขวางเป็นริ้วๆ สีขาว สะโพกสีขาว กระหม่อมและหางสีดำ หน้าผาก แก้ม คาง และคอสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง เทือกเขาหิมาลัย จีน ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
     นกปีกลายสก็อทเป็นนกที่กินอาหารเกือบทุกชนิด ทั้งผลไม้เปลือกแข็งและเปลือกอ่อน ตลอดจนแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เดี่ยวๆ บางครั้งพบเป็นคู่หรือฝูงเล็กๆ หากินอยู่ในระดับกลางของยอดไม้ โดยกระโดดจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่ง ระหว่างเคลื่อนที่มักส่งเสียงร้องไปด้วย คล้ายเป็นการเรียกสมาชิกในฝูง
     นกปีกลายสก็อทมีฤดูผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม ทำรังตามกิ่งไม้ วางไข่ 4 - 5 ฟอง ไข่สีน้ำตาลแกมเขียว มีลายสีน้ำตาล ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน โดยใช้เวลาฟักไข่ 17 - 18 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     นกประจำถิ่น พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่


นกปรอดแม่ทะ(นกปรอดแม่พะ) 

สัตว์ปีก

Straw-headed Bulbul(Straw-crowned Bulbul)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pycnonotus zeylanicus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกปรอดขนาดใหญ่กว่านกปรอดชนิดอื่นๆ คือ มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 29 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ลักษณะที่เห็นเด่นชัดคือ บนกระหม่อมมีสีเหลือง และมีเส้นสีดำลากผ่านตาจากโคนปาก มีเส้นสีลากลงมาทางด้านข้างของลำคอ บนหัว บนหลัง และหน้าอก มีลายเป็นทางเล็กๆ สีเทา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยในทวีปเอเชียแถบเทือกเขาตะนาวศรี มาเลเซีย ในประเทศไทยพบทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไป
     อาหารได้แก่ ผลไม้ แมลง และตัวหนอน ถ้าเป็นผลไม้ขนาดเล็ก เช่น ลูกไทร ตะขบ มันจะเกาะกิ่งไม้ แล้วใช้ปากเด็ดผลออกจากขั้ว แล้วกลืนกินทั้งผล หากเป็นผลไม้ขนาดใหญ่จะใช้ปากจิกกินทีละส่วน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่งใกล้แหล่งน้ำ ไม่ชอบอยู่ตามป่าสูงและสามารถเลียนเสียงพูดของคนได้ด้วย
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนมีนาคม ทำรังบนต้นไม้ โดยใช้หญ้ามาขัดสานกันเป็นแอ่งตรงกลางเพื่อวางไข่ ไข่มีสีขาว ปกติจะวางไข่ครั้งละ 2 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่น แต่ปัจจุบันหาได้ยากและพบในปริมาณน้อยมาก และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากถูกดักจับไปเลี้ยง จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์สงขลา
 


นกปรอดดำ  

สัตว์ปีก

Black Bulbul 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hypsipetes madagascariensis

ลักษณะทั่วไป
    
นกปรอดดำตัวค่อนข้างใหญ่ ขนตามตัวทั่ว ๆ ไปมีสีดำ มีปากและเท้าสีแดง พวกชนิดย่อย Strcssinanni มีหัวและคอสีขาวพบทางภาคตะวันออก ชนิดย่อย leucothorax มีหัวคอและอกสีขาวพบทางภาคเหนือ ทั้งสองชนิดนี้มีขนคลุมใต้โคนหางสีเทา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีน ไหหลำ ไต้หวัน พม่า ไทย เขมร เวียดนาม ตังเกี๋ย ลาวและไทย ในประเทศไทยมีทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ
     อาหารของนกปรอดดำได้แก่ แมลง และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามป่า ซึ่งอยู่ค่อนข้างสูง หากินอยู่ตามยอดไม้ ร้องเสียงดัง "หวี - วิด"
     นกปรอดดำทำรังเป็นรูปจาน ด้วยใบหญ้าและเรียวไม้เล็ก ๆ บนกิ่งไม้

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกทูแคนอกเหลือง  

สัตว์ปีก

Sulphur-breasted Toucan 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ramphastos sulferatus

ลักษณะทั่วไป
    
นกทูแคนอกเหลือง มีปากขนาดใหญ่คล้ายกับนกเงือก มีไว้ใช้ป้องกันตัว เกี้ยวพาราสี ต่อสู้ และคาบผลไม้ป่า ขนลำตัวมีสีดำ ตรงโคนหางมีสีแดง และขาว อกและคอสีเหลืองสด ปากสีเขียว ตรงปลายปากเป็นสีแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกทูแคนอกเหลืองเป็นนกพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ พบในประเทศเม็กซิโก จนถึงเวเนซูเอลา
     อาหารได้แก่ ผลไม้ป่า ลูกไม้ กิ้งก่า งู สัตว์เล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง หากินและผักผ่อนร่วมกันตามยอดไม้ ชอบส่งเสียงร้องดังตลอดเวลา เวลานอนจะพับหัวไปบนหลังและพับหางทับลงมา ทำให้ตัวกลม
     นกทูแคนอกเหลืองทำรังในโพรงไม้ ซึ่งเป็นโพรงไม้ผุตามธรรมชาติ หรือรังเก่าของนกชนิดอื่นแล้วทำการขยายให้ใหญ่ขึ้น ตัวเมียวางไข่ 2-4 ฟอง ระยะเวลาในการกกไข่ประมาณ 16 วัน ตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกนกประมาณ 45 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 


นกทูแคนเล็ก  

สัตว์ปีก

Collared Aracari 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pteroglssus torgustus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกสวยงาม จะงอยปากมีขนาดใหญ่ เป็นนกที่มีสีฉูดฉาดงามสะดุดตา ปีกสั้น หางไม่ยาว ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ตัวผู้มักจะมีปากยาวและบางกว่าตัวเมีย นกทูแคนเล็กลำตัวตอนบนเป็นสีดำหรือเขียวมะกอก ตะโพกสีแดงเข้ม ท้ายทอยมีแถบสีน้ำตาลแดงเข้ม มีสีแดงเป็นวงรอบคอ อกและท้องสีเหลืองและมีแถบสีแดงหรือดำแดงคาดคล้ายเข็มขัดที่เอว ตาเหลือง ขาและเท้าสีเทาอมเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศเมกซิโกจนถึงอาเจนตินา
     อาหารได้แก่ กิ้งก่า ผลไม้ ลูกไม้ สัตว์เล็กๆ นอกจากนี้ยังกินแมลงต่างๆ อีกด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบนอนในโพรงไม้ที่ใช้ทำรัง อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก เป็นนกร่าเริง บินไปมาระหว่างกิ่งไม้อย่างสนุกสนาน พร้อมกับทำปากกระทบกันให้เกิดเสียง เป็นนกขี้เล่น ชอบใช้ปากแหย่หรืองับหรือผลักให้นกพวกเดียวกันตกจากกิ่งไม้ที่เกาะอยู่ นกชนิดนี้อาศัยอยู่บนต้นไม้สูง ไม่ลงพื้นดิน ออกหากินตั้งแต่เช้าตรู่
     นกทูแคนเล็กทำรังออกไข่ในโพรงไม้ ปูพื้นรังด้วยเศษไม้ ออกไข่ 2-4 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันฟักไข่ แต่ไม่ค่อยอดทนต่อการฟักไข่มากนัก มักกกครั้งละไม่เกิน 40–50 นาทีต่อครั้ง ลูกนกเมื่อฟักออกมาไม่มีขน หนังแดง ปากสั้น ปากล่างยาวกว่าปากบน พ่อแม่นำอาหารมาป้อนให้ถึงในคอของลูกอ่อนเลย ลูกนกจะลืมตาหลังจากอายุได้ 3 สัปดาห์แล้ว ขนงอกช้ามาก กว่าขนจะงอกเต็มกินเวลาหลายเดือน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 


นกทึดทือพันธุ์เหนือ  

สัตว์ปีก

Brown Fish-Owl 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ketupa zeylonensis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลแดง ด้านล่างมีสีอ่อนกว่า บริเวณเหนือตามีขนยาวยื่นออกไปทั้งสองข้าง ขนตรงท้องมีสีเนื้อ แต้มด้วยลายขีดสีน้ำตาลแก่ นอกจากนี้ยังมีลายตามขวางเป็นเส้นบางๆ สีน้ำตาลอ่อน มีตาสีเหลืองกลมโต
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศจีน ไต้หวัน มาเลเซีย ในประเทศไทยพบอยู่ทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงใต้
     อาหารได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน นก และแมลงขนาดใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าใกล้ลำธาร ทะเลสาบและใกล้ท้องทุ่งนา มักออกหากินเพียงตัวเดียวทั้งกลางวันและกลางคืน หรือเป็นคู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์
     นกทึดทือพันธุ์เหนือเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนธันวาคม - มีนาคม นกชนิดนี้ไม่ทำรังแต่จะวางไข่ตามซอกหินบริเวณหน้าผาหรือตามโพรงไม้ สูงจากพื้นไม่เกิน 30 เมตร วางไข่ครั้งละ 1-2 ฟอง มักทำรังที่เดิมทุกปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นตามธรรมชาติ หาพบได้น้อยเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออก และภาคใต้ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกแต้วแล้วหูยาว  

สัตว์ปีก

Eared Pitta 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pitta phayrei

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้มีคิ้ว (supercilium) ยาวสีขาวลายดำละเอียดๆ ปากสีดำ ใต้ตาจนถึงท้ายทอย (nape) สีดำ Secondaries coverts เป็นสีน้ำตาลเข้ม primary coverts เป็นสีดำสลับน้ำตาล ไหล่ (mantle) สีน้ำตาล ท้องและอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตัวเมียมีคิ้วสั้นกว่าตัวผู้เล็กน้อย ท้องสีน้ำตาลอ่อนกว่า มีจุดสีดำแซมมากกว่า ไม่ค่อยพบอยู่เป็นคู่ ชอบเกาะหรือยืนอยู่กับที่นานๆ มีอาณาเขตและพื้นที่หากินค่อนข้างน้อยกว่านกแต้วแล้วชนิดอื่น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ในประเทศไทย พบในป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ ป่าฟื้นตัวที่ค่อนข้างทึบ มักพบที่ความสูงต่ำกว่า 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ระดับ 1,500 เมตรพบได้บ้างจนถึงหายาก พบที่เทือกเขาของภาคตะวันออก เทือกเขาที่กั้นภาคกลางตอนบนกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือด้านตะวันออก และผืนป่าตะวันตกตอนบน
      

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     ฤดูกาลและพฤติกรรมการผสมพันธุ์เป็นเรื่องที่มีข้อมูลน้อยมาก รังที่นายบิงแฮม (1903) พบมีลักษณะกระทัดรัด อยู่บนพื้นที่โคนต้นไม้ ปากรังหันไปทางด้านล่างของที่ชัน มีชานด้านหน้าเล็กน้อย สร้างจากใบไม้ รากไม้และหญ้า ขณะที่ด้านในสร้างจากรากไม้สีดำเส้นเล็ก มีไข่สี่ใบ สีขาวมัน มีจุดสีม่วงเข้มเกือบดำกระจาย ไข่ค่อนข้างกว้าง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกแต้วแล้วธรรมดา  

สัตว์ปีก

Blue-winged Pitta(Moluccan Pitta)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pitta moluccensis

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกันมาก ต่างกันที่ขนาดตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ตัวเต็มวัยมีหัวสีดำ เหนือตามีลายพาดขนาดกว้างสีน้ำตาล ลำตัวด้านบนสีเขียว ขนคลุมขนปีกด้านบนตะโพกและขนคลุมโคนหางด้านบนเป็นสีน้ำเงินสด ลำตัวด้านล่างเป็นสีเนื้อถึงน้ำตาลแดง คอหอยสีขาว ตรงกลางท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบที่ค่อนข้างโปร่ง ป่าไผ่ ป่าฟื้นตัว ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนถึงระดับความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อาจพบระหว่างอพยพได้ในสวนและป่าโกงกาง ในประเทศไทยพบได้ที่ภาคเหนือ และภาคใต้ทั้งหมด เทือกเขาของภาคตะวันออกและเทือกเขาที่กั้นภาคกลางตอนบนกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในประเทศไทยพบในป่าเบญจพรรณและขอบป่าฟื้นตัว ในระหว่างการอพยพช่วงที่ยังไม่ผสมพันธุ์นั้น นกอยู่ได้ในถิ่นที่อยู่หลายชนิด ตั้งแต่ป่าโกงกาง ในส่วนที่โล่ง ป่าแสม ป่าฟื้นตัวที่แน่นทึบ สวนที่มีความทึบ กระทั่งสวนกาแฟ หรือแม้แต่ในป่าต่ำและเขาเตี้ยก็สามารถพบนกชนิดนี้ได้ ระหว่างฤดูหนาวที่นกอพยพจะสามารถพบได้ในที่โล่งแม้แต่สนามหญ้าของสวนชนบท
      

