ฟิสิกส์ราชมงคล

index 98

  สมบัติของธาตุตามตารางธาตุ

หมู่ตารางธาตุ(อังกฤษ:Periodic table group) คือคอลัมน์ในแนวดิ่งของธาตุเคมีในตารางธาตุ มีทั้งหมด 18 หมู่ในตารางธาตุมาตรฐานในยุคใหม่นี้การจัดหมวดหมู่ของธาตุในตารางธาตุจะพิจารณาจากการโคจรของอิเล็กตรอนในวงโคจรชั้นนอกสุดของอะตอมซึ่งคุณสมบัติทางเคมีของธาตุจะขึ้นอยู่กับการให้อิเล็กตรอนชั้นนอกสุดนี้ธาตุที่อะตอมมีวงโคจรของอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดเหมือนกันมักจะมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์เหมือนกัน
หมู่ตารางธาตุมีรายละเอียดดังนี้ (ในวงเล็บเป็นระบบเก่า: ยุโรป-อเมริกัน):
• หมู่ 1 (IA,IA): โลหะแอลคาไล
• หมู่ 2 (IIA,IIA): โลหะแอลคาไลน์เอิร์ท
• หมู่ 3 (IIIA,IIIB)
• หมู่ 4 (IVA,IVAB)
• หมู่ 5 (VA,VB)
• หมู่ 6 (VIA,VIB)
• หมู่ 7 (VIIA,VIIB)
• หมู่ 8 (VIII)
• หมู่ 9 (VIII)
• หมู่ 10 (VIII)
• หมู่ 11 (IB,IB): the โลหะคอยน์เอจ (not a IUPAC-recommended name)
• หมู่ 12 (IIB,IIB)
• หมู่ 13 (IIIB,IIIA): หมู่โบรอน
• หมู่ 14 (IVB,IVA): หมู่คาร์บอน
• หมู่ 15 (VB,VA): พีนิคโคเจน (not a IUPAC-recommended name) or nitrogen group
• หมู่ 16 (VIB,VIA): แชลโคเจน
• หมู่ 17 (VIIB,VIIA): แฮโลเจน
• หมู่ 18 (Group 0): ก๊าซมีตระกูล
คาบ(อังกฤษ:period)คือแถวในแนวนอนของธาตุเคมีในตารางธาตุ จำนวนอิเล็กตรอนเชลล์ (electron shell)ของธาตุในตารางธาตุจะถูกกำหนดโดยคาบในตารางธาตุที่มันอยู่ แต่ละอิเล็กตรอนเชลล์จะแบ่งเป็นชั้นย่อยๆอีกเรียกว่าซับเชลล์(subshell)ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นตามเลขอะตอมตามรูปแบบข้างล่างนี้:
1s
2s 2p
3s 3p
4s 3d 4p
5s 4d 5p
6s 4f 5d 6p
7s 5f 6d 7p
8s 5g 6f 7d 8p
...
ตามโครงสร้างตารางธาตุอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดของอะตอมจะกำหนดคุณสมบัติทางเคมีของธาตุทำให้ธาตุในหมู่เดียวกันมีสมบัติทางเคมีคล้ายกัน
• ธาตุที่อยู่ใกล้เคียงกันในหมู่เดียวกันจะมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์เหมือนกันถึงแม้ว่ามีมวลต่างกัน
• ธาตุที่อยู่ใกล้เคียงกันในคาบเดียวกันแม้มีมวลใกล้เคียงกันคุณสมบัติ จะแตกต่างกัน
• โลหะแอลคาไล (อังกฤษ: Alkali metal) เป็นอนุกรมเคมี ประกอบด้วยธาตุในหมู่ 1 ในตารางธาตุ ไม่นับรวมไฮโดรเจน ประกอบด้วย
1. ลิเทียม,
2. โซเดียม,
3. โพแทสเซียม,
4. รูบิเดียม,
5. ซีเซียม และ
6. แฟรนเซียม
