ฟิสิกส์ราชมงคล

index 99

 

ดมิทรี เมนเดลีฟ-ผู้คิดตารางธาตุ

ผู้คิดค้นตารางธาตุที่เป็นที่ยึดถือในปัจจุบันคือ ดมิทรี เมนเดลีฟ (Dmitri Mendeleev) เกิดวันที่ 8 ก.พ. ค.ศ.1834 ในไซบีเรีย เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 14 คน หลังจากพ่อตาบอดหาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ แม่หันมาทำธุรกิจโรงงานกระจก

เมื่อเมนเดลีฟเรียนจบไฮสคูลพ่อก็เสียชีวิตและโรงงานกระจกถูกไฟไหม้ แม่จึงต้องอพยพครอบครัวไปอยู่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่รัสเซีย ทำงานอย่างหนักเพื่อส่งลูกคนสุดท้องนี้เข้าเรียนในวิทยาลัย เมนเดลีฟได้รับทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และคว้ารางวัลเกียรตินิยมด้วย

แต่ขณะที่คร่ำเคร่งกับการเรียนและการงานอย่างหนัก เมนเดลีฟป่วยเป็นวัณโรค จึงต้องย้ายไปที่สถาบันซิมเฟอโรโพล ในคาบสมุทรครีมีน ใกล้ทะเลดำ ในปี 1855 ซึ่งมีสภาพอากาศที่ดีกว่า ได้รับตำแหน่งหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ และที่นี่ทำให้หายจากวัณโรคเป็นปลิดทิ้ง
 

แต่ขณะที่คร่ำเคร่งกับการเรียนและการงานอย่างหนัก เมนเดลีฟป่วยเป็นวัณโรค จึงต้องย้ายไปที่สถาบันซิมเฟอโรโพล ในคาบสมุทรครีมีน ใกล้ทะเลดำ ในปี 1855 ซึ่งมีสภาพอากาศที่ดีกว่า ได้รับตำแหน่งหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ และที่นี่ทำให้หายจากวัณโรคเป็นปลิดทิ้ง

ต่อมา 1856 เมนเดลีฟย้ายกลับมาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อทำวิทยานิพนธ์ เรื่องงานวิจัยและทฤษฎีการขยายตัวของวัตถุเนื่องมาจากความร้อน งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้มุ่งมั่นที่จะเป็นอาจารย์และนักวิจัยอย่างจริงจัง

ปี 1859 เมนเดลีฟศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในกรุงปารีส และได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคนที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดในงานของเขา หลังจากที่กลับมาในปี 1863 เมนเดลีฟได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านสถาบันเทคโนโลยีเคมี

ปี 1869 เมนเดลีฟเสนอการจัดตารางธาตุที่ยึดถือเป็นแบบฉบับจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้จัดเรียงธาตุที่ค้นพบในสมัยนั้น 63 ธาตุตามมวลอะตอมเป็น 8 หมู่ โดยจัดให้ธาตุที่มีสมบัติคล้ายคลึงกันอยู่ในหมู่เดียวกัน เรียงอะตอมจากน้อยไปมาก งานวิจัยของเมนเดลีฟมีอีกมากมาย ผลงานสร้างชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ได้แก่ อินทรีย์เคมี ตีพิมพ์ในปี 1861 ได้รับรางวัลโดมิดอฟ ทำให้เมนเดลีฟเป็นนักเคมีชื่อดังขณะที่มีอายุเพียง 27 ปี

นอกเหนือจากงานวิจัยแล้ว ยังสนใจการพัฒนาเทคโนโลยีในรัสเซีย งานวิจัยด้านเคมีการเกษตร การกลั่นน้ำมัน การหลอมแร่กลับมาใช้ใหม่ และถือว่าเมนเดลีฟมีส่วนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระหว่างทวีปยุโรปและอเมริกา

ตลอดชีวิตของเมนเดลีฟได้รับรางวัลมากมายนับไม่ถ้วนจากหลายองค์กร อาทิ Davy Medal จาก Royal Society of England ปี 1882 

รางวัลCopley Medal, Society"s Highest award ปี 1905 และยังได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย แม้ว่าเมนเดลีฟจะเกษียณไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีชื่อเสียงในสังคมรัสเซียกระทั่งเสียชีวิตวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1907

ด้านชีวิตครอบครัวสมรส 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1863 กับฟีออซวา นิกิตช์นา มีบุตรชายและหญิงอย่างละคน ต่อมาก็หย่าร้างกัน ปี 1882 เมนเดลีฟแต่งงานใหม่กับแอนนา อิวาโนวา โปโปวา ทั้งคู่ครองรักกันยาวนานจนเมนเดลีฟเสียชีวิต มีบุตรด้วยกัน 4 คน
 


ประโยชน์ของแรงลอยตัว

1


แรงลอยตัว

แรงลอยตัวคือแรงที่ช่วยพยุงวัตถุไม่ให้จมลงไปในของ

เหลว โดยมีขนาดขึ้นอยู่กับ ความหนาแน่นของของเหลว

นั้น และปริมาตรของงวัตถุส่วนที่จมลงไปในของเหลว





ความหนาแน่นของวัตถุ คือ

อัตราส่วนระหว่างปริมาตรและน้ำหนักของวัตถุ โดยวัตถุที่

มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเมื่อเปรียบ

เทียบ ในปริมาตรที่เท่ากัน

• วัตถุจะไม่จมลงไปในของเหลวเมื่อวัตถุนั้นมีความหนาแน่นน้อยกว่าของเหลว

• วัตถุจะลอยปริ่มของเหลวเมื่อวัตถุนั้นมีความหนาแน่นใกล้เคียงกับของเหลว

• วัตถุจะจมลงไปในของเหลวเมื่อวัตถุนั้นมีความหนาแน่นมากกว่าของเหลว

2

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงลอยตัว ได้แก่

1. ชนิดของวัตถุ

วัตถุจะมีความหนาแน่นแตกต่างกันออกไปยิ่งวัตถุมีความหนาแน่นมาก ก็ยิ่งจมลงไปในของเหลวมากยิ่งขึ้น