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ได้ในป่าหลายสภาพ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าไผ่ สวนยางพารา ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยว หรือเป็นคู่
     เคยมีการพบว่านกแต้วแล้วธรรมดาขยายพันธุ์ ทำรัง ตั้งแต่เดือนเมษายนในประเทศพม่า และยังพบไข่ในรังได้จนถึง 5 สิงหาคม นกจะทำรังเป็นรูปโดมบนพื้น พิงอยู่กับโครงสร้างอะไรสักอย่างที่แข็งเช่นฝั่งลำธารเล็กๆ และชอบทำรังในร่องระหว่างรากของต้นไม้ พบทำรังอยู่บนง่ามไม้สูง 60 เซนติเมตรจากพื้นดิน พบทำรังอยู่กับรากไทรที่ห้อยสูงจากพื้นดินประมาณ 4 เมตร เป็นนกที่หวงอาณาเขต และจะกลับมาทำรังที่เดิมทุกปี

สถานภาพปัจจุบัน
     นกอพยพที่มาขยายพันธุ์ช่วงหน้าแล้งจะพบน้อยมาก เป็นนกย้ายถิ่นเข้ามาทำรังวางไข่ในฤดูฝน นกแต้วแล้วธรรมดา จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์สงขลา
 


นกแต้วแล้วท้องดำ  

สัตว์ปีก

Gurney’s Pitta 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pitta gurneyi

ลักษณะทั่วไป
    
ลักษณะสีสันของเพศผู้และเพศเมียจะแตกต่างกัน โดยนกแต้วแล้วเพศผู้ บริเวณหัวและท้ายทอยจะมีสีน้ำเงินแกมฟ้าสดใส ตัดกับใบหน้าและหน้าผาก ซึ่งมีสีดำสนิทคอสีขาวครีม อกส่วนบนเป็นแถบสีเหลืองสด อกส่วนล่างจะมีสีดำเป็นมัน ท้องและก้นสีดำ ด้านข้างลำตัวเป็นสีเหลือง และมีลายสีดำสั้น ๆ คาดเป็นบั้ง ๆ ตลอดแนว ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง ปีกเป็นสีน้ำตาลเข้มกว่าลำตัวเล็กน้อย หางและขนคลุมทางด้านบนเป็นสีฟ้าอมเขียว ราวกับสีของเครื่องประดับประเภทหยก กลางหางเป็นสีดำเรียบ ๆ ขาเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ปากเป็นสีดำ ส่วนนกแต้วแล้วเพศเมีย ลักษณะเด่นก็คือ หัวและท้ายทอยสีน้ำตาลเหลือง บริเวณหัว ตา หลังตา และขนคลุมหูสีดำ คอสีเหลืองครีม บริเวณส่วนล่างของลำตัวมีสีขาวอมเหลืองและมีลายสีดำสั้น ๆ คาดตามขวางของลำตัว ส่วนหางและด้านบนของลำตัว ปีก รวมทั้งส่วนอื่น ๆ คล้ายเพศผู้ แต่เพศเมียจะมีขนาดย่อมกว่าเพศผู้เล็กน้อย โดยทั่วไปนกแต้วแล้วท้องดำมีขนาดความยาวประมาณ 22 เซนติเมตร เป็นนกที่มีขนาดเล็ก ลำตัวอ้วนป้อม หัวโต ขาแข็งแรง หางสั้น เวลาหากินชอบกระโดดอยู่ตามพื้นป่า และส่งเสียงร้องไปด้วย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกที่มีเขตการกระจายพันธุ์ค่อนข้างจำกัด อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 7-12 เหนือ พบได้ทางตอนใต้สุดของพม่า แถบเทือกเขาตะนาวศรี ในประเทศไทยเคยพบตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงจังหวัด ตรัง ชื่อเรียกพื้นบ้านของนกแต้วแล้วมีต่าง ๆ กัน ตามท้องถิ่น ได้แก่ นกแต้วแล้ว นกเต้าเล้า นกเต้นตามกวาง นกกระเต้น ( ปักษ์ใต้) หรือนกกอหล๋อ นกเต้นหัวแพร
     อาหารของนกแต้วแล้วท้องดำ ได้แก่ ไส้เดือน ตัวอ่อนของแมลง แมลงต่าง ๆ หอยทาก กบ ปลวก เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกแต้วแล้วท้องดำ ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้นและป่ารุ่นในระดับพื้นราบ ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่รวมกลุ่ม เดิน และชอบกระโดดหากินอยู่บนพื้นดิน บางครั้งเกาะตามกิ่งของไม้พุ่มหรือตามขอนไม้ เมื่อมีสิ่งรบกวนจะกระโดดเข้าไปหลบซ่อนตามพุ่มไม้ หรือบินหนี ในระยะที่ไม่ไกลและไม่สูงมากนัก
     นกแต้วแล้วท้องดำวางไข่ครั้งละประมาณ 3 – 4 ฟอง ไข่มีลักษณะสีขาวนวล แต้มด้วยจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ โดยทั่วไปนกแต้วแล้วท้องดำจะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม ระยะเวลาของการกกไข่ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ระหว่าง 10 - 14 วัน โดยทั้งพ่อแม่ช่วยกันกกไข่ เ มื่อไข่ฟักออกเป็นตัว พ่อแม่นกจะทำลายเปลือกไข่โดยกินเสียทั้งหมด เพื่อเป็นการอำพรางศัตรู เพียงหนึ่งสัปดาห์ลูกนกเริ่มมีขนเป็นเส้นกลม ๆ สีเทาดำอยู่ทั่วตัว เมื่ออายุได้ 14 วัน ขนจะขึ้นเต็มตัว จากการศึกษาพบว่าลูกนกจะออกจากรังเมื่ออายุประมาณ 15 - 16 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่หาได้ยาก และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในปัจจุบันมีรายงานการพบบ้างทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่พบนกแต้วแล้วท้องดำ และมีการจับคู่ทำรัง แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 จัดให้นกแต้วแล้วท้องดำ เป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 


นกตีทอง  

สัตว์ปีก

Coppersmith Barbet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Megalaima haemacephala

ลักษณะทั่วไป
    
นกตีทองเป็นนกจำพวกนกโพระดกขนาดเล็กที่สุด มีขนาดลำตัวประมาณ 16 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ขนด้านบนตัวมีสีเขียวสด หน้าอกมีแถบสีแดง และด้านใต้ตัวมีลายสีเขียวขนาดเล็ก คอเป็นสีเหลือง รอบตามีสีเหลืองและบนหัวมีแถบสีแดง ปากมีสีดำและมีขนแข็ง นกโตไม่เต็มวัยไม่มีสีแดงที่หน้าผาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศปากีสถาน จีน สุมาตรา ฟิลิปปินส์และในประเทศไทยพบอยู่ทุกภาค
     นกตีทองชอบกินเมล็ดพืช ผลไม้และแมลงบางชนิดเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่งตามเรือกสวนใกล้หมู่บ้าน มักอยู่แต่เฉพาะบนต้นไม้ ไม่ลงมาบนพื้นดิน ส่งเสียงร้องคล้ายเสียงค้อนเคาะโลหะซ้ำๆ ดัง "ต๊ง ต๊ง"
     นกตีทองทำรังอยู่ตามโพรงไม้ วางไข่ครั้งละ 4-5 ฟอง และช่วยกันกกไข่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ง่ายทั่วประเทศ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกตั้งล้อ  

สัตว์ปีก

Great Barbet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Megalaima virens

ลักษณะทั่วไป
    
จัดเป็นนกโพระดกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด บริเวณหัวและคอหอยสีน้ำเงินเข้มจนอาจเห็นเป็นสีดำ ปากใหญ่สีเหลืองซีด อกสีน้ำตาลเข้ม ท้องสีเหลืองซีดมีลายจุดเรียงกันเป็นแถบสีเขียวเข้มและสีน้ำเงินแกมเขียว ขนหางด้านล่างสีแดง หลังและโคนปีกสีน้ำตาลแกมเขียวเข้ม ลำตัวด้านบนส่วนอื่นสีเขียว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในรัฐแคชเมียร์ในประเทศอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว และเวียดนาม
     อาหารได้แก่ ผลไม้ เช่น ไทร หว้า ตะขบป่า ผลของไม้เถา นอกจากนี้ยังกินกลีบดอกไม้ เช่นกุหลาบขาว กุหลาบแดง ทองหลางป่า งิ้ว และแมลง เช่น ด้วง จักจั่น แมลงเม่า ผึ้ง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา มักพบอยู่โดดเดี่ยว บางครั้งพบอยู่เป็นคู่หรือฝูงเล็ก ๆ อาจพบอยู่ฝูงใหญ่มากบนต้นไม้ที่มีผลสุก มักเกาะตามยอดไม้สูงขณะเกาะมักส่งเสียงร้องดังกังวานมาก มันร้องเป็นเสียง "ตั้ง-ล้อ" ซ้ำกันหลายครั้ง เมื่อตัวหนึ่งร้อง ตัวอื่นจะร้องตอบ
     นกตั้งล้อผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตามโพรงต้นไม้ ไข่เป็น รูปรียาวสีขาว ในรังมีไข่ 3 ฟอง บางรังพบ 4 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 16-17 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกตะขาบทุ่ง  

สัตว์ปีก

Indian Roller 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Coracias benghalensis

ลักษณะทั่วไป
    
นกตะขาบทุ่งเป็นนกขนาดกลาง มีขนาดลำตัวประมาณ 33 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนบนกระหม่อมมีสีเขียวแกมฟ้า เหลือง และน้ำตาล บริเวณคอ ไหล่ อก และหลังเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว ปีกสีน้ำเงินแกมม่วง หางมีสีฟ้าคาดด้วยแถบสีน้ำเงิน บริเวณใต้ท้องและปีกเมื่อบินจะเห็นสีฟ้าสดแกมเขียว ปากหนาเรียวปลายแหลม และคอสั้น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย จีน อินโดจีน และในประเทศไทยพบอยู่ทั่วทุกภาค ยกเว้นทางตอนใต้ของภาคใต้ พบได้ที่ความสูงมากว่าหรือประมาณ 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล
     นกตะขาบทุ่งกินทั้งแมลง หนอน ไส้เดือน ลูกกบ เขียด สัตว์เลือยคลาน และสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยตามท้องนา ทุ่งหญ้า ป่าโปร่ง และบริเวณใกล้แหล่งกสิกรรม หรือหมู่บ้าน มักหากินอยู่ตามลำพัง แต่อยู่เป็นคู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ชอบเกาะอยู่นิ่งบนกิ่งไม้ และลงหากินตามพื้นดิน ชอบร้องเสียงดัง "ต้า ต้า"
     นกตะขาบทุ่งผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำรังบนต้นไม้บริเวณโพรงไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในบางครั้งจะแย่งรังหรือโพรงเก่าของนกอื่นเพื่อวางไข่ ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 2-5 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้บ่อยมากทั่วประเทศ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่


นกตะกรุม  

สัตว์ปีก

Lesser Adjutant 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Leptoptilos javanicus

ลักษณะทั่วไป
    
นกตะกรุมอยู่ในวงศ์นกกระสาเหมือนนกตะกราม แต่มีขนาดเล็กกว่า คือ มีขนาดลำตัวประมาณ 114 เซนติเมตร และไม่มีถุงใต้คอหรือขนสีขาวบริเวณฐานของคอเหมือนนกตะกราม ลำตัวด้านบนสีดำเหลือบ ใต้ท้องสีออกขาว ส่วนหัวและลำคอเป็นหนังสีเหลืองแกมแดง มีขนเป็นเส้นๆ ขึ้นกระจายห่างๆ จะงอยปากมีขนาดใหญ่สีเหลืองขุ่น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย ศรีลังกา พม่า มาเลเซีย บอร์เนียว ในประเทศไทยพบตามป่าชายเลน ป่าพรุ และบึงน้ำจืด แถวภาคกลางและภาคใต้
     อาหารได้แก่ ซากสัตว์ ปลา กบ สัตว์เลื้อยคลาน หอยทาก กุ้ง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ในที่โล่งแจ้ง ตามชายฝั่งทะเล หนอง บึง ทุ่งนา ชอบบินสูงเหมือนพวกแร้ง บางครั้งบินร่วมกับเหยี่ยวทะเล
     นกตะกรุมเริ่มจับคู่ราวเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม วางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ในฤดูผสมพันธุ์จะมีแต้มสีแดงบริเวณโคนปาก