โลหะแอลคาไลเป็นธาตุโลหะที่อิเล็กตรอนวงนอกแค่ 1 ทำให้ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาสูงมาก ไม่พบธาตุในรูปอิสระตามธรรมชาติ ทำปฏิกิริยากับน้ำได้รุนแรงมากได้ก๊าซ H2 เมื่อเป็นไอออนจะมีประจุ +1 สารประกอบเกลือละลายน้ำได้ดี เช่น KCl, NaCl นอกจากนั้นยังเป็นตัวนำความร้อนและนำไฟฟ้าได้ดี มีความนิ่มกว่าโลหะกลุ่มอื่น ๆ
• โลหะแอลคาไลน์เอิร์ธ (อังกฤษ:Alkaline earth metal) เป็นอนุกรมเคมี ประกอบด้วยธาตุในหมู่ 2 ในตารางธาตุ ได้แก่
1. เบริลเลียม,
2. แมกนีเซียม,
3. แคลเซียม,
4. สทรอนเชียม,
5. แบเรียม และ
6. เรเดียมเป็นธาตุกัมมันตรังสี
โลหะแอลคาไลน์เอิร์ธเป็นธาตุที่มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูง แต่น้อยกว่าโลหะหมู่ 1 มีความหนาแน่น ความแข็งและจุดเดือดสูงกว่าธาตุหมู่ 1 เป็นไอออนที่มีประจุ +2
แฮโลเจน(อังกฤษ:halogens)เป็นอนุกรมเคมีของกลุ่มธาตุหมู่ 17 ในตารางธาตุซึ่งประกอบด้วย
1. ฟลูออรีน(F),
2. คลอรีน (Cl),
3. โบรมีน (Br),
4. ไอโอดีน (I),
5. แอสทาทีน (At)
6. อูนอูนเซปเทียม (Uus).
แฮโลเจนเป็นคำในภาษากรีก 2 คำคือ halo แปลว่าเกลือ gen แปลว่าสร้าง แฮโลเจนจึงแปลว่าผู้ทำให้เกิดเกลือ
ก๊าซมีตระกูล (อังกฤษ:noble gases) คืออนุกรมเคมีของกลุ่มธาตุเคมีในหมู่ 18 ของตารางธาตุ เป็นอนุกรมเคมีที่ประกอบด้วย
ฮีเลียม
นีออน
อาร์กอน
คริปทอน
ซีนอน และ
เรดอน
ก๊าซมีตระกูลเดิมมักจะเรียกก๊าซเฉี่อย (inert gases) เพราะเข้าใจว่ามันไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับธาตุใด แต่มาระยะหลังพบว่ามันสามารถทำปฏิกิริยาเคมีกับธาตุต่างๆ ได้เหมือนกัน ก๊าซมีตระกูลมีแรงดึงดูดระหว่างอะตอมน้อยมากจึงทำให้มันมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำมากๆดังนั้นในภาวะปกติมันจึงเป็นก๊าซ
โลหะทรานซิชัน (อังกฤษ: transition metal) มีการนิยามความหมายของโลหะทรานซิชันในอนุกรมเคมี 2 ประการดังนี้
• หมายถึงธาตุในบล๊อค-ดี (d-block) ของตารางธาตุซึ่งประกอบด้วยสังกะสี (Zn) และสแคนเดียม (Sc) ซึ่งหมายรวมถึงธาตุทั้งหมดในตารางธาตุหมู่ที่ 3 ถึง 12
• ธาตุในบล๊อค-ดี (d-block) ทั้งหมดนี้จะมีอย่างน้อย 1 รูปแบบ ที่มี 1 ไอออน ที่อยู่ในวงโคจร-ดี (d shell of electrons)
คุณสมบัติของโลหะทรานซิชัน
1. สารประกอบของธาตุเหล่านี้จะมีสีสัน
2. ธาตุเหล่านี้มีหลายออกซิเดชั่นสเตตส์ (oxidation states)
3. ธาตุเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (catalysts) ที่ดี
4. ธาตุเหล่านี้มีสีฟ้า-เงินที่อุณหภูมิห้อง (ยกเว้นทองคำและทองแดง)
5. ธาตุเหล่านี้เป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง (ยกเว้นปรอท)
6. สารประกอบของธาตุเหล่านี้สามารถจำแนกโดยการวิเคราะห์ผลึก
 


