ฟิสิกส์ราชมงคล

index 96

 

ให้คุณรู้เท่าทันกับเทคโนโลยีหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

 

     ยังจำกันได้หรือไม่ ในยุคแรกของมือถือ หน้าจอยังแสดงผลได้เพียงสีขาวกับสีดำ และแสดงผลได้แค่บรรทัดสองบรรทัด ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาให้มีการไล่ระดับสีขาวดำ
แบบ Grey-Scale ได้ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนทำให้สามารถแสดงสีได้ จาก 3 สี, 256 สี, 4096 สี, 65536 สี และล่าสุดหน้าจอมือถือสามารถ แสดงสี
ได้สูงสุดถึง 262000 สี ซึ่งหน้าจอมือถือแทบทุกรุ่นที่ออกมาใหม่ในปัจจุบัน ก็จะแสดงผลเป็นสีกันทั้งสิ้น และที่นิยมกันมากในปัจจุบัน ก็จะเป็นหน้าจอที่แสดงสีได้อย่าง
น้อย 65,536 สีขึ้นไป ซึ่งสามารถรองรับกับการใช้งานที่หลากหลายในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ทำความรู้จักกับ LCD Technology

ก่อนที่จะไปดูกันว่าหน้าจอมือถือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีชนิดใดบ้าง ก็อยากให้ลองทำความรู้จักกับเทคโนโลยีของ LCD กันเสียก่อน
เพราะน่าจะทำให้เข้าใจกับเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น

 

 



หลายคนคงคุ้นหูกันดีกับคำว่า LCD แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าจริงๆ แล้วการทำงานของมันเป็นอย่างไร LCD ย่อมาจากคำเต็มว่า Liquid Crystal Display
ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังงาน (Passive Device) โดย LCD จะไม่สามารถให้กำเนิดพลังงานแสงได้ด้วยตัวของมันเอง
แต่จะรวบรวมพลังงานแสงจากรอบๆ ตัวของมัน

Liquid Crystal (ผลึกเหลว) ถูกคิดค้นขึ้นมาโดย Austrian Botanist Fredreich Rheinizer ในปี ค.ศ.1888 ซึ่ง Liquid Crystal นี้จะมีคุณสมบัติที่ไม่เป็นทั้งของแข็ง
และของเหลว คล้ายกับน้ำสบู่ ต่อมาราวกลางปี ค.ศ.1960 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองแสดงให้เห็นถึงผลของการเปลี่ยนแปลงของแสงที่วิ่งผ่าน Liquid Crystal
เมื่อทำการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไป

เมื่อมีการทดลองเช่นนั้น ทำให้ช่วงปลายปี ค.ศ.1960 ก็ได้มีต้นแบบรุ่นแรกของจอ LCD แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถที่จะผลิตออกสู่ตลาดได้จริง จนกระทั่งต่อมาสถาบัน
วิจัย British Research ก็ได้นำเสนอ Liquid Crystal ที่มีนามว่า Bipheny1 ซึ่งนั่นก็ทำให้สามารถนำมาผลิตหน้าจอ LCD ออกสู่ตลาดได้จริงในที่สุด

หลักการพื้นฐานก็คือการไปบังคับให้หยดของ Liquid Crystal (ผลึกเหลว) ซึ่งมีแผ่นแก้วกักเอาไว้ ให้ไปปิดรูช่องแสงที่ถูกฉายมาจากด้านหลังของหน้าจอ ก่อให้เกิด
การแสดงผลเป็นตัวอักษร หรือตัวเลขในรูปแบบต่างๆ ได้ตามต้องการ ซึ่งหน้าจอมือถือก็จะประกอบไปด้วยรูเล็กๆ เหล่านี้นับร้อยนับพันรูแล้วแต่ขนาด
ของหน้าจอแต่ละอันนั่นเอง

จุดเด่นของหน้าจอ LCD ขาว-ดำ แบบเดิมๆ หรือเรียกอีกอย่างว่าหน้าจอแบบ Monochrome คือใช้พลังงานน้อย แต่กลับให้การแสดงผลที่ชัดเจน ซึ่งหน้าจอแบบนี้ก็
ใช้กันอย่างแพร่หลายกับมือถือรุ่นเก่าๆ ก่อนที่จะมาเป็นจอสี

กระบวนการผลิต LCD นั้นมีอยู่หลากหลายวิธี แต่ที่นิยมกันมากที่สุดคือวิธีให้เกิดภาพจากที่เกิดจากเส้นแรงการบิดตัวของของเหลว (Field Effect Twisted Nematic
Liquid Display : TNFE)

องค์ประกอบที่สำคัญของ LCD คงหนีไม่พ้น Liquid Crystal ซึ่งเป็นวัตถุที่มีโครงสร้างโมเลกุลในลักษณะเกาะกลุ่มทำมุมที่แตกต่างกัน 3 มุม (3 สถานะ) ดังนี้คือ

1. สถานะ Crystalline (เส้นผลึก) หรือ Solid State (ทึบแสง) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิต่ำ
2. สถานะ Isotropic (สามมิติ) หรือ Liquid State (โปร่งแสง) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง
3. สถานะ Nematic State ซึ่งเป็นสถานะที่เกิดขึ้นระหว่างสถานะ Crystalline กับ Isotropic หรืออีกนัยหนึ่งก็คืออยู่ระหว่างสถานะที่มีอุณหภูมิต่ำ (ทึบแสง)
และอุณหภูมิสูง (โปร่งแสง) นั่นเอง

ส่วนประกอบและโครงสร้างของ LCD

จอภาพ LCD ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นอุปกรณ์ที่มีโครงสร้างโดยรวมเป็นแผ่นแก้วบางๆ ประกอบกันอยู่หลายชั้น โดยระหว่างชั้นก็จะมีตัวนำเคลือบ
แผ่นแก้วอยู่ เรียกว่า ITO (Indium Tin Oxide) ซึ่งตัวนำนี้จะถูกกำหนดให้วางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมระหว่างขั้วตัวนำ เพื่อสร้างหน้าสัมผัสของการเชื่อมต่อ
วงจรไฟฟ้า



การทำให้ตัวนำของแผ่นแก้วทั้งสองตรงกันอย่างแม่นยำ ทำโดยใช้ Spacer ที่หนาประมาณ 8 ไมโครเมตร (um) หรือ 0.008 มิลลิเมตร (mm) เท่านั้น
และบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นแก้วแต่ละอัน จะถูกผนึกไว้ด้วยกัน แล้วทำการปิดการรั่วไหลของ Liquid Crystal (ผลึกเหลว)



จากนั้น Liquid Crystal จะถูกเติมเข้าไปด้วยระบบสูญญากาศ (Vacuum) โดยการเติมตัวอุดเข้าไป และขั้นตอนสุดท้ายจะทำการเคลือบแผ่นขั้วทั้งสองด้าน
รวมถึงแผ่นสะท้อนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง จนอาจถึงกับต้องเตรียมขั้วต่อของแต่ละตัวนำล่วงหน้าไว้ก่อน นอกจากนั้น
ก่อนจะส่งออกจากสายการผลิต ก็จะต้องทำการทดสอบการทำงานของทุกชิ้นงาน รวมถึงการทำงานทางไฟฟ้าด้วย



ประเภทของหน้าจอแสดงผล

ผู้ใช้จำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าทำไมหน้าจอของมือถือรุ่นที่สามารถแสดงสีได้เท่ากัน แต่กลับให้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสดใสแตกต่างกัน นั่นก็เป็นเพราะว่า
เทคโนโลยีของหน้าจอนั้นมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้
ี้
1. OLED (Organic Light-Emitting Diode)



เป็นหน้าจอที่มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนหน้าจอแบบอื่นๆ คือแต่ละจุดของมันสามารถปล่อยแสงออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง ทำให้ไม่ต้องอาศัยไฟ Backlight ช่วย
และยังสามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว ประหยัดพลังงาน นับว่าหน้าจอแบบ OLED เป็นเทคโนโลยีหน้าจอที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และมีความเป็นไปได้ว่า
อาจจะนำไปใช้อย่างแพร่หลายกับมือถือที่จะผลิตออกมาในอนาคต




ในปัจจุบันผู้ผลิตมักจะนำจอภาพแบบ OLED มาทำเป็นจอภาพด้านนอกของโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะมือถือสไตล์ฝาพับทั้งหลาย เนื่องจากประหยัดพลังงาน
ในการแสดงผล สีสันสดใส และสามารถรองรับกับภาพเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี

2. STN LCD (Super Twisted Nematic)



การทำงานของหน้าจอแบบนี้จะอาศัยหลักการบังคับสายไฟที่วางพาดกันอยู่ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ให้เกิดการปล่อยกระแสไฟไปยังช่องแสงต่างๆ (Pixels)
ที่กำหนดไว้ ข้อดีของหน้าจอแบบ STN ก็คือต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ราคาเครื่องก็ต่ำไปด้วย จึงมักจะนำมาใช้กับมือถือจอสีราคาประหยัด และข้อดีอีกอย่างคือ
ใช้พลังงานน้อย แต่ข้อเสียของหน้าจอ STN ก็คือการตอบสนองการทำงานที่ค่อนข้างช้า ไม่เหมาะกับการแสดงภาพเคลื่อนไหว หรือการ
แสดงผลที่ต้องมีการสลับไปสลับมาอย่างรวดเร็ว และยังให้ความสว่างค่อนข้างน้อย รวมทั้งสีสันไม่สดใสถ้าเทียบกับหน้าจอแบบ TFT





โดยหน้าจอแบบ STN LCD ก็จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
2.1 Transmissive Color

มีหลักการทำงานให้สามารถแสดงผลเป็นสีก็คือ จะใช้ Color Filter (แผ่นกรองสี) วางซ้อนไว้ที่ชั้นบน และเมื่อแสงถูกส่องผ่านมาจากทางด้านหลัง (Backlight)
ก็จะผ่านแผ่นกรองสีนี้ โดยแหล่งกำเนิดแสงก็คือหลอด Fluorescent หรือ LED นั่นเอง

2.2 Reflective Color

STN LCD ประเภทนี้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้การส่องแสงมาจากทางด้านหลัง (Backlight) เหมือนกับประเภท Transmissive
แต่ก็มีข้อเสียคือหากไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ก็จะทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพได้

2.3 Transflective Color

เป็นประเภทที่นำมาแก้ปัญหาของ 2 ประเภทข้างต้น ซึ่ง STN LCD ประเภทนี้จะสามารถใช้ได้ทั้งสภาพที่มีแสงสว่าง และสภาพที่ไม่มีแสงสว่างนั่นเอง

3. TFT LCD (Thin Film Transistor)



หน้าจอแบบ TFT LCD จะมีโครงสร้างหลักเป็นแผ่นแก้วบางๆ สองแผ่นประกบกันอยู่ โดยระหว่างแผ่นแก้วทั้งสองแผ่นจะมี Liquid Crystal แทรกอยู่
ซึ่งแผ่นแก้วแต่ละแผ่นก็จะประกอบด้วย TFT (Thin Film Transistor) เป็นจำนวนมาก นั่นก็คือจำนวนจุดเล็กๆ (Pixels) แต่ละจุดที่ใช้สำหรับการแสดง
ผลภาพนั่นเอง และสำหรับการทำให้แสดงสีได้นั้น ก็จะอาศัย Color Filter (แผ่นกรองสี) เป็นตัวช่วย

ส่วนประกอบหลักๆ ของหน้าจอแบบ TFT LCD จะแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ

- LCD Panel (จอภาพ)

ส่วนนี้จะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นโครงสร้างของ TFT และส่วนที่เป็นโครงสร้างของ Color Filter (แผ่นกรองสี)

- Driving Circuit Unit (หน่วยควบคุมการแสดงผล)

ส่วนนี้จะประกอบไปด้วย LCD Driving IC (LDI : วงจรรวม) และ PCB (แผ่นวงจร) รวมถึง Driving Circuit (วงจรควบคุม)

- Backlight และ Chassis Unit

ส่วนนี้จะประกอบไปด้วยชุดหน่วยไฟส่องแสงภาพจากทางด้านหลัง และชุดฐานรองรับ



การทำงานของผลึกเหลวจะขึ้นอยู่กับระดับความต่างศักย์ของแรงดันที่อยู่ระหว่าง Color Filter Glass (แผ่นกรองแสง) และ TFT Glass (แผ่นแก้ว TFT)
ส่วนความสว่างของหน้าจอก็จะขึ้นอยู่กับแสง Backlight (แสงที่ถูกส่องมาจากทางด้านหลังของหน้าจอ) ซึ่งการที่จะแสดงผลสีได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์นั้น
ก็ต้องมีการทำงานที่สัมพันธ์กับจำนวนของ Liquid Crystal ด้วย


จากการที่แต่ละช่อง (Pixel) มีการกำกับด้วยตัวส่งสัญญาณอยู่ทุกช่อง ทำให้มีการตอบสนองค่อนข้างไว ส่งผลให้การแสดงผลมีความคมชัด สีสันสดใส
และมีความสว่างมากกว่าหน้าจอแบบ STN แต่ก็มีข้อด้อยคือต้นทุนในการผลิตสูง และต้องใช้พลังงานในการทำงานค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้หน้าจอแบบ TFT
จึงมักจะนำไปใช้กับอุปกรณ์อิเลคทรอนิกราคาแพง เช่นหน้าจอ Notebook หรือหน้าจอมือถือระดับหรู โดยจะเห็นได้ว่าขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่เอามารองรับ
ก็จะมากขึ้นด้วย จึงจะสามารถให้พลังงานกับหน้าจอ TFT ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน




4. TFD LCD (Thin Film Diode)

เป็นหน้าจอที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากหน้าจอแบบ STN และ TFT ซึ่งหน้าจอแบบ TFD นี้จะเอาข้อดีของหน้าจอทั้งสองแบบข้างต้นมารวมเข้าด้วยกัน
และพยายามตัดข้อด้อยที่มีอยู่เดิมออกไปด้วย กล่าวคือหน้าจอแบบ TFD จะมีความสามารถในการแสดงผลที่คมชัด สีสันสดใส มีการตอบสนองสัญญาณ
ได้รวดเร็ว เหมือนกับหน้าจอแบบ TFT แต่ใช้พลังงานน้อยเทียบเท่ากับหน้าจอแบบ STN นั่นเอง ทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น
ไม่ต้องมีการประจุไฟบ่อยครั้ง

5. UFB LCD (Ultra Fine And Bright)

เป็นหน้าจอที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Samsung เริ่มแรกในช่วงปี ค.ศ.2002 โดยใช้กลุ่มนักพัฒนาที่เรียกว่า Samsung SDI Display Unit โดยทาง Samsung
ได้ชูจุดเด่นของหน้าจอ UFB ว่าเป็นหน้าจอที่สามารถตอบสนองต่อการประมวลผลได้สูงกว่าหน้าจอแบบ TFT แต่ใช้พลังงานในการทำงานน้อยพอๆ กันกับหน้าจอ
แบบ STN ซึ่งขณะนี้ทาง Samsung ก็ได้ผลิตหน้าจอแบบ UFB ให้กับบริษัทผู้ผลิตมือถือชั้นนำหลายราย อาทิเช่น Nokia, Motorola หรือ LG เป็นต้น

ความละเอียดของหน้าจอคืออะไร

ความละเอียดของหน้าจอ หรือที่เรียกว่า Resolution นั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หน้าจอมือถือที่เห็นกันอยู่ และภาพที่เราเห็นผ่านหน้าจอมือถือนั้นเกิดจากจุด
แสดงสีเล็กๆ (Pixel) ที่เรียงต่อกันเป็นจำนวนมาก ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งก็จะเป็นลักษณะเดียวกันกับหน้าจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์นั่นเอง
ดังนั้นหากหน้าจอมือถือรุ่นใดมีจุดเหล่านี้มากกว่า ก็จะให้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงกว่าไปด้วย ทำให้การแสดงผลสวยงามน่ามองยิ่งขึ้น เช่นหน้าจอที่มี
ความละเอียด 320 x 240 Pixels ก็จะให้ภาพที่ละเอียดคมชัดกว่าหน้าจอที่มีความละเอียด 176 x 220 Pixels นั่นเอง

ความแตกต่างของระดับสีในการแสดงผล

มือถือแต่ละรุ่นก็จะมีหน้าจอที่สามารถแสดงสีได้มากน้อยแตกต่างกันไป ถ้ายิ่งแสดงสีได้มากเท่าไหร่ ภาพที่แสดงบนหน้าจอก็จะมีสีสันสดใสสมจริงขึ้นเท่านั้น
แต่ทว่าความแตกต่างก็อาจจะมองไม่ออก หากภาพที่เห็นเป็นภาพที่ประกอบด้วยสีไม่กี่สี โดยเฉพาะภาพที่มีลักษณะเป็นการ์ตูนทั้งหลาย ซึ่งหากมองไปแล้ว
อาจจะไม่เห็นความแตกต่างกันเลยระหว่างหน้าจอที่แสดงสีได้แตกต่างกัน เช่นระหว่างหน้าจอ 256 สี กับ 65,536 สี แต่ถ้าหากเป็นภาพที่ประกอบไปด้วยโทนสี
และแสงเงาที่แตกต่างกันอย่างมาก เช่นภาพถ่ายจริง ภาพวิวทิวทัศน์ ก็จะเห็นความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน เช่นสมมติในรูปตัวอย่างต่อไปนี้
จะแทนภาพด้านซ้ายเป็นภาพจากหน้าจอที่สามารถแสดงสีได้น้อยกว่า ในขณะที่ภาพด้านขวาเป็นภาพจากหน้าจอที่สามารถแสดงผลสีได้มากกว่า

 


จะสังเกตเห็นว่าภาพด้านซ้ายจะมีการไล่สีที่ไม่นุ่มนวล ดูไปแล้วภาพค่อนข้างหยาบ ในขณะที่ภาพด้านขวาจะมีการไล่สีที่ดูนุ่มนวลสวยงามกว่ามาก เท่านี้ก็คงพอ
จะนึกภาพได้ชัดขึ้นว่าทำไมหน้าจอของมือถือราคาแพง ที่สามารถแสดงผลสีได้เยอะๆ เช่น 65,536 สีหรือ 262,000 สี ให้ภาพที่สวยงามนุ่มนวลสมจริงกว่าหน้าจอ
แบบ 256 หรือ 4,096 ส

ซึ่งในปัจจุบัน หน้าจอที่แสดงผลได้แค่ 4,096 สีหาได้น้อยลงมากแล้ว เนื่องจากมาตรฐานของมือถือรุ่นใหม่ๆ ก็จะมีหน้าจอที่แสดงผลได้ 65,536 สีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
เพื่อให้รองรับกับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

ก็จบกันไปแล้ว เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผลของโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าคงไม่ยาก
เกินที่ทุกท่านจะทำความเข้าใจและเรียนรู้อย่างแน่นอน และหวังว่าทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้คงจะได้รับความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ และนำไปประยุกต์ใช้
ให้เกิดประโยชน์ในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเลือกซื้อมือถือเครื่องใหม่ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

บทความโดย : Oska (Thaimobilecenter Editor)
website : http://www.thaimobilecenter.com/home/index.asp



อัลเฟรด เบอนาร์ด โนเบล
(Alfred Bernard Nobel)

อัลเฟรด โนเบล นักวิศวกรชาวสวีเดน เกิดที่เมือง stockhome ประเทศ Sweden เมื่อ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1833 ผู้ค้นพบวิธีการทำระเบิดไดนาไมท์ แต่เขาเล็งเห็นความร้ายกาจของมัน จึงตั้งกองทุนเป็นรางวัลประจำปีให้แก่บุคคลซึ่งทำประโยชน์ให้มนุษย์ชาติ จำนวน 9 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้สาขาต่างๆ ได้แก่ สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาแพทย์ สาขาสันติภาพ สาขา สรีรศาสตร์ และสาขาวรรณคดี รางวัลนี้จัดทุกๆ ต้นปี แต่มีพิธีแจกในวันที่ 10 ธันวาคม อันเป็นวันเสียชีวิตของอัลเฟรด โนเบล (เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1896)

  • รางวัล สาขาฟิสิกส์ และเคมี ทำการแจกโดยสถาบัน the Royal Acasemy of Science ในกรุงสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน

  • สาขาแพทย์แจกโดย Karolinska Medical Chirurgical Institute ในสต๊อกโฮม

  • สาขาวรรณคดี แจกโดยสถาบัน the Swedish Academy ในสต๊อกโอม

  • สาขาสันติภาพแจกโดย The Swedish Parliament

รางวัลโนเบลทำพิธีแจกครั้งแรกในปี 1901 ให้แก่นักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ ชื่อ วิลเฮล์ม คอนราด รีนต์เกิน ผู้ค้นพบรังสีเอกซ์

ที่มา : ชุลีพร สุวรรณ, โลกน่ารู้ ชุดวิทยาศาสตร์

หมายเหตุ

  1. สำหรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ตั้งขึ้นภายหลังจากที่ อัลเฟรด โนเบล เสียชีวิตไปแล้ว

  2. ผู้สนใจรายละเอียดดูได้ที่ http://www.nobel.se/

 
 


พิษภัยของผงชูรส

 

1. ผงชูรสคืออะไร
ผงชูรส คือ สารเคมีที่มีสูตรเคมีดังนี้ มีชื่อทางเคมีว่า โมโนโซเดียม-แอล-กลูตาเมต (MONOSODIUM-L-GLUTAMATE) และมีชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า เอ็ม เอส จี (MSG) ซึ่งย่อมาจากชื่อเต็มภาษาอังกฤษที่ขีดเส้นใต้ไว้นั่นเอง ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “บี่เจ็ง”
 
2. ขบวนการผลิตผงชูรส
ผงชูรสผลิตจากขบวนการทางเคมี ซึ่งมีทั้งกระบวนการหมักและต้องใช้สารเคมีหลายตัว เช่น กรดกำมะถันหรือกรดซัลฟูริค กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก ยูเรีย ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในปัสสาวะของคน นอกจากนี้ยังต้องใช้โซดาไฟอีกด้วย
ขบวนการผลิตผงชูรสอาจเขียนเป็นแผนผังโดยย่อได้ดังต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง โปรดสังเกตสารเคมีที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอน ซึ่งมีทั้งกรดและด่างโซดาไฟ รวมทั้งยูเรียด้วย