สถานภาพปัจจุบัน
     ปัจจุบันจัดเป็นนกที่หายากมากและเชื่อว่าไม่มีการทำรังวางไข่ในประเทศไทยแล้ว เนื่องจากเป็นนกที่มีขนาดใหญ่จึงถูกล่าง่าย จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกตะกราม  

สัตว์ปีก

Greater Adjutant 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Leptoptilos dubius

ลักษณะทั่วไป
    
อยู่ในวงศ์นกกระสาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีขนาดลำตัวประมาณ 145 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน บนหัวและคอ เป็นหนังสีชมพูปนน้ำตาล มีขนประปรายไม่กี่เส้น ด้านข้างของคอจะมีสีดำคล้ายหนังตกกระ มีขนปุยสีขาวขึ้นรอบคอและไหล่ลักษณะคล้ายพวงมาลัย ขนปีกและหางสีดำ ขนใต้คอ และอกสีขาว ลักษณะเด่นชัดของนกตะกรามคือมีถุงลมคล้ายลูกโป่งห้อยอยู่ที่หน้าอก ถุงนี้ยืดหดได้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม ในประเทศไทยพบตามชายน้ำ ทุ่งนาและทุ่งหญ้า ในอดีตพบเกือบทุกภาคของประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้ แต่ปัจจุบันแทบไม่พบในธรรมชาติ
     นกตะกรามเป็นนกที่กินไม่เลือกทั้งปลา กุ้ง กบ เขียด งู และซากสัตว์เน่าเหม็น บางครั้งเข้าไปแย่งกินอาหารจากพวกนกแร้งด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินอยู่ตามหนองน้ำ ทุ่งนา ทะเลสาบ ที่โล่ง เป็นนกที่ไม่ส่งเสียงร้อง มักบินร่อนวนอยู่บนท้องฟ้าเช่นเดียวกับนกเหยี่ยวและนกแร้ง ชอบอยู่ตามลำพังหรือเป็นฝูงเล็ก ๆ มีการอพยพย้ายถิ่นไปมาระหว่างอินเดีย ไทย และกัมพูชา
     นกตะกรามผสมพันธุ์ในช่วงเดือนตุลาคม - มีนาคม ทำรังอยู่บนต้นไม้สูงหรือยอดเขาหินปูน โดยนำกิ่งไม้แห้งมาสานกันหยาบๆ ตรงกลางเป็นแอ่ง มักทำรังอยู่บนต้นไม้เดียวกันหลายรัง ปะปนกับรังนกชนิดอื่น ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ในฤดูผสมพันธุ์ แผ่นหนังของลำคอมีถุงสีแดงจัด

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่น และอพยพมาในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ แต่ปัจจุบันพบเห็นได้ยาก จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกแซงแซวหางปลา  

สัตว์ปีก

Black Drongo 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dicrurus macrocercus

ลักษณะทั่วไป
    
นกแซงแซวหางปลาตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนาดความยาวลำตัวประมาณ 28 เซนติเมตร ขนทั่วลำตัวมีสีดำเหลือบน้ำเงิน ปลายหางเป็นแฉกเว้าลึกคล้ายหางปลา ปากสีดำ นัยน์ตาสีแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอิหร่าน อินเดีย จีน ไต้หวัน ชวา อินโดจีน และในประเทศไทยเป็นนกประจำถิ่น พบทั่วไปเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไป ซึ่งจะพบว่าเป็นนกอพยพมาในช่วงฤดูหนาว
     นกแซงแซวหางปลากินแมลงต่าง ๆเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นนกแซงแซวชนิดเดียวที่ชอบเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ที่โล่งแจ้ง ตามท้องทุ่งริมทางตามแหล่งน้ำ ไม่ชอบลงมาตามพื้นดิน มักหากินเพียงตัวเดียว หรืออยู่เป็นคู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เป็นนกที่ไม่กลัวนกอื่น หากมีนกอื่นมาใกล้จะไล่จิกตี สามารถร้องเลียนเสียงนกชนิดอื่น กินอาหารโดยบินนออกจากที่เกาะโฉบจิกแมลงที่กำลังบินได้ บางครั้งออกหากินฝูงเล็กๆ 3-6 ตัว
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม ทำรังอยู่บนต้นไม้สูงด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ขัดสานเป็นรูปถ้วย มีแอ่งตรงกลางไว้วางไข่รองด้วยขนสัตว์และหญ้าอ่อน วางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่น และนกย้ายถิ่น ทั้งชนิดย้ายเข้ามาหากิน และย้ายถิ่นผ่านในช่วงฤดูหนาว พบได้บ่อยมากทั่วประเทศ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกชาปีไหน  

สัตว์ปีก

Nicobar Pigeon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Caloenas nicobarica

ลักษณะทั่วไป
    
อยู่ในวงศ์เดียวกับนกพิราบ เป็นนกขนาดกลาง ขนาดความยาวลำตัวประมาณ 41 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ขนทั่วตัวสีเขียวเหลือบเหลืองและม่วง ปลายปีกสีดำน้ำเงิน มีขนสร้อยคอยาว ตัวเมียขนสร้อยคอสั้นกว่าของตัวผู้เล็กน้อย มีหางสั้นมาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในหมู่เกาะอันดามัน มาเลเซีย โซโลมอน ฟิลิปปินส์ ไทย กัมพูชา ในประเทศไทยพบตามเกาะทางภาคใต้ ทางฝั่งอันดามัน เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน
     อาหารได้แก่ เมล็ดพืช ผลไม้ที่หล่นตามพื้นดิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยและหากินบนพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ อาจหากินอยู่ตัวเดียว เป็นคู่หรือฝูงเล็กๆ บินได้เก่งพอสมควร ไม่ชอบร้อง นาน ๆ จึงจะได้ยินเสียงร้องครั้งหนึ่ง
     นกชาปีไหนผสมพันธุ์ประมาณเดือนมกราคม-พฤษภาคม วางไข่ครั้งละ 1-2 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 24 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา


นกจอกป่าหัวโต  

สัตว์ปีก

Brown Barbet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Calorhamphus fuliginosus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดเล็ก ปากค่อนข้างใหญ่สีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลเข้ม อาจมีลายแต้มสีเหลือง คอหอยและคอด้านล่างสีส้ม ลำตัวด้านล่างสีขาวแกมเทา ขาและนิ้วสีแดงสดหรือสีส้มเห็นได้ชัดเจน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในรัฐแคชเมียร์ในประเทศอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ลาว เวียดนาม และไทยพบฉพาะภาคใต้
     อาหารได้แก่ ผลไม้ เช่น ไทร หว้า ตะขบป่า ผลของไม้เถา นอกจากนี้ยังกินกลีบดอกไม้ เช่นกุหลาบขาว กุหลาบแดง ทองหลางป่า งิ้ว และแมลง เช่น ด้วง จักจั่น แมลงเม่า ผึ้ง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น และป่ารุ่น พบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่ หรือฝูงเล็ก ๆ ประมาณ 3-4 ตัว ปกติเกาะอยู่ตามใบไม้ กิ่งไม้ และลำต้นของต้นไม้สูง โดยสามารถเกาะได้ทุกแนวระดับ แต่บางครั้งก็ลงมาเกาะในระดับต่ำ หรือลงมายืนตามพื้นป่า นกจอกหัวโตร้องเสียงแหลมและสูง แต่ไม่ดังนัก
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตามโพรงบนต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ยืนต้นตายหรือค่อนข้างผุ

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 


นกเงือกหัวหงอก  

สัตว์ปีก

White-crowned Hornbill(White-crested Hornbill)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Berenicornis comatus

ลักษณะทั่วไป
    
นกเงือกหัวหงอกมีขนาดความยาวลำตัวประมาณ 90 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ส่วนหัว คอ หน้าอก และปลายปีกของตัวผู้มีสีขาว นอกนั้นมีสีดำ ส่วนตัวเมียมีคอและตัวสีดำ ปากมีขนาดใหญ่สีเทาดำ ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีหงอนขนเป็นสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย เวียดนาม เทือกเขาตะนาวศรี สำหรับในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้ และบางแห่งของภาคตะวันตก เช่นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
     อาหารได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดเล็ก เช่น งู จิ้งเหลน กิ้งก่า รวมถึงผลไม้ชนิดต่าง ๆ ด้วย เช่น ผลไม้ ลูกไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ชอบส่งเสียงร้องดังอยู่เสมอ อาศัยตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับเชิงเขาจนกระทั่งความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเลหรือสูงกว่า
     พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกเงือกหัวหงอก เป็นลักษณะเดียวกับนกเงือกชนิดอื่น โดยตลอดชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนคู่เลย ตัวเมียจะวางไข่ในโพรงไม้ ตัวผู้เป็นฝ่ายหาอาหารมาป้อนแม่นกและลูกนก

สถานภาพปัจจุบัน
     ปัจจุบันมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกเงือกหัวแรด  

สัตว์ปีก

Rhinoceros Hornbill 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Buceros rhinoceros

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกเงือกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความยาวลำตัวประมาณ 120 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย โดยตัวเมียมีขนาดลำตัวเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย มีโหนกบริเวณหูและตาซีดกว่าตัวผู้ นอกนั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก ขนบนปีกและตัวสีดำ ท้องและหางมีสีขาวและมีแถบสีดำพาดตามขวางตรงใกล้ปลายหาง คล้ายกับนกกาฮัง โหนกบริเวณเหนือปากเป็นรูปโค้งขึ้นทางด้านบน ตรงโคนโหนกมีสีแดงบริเวณตอนหน้าของส่วนที่โค้งขึ้นทางด้านบน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสงขลาลงไป
     อาหารได้แก่ งู จิ้งเหลน กิ้งก่า ผลไม้ ลูกไม้ สัตว์เล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบในระดับความสูงไม่เกิน 4,000 ฟุต หรือ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล มักเกาะบนกิ่งไม้สูง
     พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกเงือกหัวแรดเหมือนกับนกเงือกอื่น ๆ โดยทำรังไข่อยู่ตามโพรงไม้ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายหาอาหารมาเลี้ยงแม่นกและลูกนก

สถานภาพปัจจุบัน
     ปัจจุบันมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกเงือกเล็ก(นกแก๊ก, นกแกง) 

สัตว์ปีก

Indian Pied Hornbill(Oriental Pied Hornbill)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anthracoceros albirostris

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกเงือกที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย ลำตัวยาว 70 เซนติเมตร สีตัวส่วนใหญ่เป็นสีดำ มีสีขาวแซมบ้างบริเวณท้อง แก้ม ปลายปีกและปลายหาง มีปากใหญ่มากสีเหลือง และมีโหนกขนาดใหญ่อยู่เหนือปากด้านบน นกตัวเมียมีขนาดเล็กกว่านกตัวผู้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง อินเดีย จีนตอนใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ชนิดย่อย albirostris พบทั่วประเทศ ส่วนชนิดย่อย convexus พบเฉพาะทางภาคใต้ตอนล่าง
     นกเงือกเล็กกินผลไม้ ลูกไม้ โดยเฉพาะลูกไทร มะเดื่อ รวมทั้งแมลง และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินเป็นกลุ่มอยู่บนต้นไม้ใหญ่ กินผลไม้ ลูกไม้ แมลง และสัตว์เลื้อยคลาขนาดเล็ก ชอบร้องเสียงดัง "แก๊ก แก๊ก แก๊ก"
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม ทำรังอยู่ในโพรงไม้ใหญ่ วางไข่ครั้งละ 2 - 3 ฟอง ในระยะฟักไข่ แม่นกจะเข้าไปอยู่ในรังก่อนที่พ่อนกจะปิดปากรัง เหลือช่องเล็ก ๆ เอาไว้ให้พ่อนกป้อนอาหาร และให้แม่นกและลูก ๆ ถ่ายมูล แม่นกจะอยู่ในรังจนกว่าไข่จะฟักออกมาเป็นตัว จึงช่วยกันเปิดปากรังออกมา

สถานภาพปัจจุบัน
     นกประจำถิ่นที่พบได้น้อยทั่วทุกภาค จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกเงือกปากดำ  

สัตว์ปีก

Bushy-crested Hornbill 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anorrhinus galeritus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่ปาก ตัวผู้ปากสีดำ ตัวเมียสีจางกว่า ขนทั่วตัวดำ ยกเว้นที่โคนหางมีสีขาว ปลายหางสุดสีดำ บนหัวมีขนขึ้นคล้ายหงอน ปากพร้อมทั้งสันบนปากเป็นสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกเงือกปากดำมีถิ่นกำเนิดตามเทือกเขาตะนาวศรี ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยมีเฉพาะภาคใต้
     นกชนิดนี้กินผลไม้และแมลงต่างๆ รวมทั้งสัตว์เล็ก ๆ เช่น กิ้งก่า แย้ งู