การเคลื่อนที่วิถีโค้ง

โพรเจกไทล์ คือ

การเคลื่อนที่ของวัตถุในอากาศที่ถูกแรงดึงดูดของโลก

กระทำเป็นการเคลื่อนที่ 2 แนว คือแนวดิ่งและแนวราบ

โดยในแนวราบนั้นความเร็วจะคงที่ตลอด ส่วนความเร็วใน

แนวดิ่งนั้น จะมีความเร่งเนื่องจากถูกแรงดึงดูดโลกกระทำ

ต่อวัตถุ

ในขณะที่วัตถุอยู่สูงสุดนั้น

ความเร็วในแนวแกนดิ่ง ณ ขณะนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์มุมที่จะ

ทำให้วัตถุไปได้ไกลที่สุดคือ มุม 45 องศาจากแนวระดับ

โดยสิ่งที่มีผลต่อระยะทางของวัตถุที่เคลื่อนที่แบบโพรเจ

กไทล์คือ แรง



ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก เว็บไซต์ Kmutt Library


1
2


นักวิทย์สามารถคำนวณรูปร่างที่แท้จริงของแถบโมบิอุส (Möbius Strip) ได้แล้ว



มันถือเป็นวัตถุปริศนาที่ไม่มีการแบ่งด้านนอกและด้านในที่รู้จักกันมานานในวงการคณิตศาสตร์ แถบโมบิอุสได้ถูกนำมารังสรรค์เป็นภาพวาดชื่อ Möbius Strip II โดยจิตรกรชื่อเอ็ม.ซี. เอสเชอร์ (M.C. Escher) ที่แสดงให้เห็นว่ามดเดินอยู่บนแถบดังกล่าวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราสามารถสร้างแถบโมบิอุสได้ง่ายๆ โดยการบิดปลายแถบกระดาษแล้วนำมาเชื่อมติดกัน จะเห็นว่ามันเป็นวัตถุที่มีเพียงพื้นผิวเดียวและมีเพียงขอบเดียว มดของเอสเชอร์จะเดินอยู่แถบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ข้ามไปยังอีกด้านหนึ่งเลย

หลังจากการค้นพบแถบโมบิอุสเกือบ 150 ปี นักวิทยาศาสตร์แห่งยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจลอนดอนได้รายงานในวารสาร Nature Materials ว่าพวกเขาสามารถคำนวณลักษณะแท้จริงของวัตถุที่น่าอัศจรรย์นี้ได้ถ้ากำหนดอัตราส่วนกว้างยาวพร้อมกับค่าความยืดหยุ่นของวัสดุที่ใช้ นอกจากความสำคัญในทางคณิตศาสตร์แล้ว บางครั้งแถบโมบิอุสยังใช้ในเครื่องมือไฟฟ้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประวัติที่ยาวนานแล้ว ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าหน้าตาแถบโมบิอัสจะเป็นอย่างไรถ้าคุณใช้แผ่นพลาสติกโปร่งแสงยาว 20 นิ้วและกว้าง 3 นิ้ว นักวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ไขปริศนาได้เท่านั้น พวกเขายังสามารถคำนวณหาความกว้างที่มากที่สุดของแถบพลาสติกดังกล่าวจากความยาวที่รู้ได้อีกด้วย ทำให้คำถามที่เกิดขึ้นมานานกว่า 80 ปีจบสิ้นลง

ผลการศึกษาของพวกเขาเป็นชุดสมการดิฟเฟอเรนเชียลที่สามารถแก้สมการได้จากค่าความยืนยันของวัสดุที่ใช้และอัตราส่วนกว้างยาวของแถบ โดยใช้หลักการทั่วไปของพลังงานที่น้อยที่สุด (ซึ่งอธิบายว่าการโค้งงอของแท่งเหล็กกล้าทำได้ยากเพราะว่าแท่งเหล็กกล้าโค้งต้องใช้พลังงานยืดหยุ่นสูงกว่าแท่งเหล็กตรง) นักวิทยาศาสตร์สามารถแก้สมการดังกล่าวได้เพื่อคาดการณ์รูปร่างของแถบโมบิอุส เพื่อการคิดคำนวณที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น การศึกษาดังกล่าวได้ปูทางให้นักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ในการวิเคราะห์คุณสมบัติด้านโครงสร้างของสารโมเลกุลใหญ่และคริสตอลที่พัฒนารูปร่างเป็นแถบโมบิอุส ซึ่งเป็นกระบวนการที่พัฒนาขึ้นในปี 2002 ที่ผ่านมา



คุณเองก็ทำแถบโมบิอุสได้!