ขบวนการผลิตผงชูรส
1. แป้งมันสำปะหลัง (TAPIOCA หรือ CASSAWA STARCH)
ใช้กรดกำมะถันหรือกรดซัลฟูริค (H2SO4) ผ่านขบวนการย่อยสลายแป้งทางเคมีที่ 130 องศาเซลเซียส (SACCHARIFICATION)
2. สารละลายน้ำตาลกลูโคส (GLUCOSE SOLUTION)
ใช้ยูเรีย(Urea) และเชื้อจุลินทรีย์ (Corynebacterium
glutanicum) ผ่านขบวนการหมัก (Fermentation)
3. แอมโมเนียมกลูตาเมต (Ammonium Glutamate)
ใช้กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริค (HCl)
ผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
4. กรดกลูตามิค (Glutamic acid)
ใช้โซดาไฟ หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)
ผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
5. สารละลายผงชูรสหยาบ (MSG. Crude Solution)
ใช้สารเคมีฟอกสี ผ่านขบวนการฟอกสี
6. สารละลายผงชูรสใส (MSG. Clear Solution)
ผ่านขบวนการตกผลึก
ผลึกผงชูรส (MSG. Crystals)
3. ผงชูรสมีประโยชน์หรือไม่
ผงชูรสไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับกรดกลูตามิค ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ไม่มีความจำเป็น เพราะร่างกายผลิตเองได้ จึงไม่มีคุณค่าทางอาหารแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อนึ่ง ผงชูรสเป็นสารเคมีคนละตัวกับกรดกลูตามิคที่มีอยู่ในธรรมชาติและในอาหารประเภทโปรตีน โดยที่ผงชูรสเป็นเกลือโซเดียมเช่นเดียวกับเกลือแกง เป็นคนละตัวกับกรดเกลือที่หลั่งอยู่ในกระเพาะอาหารเวลาหิว
นอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ผงชูรสยังมีโทษและพิษภัยอันตรายมากมายด้วย ซึ่งจะกล่าวโดยย่อดังต่อไปนี้
4. พิษภัยและอันตรายของผงชูรส
พิษภัยและอันตรายของผงชูรสอาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เกิดจากโซเดียมและส่วนที่เกิดจากตัวผงชูรสแท้ๆ
5. พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากเกลือโซเดียม
ผงชูรสมีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับเกลือแกง แต่อันตรายมากกว่าเกลือแกงตรงที่ว่าเกลือแกงใช้เพียงนิดเดียว ก็รู้สึกว่ามีรสเค็ม แต่ผงชูรสใส่มากเท่าไรก็ไม่รู้สึกตัวว่ามีปริมาณโซเดียมมากเท่าไร เพราะไม่มีรสเค็มให้รู้สึกเหมือนอย่างเกลือแกง หรือพูดอีกนัยหนี่ง ผงชูรสมี “พิษแฝง” ในเรื่องโซเดียม ซึ่งมีพิษภัยอันตรายดังต่อไปนี้
5.1 ทำให้ภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ลดลง ถึงแม้ผงชูรสจะไม่ทำให้เกิดโรคเอดส์โดยตรง แต่ (ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง คือความหมายของโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Antibody Immune Defficiency Syndrome
5.2 ทำให้เกิดการคั่งในสมองเด็ก ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้นจะเป็นคนปัญญาอ่อน ในปัจจุบันนี้มีเด็กปัญญาอ่อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีผงชูรสแพร่หลายในประเทศไทย จะเกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือไม่น่าศึกษา
5.3 ทำให้เด็กทารกเกิดอาการชักโคมา ซึ่งบางครั้งแพทย์ไม่รู้สาเหตุ อาจทำการรักษาผิดพลาดเป็นอันตรายได้
5.4 เป็นภัยต่อหญิงมีครรภ์ทำให้ร่างกายบวมและยังมีพิษภัยต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดด้วย
5.5 อันตรายต่อผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่แพทย์ห้ามกินของเค็ม ซี่งหมายถึงการห้ามกินเกลือโซเดียมนั่นเอง ได้แก่เกลือแกงและผงชูรสเป็นต้น
6. พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัวผงชูรสแท้
6.1 ทำให้เกิดอาการแพ้ผงชูรส ซึ่งจะมีอาการชาและร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า โหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก บางคนมีผื่นแดงเกิดขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก เป็นต้น จนเป็นที่รู้จักและขนานนามโรคแพ้ผงชูรสว่า “ไชนีสเรสทัวรองซินโดม”(Chinese Restaurant Syndrome) หรือ “โรคภัตตาคารจีน” เพราะร้านอาหารจีนมักใช้ผงชูรสกันมากนั่นเอง
6.2 ทำลายสมองส่วนหน้าที่เรียกว่าไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ทำให้การเจริญเติบโตช้า ปัญญาอ่อน ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ เป็นหมัน อวัยวะสืบพันธุ์เล็กลง ทั้งในเรื่องขนาดและน้ำหนัก
6.3 ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือเกิดตาบอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์ทดลอง ยิ่งอายุน้อยจะยิ่งเกิดผลร้ายมาก
6.4 ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกาย อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ นอกเหนือจากโรคทรัพย์จาง เพราะต้องใช้เงินซื้อผงชูรสโดยไม่จำเป็น
6.5 ทำให้ไวตามินในร่างกายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวตามินบี-6 ทำให้ร่างกายผิดปกติและเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย (การค้นพบนี้ทำให้ใช้ไวตามินบี-6 แก้โรคแพ้ผงชูรสได้)
6.6 เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผงชูรสที่ผ่านความร้อนสูงๆ เช่น การปิ้ง ย่าง เผา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ได้หลายแห่ง เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับและสมอง เป็นต้น
6.7 ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคประสาทมากขึ้นเรื่อยๆ น่าศึกษาว่าเกิดจากผงชูรสได้หรือไม่
6.8 เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทำให้ร่างกายเกิดวิรูปหรือผิดปกติ ปากแหว่ง หูแหว่ง จมูกวิ่น แขนขาพิการ เป็นต้น
6.9 ถ้ากินมากจะผ่านเยื่อกั้นระหว่างรกภายในร่างกายของผู้เป็นมารดากับทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกในครรภ์ได้รับผลกระทบจากผงชูรส
6.10 ทำให้เด็กเล็กถึงตายได้ เด็กไทยอายุ 20 เดือนถึงแก่ความตาย เมื่อกินขนมครกโรยผงชูรสด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้ำตาล (เรื่องนี้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์บิดามารดาของเด็กเอง)
 
7. ผงชูรสแท้กับผงชูรสเทียม
ทุกวันนี้ผงชูรสมีราคาถูก จึงไม่มีการปลอมปนด้วยสารเคมีชนิดบอแรกหรือโซเดียมเมตาฟอสเฟต ซึ่งมีเกล็ดคล้ายคลึงกับผงชูรส อย่างที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนที่ผงชูรสมีราคาแพงมาก
อย่างไรก็ตาม หากมีการปลอมปนผงชูรสในปัจจุบันนี้ มักจะปลอมปนด้วยน้ำตาลทรายหรือเกลือแกง
ดังนั้น ในปัจจุบันนี้จึงไม่ค่อยมีผงชูรสปลอม ซึ่งมักจะเป็นข้ออ้างของบริษัทผู้ผลิต รวมทั้งข้าราชการที่สนับสนุนบริษัทผู้ผลิตผงชูรสว่า “ผงชูรสแท้ไม่อันตราย ผงชูรสปลอมจึงจะอันตราย”
อันที่จริงถ้าหากมีผงชูรสปลอมปนด้วยน้ำตาลหรือเกลือแกง ผงชูรสแท้ย่อมจะอันตรายมากกว่าผงชูรสปลอม เพราะน้ำตาลทรายมีพิษภัยน้อยกว่าผงชูรส ส่วนเกลือแกงก็มีรสเค็มจัด ถ้ากินผงชูรสในปริมาณที่จะให้รสเค็มเท่าเกลือแกงแล้ว จะมีพิษภัยมากกว่าเกลือแกงหลายเท่าตัว

 

รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์

ย้อนหลังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ "พฤษภาทมิฬ" 2535

 

ความนำ

          พฤษภาทมิฬระหว่าง 17-20 พฤษภาคม 2535 เป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองและเป็นจุดด่างดำของประวัติศาสตร์การเมืองไทยจุดที่ 3 ต่อจากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และการสังหารโหดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งสามเหตุการณ์สะท้อนถึงการเสียดุลของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง บ่งบอกถึงความไม่สามารถปรับตัวของสังคมเข้าสู่ดุลยภาพ

          พฤษภาทมิฬสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มทหารและกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งไม่สามารถหาข้อยุติได้ในสถาบันการเมือง เนื่องจากการทำงานไม่ได้ผลของกลไก และในความเป็นจริง ความขัดแย้งในอำนาจทางการเมืองของทั้งสองกลุ่มได้ส่อให้เห็นเค้ามาแล้ว ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516

รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534

          สภาวะของธุรกิจการเมืองธนาธิปไตย ได้นำไปสู่ข่าวลือเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จนทำให้เกิดความหวั่นวิตกกันทั่วไปว่า จะนำประเทศไปสู่ความหายนะเพราะพันธะผูกพันที่ทำกับบรรษัทต่างชาติในโครงการใหญ่ๆ ต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ความอหังการของนักการเมืองโดยเฉพาะรัฐมนตรีบางท่านที่ออกมาปะทะคารมกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพบก ซึ่งมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากราชการและเข้าร่วมกับรัฐบาลพอเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะที่พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งทุกอย่างก็เข้าแนว กล่าวคือ ทางฝ่าย จปร. รุ่น 5 ได้คุมกำลังและดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพบก ขณะเดียวกันก็มีอดีตผู้บังคับบัญชาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม

          แต่เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่พัฒนาต่อมาคือ การที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ไปปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ได้ออกมาตอบโต้จนผลสุดท้ายพลเอกชวลิตได้ลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง ทำให้เกิดช่องว่างทางอำนาจขึ้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ควบตำแหน่งรับมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย และต่อมาได้เชิญหัวหน้าพรรคปวงชนชาวไทย พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก มาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างนายทหารแห่งกองทัพบก จปร. รุ่น 5 และรัฐบาลตึงเครียดขึ้น การพบปะรับประทานอาหารเช้าในวันพุธเป็นประจำระหว่างนายทหารและนายกรัฐมนตรีเริ่มขาดตอน สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดยิ่งขึ้น

          ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐคือ การที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจแต่งตั้งพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงกลาโหม โดยอ้างว่าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของตน ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พลเอกชาติชาย และพลเอกอาทิตย์ มีกำหนดการเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เชียงใหม่ แต่ก็กลายเป็นกับดักตกอับที่สนามบินกองทัพอากาศ โดยเป็นการปฏิวัติของคณะปฏิวัติที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยมี พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะ รสช. พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองหัวหน้าคณะฯ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นรองหัวหน้าคณะฯ และมี พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขานุการ

เหตุผลของการปฏิวัติมี 5 ข้อ คือ

    1. มีการทุจริตคอรัปชันในบรรดารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างกว้างขวาง
    2. ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
    3. รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
    4. มีการพยายามทำลายสถาบันทหาร
    5. บิดเบือนคดีวันลอบสังหารซึ่งมีจุดมุ่งหมายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

          รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยาชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และได้มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ผู้มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ โดยมีอดีตรัฐมนตรีถูกประกาศชื่อเป็นผู้อยู่ในข่ายสงสัย ในขณะเดียวกันก็มีการเคลื่อนไหว ในการตั้งพรรคการเมืองโดยสมาชิกบางคนของ รสช.

          ที่เห็นเด่นชัด คือ พรรคสามัคคีธรรม และยังมีความพยายามที่จะเข้าคุมพรรคการเมืองที่มีอยู่โดยส่งคนสนิทเข้าคุมตำแหน่งบริหารพรรค เช่นกรณีของพรรคชาติไทยและพรรคกิจสังคม เป็นต้น

          แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ความอิสระของรัฐบาลอานันท์ ปันยาชุน ซึ่งไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติทหารและบริหารบ้านเมืองด้วยความสะอาด บริสุทธิ์ ตามหลักวิชาการ จนเกิดความรู้สึกว่ามีความขัดแย้งกันขึ้นระหว่าง รสช. และรัฐบาล นอกจากเหนือจากนั้นประเด็นการแปรญัตติรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคณะกรรมการ ชุดแรก 20 คน โดยคณะกรรมการสามัญ 25 คน ได้นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างหนัก โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลที่เปิดทางให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองได้ อำนาจของวุฒิสมาชิก การแก้ไขรัฐธรรมนูญและตัวนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ตำแหน่งประธานรัฐสภา เขตการเลือกตั้ง คณะกรรมการรัฐธรรมนูญ และผู้ตรวจการรัฐสภา

          การประท้วงรัฐธรรมนูญที่ขาดความเป็นประชาธิปไตยได้นำไปสู่ความตึงเครียดทางการเมือง จนต้องมีการห้ามทัพกัน เหตุการณ์สำคัญคือ พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและพลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ผลสุดท้ายรัฐธรรมนูญก็ผ่านสภาทั้งสามวาระโดยมีข้อขัดแย้งที่จะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต คือ

1.ตัวนายกรัฐมนตรีจะมาจาก ส.ส. หรือคนนอก ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้
2 อำนาจวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจในการร่วมอภิปรายและลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล และพระราชกำหนด
3. ประธานรัฐสภามาจากประธานวุฒิสภาตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ได้มีการแก้ไขให้ประชาชนรัฐสภามาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร์
4.เขตการเลือกตั้งได้เปลี่ยนเป็นเขตละ 3 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2521

           แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ คุณสมบัติของตัวนายกรัฐมนตรีและอำนาจวุฒิสมาชิก นอกจากนั้นยังมีประเด็นปัญหาที่หลงลืมคือ ในบทเฉพาะกาลให้ประธาน รสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร์ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

          การเลือกตั้งในวันที่ ๒๒ มี.ค. ๒๕๓๕ จึงเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้เงิน “ซื้อเสียง” อย่างเปิดเผยและเป็นจำนวนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นมา รายงานลับของหน่วยงานผู้ดุแลการเลือกตั้งหน่วยหนึ่งระบุว่า “ทานตะวัน” หมดเงินไปไม่น้อยกว่า ๑,๖๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ “ดอกบัว”หมดไปประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท  เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าโครงการ”สี่ทหารเสือ” ประสบผลสำเร็จเพียงใด

          ผลการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้จำนวนผู้แทนมากเป็นอันดับ ๑ คือพรรคสามัคคีธรรม  (๗๙ คน ) ตามด้วยชาติไทย (๗๔) ความหวังใหม่ (๗๒) ประชาธิปัตย์ (๔๔)พลังธรรม (๔๑) กิจสังคม (๓๑) ประชากรไทย (๗) เอกภาพ ( ๖ ) ราษฎร ( ๔ ) ปวงชนชาวไทย ผ ๑ ) และพรรคมวลชน ( ๑ )  การดำเนินการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายณรงค์ วงศ์วรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคสามัคคีที่ได้เสียงมากที่สุดได้รับการเสนอชื่อพรรคสามมีคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร รวมจำนวนเสียงสนับสนุน ๑๙๕ เสียง ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๙ ของประเทศไทย แต่ยังไม่ทันที่ พล.อ. สุนทรจะได้ทูลเกล้าฯ ชื่อนายรณรงค์ ก็มีการยืนยันจากนางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ โษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาว่า นายณรงค์เป็นผู้หนึ่งที่ “ต้องห้าม” ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯได้ เพราะมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด  ชื่อของ พลงอ. สุจินดาจึงขึ้นมาแทนที่ในเวลาอันรวดเร็ว

          ในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๕ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ซึ้งลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายกรับมนตรีคนที่ ๑๙ ของประเทศไทยนับจากนั้น ความขัดแย้งและความยุ่งยากก็ก่อตัวขึ้น จนนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเวลาต่อมา


ลำดับเหตุการณ์

          การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ในรัฐบาลผสมของพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคราษฎร และ พรรคสามัคคีธรรม ( ปัจจุบันสองพรรคหลังเลิกไปแล้ว ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจและการคัดค้านของประชาชน พรรคฝ่ายค้านสี่พรรค ( พรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคเอกภาพ) และ กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ทั่วประเทศ การคัดค้านครั้งนี้ยืนอยู่บนหลักการสำคัญสองประการ คือ

๑. คัดค้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ รสช.

          เนื่องจาก พล.อ. สุจินดาเป็นผู้หนึ่งในคณะ รสช. ซึ่งทำการรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญ และเป็นที่ทราบกันดีกว่าเหตุผลแท้จริงของการรัฐประหารนั้นเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างทหารกับรัฐบาล มิใช่เรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด การเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ของ พลงอ. สุจินดา จึงเป็นการเข้าสืบทอดอำนาจเผด็จการของคณะ รสช. อย่างเห็นได้ชัด

๒. คัดค้านรับธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

          รัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างกายใต้อำนาจของคณะ รสช. เป็นรับธรรมนูญที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยหลายประการ ทั้งนี้เพื่อเปิดช่องทางสำหรับการสืบทอดอำนาจของคณะ รสช. เช่นนายกรับมนตรีคนนอก จำนวนวุฒิสมาชิกและอำนาจของวุฒิสภา ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลคัดค้านเรื่องความชอบธรรมของตัวบุคคลที่ร่วมรัฐบาลเช่น พล.อ. สุจินดา เป็นคนไม่รักษาคำพูดเนื่องจากเคยสัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรับมนตรี หากยังบริหารประเทศได้อย่างไร รับมนตรีหลายคนในคณะรัฐบาลเคยถูกคณะกรรมการตรวขสอบทรัพย์สินซึ่งาตั้งโดยคณะ รสช. สั่งยึดทรัพย์และประกาศว่าเป็นผู้ร่ำรวยผิดปรกติ ฯลฯ

          ในขณะที่เสียงคัดค้านอันยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยดังขึ้นทุกขณะ พรรคร่วมรับบาล พล.อ. สุจินดากลับเฉยเมยต่อเสียงประชาชนโดยถือว่าเป็นการเล่นนิกสภาและได้พยายามปิกกั้นบิดเบือนข่าวสารทุกอย่างเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคัดค้าน ของประชาชน รวมทั้งกล่าวหาผุ้คัดค้านว่าเป็นขัดพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยลืมนึกไปว่าคณะ รสช. นั่นเองเป็นผู้ขัดพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรับมนตรีโดยลืมนึกไปว่าคระ รสช. นั้นเองเป็นผู้ขัดพระบรมราชโองการ และใช้กำลังทหารเล่นการเมืองนอกสภาโดยการล้มรับบาลชาติชายและล้มรัฐธรรมนูญอันถือเป็นหัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

          การต่อสู้ของประชาชนผู้ยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องของการปกครองระบอบประชาธิปไตยกับกลุ่มผู้มีอำนาจทางทหาร ซึ่งยึดมั่นในอำนาจและกติกาที่ตนเองเป็นผู้ร่าง และกลุ่มนักการเมืองผู้ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง จึงเปิดฉากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำพูดและการกระทำของทุก ๆ คนในเหตุการณ์พฤษภาวิปโยค เป็นภาพสะท้อนอย่างแจ่มชัดถึงจุดยืนทางความคิดของคนคนนั้นว่า เขาเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย หรืออำนาจเผด็จการ หรือยึดมั่นในผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง…หรือเป็นคนที่ไม่มีหลักการใด ๆ เลย

๗ เมษายน ๒๕๓๕

          สุจินดาเป็นนายกฯ ท่ามกลางกระแสคัดค้าน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรับมนตรีคนที่ ๑๙ ตามความคาดหมาย มีข้าราชการทหารและพลเรือนจำนวนหนึ่งไปมอบดอกไม้แสดงความยินดี  พล.อ. สุจินดาให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งคณะรับมนตรีว่า ส.ส. ที่ถูกยึดทรัพย์สามารถเป็นรับมนตรีได้ เพราะประชาชนเลือกเข้ามา และศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิดส่วนพรรคการเมืองสี่พรรค คือ พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม และพรรคเอกภาพ ที่หลายเป็นพรรคฝ่ายค้านได้ออกแถลงการณ์คัดค้านนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

          องค์กรต่าง ๆ เริ่มเคลื่อนไหวคัดค้าน เช่น การประชุมเพื่อคัดค้านนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ( สนนท.) หลังนั้นมีการวางหรีดอาลัยแก่ตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ. สุจินดา ที่สวนรื่นฤดี รวมทั้งมีการแสดงการคัดค้านของนักวิชาการหลายท่าน

๘ เมษายน ๒๕๓๕

          ฉลาดอาหารประท้วง /ชนวนแรกของการคัดค้าน เวลาตีหนึ่ง ร.ต. ฉลาด วรฉัตร อดีต ส.ส. เริ่มอดอาหารประท้วงให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ที่บริเวณหน้ารัฐสภา พร้อมป้ายสีดำข้อความว่า “ข้าขอพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยนายกรับมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง”

          สุจินดาหลั่งน้ำตา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” /พล.อ. สุจินดาหลั่งน้ำตากล่าวอำลาตำแหน่ง ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. ที่หอประชุมกองทัพบกบอกว่ามีความจำเป็นต้องเสียสัตย์เพื่อชาติและขอให้ทหารคดิว่าตนเป็นพลเรือนแล้ว พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี รักษาการ ผบ.ทบ. ได้กล่าวว่า ตนสนับสนุน พล.อ. สุจินดา ๒,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์

          ในวันนี้ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย มีประชาชนจากที่ต่าง ๆ ไปชุมนุมสนับสนุนนายกฯ คนใหม่ที่จังหวัดจัดรถไปรับและจ่ายเงินให้คนละ ๒๐ บาท

          พล.อ.สนุทร คงสมพงษ์ ประธาน รสช. กล่าวว่า ทางห้าพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลขอให้ พล.อ. สุจินดาที่จะทำได้ ส่วนเรื่องนักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์นั้น ตนคิดว่าไม่ควรนำมาเป็นรัฐมนตรีแต่ก็เป็นเรื่องของนายกฯ

          นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า ควรให้รัฐบาลทำงานก่อน ส.ส.ฝ่ายค้านได้ออกมาแสดงการคัดค้าน พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้นายอาทิตย์ชี้แจงบทบาทของตัวเองในการเลือกนายกรับมนตรี และพรรคฝ่ายค้านทั้งสี่พรรคแถลงว่าจะยึดหลักต่อสู้ต่อไปทั้งในและนอกสภา ทางฝ่าย ครป. และ สนนท. ได้มีจดหมายส่งถึง พล.อ. สุจินดา คัดค้านการเข้ารับตำแหน่งนายกฯ และขอร้องให้ลาออก มีการเสวนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาไทยในสหรัฐฯประกาศจะวางหรีดดำประท้วง

๙-๑๕ เมษายน ๒๕๓๕

          ใคร ๆ ก็ยกป้ายเชียร์ /พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล ผบ.ทอ. และ ผบ.สูงสุด กล่าวว่ารัฐบาลจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย แต่ก็ไม่ยืนนับว่าไม่มีการปฏิวัติขณะที่ พล.อ. อิสระพงศ์กล่าวว่า นายกฯ เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์  ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศมีประชาชนออกมาสนับสนุนนายกฯ ทั่วประเทศมีประชาชนออกมาสนับสนุนนายกฯ คนใหม่มากมาย จน พล.อ. สุจินดาบอกว่า อยากให้ยกป้ายด่ามากกว่าป้ายเชียร์ รวมทั้งโต้การที่ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธหัวหน้าพรรคความหวังใหม่จะมอบตุ๊กตาทองให้ว่า ตนไม่เคยเล่นละคร นายมนตรี พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคกิจสังคม บอกว่า นายกฯ เป็นผู้มีบารมีมาก จะอยู่ครบสี่ปี

ฉลาดอดอาหารต่อ

          ร.ต. ฉลาดยังยืนยันที่จะอดอหารต่อไปและปฎิเสะคำขอของพระภิกษุและประชาชนที่ขอให้เลิกอดอหาร รวมทั้งไม่นำพาต่อการยั่วยุเช่นมีการส่งโลงศพมาหใพร้อมรับเป้นเจ้าภาพสวดศพ ในวันเดียวกันนี้ น.ส. จิตราวดี วรฉัตร ลูกสาวของ ร.ต. ฉลาด ประกาศสานต่อเจตนารมณ์ถ้าพ่อเป็นอะไรไป

          ทางพรรคฝ่ายค้าน พล.ต. จำลอง ศรีเมืองหัวหน้าพรรคพลังธรรม ได้มีจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ. สุจินดา คัดค้านนายกฯ คนนอก และขอให้ พล.อ.สุจินดาถอนตัวจากตำแหน่งนายกฯ  พรรคฝ่ายค้านทั้งสี่พรรคมีมติแต่งชุดดำไว้ทุกข์ และจัดปราศรัยเพื่อคัดค้านนายกฯคน นอก สำหรับการคัดค้านจากฝ่ายอื่น ๆ ยังมีอยู่ทั่วไป จากองค์ต่าง ๆ และนักวิชาการทั้งในและนอกประเทศ

๑๖–๑๙ เมษายน ๒๕๓๕

คลอดรัฐบาลเป็ดง่อย

          วันที่ ๑๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ประกอบด้วยพรรคการเมืองห้าพรรค คือ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และ พรรคราษฎร โดยมีรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์รวมอยู่ด้วยถึงสามคนทั้งที่คณะ รสช.อ้างเหตุผลในการทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้วว่า สาเหตุหนึ่งก็เพื่อกำจัดรัฐมนตรีที่คอรัปชัน

          พล.อ. สุจินดาให้เหตุผลที่มีรัฐมนตรีที่ถูกประกาศยึดทรัพย์ว่า ศาลยังไม่ตัดสินว่ามีความผิดอีกทั้งประชาชนเป็นคนเลือกเข้ามาและบอกว่าทำได้ดีที่สุดแค่นี้ ขณะที่ พล.อ. สนุทร ให้สัมภาษณ์ว่า มองคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้วเศร้าใจ

การคัดค้านนอกสภา

           บริเวณหน้ารัฐสภาที่ร.ต. ฉลาดอดอาหารประท้วงอยู่ มีการอภิปรายต่อต้าน พล.อ. สุจินดาและมีผู้ร่วมอดอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีการแสดงการคัดค้านจากประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เช่นนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