2. ชนิดของของเหลว

ยิ่งของเหลวมีความหนาแน่นมาก ก็จะทำให้แรงลอยตัวมีขนาดมากขึ้นด้วย

3. ขนาดของวัตถุ

จะส่งผลต่อปริมาตรที่จมลงไปในของเหลว เมื่อปริมาตรที่

จมลงไปในของเหลวมาก ก็จะทำให้แรงลอยตัวมีขนาด

มากขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ของแรงลอยตัว

ใช้ในการประกอบเรือไม่ให้จมน้ำ

ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก เว็บไซต์ Kmutt Library


10 สัตว์ที่อาจสูญพันธุ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

การสูญพันธุ์เป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ขณะที่วิวัฒนาการดำเนินไป สัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์ไปและสัตว์ชนิดใหม่ได้เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (เรียกว่า background extinction) อีกทั้งยังเกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ (mass extinction) ที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันเช่นอุกกาบาตพุ่งชนโลกหรือการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในหน้าประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาถึง 5 ครั้งเลยทีเดียว

ตอนนี้พวกเรากำลังพบเจอกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าเป็น "คลื่นการสูญพันธุ์ลูกที่ 6 (sixth wave of extinction)" ซึ่งหมายถึงการลดลงของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งที่เกิดจากมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันอยู่ระหว่าง 100-1,000 เท่าของอัตราการสูญพันธุ์ปกติหรือ background extinction rate (ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่ามันสูงกว่านั้นคือ 10,000 เท่าเลยทีเดียว)

ตามข้อมูลของสหภาพโลกว่าด้วยการอนุรักษ์ (the World Conservation Union) หรือที่รู้จักกันในชื่อสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (the International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources, IUCN) ซึ่งเป็นการร่วมมืองกันของ 83 ประเทศ, 800 องค์กรอิสระ และ 10,000 นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโลกเอาไว้ ปัจจุบันมีสัตว์ที่อยู่ใน "ภาวะสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered species)" ถึง 3,071 ชนิดทั่วโลก ในข้อตกลงไซเตส (CITES) สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งคือ สัตว์ที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญพันธุ์ในสภาพธรรมชาติ นี่เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งครับ:


 


Iberian Lynx



 

1. แมวลิงซ์ไอบิเลีย (Iberian Lynx, Lynx pardinus)
 
มันถือสัตว์วงศ์เสือที่ใกล้จะสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก แมวลิงซ์ไอบีเลียเคยอาศัยอยู่ในแถบประเทศสเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศสตอนใต้ ในปัจจุบันจำนวนของมันเหลืออยู่เพียง 120 ตัวโดยแยกอาศัยเป็นกลุ่มในบริเวณแอนดาลูเซีย (Andalusia region) ในประเทศสเปน การลดลงของพวกมันเกิดมาจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย รถชนตาย การลักลอบจับ และการลดลงของประชาการกระต่าย ในการพยายามอนุรักษ์ส่วนหนึ่ง รัฐบาลสเปนได้ตัดสินใจให้มีการปล่อยกระต่ายในพื้นที่ป่า (กระต่ายเป็นอาหารโปรดของมัน) ถ้าแมวลิงซ์ไอบิเลียสูญพันธุ์ไป มันจะเป็นสัตว์พวกเสือที่อาศัยในป่าชนิดแรกที่สูญพันธุ์หลังจากอยู่มานานกว่า 2,000 ปี

 


Sumatran Orangutan



 

2. ลิงอุรังอุตังสุมาตรา (Sumatran Orangutan, Pongo abelii)
 
ตอนนี้มีลิงอุรังอุตังเหลืออยู่ในโลกไม่ถึง 7,500 ตัวและพวกมันก็มีอัตราการลดลงประมาณ 1,000 ตัวต่อปี กล่าวโดยอดัม โทมาเสก (Adam Tomasek) ผู้อำนวยการโครงการในเกาะบอเนียวและสุมาตราของกองทุนสัตว์ป่าโลก (the World Wild Fund, WWF) ในอัตรานี้ พวกมันจะสูญพันธุ์ภายใน 10 ปีข้างหน้า สาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนประชาการของพวกมันลดลงคือการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยจากการตัดไม้ ไฟป่า และกิจกรรมของมนุษย์อื่นๆ

 


Northern Hairy-Nosed Wombat



 

3. วอมแบทจมูกขนเขตเหนือ (Northern Hairy-Nosed Wombat, Lasiorhinus krefftii)
 
วอมแบทเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่พบในประเทศออสเตรเลีย มีรูปร่างอ้วนกลมและมีกรงเล็บแข็งแรงที่ใช้ขุดโพรงใต้ดิน วอมแบทสายพันธุ์จมูกขนเขตเหนือนี้เป็นแวทบอมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดโดยมีขนาดตัวยาวได้มากถึง 1 เมตรและหนักได้ถึง 40 กิโลกรัม มันยังมีขนที่อ่อนนุ่มและมีท่าเดินที่ดูอุ้ยอ้าย (แต่สามารถวิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยทีเดียว) พวกมันประมาณ 100 ตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็กในรัฐควีนส์แลนด์ครับ

 


Bactrian camel



 

4. อูฐสองโหนก (Bactrian camel, Camelus bactrianus)
 