ตัดกระดาษที่มีขนาดเท่ากับซองจดหมายที่มีความกว้าง 1 นิ้ว ลากเส้นจากจุดตรงกลางความกว้างไปตามความยาวของแถบกระดาษ จากนั้นบิดปลายกระดาษด้านหนึ่งไปครึ่งรอบแล้วนำปลายทั้งสองด้านมาต่อติดกัน ซึ่งด้านตรงข้ามของกระดาษเดิมจะมาเจอกัน แค่นี้เราก็ได้แถบโมบิอุสอันน่าอัศจรรย์มาเล่นกันแล้วครับ

โอ้ว...มันมีด้านเดียว!



คุณลองนำเอาปากกาหรือดินสอมาลากเส้นไปตามความยาวดูสิครับ แล้วคุณจะพบว่าคุณได้ลากเส้นผ่านทั้งสองด้านของกระดาษเดิม หรือลองลากเส้นจากขอบด้านใดด้านหนึ่งดูครับ คุณจะลากเส้นทั้งสองด้านได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องลากข้ามไปอีกด้านเอง

ตานี้ลองใช้กรรไกรตัดจากตรงกลางแถบดู แล้วดูว่าคุณจะได้อะไร

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แถบมิบิอุส



นอกจากภาพวาดของเอ็ม.ซี. เอสเชอร์ที่ชื่อ Möbius Strip I

 และ Möbius Strip II

แล้ว สัญลักษณ์รีไซเคิลทั่วโลกก็เป็นแถบโมบิอุสครับ รูปร่างดังกล่าวยังใช้เป็นลายประดับในงานอัญมณีและสถาปัตยกรรมอีกด้วย



Sourish Basu. "Shaping Up a Möbius Strip". science news@sciam: July 17, 2007.


อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) เจ้าของผลงาน การประดิษฐ์ โทรศัพท์ และเป็นผู้ก่อตั้ง สมาคมแนะนำ และสอนคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech to Deaf เสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2465
เบลล์เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2390 ที่เมืองเอดินเบิร์ก (Edinburg) ประเทศสก๊อตแลนด์ (Scotlant) บิดาของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาษาที่ใช้สำหรับคนหูพิการ ชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เมลวิน เบลล์ (Alexander Melvin Bell) การที่บิดาของเขาศึกษา เกี่ยวกับคนหูพิการ ก็เพราะว่าปู่ของเขา ได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน อีกทั้งมารดาของเขา ก็เป็นคนหูพิการ และด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้เบลล์สามารถใช้ภาษาใบ้ อ่านริมฝีปาก และแยกแยะเสียงได้อย่างละเอียด โดยทั้งหมดนั้นเบลล์ ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดาของเขานั่นเอง
 
เบลล์มีพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรควัณโรค และถึงแม้ว่าเบลล์จะโชคดีที่ไม่เสียชีวิต แต่เขาก็ติดโรคมาจากพี่ชาย ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นแล้วสุขภาพของเบลล์จึงไม่ดีนัก

 

 

 

เขาได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่โรงเรียนเอดินเบิร์ก (Edinburg School) จากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) และเมื่อจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวูซเบิร์ก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2410
 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)
 