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกเงือกปากดำชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบทึบ มักเกาะอยู่บนยอดไม้สูง เป็นนกค่อนข้างเปรียว เข้าไปใกล้ได้ยาก ชอบอยู่เป็นฝูง ทำรังในโพรงไม้และมักทำรังอยู่ที่เดิมตลอดไป แต่จะซ่อมแซมใหม่อยู่เสมอ แม่นกจะถือโอกาสที่กกไข่และเลี้ยงลูกอยู่ในนี้ทำการผลัดขน นกเงือกปากดำเป็นนกที่หายากและเลี้ยงยาก ถ้าจับมาเมื่อโตเต็มที่แล้วจะเลี้ยงไม่รอด
     นกชนิดนี้วางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง เชื่อกันว่า นกเงือกจะอยู่กับคู่ของมันตลอดชีวิต

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา


นกเงือกกราวด์  

สัตว์ปีก

Ground Hornbill 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Bucorvus leadbeateri

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกเงือกประเภทหนึ่งที่ดำรงชีวิตแตกต่างจากนกเงือกทั่วไป นิ้วเท้ามีลักษณะสั้นทู่ไม่เหมาะสำหรับการเกาะจับกิ่งไม้ จะลงมาดำรงชีวิตอยู่ตามพื้นดิน ตามความหมายของ “กราวด์ฮอร์นบิล” จึงหมายถึง “นกเงือกพื้นดิน” นั่นเอง ขนาดของลำตัวใกล้เคียงกับไก่งวง จะงอยปากใหญ่ ขาค่อนข้างยาวกว่านกเงือกอื่น ๆ บริเวณใบหน้ามีหนังสีแดงรอบตา ใต้คอมีถุงสีแดง ขนลำตัวและปีกมีสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     อาศัยอยู่ตามพื้นดิน หากินอยู่ตามทุ่งหญ้าริมหนองน้ำ บริเวณทุ่งหญ้าสะวันนาของทวีปแอฟริกา
     อาหารที่นกเงือกกราวด์กินมีทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ เมล็ดพืช ผลไม้ แมลง งู นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
      

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 


นกเงือกกรามช้างปากเรียบ  

สัตว์ปีก

Plain-pouched Hornbill(Blyth's Hornbill)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Rhyticeros subruficollis

ลักษณะทั่วไป
    
มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ลักษณะโดยทั่วไปของนกชนิดนี้คล้ายคลึงกับนกเงือกกรามช้างชนิดธรรมดา แต่แตกต่างกันตรงที่โคนปากบนและปากล่างไม่มีรอยย่น และไม่มีแถบสีดำ ที่ถุงบริเวณคอ ตัวผู้มีคอสีขาวและมีถุงที่โป่งออกสีเหลือง ส่วนตัวเมียมีคอสีดำและถุงเนื้อสีเทาหม่น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในสุมาตรา พม่า และในประเทศไทยพบทางฝั่งตะวันตก
     นกชนิดนี้ชอบกินผลไม้สุก สัตว์เลื้อยคลานต่าง ๆ ตามป่าเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ โดยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้สูง ชอบอยู่เป็นคู่หรือฝูงเล็ก ๆ มักออกบินเป็นฝูงในตอนเช้าและตอนเย็น และบินออกจากรังไปหาอาหารไกล ๆ
     นกเงือกกรามช้างปากเรียบทำรังอยู่ในโพรงไม้บนต้นไม้ใหญ่บริเวณหุบเขา วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต
 


นกเค้าป่าสีน้ำตาล  

สัตว์ปีก

Brown Wood-Owl 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Strix leptogrammica

ลักษณะทั่วไป
    
นกเค้าป่าสีน้ำตาล จัดเป็นนกเค้าขนาดใหญ่ ขนาดลำตัวประมาณ 55 เซติเมตร ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลเข้ม บริเวณหน้ามีรูปวงกลมสีน้ำตาลแกมแดง เหนือดวงตามีแถบสีขาว บริเวณปีกและหางมีลายขีดสีน้ำตาลจาง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย จีน ไหหลำ ไต้หวัน ซูดาน พม่า มาเลเซีย เวียดนาม ตังเกี๋ย และลาว สำหรับประเทศไทยมีทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
     อาหารได้แก่ นกขนาดเล็ก สัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยตามป่าดงดิบและป่าผสมผลัดใบ มักออกหากินตามลำพังตัวเดียว
     นกเค้าป่าสีน้ำตาลจับคู่ผสมพันธุ์ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ถึงพฤษภาคม โดยทำรังตามหน้าผา ในถ้ำหรือโพรงไม้ วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกคูรัสโซ  

สัตว์ปีก

Curassow 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Crax Rubra

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกที่มีลักษณะคล้ายไก่ฟ้า มักอาศัยอยู่บนยอดต้นไม้ นานๆครั้งถึงจะลงมาหากินบนพื้นดิน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นกำเนิดอยุ่ในแถบทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้
     อาหารของนกคูรัสโซได้แก่ พวกผลไม้ ตัวหนอน และแมลง


สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกคุ่มสี  

สัตว์ปีก

Blue-breasted Quail 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Coturnix chinensis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดเล็กมาก ตัวผู้มีสีสันเด่นกว่านกคุ่มชนิดอื่น โดยบริเวณหน้าผาก คิ้ว และด้านข้างของคอเป็นสีน้ำเงินแกมเทา บริเวณใต้ตามีแถบสีขาว 2 แถบ คอหอยสีดำและด้านล่างมีแถบใหญ่สีขาว อกและสีข้างเป็นสีน้ำเงินแกมเทา ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลเข้มมีลายจุดและลายขีดสีดำกระจายอยู่ ลำตัวด้านล่างส่วนที่เหลือเป็นสีน้ำตาลแดง ตัวเมียมีลำตัวด้านบนคล้ายกับตัวผู้ คอหอยสีเนื้อ ลำตัวด้านล่างสีเนื้อแกมม่วง อกและสีข้างมีลายแถบสีออกดำ นิ้วสีเหลืองเข้ม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในประเทศอินเดีย หมู่เกาะนิโคบาร์ตอนใต้ของจีน เกาะไต้หวัน เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ ฟิลิปปินส์ จนถึงทวีปออสเตรเลีย
     อาหารได้แก่ เมล็ดหญ้า ธัญพืช สัตว์และแมลงขนาดเล็กที่อยู่ตามพื้นดิน โดยเฉพาะปลวก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าหญ้า ป่าละเมาะ และทุ่งโล่ง พบอยู่เป็นคู่หรือฝูงเล็ก ๆ มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวัน หากินตามพื้นดิน เมื่อมีศัตรูซ่อนตามกอหญ้า
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังด้วยการขุดดินให้เป็นแอ่งเล็ก ๆ บริเวณที่เป็นซุ้มกอหญ้าหรือกอพืช อาจนำใบไม้หรือใบหญ้ามาวางในแอ่งเพื่อรองรับไข่ ออกไข่ครั้งละประมาณ 5-7 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 


นกคาสโซวารี่  

สัตว์ปีก

Southern Cassowary 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Casuarius casuarius

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่ที่บินไม่ได้ มีความสูงประมาณ 100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 85 กิโลกรัม ขาสั้น และแข็งแรง ขนทั่วทั้งตัวมีลักษณะคล้ายเส้นผมไม่เหมือนขนนกทั่ว ๆไป ซึ่งช่วยป้องกันดงหนามของไม้พุ่มต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นนกที่ไม่มีหางและปีกก็เล็กมาก บนหัวจะมีสันกระดูกดูเด่นสะดุดตา หัวและคอไม่มีขน หนังจะเป็นสีแดง ฟ้า ม่วง และเหลือง ขาจะมี 3 นิ้ว ซึ่งต่างจากนกกระจอกเทศที่มี 2 นิ้ว ทั้ง 2 เพศจะมีลักษณะเหมือนกัน คือขนเป็นสีดำทั่วทั้งตัว แต่ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบอยู่ในทวีปออสเตรเลียและเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ออสเตรเลียเท่านั้น
     อาหารส่วนใหญ่ของนกคาสโซวารี่คือพวกลูกไม้ ผลไม้ แต่อาจกินพืช แมลง และสัตว์เล็ก ๆ พวกมันสามารถวิ่งได้เร็วมากถึง 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนั้นยังสามารถว่ายน้ำได้อีกด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นนกที่ขี้อาย ระมัดระวังตัวมาก ปกติจะอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ หากินตอนเย็น ๆ หรือเช้ามืด แต่มันมักจะมีอารมณ์เสียง่าย และชอบต่อสู้ เวลาต่อสู้มันจะยกเท้าเข้าเตะทำให้ศัตรูเกิดแผลฉกรรจ์ได้จากเล็บที่นิ้วเท้า
     เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ นกคาสโซวารี่จะทำรังอยู่บนพื้นดิน ขุดเป็นหลุมตื้น ๆ ปูรองด้วยใบไม้ ออกไข่ชุดละ 3-6 ฟอง ไข่มีสีเขียวเข้ม ตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 49-56 วัน ลูกนกจะมีลำตัวลาย ๆ ตามยาว พ่อแม่นกจะช่วยกันเลี้ยงลูก


สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 


นกค๊อกคาเทล  

สัตว์ปีก

Cockatiel 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Nymphicus hollandicus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดเล็ก ขนาดลำตัวยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ตัวผู้มีลำตัวเป็นสีเทา ๆ ปีกจะเป็นแถบสีขาว หัวเป็นสีเหลืองอ่อน หงอนยาวสูงขึ้นมาที่แก้ม มีหย่อมสีส้มเด่นชัดปากเป็นสีเทา ตัวเมียจะคล้ายกับตัวผู้ แต่หัวจะเป็นสีเหลืองอมเทา สีส้มที่แก้มไม่เด่นชัดนัก และหางจะเป็นสีเหลืองมีลายขีดสีเทาขวางอยู่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลีย
     อาหารได้แก่ เมล็ดหญ้า เมล็ดพืชล้มลุก ผลไม้ ลูกไม้ขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามทุ่งโล่งใกล้ ๆ กับแหล่งน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ห่างจากชายฝั่งทะเลของออสเตรเลีย มักจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือเป็นคู่ๆ ขณะบินจะเกิดเสียงจนสามารถได้ยิน
     ชอบอยู่ตามทุ่งโล่งใกล้ ๆ กับแหล่งน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ห่างจากชายฝั่งทะเลของออสเตรเลีย มักจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือเป็นคู่ๆ ขณะบินจะเกิดเสียงจนสามารถได้ยิน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 


นกแขวก  

สัตว์ปีก

Black-crowned Night-heron(Night Heron)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Nycticorax nycticorax

ลักษณะทั่วไป
    
ปกติแล้วตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน บนหัวและขนเปียมีสีน้ำเงินเข้ม ขนบนหลังสีดำแกมน้ำเงิน ปีกและหางสีเทา บริเวณหน้าผากใต้คอ ท้องและใต้หางสีขาว ช่วงฤดูผสมพันธุ์ขนเปียสีดำจะเปลี่ยนเป็นสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเซีย ได้แก่ อินเดีย จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย อินโดจีน และในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน
     อาหารได้แก่ กุ้ง ปลา หอย กบ เขียด และแมลงตามแหล่งน้ำตื้น ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกแขวกออกหากินในเวลากลางคืน ในเวลากลางวันจะพักผ่อนตามต้นไม้ร่มครึ้ม เช่น ก่อไผ่ บริเวณริมฝั่งใกล้หนองบึงและแม่น้ำ
     นกแขวกมีการผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาวโดยทำรังอยู่ร่วมกัน บนต้นไม้เดียวกัน โดยมักปะปนอยู่กับนกยางชนิดต่าง ๆ ทำรังด้วยกิ่งไม้เล็กแห้งเล็ก ๆ วางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง ไข่มีลักษณะรียาว สีเขียวน้ำทะเลไม่มีลวดลาย ใช้เวลาฟัก 21-24 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นทั้งนกประจำถิ่น และนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 


นกแขกเต้า(นกแก้วแขกเต้า)

สัตว์ปีก

Red-breasted Parakeet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Psittacula alexandri

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกแก้วขนาดกลาง มีความยาวลำตัวประมาณ 36 เซนติเมตร ตัวผู้มีส่วนหัว แก้ม และใต้คางเป็นสีเทาอมแดงจางๆ มีเส้นสีดำคาดระหว่างตาและขากรรไกรล่าง มีปีกสีเขียวและมีหย่อมสีเหลืองคาดอยู่ ขนหางคู่กลางยาว เป็นสีฟ้าแต่ส่วนปลายเป็นสีเหลือง มีอกสีชมพู ท้องสีเขียวอมฟ้า ปากสีแดง ตัวเมียจะคล้ายกับตัวผู้แต่ขนหัวจะเป็นสีเทาแกมฟ้ามากกว่า และปากสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ที่พบน้อยมาก
     อาหารได้แก่ เมล็ดพืช ลูกไม้ป่า ผลไม้ ยอดไม้ น้ำหวาน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าไม้ทั่วไป ป่าไม้พุ่ม และป่าโกงกาง อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากินอยู่บนต้นไม้
     นกแขกเต้าวางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง มีระยะฟักไข่นาน 28 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 