          หลังการประชุมสภา (วันที่ ๑๖) ฝ่ายค้านซึ่งพร้อมใจกันแต่งเข้าสภาได้แถลงว่า จะเปิดการปราศรัยใหญ่ที่ลานพระบรมรูปฯ ในวันที่ ๒๐ เวลา ๑๗.๐๐ น. และจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสี่ข้อ คือ ให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ให้ประธานรัฐสภามาจากประธานสภาผู้แทนฯ ตัดอำนาจวุฒิสมาชิกเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และแก้ไขสมัยการประชุม

         นายสมัคร สนุทรเวช รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่พรรคฝ่ายค้านออกมาคัดค้านนั้นเพราะฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาลบ้าง พล.อ.อ. อนันต์ กลินทะ รมว. กระทรวงมหาดไทย พูดว่าเสียงคัดค้านนอกสภาเป็นเสียงส่วนน้อย

๒๐ เมษายน ๒๕๓๕

          นายกฯ บอกหลับสบาย ก่อนหน้าที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายที่ลานพระบรมรูปฯ ในเย็นวันนี้ พล.อ. สุจินดาให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อมีสภาแล้วไม่ควรเล่นนอกสภา และบอกว่าไม่ห่วงเรื่องการปราศรัยเลย ตนพร้อมจะรับคำตำหนิ คิดว่าประชาชนจะมาชุมนุมไม่ถึงแสนคน ไม่หนักใจม็อบต้าน และบอกว่า “ผมไม่เครียดหลับสบายทุกคืน” ส่วน พล.อ.อ. เกษตรบอกว่าการชุมนุมเป็นการเล่นนอกเกม ถ้าเหตุการณ์บานปลายลุกลาม จะใช้มาตรการให้บ้านเมืองสงบ พล.อ. อิสระพงศ์ ก็กล่าว มีแผนจัดการกับผู้ร่วมชุมนุมแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณไม่สงบ ประชาชนเรือนแสนร่วมคัดค้านนายกฯคนนอก

          การปราศรัยเริ่มขึ้นเมื่อเวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นการปราศรัยของตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ ประชาชนมาร่วมชุมนุมเพิ่มขึ้นจนตำรวจต้องปิดการจราจรบริเวณลานพระบรมรูปฯ มีประชาชนเข้าฟังประมาณ ๑ แสนคน โดยแกนนำคือพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน และชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมของนายกฯ คนปัจจุบัน หลังการปราศรัยของพรรคต่าง ๆ จบลง มีการจุดเทียนพร้อมกันโดยข่าวนี้ไม่ได้เผยแพร่ทางโทรทัศน์เลย ยกเว้นช่อง ๓ ที่ออกอากาศประมาณนาทีครึ่ง

๒๑ เมษายน - ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๕

           ฉลาดเข้าไอซียู / ร.ต. ฉลาดที่อดอาหารมาเกือบ ๒๐ วัน เริ่มมีอาการแย่ลง แต่ก็ยังอดอาหารต่อไปแม้จะได้รับการ้องขอให้เลิกจากสมเด็จพระสังฆราชในตอนสายของวันที่ ๒๙ ร.ต. ฉลาดช็อกหมดสติและถูกนำส่งโรงพยาบาล แพทย์บอกว่าต้องรักษาตัวอย่างน้อยเจ็ดวัน ต่อมา น.ส. จิตราวดีได้ประกาศอดอาหารต่อแทนบิดา

พล.อ.อ. อนันต์ให้สัมภาษณ์ว่า “การอดอาหารเป็นอาชีพของ ร.ต. ฉลาด”

          ฝ่ายค้านเดินหน้า รัฐบาลบอกเล่นนอกเกม /ทางพรรคฝ่ายค้านนอกจากมีการออกไปอภิปรายตามจังหวัดต่าง ๆ แล้ว ยังได้ตกลงกับองค์กรเอกชนเพื่อจัดการชุมนุมใหญ่คัดค้านนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในวันที่ท๔ พฤษภาคมที่ท้องสนามหลวง นอกจากนี้ตัวแทนพรรคพลังธรรมยังเสนอให้นายกฯ ลงมาเลือกตั้ง โดย ส.ส. พลังธรรมยินดีลาออกเปิดทางให้

           พล.อ. สุจินดาได้พูดว่า เมื่อมีสภาแล้วให้พูดกันในสภา ตนยอมรับการคัดค้านในสภาเท่านั้น พล.อ.อ. อนันต์คาดว่า กระแสคัดค้านนั้นสองสัปดาห์คงหมดไป และบอกว่านายกฯ ส่วนการประท้วงหากรุนแรงอาจจะต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

๔ พฤษภาคม ๒๕๓๕

          จำลองขออดข้าวตาย

          วันนี้เป็นวันชุมนุมของประชาชนเพื่อคัดค้านนายกฯ คนนอกที่ท้องสนามหลวง

          บรรยากาศเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็น กลุ่มมวลชนต่าง ๆ ผลัดกันขึ้นเวทีอภิปรายให้หัวข้อ”ร่วมพลังประชาธิปไตย นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง” มีประชาชนเข้าร่วมเกือบแสนคน ในช่วงท้ายเป็นการปราศรัยของนักการเมืองฝ่ายค้านข้อความเน้นความไม่ถูกต้อง ความไม่ชอบธรรมและการสืบทอดอำนาจของ พล.อ. สุจินดา มีการกล่าวถึงคำพูดของนายกฯ เช่น “เสียสัตย์เพื่อชาติ” การอภิปรายมุ่งไปที่ตัวนายกฯ โดยตรงและเรียกร้องให้ พล.อ. สุจินดาลาออก

          พล.ต. จำลองขึ้นเวทีประกาศอดอาหารทุกชนิด บอกว่าจะตายภายในเจ็ดวัน หาก พล.อ. สุจินดาไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และได้ขอให้ประชาชนไปร่วมแสดงพลังคัดค้านนายกฯ และได้ขอประชาชนไปร่วมแสดงพลังคัดค้านนากฯคนนอกที่หน้ารัฐสภา ส่วน ร.ต. ฉลาดที่ออกจากห้องไอซียูแล้ว บอกว่าจะไปอดข้าวกับ พล.ต.จำลอง

         พล.อ. สุจินดาให้สัมภาษณ์ว่าให้ ร.ต. ฉลาดทำไปจนกว่าจะหมดแรงไปเอง คงยุติเข้าสักวัน และยืนยันว่าไม่มีอะไรสร้างแรงกดดันได้ถ้าเรื่องนอกสภา

๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕

         อดได้อดไป แต่ให้เล่นในสภา / พล.อ. สุจินดาตอบคำถามนักข่าว กรณี พล.ต. จำลองอดอาหาร โดยย้อนถามนักข่าวว่าควรจะให้ตนลาออกหรือปล่อยให้ พล.ต. จำลองตาย และบอกว่าตนจะไม่ให้ พล.ต. จำลองตาย และบอกว่าตนจะไม่ใช้ความรุนแรง การคัดค้านนอกสภาไม่เป็นผล ส่วนนายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่า การอดอาหารเป็นการกระทำเกินขอบเขตและไม่ใช่ชาวพุทธที่ต้องเดินสายกลาง

         ทางฝ่าย ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ให้สัมภาษณ์ว่า เรามีสภาแล้วให้เล่นในสภา ด้าน พล.ต. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ บอกว่าเป็นเรื่องของนักการเมืองที่อยากดัง ตนยังยืนสนับสนุน พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯ ในฝ่ายของทหาร พล.อ. อิสระพงศ์ บอกว่าเรื่องประกาศกฎอัยการศึกต้องดูสถานการณ์และฟังคำสั่งของ ผบ. สูงสุด ซึ่งกองทัพมีคำสั่งให้เตรียมพร้อมในที่ตั้ง

        ฝ่ายค้านมีมติสนับสนุนกากรกระทำของ พล.ต. จำลอง และจะไม่เข้าร่วมฟังการแถลงนโยบายนายกฯ แต่จะเข้าไปทำหน้าที่อภิปรายในสภา

        พระประจักษ์เข้าเยี่ยม / บริเวณหน้ารัฐสภาในตอนเช้า ร.ต. ฉลาดได้กลับมาร่วมอดอาหารกับ พล.ต. จำลองพระประจักษ์ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมได้เขียนข้อความให้ พล.ต. จำลองว่า “ไม่มีใครตายได้สองครั้งอาตมามีความรู้สึกเหมือนคุณโยม ไม่ต้องกลัวอะไรฉันยินดีตายด้วย”

         ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหมื่นคน จนต้องตั้งเวทีขึ้นในตอนค่ำและปิดการจราจรในถนนอู่ทองใน กระแสการคัดค้านได้เกิดขึ้นในต่างจังหวัดด้วย เช่น ที่เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา เป็นต้น

๖ พฤษภาคม ๒๕๓๕

          นายกฯ เป็นไปในการอภิปราย / วันนี้เป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาลและมีการซักถามของส.ส. ในช่วงก่อนเปิดสภา พล.อ. สุจินดาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีเหตุการณ์อะไรและไม่มีอะไรกดดัน พล.อ.อ. อนันต์ แสดงความไม่เห็นด้วยในการอดอาหารประท้วง และว่ารัฐบาลเข้ามาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ควรใช้เวทีรัฐสภามากกว่า นายมีชัย ฤชุพันธ์ รองนายกฯ กล่าวว่า การที่ พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯ เพราะเรามีรัฐธรรมนูญอย่างนี้ แต่ก็เลิกได้โดยเป็นการเลิกในสภา ช่วงนี้ต้องทำตามกฎเกณฑ์ไปก่อน

         ในช่วงการแถลงนโยบายของนายกฯ ส.ส.ฝ่ายค้านซึ่งมีมติไม่เข้าฟังได้ออกปราศรัยกับประชาชนกว่า ๓ หมื่นคนที่ชุมนุมอยู่หน้ารัฐสภาเสร็จแล้วจึงกลับเข้าอภิปรายโจมตีนดยบายต่าง ๆ เช่น นโยบายที่บอกว่าจะรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย การกระจายอำนาจพูดถึงรัฐมนตรีถูกยึดทรัพย์ และสุดท้ายการรักษาสัจจะ โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ มีอาการกระสับกระส่ายตลอดเวลา

คัดค้าน – ถวายฎีกา สุจินดาต้องลาออก

         นักวิชาการ ๑๕ สถาบันการศึกษาเตรียมยื่นจดหมายถึง พล.อ. สุจินดา เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แต่ถูกขัดขวาง มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำหนังสือกราบบังคมทูลถวายความเห็นว่าทางออกประการหนึ่งคือ การพระราชทานคำแนะนำให้นายกฯ ยุบสภา

        การชุมนุมที่หน้ารัฐสภายังดำเนินต่อไป มีประกาศจาก พล.ต. จำลองว่ามีความลำบากในการอดอาหารและคงอยู่ไม่ครบเจ็ดวัน

        ทางด้านพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อลดแรงกดดัน ส.ส. พรรคชาติไทยคิดว่าจะให้ยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญสองประเด็นในวันพรุ่งนี้ คือ นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง และประธานสภาผู้แทนฯ เป็นประธานรัฐสภา โดยให้มีบทเฉพาะกาลหนึ่งปี พรรคกิจสังคม ก็ได้ยอมรับหลักการของฝ่ายค้าน แต่ต้องหากับทางพรรคก่อน

๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕

          นายกฯ กับเหตุผลการรับตำแหน่ง / การแถลงนโยบายในวันที่ ๒ จบลงด้วยความวุ่นวาย เมื่อนายกฯ พูดถึงเหตุผลที่เข้ารับตำแหน่งว่า เพราะ หนึ่ง รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้สอง กล่าวพาดพิงถึง พล.อ. ชวลิต ว่าเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยแบบสภาเปรซิเดียมและ กลุ่มที่เคลื่อนไหวนอกสภาก็เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การปกครองแบบนี้ สาม ได้รับการขอร้องจากชาวพุทธที่กำลังถูกกลุ่มหนึ่งก่อตั้งศาสนาใหม่ และ สี่ การที่นายกฯ เป็นคนกลางจะทำให้ควบคุมการคอรัปชันได้ดีที่สุด ในขณะที่นายกฯ ชี้แจงอยู่นั้น ได้มีเสียงตะโกนและเสียงโห่แสดงความไม่พอใจของ ส.ส. ฝ่ายค้านตลอดเวลา หลังจากชี้แจงแล้ว ประธานรัฐสภาได้กล่าวปิดการประชุมทันที

         เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาพข่าวทางโทรทัศน์ช่อง ๕ เสียงที่ได้ยินหลังคำแถลงของนายกฯกลายเป็นเสียงปรบมือ

ประกาศเตือนให้ยุติการชุมนุม

          ที่หน้ารัฐสภาภายหลังปิดสภาแล้ว ประชาชนมาร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้น แต่ถูกฝ่ายตำรวจกั้นไว้ภายนอก จนเมื่อ ส.ส. คนหนึ่งขับรถชนแผงกั้นที่ด้านลานพระบรมรูปฯ ประชาชนจึงสมารถเข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภาได้

         หลังปิดสภาได้มีการประชุมกันของฝ่ายทหาร ประกอบด้วย พล.อ. สุจินดา พล.อ.อ.เกษตร พล.อ. อิสระพงศ์ พล.ท. ชัยณรงค์ พล.อ.อ. อนันต์ สรุปว่าจะใช้มาตรการสามมาตรการ ถ้าผู้ชุมนุมไม่สลายตัว คือ ๑ . ออกประกาศเตือน ๒. ประกาศกฎอัยการศึก ๓. ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด โดยมั่นใจว่าจะสลายม็อบได้สามวัน

        เวลา ๑๕.๐๐ น. มีประกาศของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ฉบับที่ ๑ เรียกร้องให้ยุติการชุมนุมและเวลา ๑๗.๐๐ น. ก็มีประกาศกองกำลังรักษาพระนคร ฉบับที่ ๑ ( ผู้ประกาศคือ นายจักรพันธ์ ยมจินดา ซึ่งหลังจากนั้นได้ลาพักร้อนและลาออกจากหน้าที่ในเวลาต่อมา) ว่าจะจัดการกับผู้ชุมนุม แทนที่จะได้ผล กลับเป็นการท้าทายให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมมาขึ้น ๆ จนล้นออกมาถึงบริเวณลานพระบรมรูปฯ

เคลื่อนม็อบไปสนามหลวง

         ในเย็นวันนั้น พล.อ.อ. เกษตรให้สัมภาษณ์ว่า การสลายม็อบจะทำอย่างนิ่มนวล ถ้าไม่เชื่อฟังก็มีหลายมาตรการจัดการ แต่รับรองจะไม่ใช้วิธีรุนแรง ส่วน พล.อ. อิสระพงศ์ กล่าวว่า จะใช้มาตรการนุ่มนวล และจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว

        ในตอนค่ำ ครป. สนนท. และ พล.ต. จำลอง ได้นำผู้ชุมนุมนับแสนคนจากหน้ารัฐสภาไปยังสนามหลวงอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากประชาชนโดยรอบ และเสียงตะโกนว่า

        “สุจินดาออก ๆๆๆ” คาดว่าการที่แกนนำการชุมนุมเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปท้องสนามหลวง เพราะมีข่าวว่าจะมีการสลายม็อบตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งบริเวณหน้ารัฐสภาถูกปิดล้อมได้ง่าย ไม่เหมาะแก่การชุมนุม

๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕

สุยังไม่ออก

         พล.อ. สุจินดาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าตนสามารถทนการถูกอภิปรายในสภาได้ ที่พูดในสภาเรื่องเหตุผลการเป็นนายกฯ เป็นการชี้แจงส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเก้เป้นเรื่องของสภาซึ่งตนกระทำตามมติ ของสภาเท่านั้น ตนไม่ยึดติดกับอำนาจ และพร้อมที่จะลาออกถ้าเป็นไปตามกระบวนการ และว่าจะไม่ใช้มาตรการรุนแรงอย่างเด็ดขาด

        พล.อ.อ. อนันต์กล่าวว่า มีมาตรการแก้ไขปัญหาการชุมนุมอยู่แล้ว และว่า พล.ตง จำลองเป็น ส.ส. ทำไมไม่ไปทำหน้าที่ในสภา ส่วนเรื่องอดข้าวนั้นตนไม่เห็นตายสักที

รัฐบาลพยายามลดพลังการชุมนุม

       ฝ่ายรัฐบาลใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ออกข่าวแก่ประชาชนว่า การเข้าชุมนุมอาจได้รับอันตรายทั้งยังแพร่ภาพตัวแทนชาวพุทธเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ พล.อ. สุจินดา

        พล.อ.อ. อนันต์ได้เชิญตัวแทนหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับเข้าพบ และขอร้องให้เสนอข่าวตามจริงเพื่อประโยชน์ของชาติ กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งห้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจไปชุมนุมที่สนามหลวง ผู้ใดไปถือว่ามีความผิดทางวินัย

       นายมนตรีกล่าวว่าห้าพรรครัฐบาลมีมติที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่ แต่ต้องคุยกับฝ่ายค้านก่อน ส่วนนายอาทิตย์ขบอกว่าจะมีการประชุมร่วมแก้พรรคการเมืองได้ในวันที่ ๑๑ เพื่อหารือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังติดที่เงื่อนไข ของ พล.ต. จำลอง

เคลื่อนม็อบอีกรอบ

        ที่ท้องสนามหลวง บรรยากาศเริ่มคึกคักตั้งแต่ตอนเช้า มีประชาชนทยอยเดินทางมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินแสนคน ในตอนเย็นพล.ต. จำลอง ซึ่งอดอาหารมาเป็นวันที่ ๕ ก็ยอมรับในหลักการของประธานสภาผู้แทนฯ แต่มีเงื่อนไขที่ พล.อ. สุจินดาต้องมาแถลงเองว่าจะแก้ไขในหนึ่งเดือน ไม่มีบทเฉพาะกาล และต้องขอรับโทษถ้าไม่ทำตาม

       ช่วงค่ำ พล.ต. จำลองตัดสินใจนำขบวนผู้ชุมนุมออกจากสนามหลวง เพราะจะมีการใช้ผู้ชุมนุมออกจากสนามหลวงประกอบพิธีสัปดาห์พุทธสาสนาและพระราชพิธีพืชมงคล จึงได้นำขบวนประชาชนกลุ่มหนึ่งเดินมาตามถนนราชดำเนินและมาพบกับแนวรั้วลวดหนามของทางตำรวจที่กั้นไว้ที่บริเวณถนนราชดำเนินกลาง

       เนื่องจากการชุมนุมครั้งนี้มีแกนนำอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่ม ครป. และ สนนท. ซึ่งเข้ามามีบทบาทนำการชุมนุมในช่วงแรก กลุ่มที่สองคือ กลุ่มของ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเริ่มเข้ามีบทบาทนำการชุมนุมในช่วงหลังวันที่ ๗ พฤษภาคม ต่อมาทั้งสองกลุ่มได้ขัดแย้งกันในเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุม โดยกลุ่ม พล.ต. จำลอง ต้องการย้ายผู้ชุมนุมจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนิน แต่ทาง ครป. และ สนนท. เห็นว่าไม่ควรเคลื่อนย้าย จนเป็นเหตุให้ที่ชุมนุมเกิดความสับสน เมื่อประชาชนส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายตาม พล.ต. จำลองไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงปักหลักอยู่ที่ท้องสนามหลวง

      รัฐบาลได้ฉกฉวยโอกาสนี้ขยายภาพความขัดแย้งดังกล่าว โดยออกแถลงการณ์ฉบับที่ ๑ ว่า ครป. และ สนนท. ได้สลายการชุมนุมแล้วเหลือเพียง พล.ต. จำลอง กับ พล.อ. ชวลิตที่ยังนำการชุมนุมต่อที่สะพานผ่านฟ้า ฯ ต่อมาทาง สนนท. เห็นว่าควรให้การชุมนุมเป็นเอกภาพ จึงตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมจากสนามหลวงไปรวมกันที่ถนนราชดำเนิน

      รัฐบาลจึงออกแถลงการณ์ฉบับที่ ๒ ว่า นายปริญญาได้ฝ่ายฝืนมติของ สนนท. และ กลับมาร่วมชุมนุมใหม่ หลังจากแถลงการณ์ฉบับนี้นายโคทม อารียา จึงประกาศว่า ครป. และ สนนท. ยังเข้าร่วมการชุมนุมเหมือนเดิม เพื่อให้รัฐบาลยุติการตอนกลิ่มลงบนความขัดแย้ง

๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕

จำลองเลิกอดอาหาร

        กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าฯ ถูกกั้นด้วยลวดหนาม จนได้รับการขนานนามว่ากำแพงเบอร์ลิน ในตอนสายของเช้าวันนี้ พล.ต. จำลองได้ขอประชามติจากที่ชุมนุมว่าจะให้อดอาหารต่อหรือให้เลิกเพื่อที่จะสู้ต่อไป ผู้ชุมนุมมีมติเลือกข้อที่สอง

        พล.ต. จำลอง จึงเลิกอดอาหารและประกาศลาออกหัวหน้าพรรคพลังธรรม เพื่อป้องกันข้อครหาว่าต่อสู้เพื่ออำนาจ พร้อมทั้งลดเงื่อนไขการเรียกร้องเหลือเพียงการแก้ไขรับธรรมนูญ และให้บทเฉพาะกาลไม่เกินหนึ่งเดือน

       สถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยออกข่าวการประท้วงเลย ได้ออกข่าวการประกาศเลิกดอดอาหารของ พล.ต. จำลอง

       เป็นที่น่าสังเกตว่า การชุมนุมประท้วงตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมจะมีมากเป็นเรือนแสนในตอนเย็น และเริ่มน้อยลงในตอนเช้าของแต่ละวัน กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากขับรถยนต์มากันเอง และใช้โทรศัพท์มือถือ การชุมนุมครั้งนี้จึงได้รับการเรียนขานว่า “ม็อบรถเก๋ง” และ “ม็อบมือถือ”

แถลงมติเก้าพรรคยินดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ

        พรรคการเมือง นักวิชาการ อาจารย์พยายามหาทางออกด้วยการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญตัวแทนพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านรวมเก้าพรรคได้ประชุมกัน โดยความพยายามของนายอาทิย์ และมีมติว่าเก้าพรรคเห็นชอบแก้รับธรรมนูญในสี่ประเด็น คือ ประธานสภาผู้เป็นแทนฯเป็นประธานรัฐสภา นายกฯ มาจากการเลือกตั้งลดอำนาจวุฒิสมาชิก และการการแบ่งเขตเลือกตั้งลดอำนาจวุฒิสมาชิก และการแบ่งเขตเลือกตั้งโดยพรรคร่วมรัฐบาลขอเวลาไปขอมติพรรคและจะยื่นวาระให้ประธานรัฐสภาได้ทันในวันที่ ๑๕

๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕

เคลียร์ม็อบรับเสด็จ

        สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะเสด็จพระราชดำเนินผ่านถนนราชดำเนินไปยังท้องสนามหลวงในวันนี้ ตอนสายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมได้ร่วมกันทำความสะอาดถนนราชดำเนินมีการย้ายเต็นท์ไปข้าทาง และแจกธงชาติให้แก่ผู้ชุมนุมเพื่อเตรียมรับเสด็จแต่ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลว่าเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สถานีวิทยุ จส. ๑๐๐ ออกข่าวว่าผู้ชุมนุมปิดกั้นเส้นทางเสด็จฯ

เลิกชุมนุมชั่วคราว ดูท่าทีพรรคการเมือง

        แกนนำการชุมนุมได้ประชุมและแถลงแก่ผุ้ร่วมชุมนุมเรือนแสนว่าจะสลายการชุมนุมชั่วคราว เพื่อรอสัญญาของเก้าพรรคที่แก้ไขรับธรรมนูญ และ เพราะได้รับชัยชนะในระดับหนึ่งแล้ว โดยจะนัดชุมนุมกันใหม่ในวันที่ ๑๗ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทางรัฐสภา การชุมนุมได้ยุติลงเวลา ๐๔.๑๕ น. ของวันที่ ๑๑