บรรพบุรุษของอูฐเลี้ยงชนิดนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่แกชุนโกบิในทะเลทรายโกบิทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนและทางตะวันตกเฉียงใต้ของมองโกเลีย อูฐสองโหนกมีโหนกสองอันตามชื่อของมัน ซึ่งแตกต่างจากอูฐอาหรับ (Arabian camel) ที่มีโหนกเดียว ถึงแม้ว่าอุฐชนิดนี้สามารถอยู่รอดในพื้นที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของจีนแห่งนี้มาเป็นเวลา 45 ปีแล้วก็ตาม แต่มันอาจทนกับแรงกดดันต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้ (เช่น การทำเหมือง การล่า การถูกหมาป่าจับกิน การพัฒนาทางอุตสาหกรรม และการผสมพันธุ์กับอูฐเลี้ยง เป็นต้น) จากข้อมูลของจอห์น แฮร์ (John Hare) ประธานกองทุนปกป้องอูฐป่าในประเทศอังกฤษพบว่าเหลืออูฐชนิดนี้ประมาณ 650 ตัวในประเทศจีนและ 350 ตัวในประเทศมองโกเลีย ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรจะลดลงถึง 84% ในปี 2033

 


Dama Gazelle



 

5. กาเซลล์ดามา (Dama Gazelle, Gazella dama)
 
แอนทิโลปชนิดนี้มีโอกาสสูญพันธุ์สูงมาก เมื่อสิบปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรในป่าหายไปถึง 80% ซึ่งเป็นผลมาจากการลักลอบล่าและการทำลายแหล่งที่อยู่เป็นหลัก ตอนนี้ประชากรที่เหลือไม่ถึง 100 ตัวกระจายอยู่ทั่วไปทางตอนเหนือของแอฟริกาในประเทศชาด ไนเจอร์ และมาลี สถานการณ์ในปัจจุบันของพวกมันยังคงน่าเป็นห่วงเพราะมีนายพรานต่างถิ่นเดินทางเข้ามาล่าพวกมันอย่างต่อเนื่อง

 


Seychelles Sheath-Tailed Bat



 

6. ค้างคาวหางปลอกซีเชลล์ (Seychelles Sheath-Tailed Bat, Coleura seychellensis)
 
คาดกันว่ามีค้างคาวชนิดนี้เหลืออยู่บนโลกแค่ 50-100 ตัวเท่านั้น พวกมันพบได้เฉพาะในเกาะ Silhouette, Mahu, Praslin และ La Digue ของหมู่เกาะซีเชลล์เท่านั้น (อยู่ในมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะมาดากัสการ์) นักวิจัยเชื่อว่ามันอาศัยอยู่ในถ้ำสองแห่งของเกาะ Silhouette สนธิสัญญาปกป้องธรรมชาติแห่งหมู่เกาะซีเชลล์กำลังตรวจสอบจำนวนประชากรอย่างใกล้ชิด

 


Chinese Alligator



 

7. อัลลิเกเตอร์พันธุ์จีน (Chinese Alligator, Alligator sinensis)
 
เราจะพบอัลลิเกเตอร์ขนาดเล็กชนิดนี้ที่มีความยาวเมื่อโตเต็มที่เกิน 2 เมตรหรือน้ำหนักมากกว่า 40 กิโลกรัมได้ยาก มันอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำแถบแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกับโลมาแม่น้ำพันธุ์จีน (Chinese river dolphin) ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในปัจจุบันอาศัยอยู่ อัลลิเกเตอร์ชนิดนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการขุดโพรง ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเพาะพันธุ์อัลลิเกเตอร์ชนิดนี้แล้วก็ตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพวกมันหลงเหลืออยู่ในป่าเพียง 150-200 ตัวเท่านั้น ซึ่งทำให้มันเป็นจระเข้ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

 


Black Rhinoceros



 

8. แรดดำ (Black Rhinoceros, Diceros bicornis)
 
แรดดำแตกต่างจากแรดขาวตรงที่มันมักจะมีผิวสีออกเทา นอของมันเป็นของตกแต่งราคาแพงและมีสรรพคุณทางยา(เหมือนกับอุ้งตีนหมีน่ะครับ) ถึงแม้ว่านอเหล่านี้ประกอบไปด้วยเคราตินเหมือนกับผมหรือเล็บมือ ในช่วงต้นศตวรรษ มีแรดดำอยู่ในทวีปแอฟริกานับหมื่นตัว แต่ในปัจจุบันมันเหลืออยู่แค่ไม่กี่พันตัวเท่านั้น ในจำนวนชนิดย่อยของแรดดำทั้ง 4 ชนิด สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตกอยู่ในภาวะถูกคุกคามมากที่สุดและน่าจะสูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว การลักลอบจับสัตว์และการสูญเสียแหล่งที่อยู่ที่เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องล้วนคุกคามการอยู่รอดของแรดเหล่านี้

 


Pied Tamarin



 

9. ลิงทามารินหลากสี (Pied Tamarin, Saguinus bicolor)
 
หรือเรียกอีกอย่างว่า "bare-faced tamarin" เนื่องจากหน้าและหูที่ไม่มีขนของมัน ลิงทามารินหลากสีอาศัยอยู่ในพื้นที่เล็กๆ รอบเมืองมาเนาส์ (Manaus) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล การขยายตัวของเมือง การเลี้ยงปศุสัตว์ และเกษตรกรรมทำให้ป่าร้อนชื้นที่เป็นบ้านของลิงทามารินลดลงไปมาก และที่แย่ไปกว่านั้น ลิงทามารินชนิดนี้ถูกแย่งพื้นที่หากินที่ทับซ้อนกันจากลิงทามารินอีกชนิดหนึ่งคือลิงทามารินแขนเหลือง (golden-handed tamarin)