นกเขียวคราม  

สัตว์ปีก

Asian Fairy-bluebird 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Irena puella

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกประจำถิ่นของไทย (นกที่พบในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 915 ชนิด มีทั้งนกที่อพยพเข้ามาพักพิงในบางฤดูแล้วบินกลับไปยังถิ่นเดิมก็มี ส่วนนกประจำถิ่นจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดไม่มีการย้ายถิ่น) นกเขียวครามมีขนาดลำตัวประมาณ 25 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ตัวผู้มีขนบริเวณหลังและบนหัวสีฟ้าสด ด้านล่างปลายปีกและหางมีสีดำ ส่วนตัวเมียมีสีฟ้าหม่น ขนหางและปลายปีกมีสีค่อนข้างดำ ทั้งสองเพศมีตาสีแดงชัดเจน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย จีน อินโดจีน มาเลเซีย และประเทศไทยพบอยู่ทั่วทุกภาค แต่จะพบมากทางภาคเหนือของประเทศไทย
     นกเขียวครามชอบกินผลไม้ต่าง ๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามลำพังเพียงตัวเดียว หรืออาจอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ มักส่งเสียงร้องและบินไปมาเสมอ
     นกเขียวครามผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำรังอยู่บนต้นไม้สูงด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆรากไม้และใบหญ้า วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 


นกเขาใหญ่ (นกเขาหลวง)

สัตว์ปีก

Spotted Dove 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Streptopelia chinensis

ลักษณะทั่วไป
    
นกเขาใหญ่ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกัน บนหัวมีสีเทาและหลังสีน้ำตาลอกแดงและคอสีน้ำตาลอมแดง ลักษณะที่เด่นชัดคือ มีแถบสีดำจุดขาวคาดบริเวณคอด้านหลัง แถบดังกล่าวนี้พบทั้งตัวผู้และตัวเมีย ยกเว้นตัวที่โตไม่เต็มที่จะยังไม่ปรากฏ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พยในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย จีน ไต้หวัน เวียดนาม กัมพูชา และในประเทศไทยพบในทั่วทุกภาค
     นกเขาใหญ่ชอบกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร ได้แก่ ข้าวฟ่าง และธัญพืชต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งนา ป่าโปร่ง แหล่งที่มีการเพาะปลูกพืชไร่ มักอยู่เป็นคู่และขันคูในตอนเช้าเย็น มักลงมาหากินตามพื้นดิน เวลาขันจะมีเสียงไพเราะ คนจึงนิยมนำนกเขาชนิดนี้มาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
     ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ โดยใช้กิ่งไม้ขัดสานกันทำให้เป็นแอ่งเพื่อวางไข่ ปกติจะวางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง
 


นกเขาลายใหญ่  

สัตว์ปีก

Barred Cuckoo Dove 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macropygia unchall

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกเขาขนาดใหญ่ มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 38 เซนติเมตร ตัวโตกว่านกเขาหลวง และมีหางยาวกว่ามาก ตัวสีน้ำตาลค่อนข้างแดง มีลายขวางสีดำทั่วไป ตรงส่วนบนของคอมีเหลือบเขียว ส่วนล่างเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตัวเมียมีลายขวางที่หน้าอกและใต้ท้อง ม่านตาสีแดง วงในของนัยตาเป็นสีฟ้า ปากสีดำ แข้งและเท้าสีน้ำตาลคล้ำแกมแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในจีน ไหหลำ สุมาตรา มาเลเซีย ไทย กัมพูชา ลาว ในประเทศไทยพบตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกบางส่วน
     อาหารได้แก่ ข้าวเปลือก และเมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามป่า บนภูเขาสูง ชอบลงกินข้าวเปลือกและเมล็ดพืช ตามไร่เชิงเขาพื้นนาดอน
     นกเขาลายใหญ่ผสมพันธุ์ปลายฤดูร้อนไปจนต้นฤดูฝน ในรังหนึ่งมีไข่ 3-4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 


นกเขาไฟ  

สัตว์ปีก

Red Collared Dove 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Streptopelia tranquebarica

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกเขาขนาดเล็ก ตัวขนาดเท่านกเอี้ยง ขนาดลำตัวประมาณ 23 เซนติเมตร ตัวผู้ปีกสีน้ำตาลแดง หัวสีเทา ตัวสีค่อนข้างแดง ทางด้านหลังคอของตัวเมียมีแถบดำเล็กๆ พาดจากคอข้างหนึ่งวนไปยังอีกข้างหนึ่ง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอันดามัน อินเดีย ลังกา พม่า ยูนนาน จีน ไหหลำ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ซึ่งในประเทศไทยพบได้ทั่วไปยกเว้นภาคใต้
     อาหารได้แก่ เมล็ดข้าว เมล็ดพืช แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าละเมาะชายทุ่ง และตามทุ่งนา ไม่ชอบป่าดงดิบ ปกติชอบอยู่ตามทุ่งที่ราบต่ำ มักพบเป็นคู่ หรือ ฝูงเล็กๆ 4 - 5 ตัว เสียงขันไม่ไพเราะ คนจึงไม่ชอบเลี้ยงนกชนิดนี้
     นกเขาไฟเริ่มผสมพันธุ์ในเดือนมีนาคม-สิงหาคม วางไข่ ครั้งละ 2 - 3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่
 


นกเขาเปล้า 

สัตว์ปีก

Thick-billed Green Pigeon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Treron curvirostra

ลักษณะทั่วไป
    
นกเขาเปล้า เป็นนกเขาขนาดกลาง มีขนาดลำตัว 27 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ตัวผู้มีขนบนกระหม่อมสีเทา หน้าอกสีเขียว บนหลังและปีกมีสีแดงเลือดนก ขนคลุมใต้โคนหางสีน้ำตาลแดง ปากสีเขียวอมเหลือง โคนปากสีแดง ขาแดง และหนังรอบตาสีฟ้า ส่วนตัวเมียมีหัวสีเขียวขนคลุมใต้โคนหางสีครีม ปีกมีแถบสีเหลืองเล็ก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชีย แถบประเทศเนปาล จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และประเทศไทย พบอยู่ทั่วทุกภาค
     นกเขาเปล้าชอบกินเมล็ดพืชและผลไม้ต่าง ๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกเขาเปล้าชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ ตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงระดับสูงราว 4,000 ฟุต มักอยู่ใกล้หมู่บ้าน และแหล่งเกษตรกรรม
     นกชนิดนี้ทำรังอยู่ตามต้นไม้เล็ก ๆ หรือตามพุ่มไม้ ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน วางไข่ครั้งละ 2- 4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

นกเขาเขียว  

สัตว์ปีก

Emerald Dove(Green-winged Pigeon)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Chalcophaps indica

ลักษณะทั่วไป
    
นกเขาเขียว มีขนาดลำตัวประมาณ 25 เซนติเมตร มีขนบนหลังสีเขียวสด ตรงใกล้โคนหางมีแถบขาวสองแถบพาดตามขวาง ลักษณะของตัวผู้และตัวเมียแตกต่างกัน ตัวผู้มีหน้าผากและคิ้วสีขาว บนกระหม่อมมีสีเทา ส่วนตัวเมียมีสีหม่นกว่าและบนกระหม่อมมีสีน้ำตาล
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดจีน และในประเทศไทยพบบ่อยเกือบทุกภาคยกเว้นภาคกลาง
     นกเขาเขียวชอบกินเมล็ดพืชและแมลงบางชนิด เช่น ปลวกเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ บินไม่ค่อยสูงนัก มักลงหากินบนพื้นดินตามลำพัง และขันคูเสียงเบา ๆ อยู่เสมอ
     นกเขาเขียวผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำรังด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ตามพุ่มไม้และป่าไผ่ ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกขุนแผน(นกสาลิกาดง) 

สัตว์ปีก

Red-billed Blue Magpie 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Urocissa erythrorhyncha

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดเล็ก ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะที่เหมือนกัน โดยมีบริเวณหัวถึงลำคอสีดำ ขนบริเวณลำตัวมีสีฟ้าแกมม่วง ส่วนโคนปีกมีสีฟ้าแกมม่วง ด้านปลายปีกสีขาว นกขุนแผนมีหางสวยงามและยาวมาก มีสีฟ้าแกมม่วงส่วนบริเวณปลายหางมีสีขาว มีขนหางคู่บนยาวกว่าคู่อื่น ๆ ปากสีแดง ขาสีแดงส้มและตาสีดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบเทือกเขาหิมาลัย จีน พม่า อินโดจีน ในประเทศไทยพบทางภาคต่าง ๆ ยกเว้นภาคใต้
     นกขุนแผนกินผลไม้ที่หล่นลงมาบนพื้นดิน หาแมลงและสัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ กินเป็นอาหาร รวมทั้งไข่นก ลูกนกด้วย บางครั้งกินนกที่มีขนาดเล็กหรืออ่อนแอกว่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ตามป่าละเมาะ ป่าโปร่ง นกขุนแผนมักส่งเสียงร้องขณะที่มันเริ่มออกหากิน บางเวลามันอาจลงมาหากินตามพื้นดิน ซอกก้อนหิน ซอกไม้ผุๆ
     ฤดูผสมพันธุ์ของนกขุนแผนคือช่วงประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคม จะทำรังโดยนำกิ่งไม้เล็ก ๆ มาขัดสานกันเป็นแอ่งตรงกลาง และรองพื้นด้วยรากไม้หรือใบไม้ที่มันพอจะหาได้ในบริเวณนั้น นกขุนแผนตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ 3-6 ฟอง อยู่สูงจากพื้น 6-8 เมตร

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกขุนทอง  

สัตว์ปีก

Hill Myna(Talking Myna or Grackle)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Gracula religiosa

ลักษณะทั่วไป
    
ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ขนทั่วตัวสีดำเหลือบเขียวและม่วงเงาๆ ยกเว้นที่โคนขนปีกด้านล่างมีแถบสีขาว นัยน์ตาสีน้ำตาล ปากสีแดงส้ม มีเหนียงขนาดเล็กสีเหลืองแดงสดที่ด้านข้างของใบหน้าใต้ตา และมีเหนียงขนาดใหญ่สีเหลืองสดเช่นเดียวกันคลุมทั่วท้ายทอย นกขุนทองทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไปมีลำตัวใหญ่ เรียกนกขุนทองควาย มีเหนียงทั้งสองดังกล่าวไม่เชื่อมติดกัน( G.r. religiosa) ส่วนนกขุนทองที่พบเหนือคอคอดกระขึ้นมามีขนาดเล็กกว่า และเหนียงทั้งสองชนิดเชื่อมติดกัน (G.r. intermedia)
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม สุมาตรา อินโดนีเซีย และ บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบทุกภาคยกเว้นที่ราบลุ่มภาคกลางเท่านั้น
     นกขุนทองกินทุกอย่างทั้งพืชและสัตว์ แต่ชอบผลไม้มากกว่า เช่น กล้วย มะละกอ และลูกไม้ต่าง ๆ รวมทั้งพริกด้วย กินแมลง ปลวก ตัวหนอน ไข่มด ข้าวสุก ไข่ต้มก็ชอบ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบเขา ชอบเกาะยอดกิ่งไม้สูง ๆ อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ๆ ตามป่าลึกเชิงเขามีชุกชุม เชื่องคน คนนิยมเลี้ยงเพราะสามารถพูดเลียนเสียงคน
     นกขุนทองผสมพันธุ์เดือนเมษายน-มิถุนายน ทำรังออกไข่ในโพรงไม้สูง ปูโพรงด้วยเศษหญ้าแห้ง ขน สิ่งสกปรก ตลอดจนเปลือกไม้ ไข่ชุดละ 2-3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

นกขมิ้นท้ายทอยดำ  

สัตว์ปีก

Black-naped Oriole 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Oriolus chinensis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดเล็กลำตัวยาว 27 เซนติเมตร สีตัวส่วนใหญ่เป็นสีเหลืองสดใส มีแถบหนาสีดำคาดจากโคนปากไปจรดกันที่ท้ายทอย ปีกและหางบางส่วนเป็นสีดำ ปากแหลมแข็งแรงสีส้ม นกตัวเมียสีไม่เหลืองสดใสเหมือนนกตัวผู้ แต่จะเป็นสีเหลืองอมเขียว นกวัยอ่อนมีลายขีดสีดำบริเวณท้อง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแถบ เอเชียตะวันออก อินเดีย หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ จีน ไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะซุนดา ซุลาเวสี และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประเทศไทย พบได้ทั้งประเทศ เพราะเป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์
     นกขมิ้นท้ายทอยดำกินแมลง ผลไม้สุก และ น้ำหวานดอกไม้ โดยเฉพาะต้นทองหลางและต้นงิ้ว