๑๑ – ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕

         ห้าพรรค หลอกอีกแล้ว / หลังจากการชุมนุมของประชาชนยุติลงห้าพรรครัฐบาลก็มีท่าทีเปลี่ยนไป นายมนตรีกล่าวว่าการประชุมวันที่ ๙ นั้นไม่ใช่มติพรรคต้องนำเข้าที่ประชุมพรรคก่อน นายบรรหาร ศิลปอาชา เลขาธิการพรรคชาติไทยได้กล่าวหาว่า นายอาทิตย์กระทำการโดยพลการ และบอกว่าที่ทำไปเพื่อลดแรงกดดัน จนนายอาทิตย์ต้องออกมาประกาศว่า ได้ทำหน้าที่อย่างถึงที่สุดแล้ว และจะเกิดอะไรขึ้นเกินกว่าที่ตนจะผลักดันใด ๆ ได้

        นอกจากนี้ทั้งห้าพรรค ยังมีท่าทีที่จะถ่วงเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป โดยอ้างว่าต้องไปปรึกษากับ ส.ส. ในพรรคก่อน ไม่สามารถยื่นหนังสือขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันวันที่ ๑๕ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมบอกว่าต้องมีบทเฉพาะกาลสองปี นายมนตรีบอกว่าจะให้เริ่มมีผลบังคับใช้ในรัฐบาลหน้าส่วนนายสมัครบอกว่า นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง

       การพลิกลิ้นของพรรคฝ่ายรัฐบาลครั้งนี้คาดว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในวันที่ ๑๗ พฤษภาคมเป็นจำนวนมาก

ฉลาดขออดจนตาย ถ้าสุจินดาไม่ลาออก

        แม้ว่าทาง พล.ต. จำลองจะประกาศเลิกอดอาหารแล้ว แต่ ร.ต. ฉลาดยังยืนยันที่จะอดอาหารประท้วงต่อไป เพราะไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ โดยย้ายมาอยู่ที่หน้ารัฐสภาและประกาศว่า ถ้า พล.อ. สุจินดา ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ภายในวันที่ ๒๕ จะขออดทั้งอาหารและน้ำจนกว่าจะตาย

จัดคอนเสิร์ตกัดม็อบ

         ได้มีความพยายามจะไม่ให้เกิดการชุมนุมของประชาชนวันที่ ๑๗ กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่า ทุกจังหวัดดูแลไม่ให้เกิดการชุมนุมคัดค้าน โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ มีการสั่งห้ามผู้ว่าฯ กทม. ไม่ให้สนับสนุนการชุมนุม เช่น ห้ามบริการสุขาเคลื่อนที่ ในตอนท้ายแม้ว่านายกฯ จะอนุญาต แต่ปรากฏว่าฝ่ายทหารได้นำรถไปใช้และยังไม่ได้นำส่งคืน กทม. นอกจากนี้ในวันที่ ๑๕ มีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ คือมีประชาชนไปรวมกันที่หน้าศาลากลางของแต่ละจังหวัด พร้อมชูป้ายสนับสนุน พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯ เช่น “แล้งไม่ว่า ให้สุจินดาเป็นนายกฯ”

         ความพนายามอีกประการหนึ่งก็คือ การจัดคอนเสิร์ต “รวมใจต้านภัยแล้ง” ที่สนามกีฬากองทัพบก ซึ่งถูกจัดขึ้นอย่างฉุกละหุกในวันและเวลาเดียวกันกับการชุมนุมของประชาชนที่ท้องสนามหลวง

ประกาศตั้งสมาพันธ์ประชาธิปไตย

        หลังจากยุติการชุมนุมชั่วคราว บรรดาแกนนำได้นำประชุมร่วมกันเพื่อปรึกษาและสรุปบทเรียนที่ผ่านมาในวันที่ ๑๔ พ.ค. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เนื่องจากพบว่าการชุมนุมในช่วงแรก(๔-๑๑ พ.ค.) นั้นแกนนำขาดความเป็นเอกภาพมีความแตกต่างทางแนวคิดและไม่สามารถหาข้อยุติได้ด้วยขาดองค์กรนำ ที่ประชุมจึงลงมติจัดตั้งสมาพันธ์ประชาธิปไตยขึ้น ประกอบด้วยกรรมการเจ็ดคน คือ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล น.พ. เหวง โตจิราการ น.พ. สันต์ หัตถีรัตน์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ และร.ต. ฉลาด วรฉัตร (ภายหลังได้ถอนตัว และให้ น.ส. จิตราวดีเป็นแทน) นอกจากนี้ยังได้ออกแถลงการณ์ ใบปลิว ชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมในเย็นวันที่ ๑๗ ด้วย

        กิจกรรมในช่วงนี้ได้แก่ การเผาหุ่นสุจินดาในวันที่ ๑๒ การอภิปรายที่ธรรมศาสตร์วันที่ ๑๓ การแสดงของศิลปินที่สวนจตุจักรในวันที่ ๑๕ รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมวันวิสาขบูชาในวันที่ ๑๖ เป็นที่น่าสังเกตว่าเพลงของนักดนตรีที่เข้าร่วมในงานวันที่ ๑๕ ที่สวนจตุจักร ต่างถูกห้ามเปิดตามสถานีวิทยุของทหาร

๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕

นายกฯ ไปน่าน

ช่วงเช้า

       พล.อ สุจินดาเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดน่าน นายกฯ กล่าวว่า ตนพร้อมเดินทางกลับทันที หากเกิดเหตุรุนแรงในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ  เกี่ยวกับเรื่อง พล.ต. จำลองเสนอทางออกว่านายกฯ ต้องลาออกนั้น พล.อ. สุจินดากล่าวว่า นั้นเป็นทางออกของ พล.ต. จำลอง ส่วนตนมีแต่ทางเข้าอย่างเดียว รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ยกเว้นมีผู้ใช้ความรุนแรงขึ้นมา

        ที่กรุงเทพฯ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวปฏิเสธว่า การเลื่อนเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การหักหลัง แต่ต้องการปรึกษากันภายในพรรคก่อน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย

        นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เลขาธิการพรรคราษฎร ชี้แจงความเห็นของพรรคราษฎรต่อการแก้ไขว่ามีสองประเด็น คือ เรื่องของประธานรัฐสภาและการลดอำนาจวุฒิสมาชิก ส่วนประเด็นนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องสำคัญหากให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ทูลเกล้าฯ และไม่ควรปิดประตูรัฐธรรมนูญเพราะจะทำให้ประเทศล้มลุกคลุกคลาน

คอนเสิร์ตต้านภัยแล้ง ?

ช่วงเย็น

       มีการจัดคอนเสิร์ตต้านภัยแล้งที่สนามกีฬากองทัพบกและวงเวียนใหญ่ รถบัส รถยีเอ็มซี ของทหารและรถบัสทหาร นำชาวบ้านจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร ฯลฯ รวมประมาณ 1 หมื่นคน มาร่วมชมคอนเสิร์ตที่สนามกีฬากองทัพบก นอกจากชาวบ้านจากต่างจังหวัดแล้ว กลุ่มลูกเสือชาวบ้านในกรุงเทพฯ ประมาณ 600 คน ก็ได้เดินทางมาร่วมด้วย ผู้มาร่วมวานส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลมาร่วมงานหลายคน

        ชาวบ้านคนหนึ่งจากจังหวัดฉะเชิงเทราเผยว่าไม่ทราบว่ามางานอะไร เพียงแต่ผู้ใหญ่บ้านบอกให้มาช่วยม็อบ ในการเดินทางมาครั้งนี้มีผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

        นายชิน ทับพลี ผู้นำแรงงานย่านสมุทรปราการประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่างานนี้ไม่ใช่ม็อบจัดตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อรับเงินบริจาคช่วยภัยแล้ง แต่ที่ตรงกับการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก หากเห็นว่าการชุมนุมประท้วงที่สนามหลวงถูกต้องก็ไม่ต้องมาที่นี่

        นายชินกล่าวว่าใช้งบประมาณการจัดงานประมาณ 1 แสนบาทและคาดว่าจะได้ยอดเงินบริจาคประมาณ 10-20 ล้านบาท ซึ่งเมื่อถึงเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ยอดเงินบริจาคมีประมาณ 149,000 บาท

       ในบริเวณรอบสนามกีฬาฯ ได้จัดให้มีรถสุขาเคลื่อนที่ของ กทม. ประมาณเจ็ดคัน แต่ไม่มีคนใช้บริการเพราะในบริเวณอัฒจันทร์รอบสนามฟุตบอลมีสุขาให้ใช้อยู่แล้ว มีการแจกอาหารกล่อง ผลไม้และเครื่องดื่มเป๊ปซี่ตลอดงาน

        ส่วนที่วงเวียนใหญ่ นักร้องค่ายนิธิทัศน์เปิดการแสดงบนเวทีในราวหกโมงเย็น มีผู้สนใจชมประมาณ 3,000 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น มีเคลื่อนที่ของ กทม. จำนวนสามคันมาให้บริการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ทำการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ โดยการอนุมัติของนายปิยะนัฐ วัชราภรณ์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ชุมนุมที่ท้องสนามหลวง

ช่วงเช้าถึงเที่ยง

       เจ้าหน้าที่สมาพันธ์ประชาธิปไตยได้มารวมตัวอยู่ที่บริเวณสนามหลวงเพื่อเตรียมการชุมนุมที่จะขึ้นในตอนเย็น เช่น เรื่องอาหาร โปสเตอร์ เต็นท์อำนวยการ รวมทั้งสุขาชั่วคราวโดยใช้ถังน้ำมันผ่าครึ่งเป็นโถ มีผ้าพลาสติกกั้นเป็นห้องไว้ ตั้งชื่อว่า "สุขาเพื่อผู้รักประชาธิปไตย"

ราวเที่ยง

       มีประชาชนกว่า 5,000 คนทยอยมาที่สนามหลวงทั้ง ๆ ที่เวทียังไม่เริ่มตั้ง มีการขายเทปวีดีโอคำปราศรัยการชุมนุมเมื่อวันที่ 6-11 พ.ค. ที่ผ่านมา รวมทั้งเสื้อยืด สติกเกอร์ต่อต้าน พล.อ.สุจินดา และเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งขายดีมาก

       นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร และผู้อดอาหารประท้วงคนอื่น ๆ ได้ย้ายมาที่เต็นท์ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วน ร.ต. ฉลาด วรฉัตร ซึ่งยังคงปักหลักอดอาหารประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้ขอถอนตัวจากคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลว่าไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากร่างกายของตนอยู่ในสภาพที่อ่อนล้าการกระทำครั้งนี้ไม่ใช่ความแตกแยก แต่เพราะตนเหลือเวลาน้อยเต็มที่แล้ว

บ่ายโมง

       เจ้าหน้าที่สมาพันธ์ฯ เริ่มตั้งเวทีขึ้นโดยหันหน้าไปทางวัดพระแก้ว บนเวทีขึงผ้าสีขาวมีข้อความว่า " สมาพันธ์ประชาธิปไตย สุจินดาออกไปประชาธิปไตยคืนมา"

       จากประชาชนประมาณ 3 หมื่นคนในเวลาบ่างสามโมง ได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนคนเมื่อถึงเวลาทุ่มครึ่ง การจราจรโดยรอบสนามหลวงติดขัดเพราะมีผู้คนเดินทางมาทุกสารทิศ มีรายงานว่านายทหารตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 1,000 คนได้ปะปนอยู่ในที่ชุมนุม

       สมาพันธ์ประชาธิปไตยแจกธงกระดาษสีขาวมีข้อความว่า "ประชาธิปไตยต้องได้มาโดยสันติวิธี" และ "พร้อมใจยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย" แก่ประชาชน เพื่อใช้โบกระหว่างฟังการปราศรัย

       แอ๊ด คาราบาว ขึ้นร้องเพลงบนเวที ตัวแทนสมาพันธ์ประชาธิปไตยทยอยขึ้นปราศรัย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการตะโกนคำขวัญขับไล่ พล.อ. สุจินดาตลอดเวลา ธงสีขาวสะบัดพรึบทั่วท้องสนามหลวงเมื่อคำพูดถึงใจ

สองทุ่มเศษ

        พล.ต. จำลองตั้งเวทีปราศรัยย่อยขึ้นอีกแห่งหนึ่งเพื่อตรึงคนไว้ เนื่องจากเสียงจากเวทีใหญ่ได้ยินไม่ทั่วถึง จนถึงขณะนี้คาดว่ามีประชาชนกว่า 3 แสนคนแล้ว

        นายพงษ์ศักดิ์ เปล่งแสง รองประธานกลุ่มรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งมีองค์กรในสังกัดกว่า 200 องค์กร มีสมาชิกราว 3 หมื่นคน กล่าวปราศรัยต่อที่ชุมนุมว่า หากเกิดเหตุแรงจากการปราบปรามของรัฐบาล พนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดของตนพร้อมจะหยุดงาน

        นายวีระ มุสิกพงศ์ พรรคความหวังใหม่ ขึ้นปราศรัยกล่าวเสียดสีถึงการที่รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้นำสุขาเคลื่อนที่มาบริการ ว่านอกจากจะปิดกั้นข่าวสารปิดหูปิดตาประชาชนแล้ว ยังปิดกั้นประชาชนด้วย

       หนังสือพิมพ์ประมาณว่ามีผู้ร่วมชุมนุมเกือบ 5 แสนคน นับเป็นการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ของพลังประชาธิปไตย ทว่าไม่มีสถานีโทรศัพท์ช่องใดรายงานข่าวการชุมนุนนี้

เคลื่อนขบวนสู่ทำเนียบ

         พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจเปิดเผยว่าได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ประมาณ 4,000-5,000 นาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยประสานกับกองกำลังรักษาพระนครตลอดเวลา

        ผู้บัญชาการกองกำกับรักษาพระนคร ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรง (นขต.) กองกำลังรักษาพระนคร ปฏิบัติการตามแผนไพรีพินาศ / 33 ขั้นที่ 2 และปฏิบัติตามคำสั่งยุทธการที่ 1/35 โดยให้ทุกหน่วยเข้าที่รวมพลขั้นต้นใกล้พื้นที่ปฏิบัติการตามสี่แยกสะพานและสถานที่สำคัญให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 19.00 น. สำหรับกองกำลังทหารบกและกองกำลังตำรวจ ให้รับผิดชอบสกัดบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ สะพานสมมติอมรมารค สะพานระพีพัฒนลาภ สะพานเหล็ก และสะพานภาณพันธ์

เวลาหกโมงเย็น

        ทหารในสังกัดกองกำลังรักษาพระนครเตรียมพร้อมในที่ตั้งประมาณ 2,000 นาย บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ มีรถดับเพลิงจำนวน 10 คัน และรถพยาบาลหนึ่งคัน

เวลาทุ่มเศษ

        ทหารช่างจาก ช.พัน 1 รอ. พร้อมด้วยรถยีเอ็มซีสองคัน บรรทุกรั้วลวดหนามมาจอดเตรียมพร้อมอยู่หน้ากระทรวงคมนาคม

ราวสามทุ่ม

       คณะกรรมการสมาพันธ์ฯ ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ น.พ.เหวง โตจิราการ ขึ้นไปบนเวที

       พล.ต. จำลองได้นำประชาชนกล่าวปฏิญาณอย่างพร้อมเพรียงกันต่อหน้าพระแก้วมรกตและพระบรมมหาราชวังว่า จะเคารพเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะต่อสู้กับเผด็จการ และให้มีประชาธิปไตยที่นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง โดยยึดมั่นในหลักการอหิงสาสันติวิธี

       น.พ. เหวงประกาศให้ประชาชนเดินไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอคำตอบจาก พล.อ. สุจินดา ประชาชนจึงทยอยเดินออกจากท้องสนามหลวงไปตามถนนราชดำเนินกลาง โดยมีขบวนของ พล.ต. จำลองเป็นผู้นำ

      รายการบนเวทียังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อดึงคนบางส่วนไว้ ให้การเคลื่อนขบวนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่วุ่นวาย นางประทีปกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องเคลื่อนขบวนว่า เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์อย่างสันติวิธีและขอให้ผู้ร่วมขบวนทุกคนรักษาความสงบ

      ไม่นาน ถนนราชดำเนินกลางก็เต็มไปด้วยฝูงชน ธงเล็กสีขาวโบกไสวตลอดขบวน พร้อมกับเสียงร้องขับไล่ พล.อ. สุจินดาดังเป็นระยะ ๆ การจราจรย่านสนามหลวงเป็นอันพาตไปทันที

       ที่สะพานผ่านฟ้าฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจนับพันนายพร้อมโล่หวาย ไม้กระบองตรึงกำลังอยู่โดยมีลวดหนาววางเป็นแนวกั้น รถดับเพลิงและทหารเสริมกำลังอยู่ด้านหลัง

มือที่สาม

        การปะทะครั้งที่แรกเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 21.20-22.00 น. เมื่อฝูงชนกลุ่มแรกที่มาถึงสะพานผ่านฟ้าฯ เผชิญหน้ากับแนวกีดขวางและขอร้องตำรวจให้เปิดทางแต่ไม่สำเร็จ ประชาชนจึงพยายามฝ่าแนวกั้นโดยใช้ไม้กระแทกสิ่งกีดขวาง ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มมือและเข้าดึงลวดหนาม บางคนก็ใช้มือเปล่า

       พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์ รมช. มหาดไทยในขณะนั้น ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการฉีดน้ำสกัดฝูงชนในทันทีที่กลุ่มผู้ชุมนุมรุกล้ำผ่านเข้ามา แต่เนื่องจากน้ำที่ฉีกออกมานั้นแรงทั้งยังเป็นน้ำครำเน่าเหม็น ส่งผลให้ผู้ชุมนุมบางรายถึงกับเสียหลักและเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ประชาชนจึงตอบโต้ด้วยการขว้างปาขวดน้ำและก้อนหินเข้าใส่เจ้าหน้าที่

       ต่อมา ฝูงชนกลุ่มหนึ่งบุกยึดรถดับเพลิงจำนวนแปดคันที่กำลังฉีดน้ำใส่กลุ่มชน แล้วฉีดน้ำกลับใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้ตำรวจต้องถอยร่นไป แต่ในที่สุดกำลังตำรวจนับพันนายก็บุกตะลุยเข้าชิงรถดับเพลิงคืนได้ โดยใช้กระบองรุมกระหน่ำตีกลุ่มผู้ยึดรถ การปะทะระหว่างฝูงชนกับตำรวจที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ และหน้ากรมโยธาธิการกินเวลานานนับชั่วโมง นอกจากก้อนหินและขวดน้ำแล้ว ยังมีคนใช้ขวดน้ำมันจุดไฟรวมทั้งระเบิดขวดขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดเสียงดังเป็นระยะ ๆ ทางฝ่ายตำรวจใช้กระบองเข้าทุบตีประชาชน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ (ผู้จัดการฉบับพิเศษ 2535) ผู้สื่อข่าวและช่างภาพหลายคนโดยทุบตี ถูกยึดฟิล์ม กล้อง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ไป มีผู้บาดเจ็บเลือดอาบรวมถึงถูกทุบตีจนเสียชีวิตหลายราย

       ในช่วงเวลาเดียวกัน โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจออกข่าวว่า พล.ต. จำลองได้นำประชาชนเคลื่อนย้ายจากท้องสนามหลวงเพื่อมุ่งสู่พระตำหนักจิตรลดาฯผู้ชุมนุมได้ขว้างปาเจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลออกแถลงการณ์ให้ประชาชนที่มาชุมนุมกลับที่พักโดยด่วน

เวลา 22.15 น.

         ตำรวจนำรั้วลวดหนามมาตั้งขวางไว้ตามเดิม ผู้บาดเจ็บถอยมารวมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เพิ่งเคลื่อนขบวนมาถึงสะพานผ่านฟ้าฯ พล.ต. จำลองได้กล่าวขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและนั่งลงต่อสู้โดยสันติวิธี ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในความสงบ แต่มีบางส่วนที่ยังคงขว้างปาขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชายฉกรรจ์กลุ่มหน้าสุดประมาณ 20 คน พยายามประสานมือกันเพื่อดึงประชาชนให้นั่งลง

ยึดสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทอง

เวลา 23.00 น.

          ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ กลับสู่ความสงบ กลุ่มผู้ชุมนุนด้านกรมโยธาธิการกลับใช้ความรุนแรงและยั่วยุเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเกิดการปะทะ มีการขว้างปาด้วยระเบิดเพลิงประทัด ในที่สุดก็มีการยึดสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทอง นำรถดับเพลิงออกมา ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะในบริเวณดังกล่าวให้สัมภาษณ์ว่า มีบุคคลกลุ่มหนึ่งนำขวดบรรจุน้ำมันก๊าดมาเตรียมไว้ที่บริเวณสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทอง และกระทำการยั่วยุให้เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชนบริเวณนั้นจนตำรวจต้องถอนกำลัง

เผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง

        ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ทางสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งมีสภาพไม่ต่างกับสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทองเท่าใดนัก เพราะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งเจตนาก่อความรุนแรงขึ้น โดยการขว้างปาสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปในสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งลงมือเผาและทุบรถยนต์ ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสะพานผ้านฟ้าฯ

        ก่อนที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งจะถูกเผาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ภายในอาคารเริ่มทยอยกันออกไปทางด้านหลังกองกำกับการ หลังจากตำรวจออกไป กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้เข้าไปในสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเพี่อเผาและฉกฉวยทรัพย์สิน

         ผู้บุกรุกสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ ตัดผมรองทรง บางคนศีรษะเกรียนร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 17-18 ปี มีข้อสังเกตว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีการเตรียมการในการเผาทำลายอาคารไว้พร้อมพรัก เพราะมีผู้ชุมนุมบางคนพยายามเข้าไปห้ามแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการขว้างปาถุงใส่น้ำมันจำนวนหลายถุงที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเตรียมมาได้ นอกจากนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เพราะแม้แต่ประตูห้องขังก็ได้เปิดให้ผู้ต้องขังหนีออกมาก่อนแล้ว กลุ่มผู้บุกรุกทำงานด้วยความคล่องแคล่ว รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ราวกับได้เตรียมการมาอย่างรอบคอบ

         ตลอดเวลาที่เกิดความวุ่นวายบนถนนราชดำเนินนอก ประชาชนนับแสนตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าฯ ถึงสี่แยกคอกวัว ซึ่ง พล.ต. จำลอง คุมสถานการณ์ไว้ได้ ยังคงนั่งชุมนุมอย่างสงบ

        พล.ต. จำลอง ได้ประกาศต่อที่ชุมนุมว่า ไม่ขอรับผิดชอบต่อการก่อจลาจลทั้งหมดเพราะเป็นฝีมือของมือที่สามที่หวังสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามประชาชน

๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

         เที่ยงคืนเศษ โทรทัศน์ได้ออกข่าวว่า พล.ต.จำลองได้ปลุกระดมประชาชนทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ทางราชการจึงต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากกว่านี้

เวลา 00.30 น.

         โทรทัศน์ออกประการศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ลงนามโดย พล.อ. สุจินดา และ พล.อ.อ. อนันต์ กลินทะ รมว. มหาดไทย

เวลา 01.30 น.