 


Leatherback Turtle



 

10. เต่ามะเฟือง (Leatherback Turtle, Dermochelys coriacea)
 
เต่ามะเฟืองถือเป็นเต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันมีความยาวถึง 8 เมตรและหนักมากถึง 2,000 ปอนด์เลยทีเดียว มันยังดำน้ำได้ลึกที่สุดคือ 1,200 เมตรเพื่อตามล่าแมงกะพรุน เต่ามะเฟืองสามารถพบได้ในมหาสมุทรแอตแลนติก แปซิฟิก และอินเดีย และอาจจะพบได้เหนือสุดที่เมืองบริติชโคลัมเบียและใต้สุดที่ประเทศอาเจนติน่า พวกมันมีกจะมีการอพยพไปมาในมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกเพื่อหากินและออกไข่ จำนวนประชากรของมันลดลงมากในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการลักลอบขโมยไข่และบริโภคเนื้อเป็นอาหาร การทำลายแหล่งวางไข่จากการพัฒนา(ด้านธุรกิจ)บริเวณหน้าหาด การเปลี่ยนเพศของลูกที่เกิดจากแสงที่มาจากโรงแรมหรืออื่นๆ การติดอวนประมงโดยบังเอิญ และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ในปี 1980 การคาดการณ์จำนวนประชากรตัวเมียที่ขึ้นมาวางไข่ทั่วโลกอยู่ที่ 115,000 ตัว แต่ในปัจจุบันตัวลดลงเหลือ 26,000-43,000 ตัวเท่านั้น


 



Coco Ballantyne. "10 Animals That May Go Extinct in the Next 10 Years". in focus@sciam: May 21, 2007.
 


ลุ้นระทึกวันสิ้นโลก อีก29ปีดาวเคราะห์น้อยชน




 

ลุ้นระทึกวันสิ้นโลก
อีก29ปีดาวเคราะห์น้อยชน
นาซ่ายัน13เม.ย.2579ชี้ชะตาเผ่าพันธุ์มนุษย์
เผยแรงกว่ากรากะตัวระเบิดปี1883ถึง4เท่า
โวมีแผนส่งยานอวกาศเบนวงโคจรไว้แล้ว

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต กรรมการบริหารสมาคมดาราศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า มีรายงานจากองค์การนาซ่าระบุว่าในอีก 22ปี คือวันที่ 13เมษายน2572 จะมีปรากฏการณ์ด้านดาราศาสตร์ที่น่าสนใจคือ จะเกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์น้อย"อะโพฟิส"หรือ99942 Apophis โคจรเข้าใกล้เฉียดโลกในระยะใกล้สูงสุดที่ 22,000ไมล์ หรือ 34,400กิโลเมตร ใกล้กว่าวงโคจรของดวงจันทร์เกือบ 11เท่าและอยู่ในระยะใกล้กว่าดาวเทียมค้างฟ้า เป็นครั้งแรกในรอบ 1,000ปี ที่มีดาวเคราะห์น้อยเข้าใกล้โลกกว่าวงโคจรของดวงจันทร์

"ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 320เมตร มีรอบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ 323วันและในวันที่ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสโคจรเฉียดโลกนี้ สามารถชมปรากฏการณ์ได้ โดยกลุ่มประเทศที่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ได้อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาและไทย จะมองเห็นปรากฏการณ์ได้ตั้งแต่เริ่มพลบค่ำ โดยให้มองไปทางทิศตะวันตก จะเห็นปรากฏการณ์ขนาดดาว- 3แมกนิจูด เท่ากับขนาดความสว่างของดาวพฤหัสบดีในปัจจุบัน โดยดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส จะอยู่ในกลุ่มดาวปู(Cancer)ลักษณะจะขึ้นที่ 42 องศา/1 ชม.บนท้องฟ้าที่เราสังเกตการณ์อยู่"นายวรวิทย์ กล่าว

สำหรับความสำคัญของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสนี้ เนื่องจากผลที่โคจรเฉียดใกล้โลกมาก อันจะเป็นกุญแจสำคัญในการใช้คำนวณ หรือสังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวนี้ที่จะโคจรเข้ามาใกล้โลกกว่านี้อีกครั้งในวัน 13เมษายน2579 ว่า จะมีผลต่อการพุ่งชนโลกหรือไม่อย่างไรในวันดังกล่าว ซึ่งหากมีการพุ่งชนโลกในขณะนั้น(13เมษษยน2579) ประเทศที่ถูกชนจะเป็นเม็กซิโกทางตอนเหนือ ผลการถูกพุ่งชนจะรุนแรงเทียบเท่าขนาดของระเบิดทีเอ็นที จำนวน 870เมกะตัน หรือมากกว่า 4 เท่าของแรงระเบิดภูเขาไฟกรากะตัวของประเทศอินโดนีเซีย ในปี ค.ศ.1883 ที่คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 36,000คน มีพื้นที่จมหายไปทั้งเกาะ จำนวน 165หมู่บ้าน

"จึงเป็นโอกาสสำคัญในการที่ให้ประชาชนได้สนใจในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์ในความเป็นไปได้เกี่ยวกับโลกและอวกาศ เกี่ยวกับความเป็นไปได้และหายนะโลกที่มาจากวัตถุนอกโลกต่อไป" นายวรวิทย์ กล่าวในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับอุกาบาต กับดาวเคราะห์น้อยนั้น มีอยู่จำนวนมากในอวกาศจนไม่สามารถที่จะนับได้ถ้วน โดยอุกาบาตก็คือเศษชิ้นส่วนที่มักจะมีขนาดเล็กลอยอยู่ในอวกาศ ถ้ามีขนาดใหญ่จึงเรียกว่าดาวเคราะห์น้อย หรือแอสเตอร์ลอยด์ เป็นชิ้นส่วนในอวกาศที่มีขนาดใหญ่และจะมีการกำหนดชื่อเรียกไว้เมื่อมนุษย์มีการตรวจพบ ซึ่งถ้าพุ่งชนโลก ความรุนแรงก็ไม่ต่างกับระเบิดนิวเคลียร์ ที่มีแรงทำลายล้างมหาศาล แต่ถ้าแรงถึงกับล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติ จะต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 กิโลเมตรขึ้นไป