จากความสามารถของเบลล์ เขาได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นศาสตราจารย์สอนวิชาสรีรวิทยา ว่าด้วยเรื่องเสียง เบลล์ได้พยายามประดิษฐ์ เครื่องมือสำหรับคนพิการ ให้มีโอกาสได้ยินเสียงเหมือนคนปกติ ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นโทรศัพท์ และด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นเปียโน วันหนึ่งเขาสังเกตว่า เสียงเพลงจากเปียโน เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นลวด เพราะฉะนั้นเส้นลวด น่าจะเป็นตัวนำเสียง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้
ในปี พ.ศ. 2416 เบลล์ได้ทำงานเป็นครูสอนหนังสือ ในโรงเรียนคนหูพิการ ที่เมืองบอสตัน และต่อมาเบลล์ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สรีรวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตและเสียง และในระหว่างนี้ เบลล์ก็ได้ทำการทดลองค้นคว้า เพื่อจะส่งเสียงตามสาย เขาได้ร่วมมือกับ โทมัส เอ. วัตสัน (Thomas A. Watson) ผู้ช่วยของเขา ซึ่งเป็นลูกชาย เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า ที่เบลล์ซื้ออุปกรณ์ เกี่ยวกับการทดลองเป็นประจำ

 

ทั้งสองประสบความสำเร็จ ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ ในปี พ.ศ. 2419 โดยการใช้เส้นลวด โยงห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ส่วนปลายทั้งสองข้าง จะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วย แท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ต่อจากนั้น จะเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ เพื่อพูดใส่กระบอกนี้ จะเกิดอาการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด
แต่ผลของการทดลองในครั้งแรก นั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่สามารถเข้าใจในคำพูด ที่ส่งมาทางโทรศัพท์ได้ แต่ก็ประสบความสำเร็จ ในการส่งเสียง โดยในเวลาต่อมาอีก 8 เดือน ทั้งสองก็ได้ปรับปรุงโทรศัพท์ให้ดีขึ้น และคำพูดแรก ที่ใช้ในการส่งข้อความทางโทรศัพท ์ครั้งนี้ คือ "คุณวัตสันมานี่หน่อย ผมต้องการคุณ" ซึ่งการที่เบลล์พูดเช่นนี้ ก็เพราะว่าเขาได้ทำกรดแบตเตอรี่ หกรดเสื้อ เขาเรียกวัตสันจากห้องหนึ่ง และวัตสันก็ได้ยินคำพูดของเขาได้อย่างชัดเจน
 

 

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2419 เบลล์ได้นำโทรศัพท์ เข้าประกวดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่เมืองฟิลลาเดเฟีย (Philadelphia) และได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม ในครั้งนี้ด้วย และในปีเดียวกันนี้ เบลล์ได้เปิดบริษัทร่วมกับวัตสัน ผู้ช่วยของเขา
เพื่อดำเนินการติดตั้งสายโทรศัพท์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2419 เบลล์ได้ทำการติดตั้งสายโทรศัพท์ จากแบรนด์ฟอร์ดถึงออนตาริโอ ประเทศแคนาดา รวมระยะทาง 8 ไมล์ จากนั้นต่อมาอีก 2 เดือน เบลล์ได้ติดตั้งโทรศัพท์แบบ 2 ทาง ได้เป็นผลสำเร็จ จากนั้นเขาจึงดำเนินการ ติดตั้งสายโทรศัพท์ จากบอสตันไปยังแมสซาซูเซส รวมระยะทาง 2 ไมล์ กิจการของเบลล์ ประสบผลสำเร็จเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2419 บริษัทของเบลล์ได้ถูกฟ้องร้องจากบริษัท เวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ (Western Union Telegraph Company) ซึ่งเป็นบริษัท ที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับโทรเลข แต่ในที่สุดศาล ได้ตัดสินให้เบลล์ชนะคดี
 
เบลล์ได้นำโทรศัพท์ของเขาไปจดทะเบียนสิทธิบัตร และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อเมริกันเบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone Company) จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เบลล์มีชื่อเสียงและมีเงินทองมากขึ้น เขาจึงบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech of Deaf นอกจากนี้ เขายังให้การสนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับการบินอีกด้วย
 
จากนั้นในปี พ.ศ. 2465 เบลล์ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองโนวา สโคเทีย และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2465
 

 

เต้าหู้...แหล่งโปรตีนเส้นใยสูง

สมัยเด็กหลายๆคนคงถูกครูพร่ำสอนเรื่องการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งโปรตีนก็เป็นอาหารหมู่สำคัญหมู่หนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้เราเติบโตแล้วยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกด้วย เรารู้ตั้งแต่เล็กแล้วว่า สารอาหารประเภทโปรตีนพบมากในเนื้อสัตว์ทุกประเภทไม่ว่าจะ หมู เนื้อไก่ ปลา ฯลฯ