         โทรทัศน์ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ห้ามชุมนุมมั่วสุมเกิน 10 คนขึ้นไป

         ต่อมาเวลาตีสาม โทรทัศน์ได้ประกาศเพิ่มเติมว่า พล.ต. จำลองได้นำการจลาจลเผารถ เผาสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทอง ยึดสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ทางราชการจึงต้องเข้าระงับความรุนแรงโดยเร็วที่สุด

         มีข้อน่าสังเกตว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล ให้เหตุผลที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง โดยกล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่พยายามรื้อลวดหนามมีเครื่องมือ ได้แก่ กรรไกรตัดเหล็กขนาดใหญ่ ถุงมือ และกระสอบ แต่หากพิจารณาจากภาพถ่ายของผู้สื่อข่าวแล้ว ประชาชนมีเพียงมือเปล่า

         ในราวตีสี่เศษ กำลังทหาร 2,000 นายและตำรวจ 1,500 นาย ซึ่งเตรียมพร้อมที่สะพานมัฆวานฯ ก็เคลื่อนกำลังสู่สะพานผ่านฟ้าฯ มีการยิงปืนกราดใส่ฝูงชนบนถนนอย่างไร้เหตุผล มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

         แล้วในท่ามกลางความสงบของผู้ชุมนุมนับแสน เสียงปืนชุดแรกของทหารที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ก็ดังสนั่นกึกก้องนานราว 15 นาที ลูกกระสุนแหวกอากาศเป็นห่าไฟขึ้นสู่ฟ้าตามวิถีเพื่อขู่ขวัญ ประชาชนที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณผ่านฟ้าฯ ภูเขาทอง ป้อมมหากาฬ หลบหนีกันแตกกระเจิง มีเสียงร้องโอดครวญของผู้ได้รับบาดเจ็บเพราะถูกยิง และหลายคนเสียชีวิต

        สิ้นเสียงปืน ผู้ชุมนุมกลับมาผนึกกำลังกันใหม่ตรงสะพานผ่านฟ้าฯ ปรบมือเสียงดังหนักแน่นเรียกขวัญกำลังใจของผู้ชุมนุมให้กลับมากอีกครั้ง

        เกือบรุ่งสาง เสียงปืนชุดที่ 2 ก็ดังกึกก้องไม่แพ้ครั้งแรก ทหารเคลื่อนพลเดินดาหน้าเข้ามาพร้อมรถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ฝูงชนจนแตกกลุ่มถอยรุนจากบริเวณสะพาน เสียงปืนจางลง ผู้ชุมนุมพร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีราวกับต้องการขอพึ่งพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ให้ช่วยพสกนิการที่กำลังถูกทำร้าย ทว่าไม่ทันที่เสียงเพลงจะจบดี เสียงปืนก็ดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง หนนี้ไม่มีเสียงตอบโต้จากผู้ชุมนุม

         กำลังทหารเข้ายึดสะพานผ่านฟ้าฯ พร้อมกับเอาลวดหนามกั้นไว้ วิถียิงที่มีทั้งขึ้นฟ้าและระดับบุคคลได้สงหารประชาชนและทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ส่วนลำโพงของเวทีใหญ่ถูกยิงแตกกระจุย

        ในช่วงเวลาเดียวกัน โทรทัศน์ประกาศว่ากำลังทหาร ตำรวจ ได้เข้ากราดล้างผู้ก่อความไม่สงบแล้ว

แผนไพรีพินาศ - แผนสังหารผู้บริสุทธิ์

         แผนไพรีพินาศ/ 33 ขั้นที่ 3 ระบุว่า หากปฏิบัติการในขั้นที่ 2 (ขั้นป้องกัน) ไม่สำเร็จ และสถานการณ์ทวีความรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าระงับยับยั้งและยุติภัยคุกคาม เพื่อสถาปนาความสงบเรียบร้อยให้กลับคืนมาก (รายงานของกองทัพบกต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาล)

         มีข้อน่าสังเกตว่า ในช่วงเวลา 23.00 น. ขณะเกิดการปะทะกันบริเวณกรมโยธาธิการ นายตำรวจรักษาการณ์ที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ได้ขอกำลังทหารมาช่วยตั้งแต่เที่ยงคืนก่อนมีการเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง แต่กำลังทหารกลับมาถึงเวลา 04.00 น. หลังจากที่สถานีตำรวจนนครบาลนางเลิ้งถูกเผาไปเรียบร้อยแล้ว

         ถ้าพิจารณาตามแผนไพรีพินาศแล้วกล่าวได้ว่าการสลายการชุมนุมเป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งอาจตกเป็นเหยื่อของการเผาสถานีตำรวจ เพราะนายตำรวจประจำสถานีนครบาลได้ขอกำลังจากโรงเรียนนายร้อย จปร. (เก่า) ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนแต่เป็นเพราะเหตุใด กำลังทหารจึงมาถึงล่าช้าทั้ง ๆ ที่ระยะทางห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร !

จับจำลอง - สลายม๊อบ

หกโมงเช้า

        พล.ต. ฐิติพงษ์ เจนนุวัตร ผู้บัญชาการกองพล 1 กับตัวแทนทหารอีกหนึ่งคนเปิดเจรจากับตัวแทนฝ่ายชุมนุม คือ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ส.ส. พรรคพลังธรรม ที่จุดกึ่งกลางระหว่างทหารกับประชาชน โดยฝ่ายทหารขอให้ไปชุมนุมที่สนามหลวง

เจ็ดโมงเช้า

       พล.ต จำลองโทรศัพท์ติดต่อกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความช่วยเหลือ

สิบโมงเช้า

       ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.สุจินดาชี้แจงกับคณะรัฐมนตรีถึงสถานการณ์และเหตุผลที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่ได้พูดถึงการใช้กำลังอาวุธเข้าทำร้ายประชาชน

เตรียมสลายการชุมนุม

        ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ หลังจากทหารได้ใช้อาวุธปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อตอนเช้ามืด ในตอนสาย บรรยากาศการชุมนุมกลับสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่ง ผู้ชุมนุมได้มอบดอกไม้ให้แก่ทหารและตำรวจปรามจราจล

12.30 น.

       กองกำลังรักษาพระนครวางแผนสลายการชุมนุม (จากรายงานของกองทัพบกต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาล)

13.00 น.

         ทหารตั้งกำลังปิดกั้นบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า ท่าพระจันทร์ สีแยกคอกวัว และวางลวดหนามขวางถนนราชดำเนินตรงบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ ประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมชุมนุมถูกสกัดไว้ไม่ให้เข้า ในขณะที่ผู้ชุมนุมภายในเหลืออยู่เพียง 2 หมื่นคน

14.00 น.

         พล.อ. สุจินดาออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์กล่าวหา พล.ต. จำลองและบุคคลบางคนว่าเป็นภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ยุยงปลุกปั่นให้การชุมนุมเกิดความรุนแรงจนทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายสถานที่ราชการ จึงต้องใช้กำลังทหารตำรวจเข้าปราบปรามขั้นเด็ดขาดเพื่อยุติความเสียหาย

15.00 น.

        กองกำลังรักษาพระนครก็สั่งการให้สลายการชุมนุมจากสะพานผ่านฟ้าฯ ถึงกรมประชาสัมพันธ์ โดยให้เหตุผลว่า "ในขณะนั้นมีผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นจำนวนมากกองกำลังรักษาพระนครได้พิจารณาเห็นว่า หากการชุมนุมในจุดังกล่าวดำเนินต่อไปจนถึงเวลาค่ำเหตุรุนแรงก็คงจะเกิดขึ้นอีกเหมือนกับที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมาแล้ว (17 พ.ค. 35 ) จึงจำเป็นต้องสลายการชุมนุม"

สังหารโหด ใบไม้ร่วงกลางนาคร

บ่ายสามโมง บนถนนราชดำเนิน

         ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพพักผ่อนหลบแดดร้อน เสียงปืนก็ดังสนั่นราวฟ้าถล่มทหารเดินดาหน้าเข้าล้อมกรอบกลุ่มผู้ชุมนุมจากทุกทิศ โดยมีรถหุ้มเกราะเคลื่อนตามมาข้างหลัง ผู้คนนับหมื่นแตกกระเจิงวิ่งหนีหลบไปตามซอกเล็กซอกน้อย ส่วนที่เหลือราว 3,000 คนหมอบราบลงกับพื้น ได้ยินเสียงหวีดร้องและเสียงร้องให้สะอึกสะอื้นท่ามกลางเสียงปืนรัวกระหน่ำ

       ผู้ที่หลบรอดมาได้เล่าว่า ทหารนอกจากยิงปืนขึ้นฟ้าแล้ว ยังยิงกราดใส่ผู้ชุมนุมด้วย และมีกองกำลังบางส่วนใช้กระบองเข้าทุบตีผู้ชุมนุมที่นอนหมอบกับพื้นอย่างไม่ยั้งมือ "อย่าทำร้ายประชาชน จับผมไปคนเดียว" พล.ต. จำลองพยายามเปล่งเสียงพร้อมกับชูมือแสดงตัวขณะที่หมอบราบอยู่กับฝูงชน  สารวัตรทหารร่างยักษ์สองนายตรงเข้าจับกุมใส่กุญแจมือแล้วนำตัวขึ้นรถออกไปจากที่ชุมนุม

กำลังทหารเข้ายึดพื้นที่ถนนราชดำเนินตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าฯ ถึงสี่แยกคอกวัวไว้ได้อย่างสิ้นเชิงผู้ชายถูกสั่งให้ถอดเสื้อนอกคว่ำหน้า สองมือไพล่หลังมัดไว้ด้วยเสื้อ ส่วนผู้หญิงนอนคว่ำหน้า หลายคนร่างสั่นสะทกหวาดผวา น้ำตาอาบใบหน้า

         รถ ยี เอ็ม ซี 10 คันและรถบัส 3 คน นำผู้ชุมนุมไปกักขังที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน ประมาณว่ามีผู้ถูกจับนับพันคน

15.45 น.  

        ข่าวด่วนพิเศษทางโทรทัศน์ประกาศว่า กองกำลังรักษาพระนครได้สลายกลุ่มก่อการจลาจลเรียบร้อยแล้วโดยไม่เสียเดือดเนื้อ

       การเข้าสลาบม๊อบครั้งนี้ใช้กำลังทหารสามกองพัน ร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดนในชุดปราบจราจลอีกหนึ่งกองพัน ประมาณ 2,000 คน พร้อมรถเกราะติดปืนกลสี่คัน ภายหลังการสลายม๊อบกำลังทหารยังหนุนเข้ามาไม่ขาดสาย ประมาณว่ามีกำลังทหารทั้งหมดไม่ต่ำกว่าหนึ่งกองพลกับอีกห้ากองพันหรือประมาณ 6,000-7,000 คน

       เสียงปืนรัวเป็นชุด ๆ ยังดังอยู่ตลอดถนนราชดำเนินเพื่อสลายฝูงชนที่ยังเหลืออยู่ตามซอกเล็กซอกน้อย และปรามไม่ให้คนนอกเข้ามาภายในบริเวณ ส่วนตามแนวสกัดของทหารโดยรอบถนนราชดำเนินยังมีฝูงชนจับกลุ่มตะโกนด่าทหารและขับไล่ พล.อ. สุจินดา

สี่โมงครึ่ง

        มีการยิงปืนใหม่กราดไปทางป้อมมหากาฬ ใส่กลุ่มคนที่หลบตามซอกหลืบ มีคนล้มกองกับพื้นในบริเวณนั้นมากมาย

ห้าโมงเศษ

       กำลังทหารได้กราดยิงติดต่อกันเป็นเวลานานอีกครั้งทั่วทั้งถนนราชดำเนิน ตั้งแต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปจนถึงสะพานผ่านฟ้า 

      หลังจาก พล.ต. จำลองถูกจับ ประชาชนยังคงไม่สลายการชุมนุม แต่กลับทวีจำนวนมากขึ้นและถอยร่นไปตั้งหลักอยู่บริเวณกรมประชาสัมพันธ์โรงแรมรัตนโกสินทร์ และบริเวณใกล้เคียง ทางด้านหน้ากรมประชาสัมพันธ์มีกำลังของกองทัพบกจำนวนหนึ่งกองพันอยู่ในแนวที่ 1 หน้าแนวรั้วลวดหนาม แนวที่ 2 เป็นกำลังของทหารอากาศจำนวนหนึ่งกองพัน และแนวที่ 3 เป็นกำลังของกองทัพบกอีกสองกองพัน

หกโมงเย็น  

          ประชาชนจากที่ต่าง ๆ ราว 5 หมื่นคนได้กลับมารวมตัวกันที่บริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ทอดยาวไปถึงกระทรวงยุติธรรมหน้าขบวนถือธงชาติโบกสะบัด ทั้งอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ มายืนประจันหน้ากับแนวรั้วลวดหนามและแถวทหาร

         เสียงปืนดังรัวถี่ยิบนานนับสิบนาที ฝูงชนหมอบราบกับพื้น บ้างส่งเสียงโห่ บ้างเคาะขวดพลาสติกกับพื้นดังสนั่น สิ้นเสียงปืนปรากฏว่าชายหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงที่คอทรุดฮวบกับพื้น และชายชราคนหนึ่งถูกยิงตรงท้ายทอย กระสุนทะละหน้าผากมันสมองไหลนอง ประชาชนยืนมุงดูด้วยความโกรธแค้น เสียงตะโกนแช่งดา พล.อ. สุจินดา ดังกึกก้องทั่วบริเวณ

ทุ่มครึ่ง  

        รถบรรทุกน้ำรถเสบียงของทหารพยายามฝ่าฝูงชนเข้าไปส่งเสบียง ฝูงชนจึงเข้ายึดและจุดไฟเผา กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามต่อต้านการปราบปรามโดยใช้อาวุธและเครื่องกีดขวางที่หาได้ในบริเวณนั้น เช่น ขวดน้ำพลาสติก กระถางต้นไม้แผงกั้นจราจร ตลอดจนรถประจำทาง รถน้ำมัน มีการยึดรถเมล์ 11 คน วัยรุ่นกล้าตายขึ้นยืนโบกธงเบียดเสียดกันบนหลังคารถ ร้องเพลงปลุกใจสลับกับตะโกนขับไล่ พล.อ. สุจินดา

        พรรคฝ่ายค้านที่พรรคออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังรุนแรงกับประชาชนทันทีโดยไม่มีข้อแม้ และพรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติให้รัฐบาลชี้แจงกรณีใช้ความรุนแรงกับประชาชน ทั้งจะเสนอให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์อย่างละเอียดเพราะมีเรื่องน่าสังเกตหลายประการ

        ส่วนทางรัฐบาลออกประกาศจับแกนนำเจ็ดคน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล น.พ. เหวง โตจิราการ น.พ. สันต์ หัตถีรัตน์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ น.ส. จิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์

เผาและเผา

        เพื่อนฝูงที่ล้มตายต่อหน้า คนเจ็บที่นอนพะงาบ ๆ อยู่กับพื้น กลิ่นคาวเลือด ควันปืน เสียงร่ำให้หวีดร้อง การต่อสู้ของคนมือเปล่าถูกตอบแทนด้วยอาวุธหนักยิ่งกว่าในสงคราม ความอัดอั้นคับแค้นปะทุออกมาอย่างสุดกลั้น รถยนต์หลายคันในบริเวณนั้นถูกเข็นออกมากลางถนน กระหน่ำตีด้วยไม้กระทืบและพลิกคว่ำให้สาแก่ใจ มีแต่ความรู้สึกต้องการทำลาย จนกว่าจะหมดเรี่ยวแรงหรือความคับแค้นที่มีต่อสิ่งเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงที่ได้รับอุบัติขึ้น

        ความพยายามเผากรมประชาสัมพันธ์เกิดขึ้นสองช่วงเวลาคือ ช่วงแรกเวลา 22.00 - 23.00 น. เริ่มจากการทุบกระจกกรมประชาสัมพันธ์โดยใช้ขวดบรรจุน้ำมัน เศษผ้า เศษกระดาษ โยนเข้าไปข้างในตึก ทำให้ไฟลูกไหม้โต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ชุมนุมพยายามช่วยกันดับไฟได้ทัน แต่เพลิงได้ลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาตีสามหลังจากการปราบปรามช่วงสี่ทุ่ม มีผู้นำรถเมล์และรถน้ำมันเข้ามาในบริเวณอาคาร ไฟได้ลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่มีใครสามารถดับได้ทัน

          ทางด้านกองสลากถูกเผาในช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่มเศษ และกรมสรรพากรเผาเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 200-300 คนรวมทั้งม๊อบจักรยานยนต์ประมาณ 50 คัน ได้เริ่มเผาตั้งแต่ชั้นล่างจนกระทั่งกลุ่มควันได้กระจายออกมาจนถึงด้านนอกและลุกไหม้จนทั่วอาคารในที่สุด เพลิงลุกโซนในราตรีอันมืดมิด ถนนราชดำเนินเงียบวังเวง มีเพียงเสียงเปลวไฟปะทุ กับเสียงปืนที่ดังเป็นระยะ ๆ ตลอดคืน

         มีข้อน่าสังเกตว่า กรมประชาสัมพันธ์ที่มีเค้าว่าจะถูกเผาตั้งแต่สี่ทุ่มของคืนวันที่ 18 พฤษภาคม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจดับเพลิงกลับได้รับคำสั่งให้เข้าดับไฟเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า เห็นรถดับเพลิงสามคันแรกมาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณตีสี่สิบนาที (รายงานการให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการวิสามัญ) จึงมีผู้ตั้งคำถามว่า เหตุใดคำสั่งให้ดับเพลิงจึงล่าช้ากว่าเวลาเกิดเหตุนานจนกระทั่งสถานที่ราชการถูกไฟเผาจนหมด หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อรัฐต้องการสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามประชาชนด้วยเหตุผลทำลายทรัพย์สินราชการ !

สามทุ่มครึ่ง  

        ทหารที่ยืนตรึงกำลังชั้นนอกสุดได้รับคำสั่งให้ติดดาบปลายปืน บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที

สี่ทุ่มเศษ

       ขณะที่รถเมล์คันใหม่ที่เพิ่งยึดมาได้กำลังเคลื่อนที่เข้าเทียบติดรั้วลวดหนาม ทหารก็กระหน่ำปืนกลขึ้นชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ฝูงชนหมอบราบกับพื้น บ้างตะเกียกตะกายคลานหลบจากแนวหน้า กระสุนแหวกอากาศเป็นแสงไฟแลบแปลบปลาบ วัยรุ่นบนหลังคารถถูกยิงร่วงกราว ไม่เว้นแม้แต่คนที่กำลังถือธงหรือชูพระบรมฉายาลักษณะห่ากระสุนส่วนหนึ่งเด็ดชีวิตประชาชนบนหลังคาอาคารกองสลากฯ โดยไม่ทันรู้ตัว

        แล้วเกินกว่าใครจะคาดคิด คนขับรถเคนตายคนหนึ่งก็ตะบึงรถเมล์พุ่งพังรั้วลวดหนามเข้าหาแนวทหาร ห่ากระสุนถล่มเข้าใส่รถเมล์เสียงดังหูดับตับไหม้จนกระทั่งพรุนไปทั้งคันรถและจอดแน่นิ่งพร้อมกับร่างคนขับหลังพวงมาลัย

        ความกล้าหาญและความตายของเขาปลุกจิตใจของคนที่เหลือ รถเมล์อีกหลายคันถูกเข็นให้เคลื่อนเข้าใส่ทหาร ห่ากระสุนชุดใหม่คำรามก้องแต่ไม่อาจหยุดยั้งฝูงชนที่กำลังบ้าคลั่งได้อีกต่อไป รถเมล์ยังคงรุกคืบหน้าเข้าไปเรื่อย ๆ แถวทหารทั้งระดมยิงและถอยร่นไปตั้งหลักห่างออกไป ชายคนหนึ่งขึ้นไปยืนโบกธงชาติอย่างไม่เกรงกลัวอยู่บนหลังคารถกระสุนไม่ทราบจำนวนถีบร่างเขาร่วงสู่พื้นเสียชีวิตไปทันที

        เสียงปืนยาวนานต่อเนื่องราวกับเป็นสนามรบที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด ทว่าในความเป็นจริงมีแต่ฝ่ายทหารเท่านั้นที่ใช้ปืน ส่วนประชาชนมีเพียงมือเปล่า  สิ้นเสียงปืน ซากรถเมล์กลายเป็นเศษเหล็กกลิ่นคาวเลือกโชยคลุ้ง เสียงหวีดร้องสับสน ถนนราชดำเนินเกลื่อนกลาดด้วยศพและผู้บาดเจ็บนับร้อย ๆ เลือดสีแดงอาบพื้นแผ่นดิน  หนึ่งในหลาย ๆ ร่างที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือกจักรพันธ์ อมราช ชายหนุ่มวัย 22 ปี ขึ้นไปโบกธงชาติอยู่บนหลังคารถ ถูกยิงเสกหน้า หัวสมองแตกระเบิดด้วยแรงกระสุน ร่างของเขาร่วงหล่นสู่ผืนดิน ผู้คนร่ำไห้กรีดร้องโหยหวนรอบ ๆ เขา

"ทหารฆ่าประชาชน ทหารฆ่าประชาชน"

          ในช่วงเวลาสี่ทุ่มเป็นต้นมา หน่วยพยาบาลซึ่งประจำอยู่ที่ภัตตาคารศรแดง มุนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้ย้ายมายังโรงแรมรัตนโกสินทร์เพราะกลุ่มแพทย์ประเมินสถานการณ์ว่า การรวมตัวของประชาชนที่บริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะกัน

          ร่วงผู้บาดเจ็บที่โชกด้วยเลือด และศพวีรชนคนแล้วคนเล่า ถูกหามเข้าสู่ห้องล๊อบบี้ของโรงแรมรัตนโกสินทร์ซึ่งกลุ่มแพทย์อาสาได้จัดสถานที่เป็นหน่วยพยาบาลฉุกเฉิน มีแพทย์ประมาณ 40 คน และรถพยาบาลหกคันคอยรับมือกับจำนวนคนเจ็บที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ อาสาสมัครจับมือล้อมวงกั้นเป็นเขตรักษาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การปฏบัติงานของแพทย์และพยาบาล ศพและคนเจ็บถูกหามเข้ามาเรื่อย ๆ หลายคนมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ขา หน้าอก กลิ่นคาวเลือกตลบอบอวล

          บางคนอยู่ในอาการหวาดกลัว แพทย์ทุกคนพยายามช่วยอย่างเต็มความสามารถ แพทย์คนหนึ่งบอกให้นำแต่เฉพาะคนเจ็บเข้ามาก่อน แต่ก็เสียงตอบกลับมาว่าข้างนอกมีอยู่อีกมากเหลือเกิน ยังเองเข้ามาไม่ได้

         คนเจ็บถูกทยอยส่งโรงพยาบาลโดยรถพยาบาลเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า เสียงไซเรนร้องโหยหวน ทว่ารถพยาบาลที่วิ่งออกไปส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับเข้ามารับผู้บาดเจ็บเพราะทหารสกัดไว้ ผู้ชุมนุมจึงนำรถเมล์มาช่วยขนคนเจ็บ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลศิริราชก็ได้ประกาศรับบริจาคโลหิตเป็นการด่วน

ราวเที่ยงคืน 

         ข่าวด่วนพิเศษทางโทรทัศน์แถลงปฏิเสธว่า ข่าวทหารยิงประชาชนนั้นไม่เป็นความจริง !

๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕

มอเตอร์ไซค์พิทักษ์ประชาธิปไตย

          หลังเที่ยงคืน ฝูงชนที่ถนนราชดำเนินเริ่มบางตา แต่ยังรวมกลุ่มกันอยู่เป็นกระจุก ๆ รอบสนามหลวง ตามอาคารและซอกซอยต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็มีรถจักรยานยนต์จับกลุ่มวิ่งไปตามถนนสายต่าง ๆ กลุ่มละ 60 คันบ้าง 70 คันบ้าง รายงานจากบางแหล่งอ้างว่าบางกลุ่มมีรถจักรยานยนต์ถึง 500 คัน

         กลุ่มรถจักรยานยนต์เข้าทำลายสัญญาณไฟจราจรตามสี่แยก ป้อมยาม ป้อมตำรวจ ถูกทุบเสียหาย บางแห่งก็ถูกเผา โดยเฉพาะสถานีตำรวจจะเป็นจุดที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เล็งเป็นเป้าหมายของ การแก้แค้นแทนฝูงชนที่ถูกสังหารบริเวณราชดำเนิน

         เส้นทางของกลุ่มรถจักรยานยนต์นั้นมีตลอดทั่วทั้งกรุง เช่น ถนนพระรามสี่ สะพานขาว เยาวราช ราชวงศ์ สถานีหัวลำโพง ท่าพระ ฯลฯ สร้างความวุ่นวายราวเกิดสงครามกลางเมืองด้วยการปฏิบัติการดั้งหน่วยรบเคลื่อนที่ แต่นอกจากการทำลายข้าวของราชการแล้ว พวกเขายังชักชวนผู้คนตามท้องถนนให้ไปร่วมต่อสู้ที่สนามหลวงด้วย นอกจากนั้นมอเตอร์ไซค์บางคันยังถูกใช้เป็นพาหนะ ช่วยพาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา เนื่องจากรถพยาบาลถูกทหารปิดกั้นไม่ให้วิ่งผ่าน จากบทบาทเหล่านี้ จึงเกิดศัพท์เรียกกลุ่มนี้ว่า "ขบวนการมอเตอร์ไซค์"

         แม้ว่าบทบาทของขบวนการมอเตอร์ไซค์กำลังจะทำให้ผู้ชุมนุมมีโอกาสตอบโต้การกระทำของรัฐบาลมากขึ้น แต่ขบวนการมอเตอร์ไซค์ก็ทำให้สถานการณ์อันยากเกินความควบคุมนี้ได้ก่อให้เกิด "หน่วยไล่ล่า" ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ออกไล่ล่าสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์จนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

         พล.ต.ท. ณรงค์ เหรียญทอง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการออกปฏิบัติการของ "หน่วยไล่ล่า" ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่าเป็นเพียงสายตรวจธรรมดาซึ่งมีหน้าที่ดูแลประชาชนและออกไปปราบปรามผู้กระทำผิดเท่านั้น หน่วยไล่ล่าชุดนี้จะแต่งเครื่องแบบ นั่งรถยนต์ตำรวจ มีอาวุธปืนแต่เน้นให้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขู่เท่านั้น

         จากคำให้สัมภาษณ์ของตำรวจและผู้อยู่ในเหตุการณ์พบว่า "หน่วยไล่ล่า" มีมากกว่าหนึ่งชุด โดยอีกชุดหนึ่งเป็นของฝ่ายทหารร่วมกับตำรวจ โดยใช้รถของ 191 ในการปฏิบัติการ และสันนิษฐานว่า "หน่วยไล่ล่า" ที่ออกสังหารประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ห่างไกลจากการชุมนุม คือ ชุดปฏิบัติการร่วมระหว่างทหารและตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ

        การปฏิบัติการของ "หน่วยไล่ล่า" เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 18 พฤษภาคม ไปจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม โดยพื้นปฏิบัติการได้กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อสังเวย "หน่วยไล่ล่า" ครั้งนี้ตั้งแต่ฝั่งพระนครบริเวณสะพานขาว ไปจนถึงฝั่งธนบุรี ตั้งแต่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ ตลาดพลู บุคคโล ไปจนถึงถนนสาธร

        ด้วยความคล่องตัวของรถจักรยานยนต์  ทำให้กำลังตำรวจไม่สามารถจัดการกลุ่มรถจักรยานยนต์พิทักษ์ประชาธิปไตยได้อย่างเด็ดขาดในคืนนั้น และขบวนการมอเตอร์ไซค์ก็ได้พลิกสถานการณ์ให้เห็นว่า การล้อมฆ่าที่กรมประชาสัมพันธ์ไม่อาจหยุดยั้งการต่อสู้ของประชาชนได้เลย

อรุณรุ่งที่ไร้การบันทึก

เวลา 04.55 น. 

        ของวันที่ 20 พฤษภาคม นายแพทย์คนหนึ่งในโรงเรียนรัตนโกสินทร์ถือโทรโข่งแจ้งว่า กำลังทหารจากศูนย์สงครามพิเศษลพบุรีเคลื่อนประชิดเขามาแล้ว และมีข่าวว่าจะปิดล้อมปราบขั้นสุดท้ายเวลาตีห้า แพทย์ได้แจ้งให้ทุกคนทราบและทำการปรับสภาพหน่วยพยาบาลให้อยู่ทำเลที่ปลอดภัยพร้อมกับเตรียมรับสถานการณ์บุกปราบ โดยให้ทุกคนนอนราบคว่ำหน้ากับพื้นประสานมือหลังศรีษะ นอนนิ่ง ๆ ไม่ส่งเสียงและไม่ต่อสู้

        ราวตีห้า กำลังทหารกว่า 1,000 นายเดินเรียงหน้ากระดานระดมยิงเข้าใส่ฝูงชนตั้งแต่หน้ากรมประชาสัมพันธ์เข้ามา เพื่อหวังเผด็จศึกสลายการชุมนุมให้ได้ก่อนรุ่งสาง ฝูงชนแตกกระจายไปคนละทิศละทาง บ้างคว่ำจมกองเลือดบ้างคลานตะเกียกตะกายให้พ้นวิถีกระสุน กำลังทหารจากทุก ๆ ด้านโอบล้อมต้อนฝูงชนไม่ให้เล็ดลอดออกไปได้ เสียงหวีดร้องดังระงมไปทั่ว เสียงปืนดังเป็นระยะตามจุดต่าง ๆ

        เพียง 30 นาที ฝูงชนถูกต้อนมารวมกันหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ผู้ชายถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง ส่วนผู้หญิงถูกกันไว้อีกทาง

        กำลังทหาร 300 ฝูงชนถูกต้อนมารวมกันหน้าโรงแรม ทุกคนที่ห้องล๊อบบี้ถูกบังคับให้นอนก้มหน้า หากใครชักช้าหรือขัดขืนจะถูกกระทืบไม่เว้นแม้แต่แพทย์อาสาซึ่งสวมชุดเขียวแตกต่างจากคนทั่วไป ห้องพักทุกห้องถูกเข้าตรวจค้น ใครที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการเข้าพักจะถูกต้อนลงมารวมกับคนอื่น ๆ หน้าโรงแรม ทหารเหยียบลงบนร่างนับร้อยที่นอนคว่ำหน้าอยู่แน่นขนัดในห้องล๊อบบี้ พร้อมกับส่งเสียงตะโกนว่า "เหยียบมันเข้าไป ไอ้ตัวแสบพวกนี้เผาบ้านเผาเมือง เอาไว้ทำไม"

         เกือบหกโมงเช้า ประชาชนราว 2,000 กว่าคนนั่งก้มหน้านิ่งในสภาพเชลยศึกสงครามอัดกันอยู่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์รถยีเอ็มซี 20 คัน รถบัสทหารสองคัน ขนผู้ต้องหาก่อการจลาจลส่งเรือนจำชั่วคราวที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน

        เหตุการณ์ช่วงการเข้าเผด็จศึกครั้งสุดท้ายไม่มีช่างภาพคนใดได้บันทึกภาพ หรือแม้กระทั่งถ่ายภาพวีดีโอ ไม่มีใครรู้ว่าประชาชนถูกสังหารไปอีกกี่มากน้อย หลายเสียงเล่าว่า ศพถูกขนขึ้นรถยีเอ็มซีไป แต่ไม่มีใครทราบว่ารถจะวิ่งไปสู่ที่ใด

         ภาพหลังเหตุการณ์ล้อมปราบ กลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนห้าสถาบัน ซึ่งได้ร่วมมือกันเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บในโรงพยาบาลและผู้อยู่ในเหตุการณ์ช่วงวิกฤต ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการปราบปรามประชาชนครั้งนี้มีพฤติการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาตีห้า (ผู้สื่อข่าวถูกถอนออกมาหมดตั้งแต่เวลาตีหนึ่ง) ซึ่งผู้ร่วมเหตุการณ์เห็นตรงกันทั้งหมดว่า น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุด เพราะลักษณะการปราบปรามเป็นการปิดล้อมและระดมยิงเข้ามาทุกด้าน (ยกเว้นทางสะพานพระปิ่นเกล้าซึ่งทหารเรือเปิดให้ผู้ชุมนุมวิ่งออกไป) มีผู้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตขณะที่วิ่งหลบเข้าไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ทุกแห่ง

กวาดจับ ปลุกผีคอมมิวนิสต์

ช่วงเช้า  

        กองกำลังรักษาพระนครได้ประกาศทางโทรทัศน์ให้ประชาชนระมัดระวังกลุ่มก่อการจลาจลซึ่งใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ

เวลา 11.00 น.  

         นายวีระเข้ามอบตัวโดยไม่ขอประกันตัว และถูกนำไปฝากขังที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนที่เดียวกับ พล.ต. จำลอง และ นส. จิตราวดี ซึ่งเข้ามอบตัวตั้งแต่คืนวันก่อนส่วนนางประทีป ได้หลบอยู่ในสถานฑูตญี่ปุ่น

        พล.อ.เกษตรกล่าวว่า จะมีการจับกุมผู้อยู่ในข่ายก่อการจลาจลอีกเจ็ดคน หนึ่งในนั้นคือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และมีสมาชิกระดับสูงของพรรคฝ่ายค้านอีกสี่ห้าคน

เที่ยง

       เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมนายธีรยุทธ บุญมี และผู้ต้องสงสัยอีกจำนวนหนึ่งที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งต่อมาก็ได้ปล่อยตัวนายธีรยุทธ นายธีรยุทธกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมทางสังคมซึ่งอาจกลายเป็นบาดแผลทางสังคมที่ยากต่อการเยียวยาวรักษา

บ่างสามโมงเศษ  

        พล.อ. สุจินดา แถลงทางสถานโทรทัศน์ว่า การชุมนุมของประชาชนและก่อวินาศกรรมขึ้นนั้น มีการจัดตั้ง ปลุกปั่นจากกลุ่มคนที่มีความชำนาญในการทำลาย โดยมีนายทหารผู้หนึ่งอยู่เบื้องหลัง นายทหารผู้นี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบุคคลที่เคยเป็นกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ และเคยคิดจะทำการปฏิวัติแต่ตนไม่เห็นด้วยการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ เพื่อการปฏิวัติโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

         พล.อ. สุจินดาย้ำว่า ขณะนี้สถานการณ์ได้กลับสู่ความสงบ ไม่มีการชุมนุมใด ๆ และขอให้ประชาชนอย่าได้เชื่อถือข่าวลือต่าง ๆ

บ่ายสามโมง  

         พ.อ. บัญชร ชวาลศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการกองทัพบก ในฐานะตัวแทนกองกำลังรักษาพระนคร แถลงข่าวที่หอประชุมกองทัพบกชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 18 โดยเฉพาะกรณีกลุ่มรถจักรยานยนต์ ซึ่งในคืนนี้ตำรวจจะเข้าจัดการอย่างเด็ดขาด และขอให้ทุกคนอย่าเชื่อข่าวที่ว่า "ทหารยิงประชาชน"

เสียงคัดค้านและความปั่นป่วนทั่วประเทศ

         อธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ 19 แห่งทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงขอให้ พล.อ. สุจินดาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

        ประชาชน สถาบันการศึกษา และคณะแพทย์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่นที่ มหาสารคาม ศรีสะเกษ ภูเก็ต อุบลราชธานี สงขลา เชียงใหม่ ฯลฯ ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกและยุติการแข่งฆ่าประชาชน

        คนไทยในชิดนีย์ประท้วงหน้าสถานกงสุลใหญ่เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก

        ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแสดงท่าทีห่วงใยต่อสถานการณ์ในประเทศไทยและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยเคารพในสิทธิมนุษยชนด้วย

        พรรคความหวังใหม่เรียกร้องให้มีการปล่อยตัว พล.ต. จำลอง เนื่องจากการจับกุม พล.ต. จำลองขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ความคุ้มครอง ห้ามมิให้จับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างสมัยประชุม

        พรรคฝ่ายค้านอีกสามพรรคได้ออกเยี่ยมประชาชนที่บาดเจ็บตามโรงพยาบาลรวมทั้งได้จัดการประชุมและเห็นร่วมกันว่า รัฐบาลจะต้องเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ยุติการใช้ความรุนแรง และขอให้ประธานรัฐสภากับประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์

        ปรากฏว่าสภาพทั่วไปในกรุงเทพฯ ทุกคนอยู่ในความสับสนต่อสถานการณ์และมีความกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ร้านทอง ร้านค้าต่าง ๆ ปิดกิจการก่อนเวลา ในขณะที่สถานีโทรทัศน์ออกข่าวสวนความจริงว่า ธนาคารยังคงเปิดให้บริการตามปกติส่วนพรรครัฐบาลทั้งห้า พรรคไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ ต่อเหตุการณ์สังหารประชาชน

ชุมนุมใหญ่ที่รามคำแหง

        กลุ่มประชาชนที่หนีตายจากการปราบปรามบริเวณถนนราชดำเนินได้มุ่งหน้ามาสมทบ กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 19 พฤษภาคม และเริ่มมีจำนวนมากขึ้นจนถึงประมาณ 4-5 หมื่นคน มีการตั้งเวทีปราศรัย ผลัดกันขึ้นอภิปรายตลอดเวลา

         การชุมนุมครั้งนี้ แกนนำผู้ชุมนุมได้สรุปบทเรียนจากการล้อมปราบที่ถนนราชดำเนิน และวางมาตรการป้องกันการสร้างสถานการณ์จากกลุ่มผู้ไม่หวังดี มีการตรวจอาวุธและห้ามไม่ให้นำรถจักรยานยนต์เข้ามาในมหาวิทยาลัย รวมทั้งวางแนวป้องกันการสลายการชุมนุมด้วยการปิดกั้นเส้นทางเข้ามหาวิทยาลัยทั้ง 12 แห่งด้วยกระสอบทราย ท่อคอนกรีต และกระถางต้นไม้ มีการประสานงานหน่วยแพทย์และพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุมเมื่อมีการล้อมปราบ

         เวลา 23.40 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม ขณะที่การชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงดำเนินไปอย่างสงบ กำลังทหารพร้อมอาวุธจำนวน 400 นายก็มุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมีข่าวว่าจะใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบปรามผู้ชุมนุม

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕

กระแสพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

        เวลาหกโมงเช้า สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ได้แพร่ภาพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์ที่ประเทศฝรั่งเศสถึงเหตุการณ์ในประเทศไทยว่า การฆ่าฟันหรือทำรุนแรงเป็นเรื่องไม่ดี การเสียทรัพย์สินไม่สำคัญเท่ากับชีวิตคน อยากให้เลิกฆ่าฟัน เลิกรุนแรง เพราะว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน

ราชดำเนินยังไม่สงบ

        ที่ถนนราชดำเนิน กำลังทหารได้ถอนออกไปบ้างแล้วและได้เปิดถนนให้รถสัญจรไปมาได้ มีประชาชนมาจับกลุ่มดูซากรถ อาคารทั้งสองฝั่งถนนบางคนได้นำพวงมาลัยดอกมะลิมาวางตามกองเลือดที่ยังเหลือร่องรอยอยู่

        เวลาบ่ายโมง มีประชาชนมารวมตัวกันอีกที่ถนนราชดำเนินถึง 2,000 คน มีการเปิดอภิปรายต่อมาคนกลุ่มหนึ่งจุดไฟเผารถขนขยะของ กทม. ที่จอดอยู่รอบอนุสาวรีย์สามคัน ทำให้กำลังทหารประมาณ 400 คนต้องเดินดาหน้าเคลื่อนตัวจากถนนราชดำเนินนอกเข้าเคลียร์พื้นที่อีกครั้ง เสียง ปืนกลดังรัวสนั่น ฝูงชนวิ่งหนีหลบตามซอกซอยต่าง ๆ

        ในที่สุด กำลังทหารก็เข้าเคลียร์พื้นที่ได้อย่างเรียบร้อย

        ส่วนตามจังหวัดต่าง ๆ ประชาชนยังคงชุมนุมต่อต้าน พล.อ.สุจินดาอยู่อย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลแถลงข่าว

         เวลาบ่ายโมง พล.อ.สุจินดา พร้อมด้วยแกนนำห้าพรรค เดินทางมาร่วมกันแถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสร มีนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศรอทำข่าวอยู่อย่างคับคั่ง แต่ปรากฏว่าเกิดความสับสนเนื่องจาก พล.อ. สุจินดาต้องการเพียงการถ่ายทอดโทรทัศน์ จึงลุกเดินออกจากห้องแถลงข่าวไปทันที

         ผู้สื่อข่าวได้หันไปซักถามแกนนำห้าพรรคแทนโดยได้ถามนายณรงค์ว่า รู้สึกอย่างที่เห็นภาพทหารยิงประชาชน นายณรงค์ตอบว่ายังไม่เห็นทหารยิงใคร

         ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามนายสมัครว่าเห็นด้วยกับการฆ่าประชาชนหรือไม่ นายสมัครตอบว่าทำไมเวลาจอร์ช บุช ส่งทหารไปแอลเอ 6,500 นาย ไม่เห็นมีใครด่าบุชเลย

        ต่อมา พล.อ. สุจินดาได้ออกแถลงข่าวทางโทรทัศน์เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิด และยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 40 คน บาดเจ็บ 600 คนเท่านั้น

เคอร์ฟิว

        เวลาทุ่มครึ่ง ได้มีประกาศห้ามบุคคลในท้องที่ กมม. ออกจากเคหสถานระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันที่รามคำแหง ประชาชนยังคงทยอยมาร่วมชุมนุมกันเกือบแสนคน

        โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้นำเทปบันทึกภาพสัมภาษณ์ พล.ต. จำลองขณะถูกควบคุมตัวออกเผยแพร่ พล.ต. จำลองกล่าวว่า ตนรู้สึกสบายที่สุด และกำลังบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ลงในหนังสือชื่อ "ร่วมกันสู้" ซึ่งจะออกขายเร็ว ๆ นี้

        ตลอดทั้งคืนมีกระแสข่าวลือต่าง ๆ มากมาย เช่น การแตกแยกระหว่างทหารเรือกับทหารบก พล.อ. เปรมนำกองกำลังโคราชยกมาช่วยผู้ชุมนุม พล.อ. สุจินดาจะทำการปฏิวัติตัวเอง ฯลฯ

พระบารมียุติปัญหา

        เวลาห้าทุ่มครึ่ง โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและสถานีวิทยุกระจายเสียงทุกแห่งได้ถ่ายทอดข่าวสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุจินดา และพล.ต.จำลอง เข้าเผ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนสติและสั่งสอนบุคคลทั้งสอง ทรงชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่จะมีต่อประเทศชาติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขอให้บุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ หันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันแก้ปัญหาทำอย่างไรให้ประเทศชาติกลับคืนขึ้นมา

        ภายหลังจากกราบบังคมทูลลาแล้ว พล.อ. สุจินดา และ พล.ต. จำลอง พร้อมด้วยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

       พล.อ.สุจินดา กับ พล.ต. จำลอง ได้ออกแถลงร่วมกันทางโทรทัศน์ โดย พล.อ. สุจินดา แถลงว่าจะปล่อยตัว พล.ต. จำลอง และออกกฎหมาย นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุม และจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ส่วน พล.ต. จำลองแถลงว่า ขอให้ผู้ที่ก่อความวุ่นวายยุติการกระทำ

         ผู้ชุมนุมที่รามคำแหงหลังจากได้ชมข่าวสำคัญและการแถลงข่าวของบุคคลทั้งสอง ส่วนใหญ่รู้สึกผิดหวังที่ พล.อ. สุจินดายังไม่ลาออก แต่ที่ชุมนุมก็ได้ตัดสินใจสลายการชุมนุม แต่ยังคงอยู่รวมกันในมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนกว่าจะถึงเวลาตีสี่ ซึ่งพ้นเวลาเคอร์ฟิวแล้ว จึงค่อยทยอยกันกลับบ้าน

        มีความเป็นไปได้สูงมากกว่า ถ้าเหตุการณ์การชุมนุมที่รามคำแหงยังไม่ยุติการนองเลือดคงเกิดขึ้นอีกครั้งแน่นอน เห็นได้จากรายงานที่กองทัพบกเสนอต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาล (ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาวิปโยค) กล่าวว่า

       "การที่เจ้าหน้าที่ใช้ความนุ่มนวลต่อผู้ชุมนุม เช่น การเจรจาทำความเข้าใจการใช้น้ำฉีด การใช้แนวตำรวจแนวทหารประกอบอาวุธโดยมิได้บรรจุกระสุนปืนตามมาตรการขั้นเบา ไม่น่าจะได้ผลเพราะกลุ่มผู้ก่อการจราจลไม่ยำเกรง ..หากการดำเนินการของกลุ่มผู้ก่อการจลาจลที่รวมอยู่กับประชาชนยังคงอยู่ จะต้องเกิดความไม่ปลอดภัยทั้งแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน ผู้ก่อการจลาจลเหล่านี้สมควรจะต้องถูกสลายและควบคุมตัวถ้าจำเป็น เพื่อหยุดก่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้น"

ที่มา : รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย /สารคดี


บทสรุป

         ปรากฏการณ์ที่สำคัญในเหตุการพฤษภาทมิฬ คือการชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยประกอบด้วยชนชั้นกลางเป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากกรณี 14 ตุลาคม 2516  ทั้งนี้เนื่องจากสองทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจและสังคมไทยได้พัฒนาไปมาก ทำให้ชนชั้นกลางที่เริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ปี 2516 เห็นเด่นชัดขึ้นผู้ร่วมชุมชุมหลายคนมีโทรศัพท์มือถือ ขับรถเก๋งส่วนตัวไปร่วมชุมนุมและมีเป็นจำนวนมากที่มีกิจการเป็นของตนเอง

        จากการสำรวจของสามคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยใช้ผลสำรวจ 2,000 จุดพบ้อมูลที่น่าสนใจคือ

อายุของผู้ชุมนุม
20-29 ปี 39.4 %
30-39 ปี 36.5%
40-49 ปี 14.2%
50 ปีขึ้นไป 6.7%
อาชีพของผู้ชุมชุม
เจ้าของกิจการ 13.7%
เอกชน 45.7%
ราชการ 14.8%
รัฐวิสาหกิจ 6.2%
รายได้ของผู้ชุมนุม
รายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท 14.1%
5,000-9,900 บาท 28.5%
10,000-19,999 บาท 30%
20,000-50,000 บาท 15.5%
สูงกว่า 50,000 บาท 6.2%

        จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลดังกล่าว ผู้ร่วมชุมชุมเป็นชนชั้นกลางของสังคมมีจำนวนมาก ระดับและจำนวนของชนชั้นกลางแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแง่อายุ อาชีพ และรายได้ กล่าวได้ว่าเป็นความแตกต่างในแง่คุณภาพ ไม่ใช่เพียงปริมาณ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่าการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยประสพความสำเร็จ โดยที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งแม้จะมีกำลังทหารหนุงหลัง ก็ไม่สามารถปราบปรามประชาชนได้นั้นไม่ได้เกิดจากสภาพการขยายตัวของชนชั้นกลางเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากตัวแปราต่างๆ หลายอย่างด้วยกันคือ

1.แนวโน้มของโลกปัจจุบันคือการมีระบบการเมืองแบบเปิด และเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ กระแสแห่งประชาธิปไตยดังกล่าวแผ่กระจายไปทั่วโลก แม้กระทั่งสหภาพโซเวียตก็หนีไม่พ้น
 

2.ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การศึกษา สื่อมวลชน เทคโนเลยีสานสนเทศ
 

3.เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นประวัติศาสตร์ที่คอยกระตุ้นเตือน ความทรงจำถึงการต่อสู้และการเสียสละ วิญญาณเสรีชนดังกล่าวมีการสืบทอดมาโดยความทรงจำ การศึกษาและการปลุกเร้า
 

4.เศรษฐกิจไทยไม่ใช่เศรษฐกิจการเกษตรเป็นหลักอีกต่อไป แต่เป็นเศรษฐกิจผสมมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและกายภาพ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองมีสูง การใช้อำนาจเผด็จการแบบสังคมเกษตรจึงไร้ผล
 

5.เทคโนเลยีการสื่อสารทำให้ปฏิบัติการของผู้อยู่ในอำนาจล้าสมัย การส่งโทรสาร การับข่าวสารจากต่างประเทศล้วนแต่ทำให้การปิดข่าวสารและการบิดเบือนเป็นไปได้ยาก6

6.การต่อต้านนายกรัฐมนตรีเกิดจากการที่นายกรัฐมนตรีผิดคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชนตอนที่เรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่ก็มาเสียคำพูดเท่ากับเป็นการหลอกลวงประชาชน นอกจากนั้นท่าทีแข็งกร้าวและเชื่อมั่นในอำนาจเท่ากับเป้ฯการยั่วยุยิ่งขึ้น นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการทหารและการสืบทอดอำนาจ ทำให้เกิดความเคืองแค้นใหหมู่ประชาชน
 

7.การประเมิณพลังประชาชนต่ำและเข้าใจว่าเป็นมวลชนจัดตั้งของฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว บนฐานของการประเมิณดังกล่าว จึงคาดว่าถ้ามีการกวาดล้างด้วยกำลังประชาชนผู้ประท้วงจะแตกกระเจิงเพราะความรักตัวกลัวตาย แต่การณ์กลับตรงกันข้าม

8.วิกฤติแห่งความน่าเชื่อถือ การตระบัดสัตย์โดยอ้างว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" ทำให้คำพูดทุกคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาล สื่อมวลชนของรัฐ ขาดความน่าเชื่อถือ