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส หรือ99942 Apophis ถูกพบครั้งแรก เมื่อเดือนมิถุนายน 2547 ซึ่งขณะนั้นถูกเรียกว่า 2004เอ็มเอ็น4 (2004 MN4 )โดยดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกบ่งชี้ว่า ในวันที่ 13เมษายน2572 จะผ่านใกล้โลกและวันที่ 13 เมษายน2579 จะเข้าใกล้โลกอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน

โดยแนวทางการป้องกันโลกถูกภัยคุกคามจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ นาซ่าได้ระบุแผนการป้องกันคือต้องใช้ยานอวกาศบินเข้าประกบและเบี่ยงเบนเส้นทางโคจรของดาวเคราะห์น้อยให้พ้นจากโลก



ที่มา:แนวหน้า วันที่ 23 กรกฏาคม พ.ศ. 2550


ภควัทคีตา ยอดปรัชญาของโลก

Image

 ภควัทคีตา เป็นชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู โดยเฉพาะสำหรับนิกายไวษณพหรือผู้ที่ยกย่องพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นพระเจ้าสูงสุด ชื่อคัมภีร์ ภควัทคีตา (ภควตฺ + คีตา) แปลว่า "บทเพลง (หรือลำนำ) แห่งพระผู้เป็นเจ้า" คัมภีร์นี้มิได้มีลักษณะเป็นเอกเทศ คือมิได้แต่งขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวเป็นเล่มเฉพาะเหมือนดังคัมภีร์พระเวทแต่ ละเล่ม แท้ที่จริงเป็นเพียงบทสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคล 2 คน ซึ่งเป็นข้อความที่แทรกเข้ามาในบรรพที่ 6 (ภีษมบรรพ) แห่งมหากาพย์มหาภารตะ

  ในบทสนทนาโต้ตอบดังกล่าวนี้ ฝ่ายที่ถามปัญหาคือพระอรชุน เจ้าชายฝ่ายปาณฑพแห่งจันทรวงศ์ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพใหญ่มาทำสงครามแย่งชิงเ มืองหัสตินาปุระจากฝ่ายเการพแห่งจันทรวงศ์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีเจ้าชายทุรโยธน์และกองทัพพันธมิตรมากมายเป็นศัตรูคู่สงครามด้วย ฝ่ายที่ตอบปัญหาทั้งหมดและเป็นผู้อธิบายตลอดทั้งเรื่องก็คือ พระกฤษณะ ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายราชสกุลจันทรวงศ์ สาขายาทพ ในขณะที่ตอบปัญหาอันล้ำลึกดังกล่าวนั้น พระกฤษณะกำลังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถศึกให้พระอรชุน บทสนทนาโต้ตอบนี้ถ่ายทอดออกมาโดยสญชัย ผู้เป็นเสวกามาตย์ของพระเจ้าธฤตราษฏร์ พระราชาพระเนตรบอดแห่งเมืองหัสตินาปุระ โดยมหาฤษีวยาสหรือพระฤษีกฤษณไทวปายนเป็นผู้ให้ตาทิพย์แก่สญชัย เพื่อแลเห็นเหตุการณ์รบพุ่งในมหาสงครามครั้งนั้นอย่างแจ่มแจ้งทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในพระราชวัง และคอยกราบทูลพระเจ้าธฤตราษฎร์ให้ทราบการเคลื่อนไหวทุกขณะในสมรภูมิ

เพราะฉะนั้นข้อความสนทนาระหว่างบุคคลทั้ง 2 ในสนามรบก่อนจะเริ่มมหาสงครามจึงเป็นถ้อยคำที่สญชัยเรียบเรียงทูลถวายพระเ จ้าธฤตราษฎร์ และมาให้ชื่อกันในภายหลังว่า ภควัทคีตา ทั้ง ๆ ที่ชื่อเดิมในมหาภารตะเรียกข้อความตอนนี้ว่า ภควัทคีโตปนิษัท (ภควตฺ + คีตา + อุปนิษทฺ) ด้วยเหตุที่มีข้อความหลายตอนคัดลอกมาจาก คัมภีร์อุปนิษัท ฉบับต่างๆ อันเป็นหมู่คัมภีร์รุ่นสุดท้ายในสมัยพระเวท ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เวทานตะ (ที่สุดแห่งพระเวท) ตลอดจนความคิดเรื่องอาตมัน ปรมาตมัน พรหมัน อันเป็นแก่นหรือสาระสำคัญที่สุดในคำสอนของอุปนิษัททุกเล่ม ก็มีกล่าวถึงหลายต่อหลายครั้งในภควัทคีตา จะแตกต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่ว่าข้อความในคัมภีร์อุปนิษัทนั้นแต่งเป็นภาษ าร้อยแก้ว แต่ในคัมภีร์ภควัทคีตาแต่งเป็นบทร้อยกรอง ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวโดยแท้จริงแล้ว คำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา เกือบครึ่งเล่มเป็นคำสอนในคัมภีร์อุปนิษัท และอีกกว่าครึ่งเล่มเป็นคำสอนแบบของพวกภาควตะ ซึ่งบูชาพระกฤษณะเป็นเทพสูงสุดในนิกายของตน และคำสอนแบบดังกล่าวนี้มีมานานแล้วในหมู่พวกภาควตะอันเป็นชนอารยันอินเดีย เผ่าหนึ่ง