แต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์หากกินมากเกินไปหรือปรุงไม่ถูกโภชนาการอย่างเช่น สุกๆดิบๆบ้าง หรือกรอบไหม้เกรียมจนเกินไปบ้าง ที่เราคิดว่าร่างกายจะได้รับคุณค่าจากโปรตีนในเนื้อสัตว์ก็กลับกลายเป็นรับโรคร้ายอย่างไม่ได้ตั้งใจ เช่น โรคมะเร็งสำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากการกินอาหารไม่มีเส้นใย พวกนม เนย เนื้อสัตว์ รวมถึงอาหารต่างๆที่มีไขมันมากเกินไป ซึ่งอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน เมื่อถูกน้ำย่อยแล้ว จะเหนียวหนึบเป็นยางมะตอยติดอยู่ที่ผนังลำไส้ใหญ่ มิหนำซ้ำยังมีกรดน้ำดีอยู่ด้วย พอมันติดหนึบเป็นตะกรันอยู่ในตัวเราไม่ถูกถ่ายทิ้ง แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ก็กินกรดน้ำดีต่อ ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เกิดเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ในที่สุด

ฟังดูน่ากลัว แต่ก็มีวิธีป้องกันง่ายๆ ด้วยการกิน “เต้าหู้” ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนที่มีเส้นใยสูง การกินเต้าหู้จึงทำให้ได้สารเส้นใยเข้าไปทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ในคราวเดียว และทำให้กรดน้ำดีในอุจจาระเจือจางลง ป้องกันการเกิดตะกรันที่ติดหนึบเป็นหมากฝรั่ง และช่วยให้การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ แบคทีเรียจึงไม่ทันย่อยกรดน้ำดี และไม่เกิดสารก่อมะเร็ง และนอกจากเต้าหู้แล้ว การกินอาหารประเภทผัก ผลไม้วันละมาก ๆ หรือหันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาว ปัญหาท้องผูกก็จะหมดไปอย่างง่ายๆ เลยทีเดียว


น้ำเต้าหู้

ทำน้ำเต้าหู้กินเอง ไม่ยากอย่างที่คิด ที่สำคัญส่วนผสมน้อยมากด้วย

ส่วนผสม
1. ถั่วเหลือง 1 ถ้วย
2. น้ำ 6 ถ้วย
3. น้ำตาล 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ล้างถั่วเหลืองแล้วแช่อย่างน้อย 3 ชั่วโมง


2. นำถั่วเหลืองใส่เครื่องปั่น (ในภาพเป็นเครื่องปั่นที่แยกกากในตัว)


3. ใส่น้ำลงไปประมาณ 1 ถ้วยก่อน


4. เปิดเครื่องปั่น ปั่นจนถั่วละเอียด (ถ้าข้นเกินไป เครื่องปั่นไม่ได้ ก็ค่อย ๆ เติมน้ำลงไปทีละนิด)


5. นำไปเทใส่หม้อ (ถ้าเครื่องไม่แยกกาก ต้องกรองกากออก) น้ำส่วนที่เหลือก็ใส่ลงไป


6. นำไปต้ม ใช้ไฟอ่อน ๆ ใช้ทัพพีคนตลอดเวลา ไม่งั้นถั่วจะตกตะกอนที่ก้นหม้อและไหม้ (สังเกตุว่า ฟองจะเยอะมาก หมั่นช้อนฟองออกให้หมด)






7. คนไปเรื่อย ๆ จนเริ่มเดือดปุด ๆ (สังเกตุว่าน้ำจะสีเข้มขึ้นด้วย) ก็ใส่น้ำตาลลงไป


8. ต้มจนเดือดอีกครั้ง ก็ใช้ได้แล้ว


รับประทานตอนร้อน ๆ คู่กับปาท่องโก๋ เข้ากั๊น...เข้ากัน

 


แหนม


เห็ดหอมสวรรค์


ฑัตซินโดรม

เต้าหู้

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์