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าชายเลน สวนผลไม้ และป่าละเมาะ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนถึงความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชอบอยู่เดี่ยวๆ หรือเป็นคู่ ชอบเกาะบนต้นไม้บินขึ้นๆ ลงๆ
     ยังไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ของนกชนิดนี้ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน แต่คาดว่ามีนกส่วนหนึ่งมีการผสมพันธุ์ในประเทศไทย พบบ่อยปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

นกโกโรโกโส  

สัตว์ปีก

Coal-billed Ground Cuckoo 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Carpococcyx renauldi

ลักษณะทั่วไป
    
มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนบนหัวและปีกมีสีเทาอมม่วง หัวและคอสีดำ หางสีดำ ปากสีแดง ขาสีแดง ขาค่อนข้างยาวและปากมีลักษณะโค้งเล็กน้อย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเซีย บริเวณแหลมอินโดจีน ในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและเฉียงใต้
     อาหารได้แก่ แมลง สัตว์ขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ ป่าโปร่ง หากินตามพื้นดิน ถ้าถูกรบกวนจะเดินหนีอย่างรวดเร็ว ไม่ชอบบิน แต่เวลานอนจะขึ้นไปเกาะบนต้นไม้
      

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

นกแก้วหัวแพร  

สัตว์ปีก

Blossom-headed Parakeet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Psittacula roseata

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกแก้วขนาดกลาง มีความยาวลำตัว 33 เซนติเมตร นกแก้วหัวแพรตัวผู้มีลักษณะแตกต่างจากตัวเมียคือ บนหัวมีสีม่วงและมีแถบสีดำบริเวณรอบคอ ส่วนตัวเมียบนหัวมีสีเท่าปนม่วงและไม่มีแถบสีดำรอบคอ นอกจากนั้นแล้วมีลักษณะเหมือนกันคือ ลำตัวทั่วไปมีสีเขียว ด้านล่างสีเหลืองอมเขียว ใบหน้าและหัวสีชมพูสด ปีกมีแถบสีแดง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบอยู่บริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัย ภาคใต้ของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยพบอยู่เกือบทุกภาค ยกเว้นทางภาคใต้
     นกแก้วหัวแพรกินผลไม้ เมล็ดพืช และยอดไม้เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกแก้วชนิดนี้ มักชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ส่งเสียงร้องดังมาก บางครั้งอาจบินออกจากป่าสู่ไร่นา
     นกแก้วหัวแพรมีช่วงฤดูผสมพันธุ์อยู่ในราวเดือนมีนาคม – เมษายน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

นกแก้วโม่ง  

สัตว์ปีก

Alexandrine Parakeet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Psittacula eupatria

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกแก้วขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ลำตัวยาว 51 เซนติเมตร หางเล็กเรียวยาว ลำตัวสีเขียว จะงอยปากอวบอูม ปลายปากงุ้มลงสีแดง มีแถบสีแดงบริเวณหัวปีก นกตัวผู้มีแถบแดงเล็ก ๆ บริเวณคอด้านหลัง และมีแถบดำบริเวณคอด้านหน้า ซึ่งไม่มีในนกตัวเมีย ใต้หางสีเหลืองคล้ำ ใบหน้าและลำคอสีปนเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย ชอบอยู่อาศัยบริเวณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่ารุ่น เขตแพร่กระจายสามารถพบเห็นได้ที่ พม่า อันดามัน ลาว อินโดจีน ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้
     นกแก้วโม่งชอบหาอาหารเป็นฝูงเล็ก ๆ อยู่บนต้นไม้ กินผลไม้ สามารถใช้ปากเกาะเกี่ยวเคลื่อนตัวไปตามกิ่งไม้ได้ดี

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ นอนบนต้นไม้เป็นกลุ่มใหญ่ ส่งเสียงร้องกันระงม สามารถพูดได้เมื่อนำมาเลี้ยงให้เชื่อง เวลาบินจะบินเป็นฝูงเล็กๆ 8-10 ตัว ชอบเกาะตามยอดไม้
     นกแก้วโม่งผสมพันธุ์ระหว่างเดือน ธันวาคม - มีนาคม ทำรับอยู่ตามโพรงไม้ วางไข่ครั้งละ 2 - 4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นที่หายาก จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

นกแก้วเพสเควท  

สัตว์ปีก

Pesquet's Parrot 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Psittrichas fulgidus

ลักษณะทั่วไป
    
นกเพศผู้และเพศเมียจะมีลักษณะที่คล้ายกันมาก แต่จะแตกต่างกันตรงสีแดงบริเวณขอบตา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกแก้วเพสเควทมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณภูเขาสูงของเกาะนิวกีนี ปกติเป็นนกที่หากินเป็นกลุ่มไม่มีการอพยพย้ายถิ่น
     อาหารในธรรมชาติของนกชนิดนี้คือ กินผลไม้เป็นอาหารหลัก จำพวกผลไม้ที่มี เนื้อนุ่ม ย่อยง่าย รวมทั้งดอกไม้ และน้ำหวานดอกไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบพักอาศัยอยู่บนกิ่งไม้ บนต้นไม้สูง ไต่และกระโดดไปตามกิ่งไม้อ่อนโดยใช้ปีกช่วยพยุงตัว นกชนิดนี้เป็นนกที่บินเก่งแต่บินช้า จะได้ยินเสียงในขณะบิน
     นกแก้วเพสเควทมีระยะฟักไข่ประมาณ 31 วัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

นกกุลา(นกช้อนหอยขาว)

สัตว์ปีก

Black-Headed Ibis 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Threskiornis melanocephalus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน เป็นนกขนาดกลาง ปากยาวโค้งเล็กกลมสีดำ หัวและคอเป็นหนังเกลี้ยงสีดำ แต่เมื่อยังอ่อนอยู่ขนที่คอสีขาว ที่หัวมีขนบาง ๆ สีน้ำตาลแก่ เมื่อ โตขึ้น ขนจะค่อย ๆ บางลงจนเหลือแต่หนังสีน้ำเงินแก่หรือดำ นกกุลาขาวเป็นนกที่มีหางสั้นมาก ขาดำ ตาสีน้ำเงินดำ ขนทั่วตัวสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกกุลามีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเหนือ อินเดีย ศรีลังกา ทางเหนือและตะวันออกของเนปาล พม่า ไทย จีน กัมพูชา เวียตนาม ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สำหรับประเทศไทยมีภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
     นกกุลากินหอย ปู ปลา กุ้ง และแมลงบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นฝูง ปกติเป็นนกเงียบไม่ส่งเสียง หากินตามหนองบึง หรือชายทะเลที่มีโคลน หากินปะปนกับนกอื่น เช่นนกยาง นกปากห่าง นกกระสา
     นกกุลาผสมพันธุ์ฤดูฝน ประมาณเดือนสิงหาคม กันยายน มักทำรังรวมกันหลายรังบนต้นไม้เดียวกัน รังสร้างด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ขัดสานกัน บนต้นไม้ที่ไม่ห่างจากบึงหนองมากนัก วางไข่ ครั้งละ 2-4 ฟอง เป็นนกที่มีน้อยและหายาก

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

นกกิ้งโครงคอดำ  

สัตว์ปีก

Black-collared Starling 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Sturnus nigricollis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกจำพวกนกเอี้ยง ขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าชนิดอื่น ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ขนบนหลังและปีกมีสีเทาเข้มแต้มด้วยรอยขีดสีขาว บนหัว อกและด้านใต้เป็นสีขาว บริเวณคอมีคาดสีดำเป็นแถบขนาดใหญ่ แต่นกตัวที่ยังไม่โตเต็มที่ไม่มีแถบสีดำนี้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเซียแถบประเทศอินเดีย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ภาคใต้ ของจีน ในประเทศไทยพบอยู่ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ตอนล่าง
     อาหารได้แก่ เมล็ดพืช แมลง สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง ตามท้องทุ่งใกล้หมู่บ้านและแหล่งเพาะปลูก มักลงมาเดินหากินตามพื้นดิน เมื่อตกใจหรือถูกรบกวนจะบินพร้อมกับส่งเสียงร้อง บางครั้งส่งเสียงร้องรับกันทั้งฝูง ทำให้เกิดเสียงเอะอะ
     นกกิ้งโครงคอดำเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ทำรังขนาดใหญ่เป็นรูปโดมบนต้นไม้สูงและรองพื้นรังด้วยใบหญ้า วางไข่ ครั้งละ 3-5 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

นกกาเหว่า(นกดุเหว่า) 

สัตว์ปีก

Common Koel(Asian Koel)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Eudynamys scolopacea

ลักษณะทั่วไป
    
นกกาเหว่าเป็นนกในวงศ์คัคคู (Cuculidae) มีขนาดใกล้เคียงกับอีกา ลำตัวเพรียวยาว ตาสีแดง หางยาวและแข็ง เท้าจับกิ่งไม้มีลักษณะพิเศษต่างจากนกชนิดอื่น คือสามารถจับกิ่งไม้ได้รอบโดยใช้นิ้วหน้า 2 นิ้ว และนิ้วหลัง 2 นิ้ว ตัวผู้มีสีดำ ปากสีเขียวเทา ส่วนตัวเมียสีน้ำตาลแก่ มีลายเป็นจุดขาวทั่วตัว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบตามสวนหรือป่าโปร่งทุกภาคในประเทศไทย
     นกกาเหว่าชอบกินแมลงต่าง ๆ งูบางชนิด กิ้งก่า จิ้งเหลน กบ เขียด นกเล็ก ๆ และผลไม้บางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกกาเหว่ามีนิสัยดุ ไม่ชอบเปลี่ยนที่นอน ชอบอยู่เป็นคู่ตัวผู้มีเสียงร้องดังกังวานในตอนใกล้รุ่งหรือใกล้ค่ำ จะร้องมากในฤดูหนาวและฤดูแล้งซึ่งเป็นฤดูผสมพันธุ์ มักจะร้องว่า "กา เว้า" ส่วนตัวเมียไม่มีเสียงร้อง
     นกชนิดนี้จับคู่ราวต้นเดือนพฤศจิกายน ออกไข่ราวเดือนมีนาคม ออกไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง มักออกไข่ในรังกา ไข่คล้ายไข่นกกามาก ไข่แล้วให้แม่กาฟัก เคยปรากฏพบไข่ในรังกาถึง 8 ฟอง เมื่อไข่ฟักออกมาลูกนกมีสีดำคล้ายกันหมด แต่เมื่อโตขึ้น ลูกนกกาเหว่าตัวผู้มีสีดำเช่นเดิม ส่วนตัวเมียขนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่ มีลายเป็นจุดขาวทั่วตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

นกกาบบัว  

สัตว์ปีก

Painted Stork 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mycteria leucocephala

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกน้ำขนาดใหญ่มีความสูงขณะยืนประมาณ 90 เซนติเมตร ขนลำตัวสีขาว มีลายละเอียดสีดำเหลือบเขียวบนหลัง และมีแต้มสีชมพูอย่างสีดอกกุหลาบบนปีกและส่วนหลังตอนล่าง อกมีลายแถบสีดำคาด ขนปีกบินและขนหางเป็นสีดำ จะงอยปากสีออกเหลือง หนังที่หน้าสีเหลืองเป็นมัน ขาสีน้ำตาลจนถึงสีเกือบแดง นกอายุน้อยขนบนลำตัวจะมีสีน้ำตาลอ่อน ขนตรงส่วนคอมีลายตามขอบสีดำ และไม่มีลายแถบคาดบนส่วนอก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบอาศัยอยู่ในที่ราบต่ำในอินเดีย จีนภาคตะวันออกและภาคใต้ รวมทั้งพม่า ไทย อินโดจีนจนถึงมลายู
     นกกาบบัวมักหากินเป็นฝูงเล็กๆ ตามหนองน้ำ อาหารจึงได้แก่สัตว์น้ำเล็ก เช่น ปู ปลา กบ เขียด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกกาบบัวจะหากินอาหารจำพวกสัตว์น้ำโดยการลุยลงไปในน้ำจุ่มจะงอยปากลงไปหาอาหารตามโคลนท้องน้ำ หรืออาจหาเหยื่อด้วยการยืนกางปีก ก้มตัวนิ่ง และอ้าปากแช่อยู่ในน้ำ เมื่อเหยื่อผ่านมาก็จะงับทันที แล้วใช้โคนปากขบซ้ำจนตาย แล้วจึงกลืนเหยื่อเข้าไป
     นกกาบบัวจะหากินอาหารจำพวกสัตว์น้ำโดยการลุยลงไปในน้ำจุ่มจะงอยปากลงไปหาอาหารตามโคลนท้องน้ำ หรืออาจหาเหยื่อด้วยการยืนกางปีก ก้มตัวนิ่ง และอ้าปากแช่อยู่ในน้ำ เมื่อเหยื่อผ่านมาก็จะงับทันที แล้วใช้โคนปากขบซ้ำจนตาย แล้วจึงกลืนเหยื่อเข้าไป