 ต่อมาพวกนิกายไวษณพ หรือพวกที่นับถือพระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุดได้ผนวกเอาพระกฤษณะเข้าไปเป็นพ ระวิษณุอวตาร หรือนารายณ์อวตารปางที่ 8 คำสอนของพวกภาควตะซึ่งเน้นในเรื่องความนับถือพระกฤษณะเป็นเทพสูงสุดก็ถูกก ลืนเข้าไปผสมผสานกับแนวความคิดของพวกไวษณพที่มีส่วนในการแต่งมหากาพย์มหาภ ารตะอยู่มากมายหลายตอนจึงปรากฏออกมาในรูปภควัทคีตาดังที่ปรากฏเป็นที่รู้จ ักกันทุกวันนี้ และการที่จะเรียกหนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ว่า ภควัทคีโตปนิษัท หรือ ภควัทคีตา หรือ คีตา เฉย ๆ ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของคนอินเดียนิกายไว ษณพ ในรูปแบบของบทสนทนาที่มีข้อความเกือบทั้งหมด เป็นคำอธิบายเรื่องวิถีทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้าอันสูงสุด ส่วนบทที่เป็นคำถามของพระอรชุนในเรื่องความลึกลับและวิถีทางแห่งพระผู้เป็ นเจ้านั้น ก็เป็นเพียงส่วนประกอบที่เล็กน้อยเหลือเกิน คล้าย ๆ กับเป็นบทเชื่อมต่อระหว่างคำอธิบายอันยืดยาว แต่ละตอนของพระเจ้าในร่างมนุษย์คือพระกฤษณะเท่านั้นเอง

        คัมภีร์ภควัทคีตา แบ่งออกเป็นตอน ๆ เรียกว่า อัธยายะ รวมทั้งสิ้น 18 อัธยายะด้วยกัน


การุณยฆาตกับมุมมองตามแนวพุทธจริยศาสตร์

พระมหาณฤพล อริยวังโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสาครสุ่นประชาสรรค์

กรุงเทพมหานคร พธ.บ (เกรียตินิยม)M.A (เกรียตินิยม)Ph.D scholar ( Philosophy)}

“สิ่งใดก็ตาม ที่ท้าทายค่านิยม ที่สังคมยึดถือกันมายาวนานไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด ก็ล้วนควรค่าแก่การ นำมาถกเถียงทั้งสิ้น เพราะสิ่งนี้ ช่วยให้สังคมได้ทบทวนว่า ควรดำรงระบบความคิดความเชื่อ ด้านการรักษาพยาบาล และมุมมองต่อชีวิต ในแบบเดิมต่อไปหรือไม่”

แพทย์ชาวอเมริกัน

                                                                                

ในปัจจุบัน สังคมและมนุษย์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยี ได้มีความเจริญเป็นอย่างมากจนเกือบถูกมองว่าการปรับตัวของคนจะช้ากว่าที่เป็น และผลของความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมของมนุษย์ในปัจจุบันและมีผลกระทบทั้งทางตรงและอ้อมทั้งที่อาจจะเป็นทั้งทางบวกและทางลบก็ตาม ในโลกของสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลนั้นกิจกรรมต่างๆมนุษย์ก่อให้เกิดเป็นวิถีชีวิตและแนวทางในการปฏิบัติต่อกันจนก่อให้เกิดภาคการปฏิบัติโดยรวมของชาวโลกและเกิดเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้มีเหตุผลยอมรับกัน (Universal law) เป็นประดุจดังหัวใจของโลก   กิจกรรมต่างๆของโลกนั้นประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังเช่น การเมือง การศึกษา การศาสนา เป็นต้น เปรียบได้เช่นเครื่อง อะไหล่ ของรถยนต์ที่ประกอบกันจนเป็นตัวรถ จนสามารถขับเคลื่อนได้ พุทธศาสนา ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องอะไหล่นั้นในการขับเคลื่อนโลกนี้ให้ไปในทางที่ควรจะเป็นตามหลักความเป็นจริง

 สังคมนั้น มีความจริงอยู่ว่า (Social fact) มีกลุ่มหลากหลาย ประกอบด้วยกันจนก่อให้เกิดความ หลากหลายทางความความคิด, ความประพฤติและท่าทีต่อเหตุการณ์ต่างๆจนดูเหมือนจะเกิดทัศนะความคิดเห็นที่ต่างกันจะมีมากขึ้น ทั้งที่เป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงทัศนะในประเด็นเดียวกันจนเกิดเป็นปัญหาทางจริยศาสตร์ (moral conflict) อย่างเช่น การทำแท้ง การทำตัวอ่อนของมนุษย์และการกระทำการุณยฆาต เป็นต้น พุทธศาสนา ในฐานะเป็นศาสนา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสัจธรรม ซึ่งประกอบด้วยเหตุผล และเป็นเครื่องหมายที่ยึดจับของชนหมู่มากจะมีแนวคิดอย่างไรต่อท่าทีปัญหาเหล่านี้ บทความนี้จึงอาจจะให้ข้อคิดเห็นตามหลักพุทธศาสนา ถึงแม้หลักการและคำสอนเหล่านี้ จะผ่านมานับพันปีแล้วก็ตาม การุณยฆาตหรือการฆ่าโดยความกรุณานั้นกำลังเป็นปัญหาถกเถียงกันอย่างมากทั้งในทางการแพทย์ กฎหมาย พุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสัจธรรมซึ่งประกอบด้วยเหตุผลบทความนี้จึงพยายามชี้ให้เห็นถึงทัศนะแนวคิดโดยยึดหลักดั่งเดิมในการอธิบายปัญหาทางจริยธรรมที่ร่วมสมัย