9.ความเชื่อแบบเก่าที่ว่าอำนาจบริสุทธิ์สามารถสยบได้ทุกอย่างเป็นความเชื่อที่ล้าสมัย ไม่ทันเหตุการณ์โลกเป็นวุฒิภาวะของคนรุ่นเก่าที่ไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้มองภาพผิด ตีความข้อมูลผิด รับฟังแต่ข้อมูลของผู้สอพลอ จึงนำไปสู้ปัญหาวิกฤต ผลสุดท้ายคือการทำลายตนเอง


"องคมนตรี"

 

"องคมนตรี" หมายถึงผู้มีตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์

 

 
ความเป็นมาเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าราชการระดับกลาง 12 คน เป็นสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ทำหน้าที่หนักไปในทางนิติบัญญัติ ปีเดียวกันทรงแต่งตั้งที่ปรึกษาในพระองค์ 49 คน ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ทรงมอบให้ดำเนินราชการแทนพระองค์


ต่อมา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงบัญญัติคำว่า "องคมนตรี" ขึ้นใช้แทนที่ปรึกษาในพระองค์ และได้พระราชทานตำแหน่งองคมนตรีแก่ข้าราชการระดับพระยาพานทอง หรือผู้ที่ทรงเห็นสมควร มีจำนวน 227 คน แต่มิได้ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดินแต่ประการใด

ครั้นมีพระราชดำริที่จะให้ข้าราชการได้ทดลองและปลูกฝังการศึกษาวิธีดำเนินงานแบบรัฐสภาให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองในขณะนั้น จึงได้ทรงเลือกจากองคมนตรี 40 คน ตั้งเป็นสภากรรมการองคมนตรี แต่ส่วนใหญ่เป็นการพิจารณาร่างกฎหมายที่จะออกบังคับใช้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ.2470 และให้เพิกถอนตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้นไป

หลังจากมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2490 ฉบับชั่วคราว ได้มีบทบัญญัติแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น 5 คน เป็นผู้บริหารราชการในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เสมือนคณะผู้สำเร็จราชการในพระองค์ และเป็นคณะองคมนตรีที่ปรึกษาไปด้วยในขณะเดียวกัน

เป็นจุดเริ่มต้นของการมีตำแหน่งที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก ต่อมารัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2492 เปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรี เป็นคณะองคมนตรี แยกตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ออกต่างหาก คณะองคมนตรีจึงปฏิบัติหน้าที่เพียงถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์เพียงหน้าที่เดียวนับแต่นั้นจนปัจจุบัน

มาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติไว้สรุปความว่า พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี มีหน้าที่ถวายความเห็นในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรี หรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย


รายนามองคมนตรี (16 มีนาคม 2548) 1.พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี 2.นายเชาว์ ณ ศีลวันต์ 3.นายธานินท์ กรัยวิเชียร 4.พลเรือตรี หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช 5.พลอากาศตรีกำธน สินธวานนท์ 6.พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา 7.นายจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 8.พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ 9.นายอำพล เสนาณรงค์ 10.นายจำรัส เขมะจารุ 11.หม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ 12.หม่อมราชวงศ์เทพกมล เทวกุล 13.นายศักดา โมกขมรรคกุล 14.นายเกษม วัฒนชัย 15.นายพลากร สุวรรณรัฐ 16.นายสวัสดิ์ วัฒนายากร 17.พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ 18.นายสันติ ทักราล 19.พลเรือเอกชุมพล ปัจจุสานนท์
 

 

 

สนามหลวง ทุ่งพระเมรุ สนามกว้างใกล้กับกำแพงพระราชวังหลวง และติดกับกำแพงวังหน้าด้านทิศตะวันออก
เมื่อแรกสร้างกรุงเทพฯ บริเวณนี้เป็นที่ทำนาของประชาชน แต่นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นต้นมา ได้ใช้สนามหลวงในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ อาทิ เป็นที่ตั้งพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำนาที่สนามหลวงอีกครั้ง เพื่อให้ปรากฏแก่นานาประเทศว่าสยามบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นาทั่วไปแม้จนใกล้ๆ พระบรมมหาราชวังก็ยังมี และสยามก็เอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นกำลังของบ้านเมืองด้วย

ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลพิธีพิรุณศาสตร์
มีกำแพงแก้วล้อมรอบบริเวณ ข้างในสร้างหอพระพุทธรูปสำคัญ มีพลับพลาที่ทำการพระราชพิธี มีหอดักลมลงที่พลับพลา สำหรับทอดพระเนตรการทำนา

ข้างพลับพลามีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง ด้านเหนือมีพลับพลาน้อยสร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรการทำนาในท้องทุ่ง นอกกำแพงแก้วยังมีฉางสำหรับใส่ข้าว


สมัยรัชกาลที่ 4 นี่เองที่นาม ทุ่งพระเมรุ เปลี่ยนเป็น สนามหลวง เมื่อพ.ศ.2398 ดังปรากฏในประกาศ ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุฯ นั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่าทุ่งพระเมรุนั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุฯ นั้นให้เรียกว่า ท้องสนามหลวง


รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพลับพลาต่างๆ เพราะหมดความจำเป็นที่จะต้องทำนา และได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพิธีต่างๆ เช่น การฉลองพระนครครบ 100 ปี งานฉลองเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรปใน พ.ศ.2440

และให้รื้อกำแพงป้อมปราการของวังหน้าทิศตะวันออก ขยายพื้นที่สนามหลวงให้กว้างดังเช่นปัจจุบัน มีเนื้อที่ 78 ไร่ ใช้เป็นที่ตั้งพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน พระราชวงศ์ และเจ้านายชั้นสูง รวมทั้งเป็นที่ประกอบพระราชพิธีการ กีฬา ทั้งยังโปรดฯ ให้ปลูกต้นมะขามไว้โดยรอบ จำนวน 365 ต้นด้วย ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เป็นสนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ

ในรัชกาลปัจจุบันสนามหลวงใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก รวมทั้งงานพระเมรุเจ้านายระดับสูง เช่น สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ทุกวันนี้สนามหลวงมีพื้นที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในพระราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 213 ธันวาคม พ.ศ.2520


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง

แม้จะไม่มีการยืนยันถึงข้อกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาบังคับ แต่เป็นอันเข้าใจกันว่า ทุกครั้งของการแสดงมหรสพนานาชนิดเสร็จสิ้น พวกเราชาวไทยทุกคนจะต้องพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการยืนตรงต่อบทเพลงสรรเสริญพระบารมี

เฉกเช่นเดียวกับในโรงภาพยนตร์ ก่อนที่หนังจะฉาย

แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่าระยะเวลาของการยืนสงบนิ่งเคารพต่อองค์ในหลวงของเราเพียงนาทีกว่าๆ นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายต่อหลายเรื่องทีเดียว...

*
ที่มากับความหลากหลายในปัจจุบัน

แม้จะไม่สามารถระบุได้ถึงวันที่แน่นอน แต่ประมาณการกันว่า ที่มาของการให้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีภายในโรงภาพยนตร์นั้นเริ่มมีระเบียบออกมาตั้งแต่ปี 2478 โดยระยะแรกนั้นจะเป็นการเปิดหลังจากที่มีการจัดฉายภาพยนตร์ไปแล้ว ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเปิดก่อนที่หนังจะฉายเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว

ที่ผ่านมาเคยมีการพูดเสนอให้เลิกการเปิดเพลงสรรเสริญฯ ในโรงภาพยนตร์ โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันในโรงภาพยนตร์มีประเภทหนังหลายประเภท ทั้งเรตอาร์ (rate R sex) และความรุนแรง (violence) ซึ่งดูแล้วไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่เรื่องดังกล่าวก็หายไปเพราะไม่มีใครเห็นด้วย ปัจจุบันเข้าใจกันว่า การเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีนี้ไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้ทางโรงภาพยนตร์จะต้องทำ แต่ก็ได้กลายเป็น 'จารีต' ที่ผู้ประกอบการล้วนแล้วแต่ทำด้วยความจงรักภักดีกันทั้งสิ้น...

โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ เพลงสรรเสริญฯ เวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ชื่อชุด 'นิทรรศการ' เปิดมาเป็นคำถวายพระพร เป็นฉากเด็กยืนถวายพระพรหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ตัดเป็นภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ทรงเยี่ยมพสกนิกรตามภาคต่างๆ ภาพที่พระองค์ท่านให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในเรื่องการเกษตรเช่นเรื่องฝนเทียม ตอนท้ายภาพพสกนิกรมากมายยืนไหว้ถวายพระพร ภาพจะตัดสลับระหว่างภาพในหลวงกับประชาชน ภาพในหลวงจากพื้นดินแห้งแล้ง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ภาพในหลวง พื้นดินแห้งแล้ว มาเป็นภาพฝนตก

(
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จัดทำร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้เรียบเรียงดนตรี คือ บรูซ แกสตัน แห่งวงฟองน้ำ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2538 จัดทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อใช้ในโรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 4 เวอร์ชัน)

เอสเอฟ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2542 ได้เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ ทั้งหมดทั้งสิ้น 2 เวอร์ชัน ชุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด 'หยาดฝน' ที่เป็นเสียงดนตรีไทย ผู้เรียบเรียงดนตรีคือ บรูซ แกสตัน

เซ็นจูรี่ เครือใหม่ เปิดมาได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ได้มองเห็นอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงในการเป่าแซ็กฯ เพลงสรรเสริญฯ ชุดที่ใช้อยู่จึงเป็นชุดที่มีเสียงแจ๊ซเป็นดนตรีหลัก และไม่มีเสียงร้อง เรื่องการดำเนินภาพจะเป็นกรอบรูปที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันขึ้นมาทีละภาพ ซึ่งหนึ่งในรูปภาพเหล่านั้นมีภาพที่ในหลวงทรงกำลังเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ด้วย เสียงเป่าแซ็กฯ โดยเศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ แซ็กแมน เรียบเรียงโดย ปราชญ์ มิวสิค

ลิโด้, สยาม, สกาล่า เป็นโรงหนังในเครือเดียวกันเปิดทำการมาไล่เลี่ยกัน โดยเปิดมาได้ประมาณ 40 ปีแล้ว เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ มาแค่เพียง 2 เวอร์ชันเท่านั้น ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด 'จิ๊กซอว์' ที่มีภาพออกมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญฯ มีภาพในหลวงขึ้นมาเป็นภาพจิ๊กซอว์มาต่อกัน จะมีภาพพระองค์ท่านเสด็จไปสถานที่ต่างๆ แล้วภาพจะค่อยๆ เลื่อนมาเป็นจิ๊กซอว์รูปพระพักตร์ของในหลวง ผู้เรียบเรียงดนตรี บรูซ แกสตัน

โรงหนังเฮาส์ เพิ่งเปิดมาได้ปีครึ่ง เพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกับของโรงหนังลิโด้,สยาม และสกาล่า

สำหรับเครืออีจีวี ฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำเป็นกราฟิก ในหลวงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในรูปแบบต่างๆ ภาพการขึ้นครองราชย์ ท้ายสุดเป็นภาพเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ เสียงร้องเพลงสรรเสริญฯ นี้มาจากบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย อาทิ เจริญ วรรธนะสิน, อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส, ดร.อ้อ-กฤติกา คงสมพงษ์ และดีเจพีเค ซึ่งจะร้องกันคนละท่อน แล้วมีเสียงประสานของ นักร้องอินดี้อย่าง แพม-ลลิตา ตะเวทิกุล เป็นแบ็กกราวนด์

*
ทำขึ้นเองโดยเฉพาะ-ซื้อสำเร็จรูป

เหตุผลของการเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันต่างๆนี้โดยมากเป็นเพราะว่าฟิล์มที่ใช้เก่าเกินไปทำให้ภาพที่ออกมาอาจจะไม่คมชัด จึงต้องมีการผลิตกันขึ้นมาใหม่ บางโรงภาพยนตร์ในสมัยปัจจุบันนี้ อาทิ เมเจอร์, อีจีวี และเซ็นจูรี่ จะมีเพลงสรรเสริญฯ ในเวอร์ชันที่เป็นของตัวเอง โดยมีทีมงานทำขึ้นให้โดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีเวอร์ชันของทั้ง 3 โรงที่ว่านี้จะไม่เหมือนใคร

วิทยาการเขต 24 สกลนคร ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000

  0-4271-4911 FAX 0-4271-4911 มท.48576 , 48135 , 48125


นักธรณีวิทยาชูหินแร่ชนิดใหม่ที่เพิ่งค้นพบ และตั้งชื่อให้แร่ชนิดนี้ว่า ยาดาไรต์ (Jadarite) ซึ่งพบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันกับแร่คริปโตไนต์ (Kryptonite) ในภาพยนต์เรื่อง "ซูเปอร์แมนรีเทิร์นส์"

เอเจนซี - แร่คริปโตไนต์ สิ่งเดียวที่ทำให้ซูเปอร์แมนหมดแรงได้ ไม่ใช่แร่ที่มีแต่ในหนังสือการ์ตูนหรือภาพยนตร์อีกต่อไป
       
      
 
นักธรณีวิทยาในเซอร์เบีย (Serbia) ค้นพบแร่ชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกับแร่คริปโตไนต์ (Kryptonite) จากดาวคริปตัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของซูเปอร์แมน โดยในหนัง "ซูเปอร์แมนรีเทิร์นส์ (Superman Returns)" เล็กซ์ ลูเธอร์ (Lex Luther) คู่ปรับตลอดกาลของซูเปอร์แมน ใช้แร่ดังกล่าวตัดพลังของซูเปอร์แมน
       
       "
เราต้องให้ความระมัดระวังกับแร่ตัวนี้ เราคงไม่อยากพรากซูเปอร์ฮีโร่ที่คนชื่นชอบที่สุดไปจากโลกใบนี้" ดร.คริส สแตนลีย์ (Dr Chris Stanley) ผู้ศึกษาเกี่ยวกับแร่ จากพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา กรุงลอนดอน แถลงข่าวปล่อยมุก (London's Natural History Museum)
       
       
สแตนลีย์ บอกว่า ระหว่างที่ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับสูตรเคมีของแร่ใหม่จากเซอร์เบีย ซึ่งเป็นสารประกอบ โซเดียมลิเทียมโบรอนซิลิเกตไฮดรอกไซด์ (sodium lithium boron silicate hydroxide) เขาก็พบด้วยความประหลาดใจว่า มันมีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกันเปี๊ยบกับแร่คริปโตไนต์ในเรื่องซูเปอร์แมน
       
       "
ผมประหลาดใจมากที่พบว่า มีชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกันนี้เขียนอยู่บนกล่องหินใส่แร่คริปโตไนต์ ที่เล็กซ์ ลูเธอร์ ขโมยมาจากพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ในหนังเรื่องซูเปอร์แมนรีเทิร์นส์" เขากล่าว
       
       
สสารที่พบจากเซอร์เบีย ได้รับการยืนยันว่าเป็นแร่ชนิดใหม่แล้ว จากการทดสอบของนักวิทยาศาสตร์แห่งพิพิธภัณฑ์สถานธรรมชาติวิทยา ในลอนดอน และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติแคนาดา (National Research Council in Canada)
       
       
แต่แร่ดังกล่าวไม่ได้เป็นผลึกคริสตัลใหญ่สีเขียวเหมือนในการ์ตูนซูเปอร์แมน หากมีลักษณะเป็นผงแป้งสีขาว ไม่มีธาตุฟลูออรีน (fluorine) และปลอดสารกัมมันตรังสี
 

ฉากหนึ่งในหนัง "ซูเปอร์แมนรีเทิร์นส์" ซึ่งภาคนี้ซูเปอร์ฮีโร่ของเราถูกวายร้ายเล่นงานโดยใช้แร่คริปโตไนต์ตัดพลัง

ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล   26 เมษายน 2550 13:39 น.

วิทยาการเขต 24 สกลนคร ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000

 


ไฟลุกจากน้ำแข็งติดไฟ หรือน้ำแข็งมีเทน

...สื่อจีนออกข่าวความสำเร็จอย่างภาคภูมิในการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่คือ แหล่ง Methane Gas Hydrate ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในรูปของแข็งชนิดหนึ่ง (natural gas hydrate-NGH) หรือที่เรียกว่า “น้ำแข็งติดไฟ” (combustible ice) พร้อมเตรียมแผนการขุดเจาะในระหว่าง 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์วิตกถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากธรรมชาติที่ไม่แน่นอนและมีเทนที่มีอยู่สูงในก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่นี้ จะซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนให้เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก
       

       
ทั้งนี้ สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาจีนได้ดำเนินโครงการสำรวจวิจัยก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่นี้ ด้วยงบประมาณถึง 500 ล้านหยวน และเวลา 9 ปีที่ผ่านมา โดยคาดหวังว่าจะเป็นความหวังใหม่ในการลดการพึ่งพิงแหล่งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน
       
       
ความสำเร็จที่จีนป่าวประกาศในต้นเดือนที่ผ่านมา คือผู้เชี่ยวชาญสามารถขุดเอาตัวอย่างน้ำแข็งติดไฟนี้ ขึ้นมาจากแหล่งสำรองใต้ทะเลบริเวณตอนเหนือของทะเลจีนใต้ ซึ่งทำให้จีนได้ก้าวขึ้นเป็นจ้าวแหล่งน้ำแข็งติดไฟรายที่ 4 ของโลก รองจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดีย ความสำเร็จครั้งนี้ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตอนเหนือของทะเลจีนใต้นั้น อุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่นี้
       
       
แหล่งNGH นั้น มีอยู่ในใต้ทะเลและที่ราบสูงขนาดใหญ่ที่มีอากาศหนาวเย็นอย่างที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ก่อรูปขึ้นจากก๊าซธรรมชาติและน้ำในเงื่อนไขความกดดันสูงและอุณหภูมิต่ำ มีลักษณะเหมือนน้ำแข็งและสามารถติดไฟเหมือนอย่างเอทานอลแข็ง ดังนั้น มันจึงได้ชื่อว่าเป็น “น้ำแข็งติดไฟ” หรือ “น้ำแข็งมีเทน” เพราะประกอบด้วยมีเทนปริมาณมากในโครงสร้างผลึก
       
       
ด้วยความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงของประเทศ ขณะที่อัตคัดแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เป็นแรงบีบให้จีนต้องเร่งการวิจัยและพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ขณะนี้ จีนค้นพบแหล่งสำรองน้ำแข็งติดไฟที่ราบตอนเหนือ บริเวณหนันซาในทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออก จากการสำรวจเบื้องต้น ระบุว่าจีนมีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ในทะเล เป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับน้ำมัน 10,000 ล้านตัน ในปี 2005 คณะสำรวจจีน-เยอรมนีได้ระบุเขตแหล่งน้ำแข็งติดไฟครอบคลุมพื้นที่ 430 ตารางกิโลเมตรในตอนเหนือของทะเลจีนใต้ จัดเป็นแหล่งน้ำแข็งติดไฟใหญ่ที่สุดในโลก
       
       NGH
ปริมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถปล่อยก๊าซธรรมเกือบ 164 ลูกบาศก์เมตร มีการประมาณกันว่า ปริมาณทั้งหมดของคาร์บอนอินทรีย์ในแหล่งพลังงาน NGH ของโลกนั้น มีมากเป็น 2 เท่า ของปริมาณแหล่งสำรองที่พิสูจน์แล้วของก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหินของโลกรวมกัน และแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่นี้ มีศักยภาพที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ไปอีกนับพันปี
       
       
สำหรับก้าวต่อไป จีนมีแผนขุดเจาะน้ำแข็งติดไฟระหว่างปี ค.ศ. 2010-2015 และแผนขุดเจาะเชิงพาณิชย์ในปี ค.ศ. 2020 โดยจะใช้งบประมาณราว 800 ล้านหยวน
       
       
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการขุดเจาะเชิงพาณิชย์นั้น จะเดินหน้าอย่างราบรื่นปลอดภัย ก็ต่อเมื่อจีนได้บรรลุความสำเร็จก้าวใหญ่ทางเทคโนโลยีการขุดเจาะ นายเฉินกวนจินแห่งมหาวิทยาลัยปิโตรเลียมจีน เผยว่าค่าใช้จ่ายการขุดเจาะน้ำแข็งติดไฟนั้น สูงถึง 200 เหรียญสหรัฐ ต่อลูกบาศก์เมตร และพลังงานก๊าซธรรมชาติที่จะได้จากน้ำแข็งติดไฟแต่ละ 1 ลูกบาศก์เมตรนั้น ราว 164 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของก๊าซธรรมชาติ 1 ลูกบาศก์เมตร จะมากกว่า 1 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าค่าใช้จ่ายการผลิตก๊าซธรรมชาติปัจจุบันในจีน ที่เท่ากับ 0.125 เหรียญสหรัฐ ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร
       
       
ทว่า ปัญหาสำคัญจากการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ ที่น่ากลัว ยังมีเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำแข็งติดไฟนี้ อัดแน่นไปด้วยก๊าซมีเทนถึงร้อยละ 80-99.9 ซึ่งมีเทนนี้ เป็นก๊าซเรือนกระจกตัวการสร้างโลกร้อนที่ทรงพลังมากยิ่งกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์เสียอีก แม้มันจะขับของเสียออกมาเพียงเล็กน้อยหลังการเผาไหม้ แต่การสกัดและขนส่งเจ้าก้อนน้ำแข็งมีเทนนี้ เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากธรรมชาติที่ไม่แน่นอนของมันและอยู่ในท้องทะเล วิธีการสกัดที่ไม่ดี จะปล่อยมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ เร่งภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยังเตือนอีกว่าการขุดค้นใต้ทะเลอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก อาจสร้างหายนะธรรมชาติตามมา ได้แก่ สึนามิ แผ่นดินถล่มตามชายฝั่ง ทำลายพื้นที่ใกล้เคียง.

ขอขอบคุณ  ผู้จัดการออนไลน์      20 มิถุนายน 2550 19:43 น.

วิทยาการเขต 24 สกลนคร ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000

  0-4271-4911 FAX 0-4271-4911 มท.48576 , 48135 , 48125


แม่น้ำเจ้าพระเจ้า? ผู้ให้กำเนิดคือธรรมชาติพระยาผู้ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ จากเทือกเขาสูงของภาคเหนือทั้งภูเขาแดนลาว ภูเขาหลวงพระบาง ภูเขาถนนธงชัย ภูเขาเพชรบูรณ์ ภูเขาขุนตาล ภูเขาผีปันน้ำ ก่อเกิดแม่ปิง วัง ยม น่าน ไหลล่องลงใต้รวม 4 สาย เป็น เจ้าพระยา? ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร แล้วลงสู่ปากอ่าวไทยที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอันสิ้นสุดความยาวแม่นํ้าเจ้าพระยา โดยที่การสำรวจของการประปานครหลวงให้ตัวเลขว่า 372 กิโลเมตร


ก่อนจะเป็นเจ้าพระยา แม่น้ำอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของแผ่นดินสยามเคยชื่อใดมาไม่มีหลักฐานปรากฏชัด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ที่เราเรียกกันว่าปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้ แต่โบราณเรียกว่าปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอกห่างออกไปไกล เมืองพระประแดงจึงเรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา?