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกน้ำที่มีขนาดลำตัวใหญ่ สะดุดตาจึงตกเป็นเป้าของการล่าอย่างหนักในเกือบทุกที่ที่ลงหากิน แหล่งวางไข่เพียงแห่งเดียวในประเทศที่ทะเลน้อยก็ถูกคนและสัตว์กินเนื้ออื่นๆ เข้าขโมยไข่และลูกอ่อนในรัง นกที่พบส่วนมากเป็นนกที่บินเข้ามาอาศัยในบางฤดูกาลเท่านั้น ปัจจุบันพบทำรังอยู่เฉพาะในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ส่วนใหญ่จะพบในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นนกที่บินอพยพมาจากนอกประเทศ นกกาบบัว จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

นกกาน้ำเล็ก  

สัตว์ปีก

Little Cormorant 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Phalacrocorax niger

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกในวงศ์นกกาน้ำที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทย ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนตามลำตัวมีสีดำเหลือบน้ำเงิน ตรงปีกมีสีน้ำตาลปน บริเวณรอบตามีจุดสีขาวขนาดเล็ก ใต้คางมีสีครีม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปยุโรป แอฟริกา และในทวีปเอเซีย ได้แก่ อินเดีย จีน พม่า อินโดจีน มาเลเซีย ชวา และในประเทศไทยพบทั่วไปทุกภาค
     นกกาน้ำเล็กชอบกินปลาตามแหล่งน้ำเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามหนองบึง แม่น้ำ ลำคลอง ท้องนา ส่วนใหญ่ชอบอยู่ตามลำพัง บางครั้งอาจพบอยู่รวมกันเป็นฝูงบ้าง ชอบดำน้ำไล่จับปลาเป็นอาหาร เมื่อขึ้นจากน้ำมักจะยืนกางปีกตากแดดให้ขนแห้ง
     นกกาน้ำเล็กผสมพันธุ์ในราวเดือนกรกฎาคม ทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่รวมกันหลายรังบนต้นเดียวกัน ทำรังด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ขัดสานไว้อย่างหยาบ ๆ และวางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกกางเขนบ้าน  

สัตว์ปีก

Oriental Magpie Robin 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Copsychus saularis

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้สีดำ มีสีขาวตั้งแต่ใต้อกลงมา บนปีกและริมด้านนอกมีสีขาว ตัวเมียมีสีเทาแทนสีดำ เป็นนกที่ร้องเสียงเพราะที่สุดชนิดหนึ่ง ตอนเช้าจะปลุกเราด้วยเสียงใสไพเราะมาก สามารถทำเสียงสูงต่ำได้ราวกับเสียงคุยกัน ทำเสียงไล่ศัตรู และเลียนเสียงนกอื่นได้ด้วย เมื่อกินอาหารอิ่มแล้ว หรือตอนเย็น ชอบไปเกาะยอดจั่วหรือปลายเสาธงร้องเปลี่ยนทำนองเพลงต่างๆ ไม่ซ้ำกัน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทั่วประเทศไทย
     นกกางเขนบ้านชอบลงหาแมลง ตัวหนอนตามพื้นดิน และกินน้ำหวานของดอกไม้ด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามสวน หมู่บ้าน บริเวณที่มีการเพาะปลูก ชายทะเล ป่าละเมาะและป่าไผ่ มักอยู่เป็นคู่ ชอบทำหางกระดกขึ้นลงและคลี่หางออกคล้ายพัด ตัวผู้ชอบทะเลาะกัน บางครั้งส่งเสียงคล้ายเสียงดุตะคอก เป็นนกรักถิ่น หากมีนกกางเขนตัวอื่นล่วงล้ำเข้ามาต้องจิกตีขับไล่ออกไป
     นกกางเขนบ้านทำรังตามหลังคาบ้าน โพรงไม้ โพรงกำแพง ในกอไผ่ ในโพรงกระบอกไม้ไผ่ รังสร้างหยาบ ๆ ด้วยหญ้า รากไม้ วางไข่ 3-5 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

นกกะรางอกสีน้ำตาลไหม้  

สัตว์ปีก

White-necked Laughingthrush 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Garrulax strepitans

ลักษณะทั่วไป
    
นกกะรางอกสีน้ำตาลไหม้ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนาดลำตัวประมาณ 30 เซนติเมตร ขนด้านบนลำตัวมีสีน้ำตาลแกมสีเขียวไพล บริเวณคาง คอ และส่วนบนของอกมีสีน้ำตาลแกมดำ ด้านล่างของลำตัวมีสีดำแกมน้ำตาลปนแดง บนหัวและท้ายทอยมีสีน้ำตาลแกมดำ โดยมีแถบขาวเล็ก ๆ ด้านข้างคอข้างละแถบ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศพม่า กัมพูชา ลาว และในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก
      

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบระดับสูง มักเกาะและกระโดดอยู่ตามกิ่งไม้ หากินรวมกันเป็นฝูงและส่งเสียงร้องอยู่เสมอ
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน ทำรังอยู่ตามพุ่มไม้เตี้ยด้วยกิ่งไม้แห้งเล็ก ๆ ปูพื้นรังด้วยใบหญ้าแห้ง ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 3 - 4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์สงขลา
 

นกกะรางหัวหงอก  

สัตว์ปีก

White-crested Laughingthrush 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Garrulax leucolophus

ลักษณะทั่วไป
    
นกกระรางหัวหงอกทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ขนาดลำตัวประมาณ 30 เซนติเมตร ขนด้านหลังมีสีน้ำตาลแกมแดง หัวและขนด้านท้องมีสีขาว โดยเฉพาะบนหัวมีขนสีขาวฟูเด่นชัด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย อินโดจีน ในประเทศไทยพบบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน ยกเว้นภาคใต้
     นกระรางหัวหงอกชอบกินผลไม้ป่า และแมลงต่าง ๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดย่อมตามป่าโปร่ง ป่าไผ่ ป่าละเมาะ สามารถกระโดดไปมาระหว่างกิ่งไม้ได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งลงมากระโดดและเดินตามพื้นดิน เป็นนกที่ร้องได้ไพเราะและร้องได้หลายเสียง
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม ทำรังเป็นรูปถ้วยตามพุ่มไม้ วางไข่ครั้งละ 3-5 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันกกไข่

สถานภาพปัจจุบัน
     ใกล้สูญพันธุ์ จัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา

นกกะรางหัวขวาน  

สัตว์ปีก

Common Hoopoe 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Upupa epops

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดกลาง ลำตัวเพรียวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีลักษณะเด่นที่จำง่ายคือ มีหงอนคล้ายหมวกของพวกอินเดียแดงในอเมริกาสมัยก่อน ลำตัวมีลายขวางสีน้ำตาลอ่อน หรือขาวสลับดำ ปากยาวเรียวโค้ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่ตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่า และสีจางกว่าตัวผู้เล็กน้อย ขณะแม่นกกกลูกอยู่ในรัง จะมีต่อมขับของเหลวที่มีกลิ่นเหม็นออกมา กลิ่นนี้มาจากต่อมน้ำมันไซ้ขน เชื่อกันว่านกกะรางหัวขวานใช้กลิ่นเหม็นนี้ป้องกันตัวไม่ให้สัตว์อื่นเข้าใกล้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เป็นนกประจำถิ่นที่พบทั่วประเทศไทย
     อาหารได้แก่ แมลง และตัวอ่อนของแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามทุ่งโล่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ และพื้นที่เกษตรกรรม ทุ่งนาที่พอมีต้นไม้อยู่บ้าง อาจอยู่รวมกันเป็นฝูง ชอบส่งเสียงร้อง"ฮูป ฮูป ฮูป" หรือ "ฮูป ปู ปู" เวลาเดินส่ายหัวไปมา คุ้ยเขี่ยหาแมลงและหนอนตามพื้นดิน ไม่ชอบอาบน้ำ แต่ชอบอาบทรายร้อนๆ แทนอาบน้ำ
     นกกระรางหัวขวานทำรังในซอกไม้หรือซอกกำแพงเก่าๆ รังสร้างด้วยฟางและเศษขน เป็นรังที่สกปรกมาก ในรังมีทั้งเศษอาหารและอุจจาระของตัวเอง วางไข่คราวละ 4-6 ฟอง ไข่สีฟ้าซีด ตัวเมียกกไข่ ส่วนตัวผู้จะหาอาหารมาให้

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกกะรางคอดำ  

สัตว์ปีก

Black-throated Laughingthrush 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Garrulax chinensis

ลักษณะทั่วไป
    
นกกะรางคอดำตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ขนตามลำตัวมีสีเทาเข้มปนน้ำตาล คางและคอสีดำ บริเวณหน้าผากมีขนสีดำเป็นกระจุกเล็กน้อย ตรงข้างคอมีแถบสีขาวเด่นชัด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชีย แถบประเทศจีนภาคใต้ พม่า และในประเทศไทยพบทาง ภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
     นกกะรางคอดำ ชอบกินแมลงและผลไม้ป่าเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดย่อมตามป่าแล้ง มากกว่าป่าดิบชื้น เช่น ป่าละเมาะ ป่าโปร่ง มักกระโดดไปมาแวะลงหากินบนพื้นดิน ชอบส่งเสียงอยู่ตลอดเวลา เป็นนกที่ร้องได้ไพเราะและสามารถร้องเลียนเสียงนกอื่น ๆ ได้ด้วย
     นกกระรางคอดำผสมพันธุ์ในเดือนเมษายน ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 3 - 4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     ใกล้สูญพันธุ์ จัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกกระสานวล  

สัตว์ปีก

Grey Heron 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ardea cinerea

ลักษณะทั่วไป
    
นกกระสานวลจัดอยู่ในวงศ์นกยาง เป็นนกขนาดใหญ่ (ขนาด 96-102 เซนติเมตร) ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน มีปากยาวแหลม คอและขายาว หัวและคอสีเทาอ่อนจนเกือบขาว มีขนยาวสีดำคาดจากบริเวณหัวตางอกยาวไปยังท้ายทอย คล้ายมีหางเปียสองเส้น ด้านข้างลำคอมีลายสีดำคาดเป็นทางลงมาจนถึงอกและที่อกมีแถบสีดำเด่นชัด ตรงปลายปีกสีดำ และมีม่านตาสีเหลือง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกา ยุโรป อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน และอพยพมายังประเทศไทยช่วงฤดูผสมพันธุ์ โดยพบทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ไม่บ่อยและจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่พบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง
     อาหารได้แก่ กุ้ง ปลา กบ ตามหนองน้ำ ทะเลสาบ เป็นนกที่มักมีการย้ายถิ่นหากินเสมอ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตัวเดียว วิธีหาอาหารจะเดินหากินตามแหล่งน้ำที่ไม่ลึกนักอย่างเชื่องช้า เพื่อจะได้ไม่ทำให้เหยื่อตกใจหนี เมื่อได้โอกาสจะยืดคอพุ่งออกไปจิกเหยื่อได้ทันที ชอบหากินช่วงเช้าตรู่และตอนเย็น
     ในฤดูผสมพันธุ์นกชนิดนี้จะอยู่เป็นคู่ จะผสมพันธุ์ช่วงฤดูฝน โดยตัวผู้และตัวเมียช่วยกันทำรังที่สร้างด้วยกิ่งไม้เล็กๆ ปะปนกับนกคู่อื่นๆ หรือนกชนิดอื่นๆ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

นกกระสาแดง  

สัตว์ปีก

Purple Heron 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ardea purpurea

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน เป็นนกยางที่มีขนาดใหญ่ ปากยาว คอยาว ขายาว สีตอนบนเป็นสีน้ำตาลดำ ตอนล่างเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีลายดำจากมุมปากเป็นทางไปตลอดคอ และจากด้านข้างจนถึงอก ซึ่งมีทั้งสองข้าง ใต้คางค่อนข้างขาว มีขนประดับหรือขนสร้อย ซึ่งมีสีน้ำตาลดำและมีลักษณะเป็นเส้นเล็กยาวแหลมห้อยจากหน้าอกในฤดูผสมพันธุ์
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกา ยุโรป อินเดีย จีน ไต้หวัน พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทยพบทุกภาค เป็นทั้งนกประจำถิ่นและอพยพเข้ามา
     อาหารได้แก่ ปลา กุ้ง กบ เขียด หอย แมลง สัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกกระสาแดงเป็นนกที่ชอบหากินในเวลาเช้าและเย็น กลางวันชอบเกาะอยู่ตามต้นไม้ หรือกอหญ้าริมหนองบึง หากินตามแหล่งน้ำตื้น ๆ เช่น หนอง บึง
     นกกระสาแดงวางไข่ครั้งละ 3-5 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 
 