 ความเป็นมาของการทำการุณยฆาต

คำว่า Euthanasia มาจากรากศัพท์ กรีก คือ eu หมายถึง good   และ thanatos หมายถึง good [1]จึงรวมความหมายถึง การตายอย่างสงบ หรือตายดีนั้นเอง (good death) ซึ่งในทางปรัชญา ได้มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นใช้ว่า การุณยฆาต ใน The Cambridge dictionary of philosophy ให้คำจำกัดความสั่นๆว่า การกำหนดระยะเวลาอย่างเอื้ออาทรต่อคนที่เจ็บป่วยให้ตายและการฆ่ามนุษย์โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ว่า ตายดีกว่าอยู่ [2]รวมความว่า การุณยฆาต หมายถึง การทำให้ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ ได้ตายลงโดยไม่เจ็บปวด เพื่อให้พ้นจากทุกข์ การุณยฆาต แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ Active คือการกระทำโดยตรง และการยุติเครื่องช่วยหายใจก็จัดเข้าในกรณีนี้ Passive คือ การปล่อย หรือ ปฏิเสธการรักษา การไม่สั่งการรักษา หรือการยกเลิก  ความแตกต่างระหว่างทั้งสองที่สำคัญนั้นคือ  Passive หมอไม่ได้ทำอะไรที่จะทำให้คนไข้ตาย และคนไข้ตายเพราะโรคที่เกิดกับคนไข้เองส่วน Active หมอทำบางอย่างเกี่ยวกับการตายของไข้คนเช่นคนไข้ขอร้องให้ถอดเครื่องหายใจเป็นต้น  จากลักษณะของ ทั้งสองนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ

  1. Voluntary   คือ การุณยฆาตที่เกี่ยวกันการร้องขอของบุคคลผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่า ชีวิตของเขาสมควรสิ้นสุดลง

  2. Non-voluntary คือ  การุณยฆาตที่เป็นการฆ่าผู้ป่วยที่ไม่มีความสามารถ ตัวอย่างเช่น การถอดหลดอาหารจากคนไข้ ที่อยู่ในขั้นโคม่า

  3. Involuntary  คือ การุยฆาตที่กระทำต่อผู้ไม่สมัครใจ [3]

ปัญหาของการุณยฆาตนั้นยังเป็นปัญหาถกเถียงกันมากในทาง จริยธรรม (Moral dilemma) จะเห็นได้จากมีนักคิดที่ทั่งสนับสนุนและคัดค้านมากมาย โดย

ฝ่ายสนับสนุนมีแนวคิดสรุปได้ว่า

    • ช่วยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวัง พ้นจาก ความทุกข์ทรมาน

    • เป็นการแบ่งเบา ภาระ เรื่องค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาล ของญาติ

    • การเลือกที่จะตาย หรือมีชีวิตอยู่นั้น เป็นสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคล

ฝ่ายคัดค้านมีแนวคิดสรุปได้ว่า

 

·    กระบวนการสิ้นสุดของชีวิต เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง

·  อาจทำให้เกิด อาชญากรรม ที่แฝงมาในรูปของการุณยฆาตได้ เช่น การค้าอวัยวะ หรือ   ญาติผู้ป่วย ต้องการมรดก เป็นต้น

· คำวินิจฉัยของแพทย์ว่า บุคคลนั้น เป็นผู้ป่วยที่สิ้นหวัง อาจผิดพลาด ทั้งที่ยังมีโอกาส  รักษาให้หาย และรอดชีวิตได้

การุณยฆาตนั้นเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนเกี่ยวโยงไปถึงศาสตร์ต่างๆมากมายทั้งทางการแพทย์ กฎหมาย เป็นต้น พุทธศาสนา มีหลักในการกำหนดจริยธรรม โดยเรียกหลักนี้ว่า ศีล ซึ่งเป็นประดุจกฎหมายของพุทธศาสนา ในการกำหนดว่า สิ่งไหนควร หรือไม่ควรกระทำในพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงเสนอแนวคิดในเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น ว่า การุณยฆาตนั้นในพระบาลี ไม่ได้ชี้ให้เห็นโดยตรง แต่ได้วางหลักในการเสนอแนวคิดนี้ ใน     ตติยปาราชิกสิกขาบท วินัยปิฏก มหาวิภังค์ ถึงการฆ่าว่า พุทธศาสนา เสนอหลักว่าต้องครบองค์ประกอบดังนี้

.          1.  สัตว์มีชีวิต

2.   รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต

3.   จิตคิดจะฆ่า

4.   ทำความพยายามเพื่อให้ตาย

5.   สัตว์ตายลงด้วยความพยายามนั้น[4]

          หากผิดโดยครบองค์5 ย่อมถือว่าผิดในทัศนะพุทธศาสนา ในการเสนอหลักการนี้พระพุทธศาสนา ได้ยังชี้ให้เห็นความเข้ม (Degree) ของศีลข้อนี้ว่า การฆ่านั้นยังแบ่งเป็นไปตามปัจจัยต่างๆตามระดับของ คุณค่า ขนาดกาย   ความพยายาม และ เจตนา[5] เช่นการฆ่าสัตว์ช่วยงานมีโทษมากว่าฆ่าสัตว์ดุร้าย ฆ่าพระอรหันต์มีโทษมากกว่าฆ่าปุถุชน ยิ่งใช้ความพยายามในการฆ่ามาก ก็ยิ่งมีโทษมาก การฆ่าโดยป้องกันตัวมีโทษมากกว่าฆ่าโดยโกรธแค้น ซึ่งโดยหลักการนี้ไม่ว่าจะเป็นการชักชวน การวาน การลงมือฆ่าเอง ไม่มีทางเป็นสิ่งที่ถูกต้องไปได้ เลยในทัศนะของพระพุทธศาสนา  การกระทำการุณยฆาตนั้นพุทธศาสนาได้มีเหตุการณ์คล้ายกันนี้และพุทธศาสนาได้ให้ข้อตัดสิน(Active euthanasia) โดยมีในพระบาลีว่า                      