ด้านม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเล่าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาว่าเริ่มต้นที่จุดรวมของแม่น้ำน่านและแม่น้ำปิง ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ไปสิ้นสุดไหลออกทะเลที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ตำบลตรงที่แม่น้ำนี้ไหลออกทะเลนั้นเคยมีชื่อว่า เจ้าพระยา? ชื่อตำบลนั้นก็เลยใช้เรียกชื่อแม่น้ำทั้งสายว่า แม่น้ำเจ้าพระยา? เช่นเดียวกับที่เอาชื่อตำบลที่แม่น้ำสายอื่นๆ ไหลออกสู่ทะเลเรียกเป็นชื่อแม่น้ำ เช่น แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง เป็นต้น


ข้อมูลจากนักค้นคว้าศึกษา เอนก นาวิกมูล ว่าเจ้าพระยามีสาขาแยกออกไปหลายสาย เช่น แยกไปทางชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร เรียกเป็นแม่น้ำมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี และแม่น้ำท่าจีน ต่างออกไปตามลำดับ แยกออกไปอีกสายหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำลพบุรี ส่วนที่เป็นลำคลองเชื่อมเจ้าพระยากับแม่น้ำอื่นก็มี เช่น คลองบางแก้ว คลองบางโผงเผง คลองรังสิต คลองบางบัวทอง คลองดาวคะนอง คลองพระโขนง คลองสำโรง เป็นต้น
 



 

    แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงล่างคดเคี้ยวกว่าตอนบน ด้วยแผ่นดินค่อยๆ ลาดลง สายน้ำไหลช้าจนบางแห่งวกวนกลายเป็นรูปเกือกม้า เอกสารจากอดีตทำให้เห็นภาพน้ำเซาะแผ่นดินจนกลายเป็นเกาะเล็กๆ หลายแห่ง เรื่องเกาะในลำน้ำเจ้าพระยา และลำคลองที่เรียกกันทุกวันนี้ว่าคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ แต่ก่อนโน้นก็เคยเป็นตัวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลคดเคี้ยวไปมา แต่เหตุที่แม่น้ำมากลายเป็นคลองก็เพราะลำน้ำช่วงนี้เดิมอ้อมมากนักจนมีเรื่องเล่าในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ฉบับแรกของปีพ.ศ.2408 (เข้าใจกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ว่า แม้ลืมหม้อข้าวไว้ที่ทางเหนือน้ำ อ้อมแม่น้ำไปทางซ้าย จนตกเย็น ลงมาถึงอีกคุ้งหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าลืมหม้อข้าวไว้ที่คุ้งบน ยังสามารถเดินลัดไปเอาหม้อข้าวมาได้ (ระยะทางไม่กี่กิโลเมตรคือจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ลงไปถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ปากคลองบางกอกใหญ่)

 


วันพระ หมายถึงวันฟังธรรม คือวันขึ้น 8 ค่ำ แรม 8 ค่ำ และวันขึ้น 15 ค่ำ แรม 15 ค่ำ หรือแรม 14 ค่ำในกรณีเดือนขาด

ประวัติความเป็นมา เริ่มเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ ครั้งนั้นนักบวชนอกศาสนาได้ประชุมแสดงธรรมทุกวัน 14 ค่ำ และ 8 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ชาวเมืองราชคฤห์ทราบข่าวก็พากันไปฟังธรรม และเกิดความเลื่อมใสมากขึ้นโดยลำดับ

ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธทรงทราบข่าวนี้ จึงนำขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า พร้อมขอพระบรมพุทธานุญาตพระสงฆ์ให้ประชุมแสดงธรรมในวันดังกล่าว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นชอบและประทานอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์แสดงธรรมในวัน 14 ค่ำ 15 ค่ำ และ 8 ค่ำของทุกปักษ์

ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงให้พระสงฆ์นำสิกขาบท หรือศีลของพระภิกษุ 227 ข้อมาสวดให้กันฟังทำนองทบทวน และตรวจสอบศีลของกันและกันทุกๆ กึ่งเดือน คือทุกวันขึ้น 15 ค่ำ แรม 15 ค่ำ หรือ 14 ค่ำในเดือนขาด เรียกว่า "การสวดพระปาติโมกข์" และวันดังกล่าวของพระภิกษุเรียกว่า "วันอุโบสถ"

เมื่อพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย วันธรรมสวนะหรือวันพระ ที่ถือปฏิบัติกันมีเดือนละ 4 วัน คือวันขึ้น 8 ค่ำ แรม 8 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ หรือแรม 14 ค่ำ กรณีเดือนขาด ในสมัยอาณาจักรสุโขทัย เรียกวันธรรมสวนะ ขึ้นและแรม 8 ค่ำว่า "วันศีลน้อย และวันขึ้นและแรม 15 ค่ำว่า "วันศีลใหญ่"

ในปี 2499 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุให้วันธรรมสวนะหรือวันพระ และวันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงความสำคัญของพุทธศาสนา แต่ต่อมายกเลิกประกาศนี้ โดยให้วันพระเป็นวันทำงานปกติ


 


 
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วัดพระแก้วมรกต วัดสำคัญที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์

 

 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗

     เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

     รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน

     เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่งอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศิลปไทยไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป

พระอุโบสถ

สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังคาลด ๔ ระดับ ๓ ซ้อน มีช่อฟ้า ๓ ชั้น ปิดทองประดับกระจก ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจกทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน

ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่ ๑ เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ ๓ โปรดเล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก บานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกทั้งหมด ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม ๑๒ ตัว โดยได้แบบมาจากเขมรคู่หนึ่ง แล้วหล่อเพิ่มอีก ๑๐ ตัว

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

     ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)
พระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ ซม. สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ ซม. ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน

     เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องต้นประกอบด้วยมงกุฎพาหุรัด ทองกร พระสังวาล เป็นทองลงยา ประดับมณีต่างๆ จอมมงกุฎประดับด้วยเพชร

     เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน เป็นทองคำ เป็นกาบหุ้มองค์พระอย่างห่มดอง จำหลักลายที่เรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พระเศียรใช้ทองคำเป็นกาบหุ้ม ตั้งแต่ไรพระศกถึงจอมเมาฬี เม็ดพระศกลงยาสีน้ำเงินแก่ พระลักษมีทำเวียนทักษิณาวรรต ประดับมณีและลงยาให้เข้ากับเม็ดพระศก

     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเครื่องฤดูหนาวถวายอีกชุดหนึ่ง ทำด้วยทองเป็นหลอดลงยาร้อยด้วยลวดทองเกลียว ทำให้ไหวได้ตลอดเหมือนกับผ้า ใช้คลุมทั้งสองพาหาขององค์พระ

     บุษบกทองที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สร้างด้วยไม้สลักหุ้มทองคำทั้งองค์ ฝังมณีมีค่าสีต่างๆ ทรวดทรงงดงามมาก เป็นฝีมือช่างรัชกาลที่ ๑ เดิมบุษบกนี้ตั้งอยู่บนฐานชุกชี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระเบญจาสามชั้นหุ้มด้วยทองคำ สลักลายวิจิตรหนุนองค์บุษบกให้สูงขึ้น บนฐานชุกชีด้านหน้า ประดิษฐานพระสัมพุทธพรรณี เป็นพระพุทธรูปที่คิดแบบขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยไม่มีเมฬี มีรัศมีอยู่กลางพระเศียร จีวรที่ห่มคลุมองค์พระเป็นริ้ว พระกรรณเป็นแบบหูมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป

     หน้าฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ องค์ด้านเหนือพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ด้านใต้พระนามว่า พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปทั้งสองพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง ๓ เมตร ทรงเครื่องแบบจักรพรรดิ์หุ้มทองคำ เครื่องทรงเป็นทองคำลงยาสีประดับมณี


หนังสืออ้างอิง : นำชมกรุงรัตนโกสินทร์
(เนื่องในงานสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี) โดย กองโบราณคดี กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๒๕







 
ข้อมูลวัด
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง เขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก ติดท้องสนามหลวง
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ความสำคัญ : วัดคู่กรุง, ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)
สังกัดคณะสงฆ์ : ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา (ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง)
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง :   วัดพระแก้ว
  พระบรมมหาราชวัง
แผนที่วัด : คลิ๊กดูแผนที่

ปริศนา  49  วัน ชีวิตหลังความตาย


มนุษย์และสัตว์มิได้สิ้นสุดที่ความตาย เพราะการ “ตาย”
หมายถึงสภาพร่างกายที่ไม่สามารถให้บริการแก่จิตวิญญาณใช้งานต่อไปได้อีกวิญญาณยังคงอยู่
ถึงแม้ร่างกายจะหมดอายุขัยไปแล้วทั้งนี้สภาพการตายจะบ่งบอกให้รู้ว่าจิตวิญญาณนั้นไปสุคติหรือลงสู่นรกภูมิ


1. ตอนตายใหม่ ถ้าหากสีหน้าปกติร่างกายอ่อนนิ่มสีหน้าเหมือนคนมีชีวิตอยู่เนื่องจากได้บรรลุธรรม ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ
2. ตอนตายใหม่ๆ หน้าตาซีดผาด เหมือนคนตกใจ แสดงว่าวิญญาณได้ตกสู่นรกแล้ว
3. ตอนตายใหม่ๆ ร่างกายแข็งทื่อ หน้าตาน่ากลัวเพราะความตกใจบางคนจะกรีดร้องเสียคล้ายสัตว์คนเหล่านี้จะไปเกิดเป็นสัตว์
4. ชนิดสังเกตได้จากตา หู จมูก ปาก ตาจะมีน้ำตาออก หูจะมีขี้หู จมูกจะมีน้ำมูก ปากจะมีน้ำลายฟูมปาก เป็นทวารที่ไม่สะอาด 4 ช่องทางเมื่อจิตวิญญาณออกทางนี้จะเกิดเป็นสัตว์ 4 ประเภท
- ตา ชอบดูสิ่งเหลวไหล ลุ่มหลงในรูปต่างๆ คนเหล่านี้เวลาใกล้ตายดวงตาจะเบิกกว้าง จะไปเกิดเป็นสัตว์ปีก (เกิดออกจากไข่)
- หู ชอบฟังเรื่องเหลวไหล เรื่องซุบซิบนินทา คนเหล่านี้เวลาตายหูจะชันขึ้นจะไปเกิดเป็นสัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
- จมูก ชื่นชมกลิ่นคาวโลกีย์ เช่น เงินทอง สุรา นารี การพนันชื่อเสียงลาภยศ และค่านิยมที่ผิดศีลธรรม ฯลฯ จะไปเกิดเป็นแมลง มด ยุง แมลงวัน ฯลฯ บาปหนักมากวิญญาณจึงถูกตีเป็นเศษวิญญาณ
- ปาก ชอบพูดเรื่องเหลวไหล พูดนินทา พูดวิจารณ์ พูดกล่าวร้ายป้ายสีด่าคำหยาบคาย คนเหล่านี้เวลาตาย ปากจะอ้าค้างอยู่ตลอดจะเกิดเป็นสัตว์น้ำไปอยู่กับรสชาติที่โสโครกและสกปรก

มื่อออกจากร่าง วิญญาณจะไปที่ไหน? ดวงวิญญาณที่ออกจากร่างในตอนแรกจะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีท่านมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์ที่ชะตาถึงฆาต พาไปยังยมโลก เพื่อตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่ว ในขณะที่มีชีวิตอยู่วิญญาณบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก 8 ขุมใหญ่ แต่ละขุมแบ่งย่อยขุมละ 36 แห่ง แต่ละแห่งมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก 800 ด่าน แต่ละด่านมีเครื่องทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง 8 ขุมเลยก็มี โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์หรือเรียกว่า “อนันตริยกรรม” มีอยู่ 5 อย่าง
คือ

1.ฆ่าพ่อ 2.ฆ่าแม่ 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4. ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก 5. ทำร้ายพระพุทธเจ้าห้อเลือด


หลังจากที่คนเราตายประมาณ 1-2 วัน ปกติแล้ว เขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย 7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดีในระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลังรอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับงานศพเรามาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตายเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย 7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดีในระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลังรอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับงานศพเรามาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตายขณะที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่างชีวิตหลังความตายก็เริ่มต้นเปิดฉากขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพังเท่านั้นไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ได้เว้นเสียแต่บาปกับบุญเท่านั้น
 

เจ็ดวันรอบแรก วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าดุร้ายเหมือนเสือขวางทาง เมื่อวิญญาณบาปไปถึงก็เกิดหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้นก็กระโจนเข้าขย้ำขบกัดวิญญาณบาปจนเลือดท่วมตัวกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกขเวทนา ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดีเมื่อมาถึงดงหมาป่า ก็จะมีหมู่เทวะ ทูตคอยพิทักษ์คุ้มครองพวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉยไม่กล้าทำอะไร จึงผ่านไปได้โดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่ สอง เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผีเจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่านเมื่อเห็นเป็นวิญญาณบาป ก็จะทุบตีอย่างไม่ปรานีและยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวรพากันมาทวงหนี้เวลานั้นส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดีเมื่อมาถึงด่านประตูผี จะได้รับการต้อนรับและสามารถผ่านด่านนี้ไปโดยปลอดภัย


เจ็ดวันรอบที่ สาม เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลกถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรมยามมีชีวิตทำชั่วอะไรภาพก็จะปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติเสร็จแล้วก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ ถึงวิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิด ตอนนี้แต่ก็สายเสียแล้ว ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึง จะได้รับการต้อนรับมีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวนรกขุมต่างๆและพาไปดูสภาพของบรรดาญาติพี่น้องที่ทำบาป กำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด

เจ็ดวันรอบที่ สี่ เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทองการจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก
กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากาซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์

เจ็ดวันรอบที่ ห้า วิญญาณผู้ตายมาถึงหอดูบ้านเดิม ได้เห็นลูกหลานคนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการตายของตนถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนเองตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีกได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์

เจ็ดวันรอบที่ หก เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านคุมบัญชียมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญที่ผู้ตายได้สร้างสมตอนมีชีวิตหลังจากหักลบกันแล้ว ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะให้ไปเกิดยังสุคติภูมิ ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ จะส่งไปยังนรกภูมิ รับทุกข์อย่างน่าเวทนา

เจ็ดวันรอบที่ เจ็ด เมื่อวิญญาณผู้ตายไปถึงด่านตรวจสอบยมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่าผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ถ้าได้ถือศีลกินเจละเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็จักลหุโทษ ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัวที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้ทุกคนในขณะมีชีวิตอยู่นั้นเร่งสะสมความดีกันให้มากๆ นรก-สวรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งลวงโลกตอนนี้ท่านอาจยังไม่เห็น แต่สักวันท่านก็ต้องเห็น กฎแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องจริงขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
 


ตำนานแอปเปิล 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์


     คัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงแอปเปิลว่า เป็นผลไม้ต้องห้าม ที่ Eve เชื้อชวนให้ Adam กิน และผลที่เกิดตามมาจากการเชื้อเชิญครั้งนั้น คือ มนุษย์เริ่มรู้จักทำบาป และนี่ก็คือ เหตุผลที่แอปเปิลในภาษาละตินตรงกับคำว่า malus ซึ่งแปลว่า ชั่วร้าย ถึงกระนั้น ภาษาอังกฤษก็มีสำนวนว่า the apple of your eye ซึ่งหมายถึง สิ่งนั้นมีค่ามากในสายตาคุณ

       เทพนิยายกรีกโบราณก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแอปเปิลว่า กษัตริย์ Eurystheus ทรงมีบัญชาให้ Hercules นำผลแอปเปิลทองคำที่อยู่ในสวนของ Hesperides มาถวายพระองค์ และหลังจากที่ได้เดินทางรอนแรมหลายเดือน Hercules ก็มาถึงสวนแต่ก่อนจะเข้าสวนได้ เขาต้องฆ่ามังกรเฝ้าสวนก่อน และก็ทำได้สำเร็จ จึงหยิบแอปเปิลนำไปถวาย Eurystheus แล้วพระองค์ก็ ทรงมอบต่อให้มเหสีเพื่อนำไปคืนกลับให้ Hesperides อีก

       ส่วน Eris ผู้เป็นเทพธิดาแห่งความขัดแย้ง เมื่อได้รับเชิญไปงานมงคลอภิเษกสมรสระหว่าง Peleus กับ Thetis นางจึงนำแอปเปิลทองคำที่มีคำจารึกว่า สำหรับคนที่สวยที่สุด ไปในงาน เหตุการณ์นี้ทำให้เทพธิดา Hera, Athena และ Aphrodite ซึ่งต่างก็อ้างว่าตนสวย ต้องให้เจ้าชาย Paris แห่ง Troy ตัดสิน และเทพธิดาทั้งสามต่างก็ให้สินบนแก่ Paris เพื่อให้ตนได้เป็นผู้ชนะ และสินบนจาก Aphrodite คือ Helen แห่งกรุง Sparta เป็นแปะเจี๊ยะที่ถูกใจ Paris ที่สุด Paris จึงให้แอปเปิลทองคำแก่ Aphrodite แล้วสงครามแห่ง Troy จึงเกิดตามมา

       Atalanta เป็นเทพธิดาพระองค์หนึ่งที่ไม่ชอบแต่งงานกับชายใด นางจึงใช้วิธีวิ่งแข่งขัน โดยตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าชายคนนั้นวิ่งชนะกายนาง เขาก็จะชนะใจนางด้วย Hippomenes จึงใช้อุบายโยนแอปเปิลทองคำล่อ Atalanta ทำให้นางชะงักวิ่ง โดยก้มลงเก็บผลแอปเปิล Hippomenes จึงได้นางเป็นภรรยา

        ตำนานสวิสก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแอปเปิลเช่นกันว่า William Tell ใช้ธนูยิงผลแอปเปิลที่วางอยู่บนศีรษะลูกชายได้อย่างแม่นยำ เพื่อเอาชนะเจ้าผู้ครองเมืองที่ทารุณโหดร้าย และเมื่อเขาทำได้สำเร็จ ชาวเมืองก็ happily ever after

        คนเดนมาร์กโบราณเชื่อว่า เวลาแอปเปิลอยู่ใกล้คนที่นอกใจคนรัก แอปเปิลจะเหี่ยว

         ส่วนคนอังกฤษถือว่า วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันแอปเปิล เพราะครูอังกฤษส่วนใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 - 18 มีรายได้ต่ำ ดังนั้น บิดามารดาของนักเรียนที่ครูคนนั้นสอน จึงมักนำผลแอปเปิลจัดลงในตะกร้า เพื่อนำไปให้ครูเป็นของขวัญ แต่ในเวลาต่อมา เมื่อเงินเดือนครูสูงขึ้น นักเรียนจะนำแอปเปิลผลเดียวไปให้ครูเพื่อแสดงความขอบคุณ คนกรีกในสมัยโบราณเชื่อว่า เวลาชายใดโยนแอปเปิลให้หญิง นั่นหมายถึง เขากำลังขอเธอแต่งงาน และถ้าเธอรับได้ นั่นหมายความว่า yes

          ในอเมริกาก็มีตำนานเกี่ยวกับแอปเปิลเช่นกัน คือ John Chapman ผู้เป็นนักผจญภัย และนักสอนศาสนาในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขณะเดินทางผ่านรัฐ Ohio, Indiana และ Illinois ได้โยนเมล็ดแอปเปิลลงดิน และปลูกต้นแอปเปิลในทุกหนแห่งที่เขาไปเยือน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีชื่อเรียกเล่นว่า Johny Appleseed

          ในวงการวิทยาศาสตร์เราก็มีตำนานเกี่ยวกับแอปเปิลเช่นกันว่า เมื่อ Isaac Newton เห็นผลแอปเปิลตกจากกิ่งลงสู่พื้น เหตุการณ์นี้ทำให้ Newton พบแรงโน้มถ่วง

        ทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นต้นแอปเปิลได้แทบทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย เช่น รัสเซีย ไซบีเรีย จีน เกาหลี อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงอเมริกาเหนือและใต้ สถิติการปลูกแอปเปิลในปี 2548 แสดงให้เห็นว่าโลกผลิตแอปเปิลได้ 48 ล้านตัน มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ โดยจีนปลูกมากประมาณ 50% อาร์เจนตินา 15% และอเมริกา 7.5% ประเทศอื่นๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี แอฟริกาใต้ และชิลี เป็นต้น โดยคนมักบริโภคแอปเปิลหลายรูปแบบ เช่น ทำแอปเปิลกระป๋อง น้ำแอปเปิล เหล้าแอปเปิล พายแอปเปิล ซอสแอปเปิล เนยแอปเปิล เยลลี่แอปเปิล และในสภาพผลไม้สด เป็นต้น

         เพราะแอปเปิลนอกจากจะมีคุณค่าอาหาร เช่น ในแอปเปิล 100 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 13.8 กรัม น้ำตาล 10.4 กรัม เส้นใย 2.4 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม โปรตีน 0.3 กรัม แล้วยังมีแคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และสังกะสีด้วย นักโภชนาการยังพบอีกว่า แอปเปิล สามารถลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด ได้ เพราะมีวิตามิน C และมีตัว antioxidant ที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้ด้วย นอกจากนี้แอปเปิลยังคุ้มครองสมองให้ปลอดจากโรค Alzheimer และโรค Parkinson ด้วย และในส่วนของโทษก็มี เช่น กรด malic ที่มีในแอปเปิล ถ้าเราบริโภคมากก็จะทำลายเคลือบฟัน หรือเมล็ดแอปเปิลก็มีสาร amygdalin ซึ่งมีพิษเล็กน้อย และตามปกติในการบริโภคแอปเปิล เราควรล้างเปลือกให้สะอาด เพราะเปลือกอาจมียาฆ่าแมลงเคลือบอยู่

       แอปเปิลเป็นไม้ยืนต้นที่ผลัดใบ นักชีววิทยาได้จัดให้แอปเปิลอยู่ในชั้น Magnoliopsida อันดับ Rosales วงศ์ Rosaceae สกุล Malus และชนิด M. domestica โดยมีต้นสูงตั้งแต่ 5 - 12 เมตร ใบรี ปลายแหลม ขอบใบหยัก ใบมีความยาวตั้งแต่ 5 - 12 เซนติเมตร และกว้าง 3 - 6 เซนติเมตร ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ ดอกมีสีขาวแกมชมพูเล็กน้อย กลีบดอกมี 5 กลีบ

       ในการปลูกแอปเปิล ชาวสวนอาจใช้วิธีตอนกิ่ง หรือปลูกด้วยเมล็ดก็ได้ ต้นแอปเปิลจะออกผลใน 3 - 4 ปี และขึ้นได้ดีในทุกสภาพดินที่น้ำไม่ท่วมขัง และชาวสวนต้องคอยพรวนดินเสมอ อีกทั้งลมต้องไม่พัดแรง

        เวลาแอปเปิลออกดอก มันต้องอาศัยผึ้งและแมลงช่วยในการผสมเกสร และถ้าการผสมไม่ดี ผลก็จะไม่ติดหรือลูกอาจมีขนาดเล็ก บิดเบี้ยว หรือสุกช้า และมีเมล็ดน้อย แต่ถ้าการผสมพันธุ์ดี ผลอาจมีเมล็ดตั้งแต่ 7 - 10 เมล็ด ดังนั้น ผึ้งหรือแมลงอาจจะต้องช่วยในการผสมเกสรของดอกแอปเปิลหลายครั้ง จึงจะได้ผลแอปเปิลที่สมบูรณ์

       ปริศนาหนึ่งที่ค้างคาใจคนรักแอปเปิล คือ ต้นแอปเปิลต้นแรกของโลกถือกำเนิดที่ใด (ห้ามตอบว่าสวน Eden) ถึงแม้ประวัติศาสตร์จะได้บันทึกว่า นักประพันธ์กรีกชื่อ Theophrastus กล่าวถึง การปลูกแอปเปิลในกรีซ ตั้งแต่ พ.ศ. 100 แต่นักชีววิทยามีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ถิ่นกำเนิดของแอปเปิลคือแคว้น Tian Shan ในจีน

         ในวารสาร American Scientist ฉบับที่ 95 ประจำเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ปีนี้ Barrie E. Juniper แห่งมหาวิทยาลัย Oxford ได้ศึกษาพันธุกรรมของแอปเปิลโดยการวิเคราะห์ mitochondria DNA ของมันจนพบว่า แอปเปิลเป็นพืชที่ชอบผสมพันธุ์ข้ามต้น ดังนั้น ต้นลูกจะมีลักษณะรูปร่างไม่เหมือนต้นพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้แอปเปิลปัจจุบันจึงมีกว่า 20,000 สายพันธุ์ จะอย่างไรก็ตาม การศึกษาสายพันธุ์แอปเปิลในที่ต่างๆ ทั่วโลก เขาได้พบว่า แอปเปิล ต้นแรกของโลกต้องอยู่ที่ Tian Shan ในจีน แล้วแพร่พันธุ์สู่หุบเขา Fergana ใน Uzbekistan จากนั้นก็เข้าสู่ Mesopotamia แล้วไป Persia จนทำให้มันมีความสำคัญเทียบเท่ามะเดื่อ อินทผลัม และองุ่น แล้วแอปเปิลก็เข้าสู่ยุโรป และแพร่หลายไปทั่วโลกครับ

          สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์