นกกระสาคอดำ  

สัตว์ปีก

Black-necked Stork 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ephippiorhynchus asiaticus

ลักษณะทั่วไป
    
นกกระสาคอดำเป็นนกขนาดใหญ่ค่อนข้างสูง มีขนาดประมาณ 130-132 เซนติเมตร หัวและคอสีดำน้ำเงินเป็นเงางาม ปากก็มีสีดำเช่นเดียวกัน ขนต่อจากช่วงคอลงไปจากช่วงไหล่ทั้งสองข้างเป็นสีขาว ขนบนหลัง ตรงกลางหลังถึงโคนหางสีดำ ส่วนล่างของลำตัว ปลายปีก และปลายหางเป็นสีขาว กลางปีกมีคาดดำ ขายาวมากสีเหลืองแดง ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันตรงม่านตา ของตัวผู้มีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนของตัวเมียมีสีเหลือง ปัจจุบันเป็นนกที่มีอยู่น้อยและหายากมาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกกระสาคอดำ เป็นนกที่มีถิ่นกำเนิดในศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย (พบน้อยมาก) ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย นิวกีนี ออสเตรเลีย
     นกกระสาคอดำกิน ปลา กุ้ง หอย กบ เขียด และแมลงบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกกระสาคอดำไม่ชอบอยู่เป็นฝูง มักหากินโดดเดี่ยว จะอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ ถ้าจะรวมอยู่เป็นกลุ่มบ้าง ก็เฉพาะกลุ่มครอบครัวของมัน ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ที่ขึ้นโดดเดี่ยวบนยอดเขา หรือต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ ชอบหากินตามหนองบึงหรือริมน้ำ
     นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ประมาณปลายฝนหรือต้นหนาว ทำรังบนยอดไม้ ที่ขึ้นอยู่บนยอดเขาหรือใกล้หนองบึง ใช้รังที่สร้างขึ้นนี้ปลายปี วางไข่ 3 - 5 ฟอง ไข่มีสีขาว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นนกประจำถิ่นในธรรมชาติหาได้ยาก และใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกกระสาคอขาว  

สัตว์ปีก

White-necked Stork(Woolly-necked Stork)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ciconia episcopus

ลักษณะทั่วไป
    
นกกระสาคอขาวเป็นนกขนาดใหญ่ มีขนาดประมาณ 91 เซนติเมตร คอยาว ขายาว ลำตัวมีสีขาวสลับดำ ยกเว้นคอและใต้หางเป็นสีขาว ถ้ายังไม่โตเต็มที่ตัวออกสีน้ำตาลและขนที่คอจะยาวปุย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกกระสาคอขาวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา อินเดีย ในอดีตพบในพม่า ไทย ศรีลังกา อินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยในอดีต พบทุกภาค ตามหนองบึงหรือทุ่งนาที่มีน้ำ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยพบเห็น ทางภาคใต้โดยเฉพาะที่ชุมพร และทุ่งสง อาจยังพอพบเห็นได้
     นกกระสาคอขาว กินปลา ปู กุ้ง กบ เขียด และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นคู่ ไม่ชอบอยู่เป็นฝูง เกาะกิ่งไม้ได้ดี หากินเวลากลางวันตามแหล่งน้ำในระดับพื้นที่ราบ
     นกกระสาคอขาวผสมพันธุ์วางไข่ประมาณ เดือนธันวาคม ทำรังอยู่เป็นกลุ่มบนยอดไม้สูง ที่ขึ้นโดดเดี่ยวไม่ห่างไกลจากหนองบึง วางไข่ครั้งละประมาณ 3 - 4 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     นกประจำถิ่น หายากและปริมาณน้อยมาก จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

นกกระเรียนหงอนพู่  

สัตว์ปีก

Crowned Crane(African Crowned Crane)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Balearica pavonia

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกขนาดใหญ่ บนหัวมีหงอนพู่เป็นเส้นตรงสีขาวนวล โคนหงอนอยู่ตรงท้ายทอยเป็นกระจุก ปลายบานออกเป็นทรงกลม หน้าผากถึงโคนจมูกมีขนละเอียดสีดำสนิทเป็นก้อนเหมือนกำมะหยี่ แก้มทั้งสองข้างเป็นหนังสีแดงมีแต้มขาวอยู่ตอนบน คอ หน้าอก หลัง หาง และท้องสีดำ ปีกครึ่งหน้าสีขาว ครึ่งหลังสีน้ำตาลแดง ปลายปีกดำ ขายาวสีเทาแก่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     นกกระเรียนหงอนพู่มีถิ่นอาศัยอยู่ตามที่ราบทางด้านทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา
     นกกระเรียนหงอนพู่กินเมล็ดพืช ผัก ผลไม้ หอย ปู ปลา และแมลงต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     นกกระเรียนหงอนพู่เป็นนกที่มีสายตาไกลและไวมาก ชอบอยู่เป็นฝูงหากินตามทุ่งกว้างที่มีน้ำและกอหญ้า หรือบึงหนองในป่าที่ห่างไกลผู้คน นกกระเรียนหงอนพู่ต่างกับนกกระเรียนชนิดอื่นตรงที่มันอาจบินไปเกาะตามกิ่งไม้สูงๆ แต่มันทำรังออกไข่ตามกอหญ้าข้างหนองบึง หรือกอหญ้าที่ขึ้นตามท้องทุ่งที่มีน้ำ
     นกกระเรียนหงอนพู่วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง เมื่อฟักออกเป็นตัวแล้ว 4 เดือน ลูกนกจึงบินได้ เป็นนกที่มีอายุยืน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

นกกระเรียนธรรมดา  

สัตว์ปีก

Common Crane 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Grus grus

ลักษณะทั่วไป
    
เหมือนนกกระเรียนทั่วๆไป คือเป็นนกขนาดใหญ่ ขายาว คอยาว ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน ตัวเมียมักเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย ขนสำตัวส่วนใหญ่สีเทา หลังออกสีน้ำตาลเทา ปีกสีดำ กลางหัวเป็นหนังสีแดงสดไม่มีขน หน้าและคอสีดำ แต่ด้านข้างของลำคอตั้งแต่ใต้คางลงมามีแถบสีขาวยาวลงมา ขาดำ ปากเขียวแกมเทา ปลายปากสีซีด แต่โคนปากสีออกน้ำตาล
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในยุโรป เอเซียตอนเหนือ ในฤดูหนาวจะอพยพลงใต้มาทางยุโรปตอนใต้ แอฟริกาตอนเหนือ และเอเชียทางตะวันตกเฉียงใต้ จีน และทางตอนเหนือของอินเดีย พม่า
     อาหารได้แก่ พืช ผักต่าง ๆ เมล็ดพืช รวมทั้งสัตว์เล็ก ๆเช่นตัวหนอน แมลงต่าง ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในที่โล่งแจ้ง ริมคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ ยืนอยู่บนพื้นดินไม่เกาะต้นไม้ มักเดินช้า ๆ ก้าวยาว เมื่อนำมาเลี้ยงจะคุ้นกับผู้เลี้ยงได้ง่าย ถ้าเลี้ยงตัวเดียวมันจะผูกพันกับผู้เลี้ยงมาก เมื่อผู้เลี้ยงเข้ากรงมันจะส่งเสียงร้องและเดินมาหา อย่างไรก็ตาม ก็ต้องระวังมันไว้โดยเฉพาะถ้าจะเข้าไปจับมัน ซึ่งมันอาจจิกตาหรือแขนขาได้
     ก่อนผสมพันธุ์นกชนิดนี้จะมีการเต้นรำเหมือนนกกระเรียนซารัส หรือนกกระเรียนดีมัวเซล รังออกไข่สร้างบนดินใกล้น้ำ มีขนาดใหญ่แบนสร้างจากต้นหญ้า ต้นกก จะช่วยกันสร้างรังฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน ออกไข่ 2 ฟอง ฟัก 24 วัน ลูกนกออกใหม่มีขนอุย ลูกนกแข็งแรงเดินตามแม่ได้ พ่อแม่จะดูแลใกล้ชิด ป้อนอาหารลูกจากปากซึ่งมักเป็นตัวหนอนและแมลง เลี้ยงลูกเช่นนี้จนกว่าลูกจะหาอาหารกินเองได้ นกกระเรียนชนิดนี้โตเต็มที่ 4– 5 ปี อายุยืนถึง 50 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

นกกระเรียน  

สัตว์ปีก

Sarus Crane 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Grus antigone

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นนกสูงใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียคล้ายกันมาก ขนลำตัวสีเทาตลอด ขายาวสีแดงเรื่อ ลำตัวตอนบนและหัวไม่มีขน มีแต่หนังและขนเล็ก ๆ สีแดง มีจุดด่างขาวตรงกกหูและบนหัว ตาแดง ปากเรียวแหลมแต่ไม่ยาวนัก มีสายตาไวมาก เวลาเช้าและเย็นชอบร้องเสียงดังลั่น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ประเทศพม่า ไทย ตอนใต้ลาว กัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย
     อาหารได้แก่ ปลา กุ้ง หอย ลูกกบ ลูกเขียด สัตว์เล็ก ๆ เช่น งู หนู จิ้งเหลน กิ้งก่า ยอดไม้ ยอดหญ้า แห้วหมู เมล็ดพืชข้าวเปลือก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินตามทุ่ง หรือดงหญ้า หนองบึง หากินเป็นคู่หรือกลุ่มเล็ก ๆ เป็นสัตว์ที่ไม่เปลี่ยนคู่ไม่มีการแยกจากกัน หากินใกล้ ๆ กัน ถ้าบินไปไหนก็จะบินตามกันไป ถ้าคู่ของมันถูกยิงหรือได้รับอันตรายมันก็จะไม่ทิ้งคู่ของมัน จึงมักถูกยิงตายด้วยกันเสมอ
     นกกระเรียนผสมพันธุ์ในฤดูฝน ทั้งคู่จะเต้นรำ ซึ่งเป็นพฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีกัน รังออกไข่มีขนาดใหญ่ ทำด้วยต้นไม้ใบหญ้า กิ่งไม้เล็ก ๆมาขัดสานกัน วางไข่ครั้งละ 1-3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

นกกระทุง  

สัตว์ปีก

Spot-billed Pelican 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pelecanus philippensis

ลักษณะทั่วไป
    
นกกระทุงเป็นนกน้ำขนาดใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ขนาดความยาวประมาณ 140 เซนติเมตร ปากยาวและแบน มีถุงน้ำใต้คอสีม่วงอ่อน ขอบปากด้านบนมีจุดสีฟ้าคล้ำๆ เรียงกัน ขาสั้นสีน้ำตาลและมีเยื่อยึดอยู่ระหว่างนิ้วทั้งสี่ ใช้สำหรับว่ายน้ำ ขณะบินจะหดคอแนบเข้ามาและวางหัวไว้บนไหล่ ขนตามลำตัวสีเทาอ่อน บริเวณขอบตาสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ในประเทศไทยพบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และชายทะเลภาคกลางและภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบในแถบอินโดแปซิฟิก อินเดีย พม่า อินโดจีน และชวา
     อาหารได้แก่ ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงทั้งช่วงเวลาหากินและทำรัง ขณะหาอาหารจะใช้ถุงใต้คอทำหน้าที่คล้ายสวิงช้อนปลาลงในลำคอ
     นกกระทุงทำรังอยู่บนต้นไม้รวมกันเป็นฝูง วางไข่คราวละ 1-5 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 30 วัน โดยทั้งตัวผู้และตัวเมียผลัดกันทำหน้าที่

สถานภาพปัจจุบัน
     ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

นกกระทาทุ่ง  

สัตว์ปีก

Chinese Francolin 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Francolinus pintadeanus

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ตัวผู้มีเดือยขาละหนึ่งอัน ตัวมีสีน้ำตาลและดำ พร้อมกับจุดขาวกลมที่อกและหลังตอนบน ตัวเมียมีสีทึบกว่า มีลายขวางสีดำขาวตรงอกและท้อง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในจีน ไหหลำ พม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม ในประเทศไทยมีอยู่ทั่วไปทุกภาค
     อาหารได้แก่ ข้าวเปลือก เมล็ดพืช แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามท้องทุ่งที่มีหญ้ายาว ๆ ป่าเต็งรัง และทุ่งหญ้าคาทั่วไป ไม่ชอบทุ่งหญ้าสั้นและป่าทึบ
     นกกระทาทุ่งเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 6-8 เดือน วางไข่ครั้งละ 3-6 ฟองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม

สถานภาพปัจจุบัน
     พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์