                                      ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พรรณนาคุณแห่งความตาย

แก่ภิกษุนั้นด้วยความกรุณา ภิกษุนั้นถึงมรณภาพแล้ว ....ดูกรภิกษุทั้งหลาย

    พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว[6]

จากทัศนะนี้จะเห็นว่าพุทธองค์หาได้เห็นสมควรในการอนุญาตไม่ เพราะการกระทำในลักษณะนี้ แสดงถึงความทุกขเวทนาของภิกษุผู้พรรณความตาย (Better of death) เพราะเห็นถึงความเจ็บป่วย และเกิดสงสาร แต่ใช้พิจารณาของตนเองคิดว่าเขาต้องการตาย พุทธศาสนาจึงเห็นว่าการฆ่าคนไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดเกิดจากธรรมชาติอันชั่วร้าย (ศัพท์พุทธศาสนาเรียกว่า อกุศล) อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ซึ่งถือว่าเป็นบาปเสมอและเมื่อเป็นบาป ผู้ฆ่าก็ต้องรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อการฆ่านั้นเป็นธรรมดา[7] อีกกรณีหนึ่ง ที่ปรากฏใน พระบาลีวินัยปิฎก มหาวิภังค์ว่า

อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัตราอันจะ

ปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้[8]

จากข้อความนี้จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนา ถือว่าการกระทำใดที่ก่อให้เกิดการตาย จากการหาอาวุธหรือเครื่องมือต่างๆในการช่วยทำให้ตายเช่น ดาบ......มีด ยาพิษ หรือเชือก[9] ถือว่าเป็นความผิด ตามทัศนะนี้ถึงแม้ว่าลักษณะของพระพุทธศาสนานั้น จะมีบรรทัดฐานที่แน่นอน ดังเช่น Absolutism ที่ยึดถือว่า ดีก็คือดี การฆ่าเป็นสิ่งผิดก็ผิดตลอด แต่อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาก็มีความพิเศษที่แตกต่างจากลัทธิเหล่านี้คือพุทธศาสนามีความยืดหยุ่น ต่อสถานการณ์ต่างๆ ดังทัศนะในอัคคัญญสูตรว่า

                    สิ่งที่สมัยหนึ่งเป็นอธรรม อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ ถือว่าเป็นธรรมในอีกสมมัยหนึ่งก็ได้  [10]

พุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาก็หาปฏิเสธความจริงที่ยังไม่ปรากฏในปัจจุบัน แต่สิ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ การฆ่าในที่หนึ่งผิด อาจจะถูกต้องในอีกที่หนึ่ง เช่น การอนุญาตให้กระทำการุณยฆาตในลักษณะ Active euthanasia ในฮอนแลนด์ ในประเทศไทยเราก็กำลังดำเนินการในการยกร่าง พ.ร.บสุขภาพแห่งชาติและการกระทำการุณยฆาตก็ได้รับพิจารณาในร่างนี้ด้วย ถึงแม้จะอยู่ในลักษณะ passive euthanasia ก็ตาม แต่โดยหลักการแล้วการุณยฆาตจะเป็นปาณาติบาตเมื่อกระทำครบองค์ 5 ตามหลักพุทธศาสนา

 ปัญหากับทางออกตามแนวพุทธศาสนา

ปัญหาหลักของบทความนี้คือพุทธศาสนาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการทำการุณยฆาต และจะมีข้อเสนอประการใดอันจะเป็นแนวทางในทางปฏิบัติ (Morality in practice) อันจะช่วยให้คนเหล่านั้นตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ ในกรณีที่เกี่ยวกับการุณยฆาตที่ควรมาพิจารณากัน คือ    ปัญหาเรื่องความตาย(dying and death)ทัศนะเรื่องความตายหรือที่สุดของชีวิต (End of life) เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกับการพิจารณาเรื่องการเริ่มต้นของชีวิตในกรณีการทำแท้ง คำจำกัดความของคำว่า "ตาย" ซึ่งมีการให้ทัศนะที่แตกต่างกันมากมาย ในที่นี้ขออ้างอิงถึง American Medical Association and National Conference of Commissioner on Uniform state Laws ได้ให้ความหมายหรือรูปแบบของการตัดสินว่าความตายได้เกิดขึ้นแล้วว่า คนใดผู้มีลักษณะอาการไม่ว่าจะเป็น การหยุดการไหลเวียนและหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวกับการหายใจ ที่ไม่สามารถกลับมาเป็นดังเดิม หรือการหยุดทำงานของระบบสมองทั้งหมดรวมทั้งตัวหรือก้านสมองด้วยจึงถือว่าผู้นั้นตาย การตัดสินถึงความตายต้องถูกยอมรับในวงการแพทย์ด้วย ศาลสูงได้ให้ความเห็นและนำลักษณะการตายนี้มาเป็นเครื่องตัดสินทางศาลในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด[11] พุทธศาสนาได้ให้ทัศนะที่ถือว่าตาย จะเห็นได้ชัดจากพุทธพจน์ว่า เมื่อใด อายุ ไออุ่นและวิญญาณ ละกายนี้เมื่อนั้นกายก็ถูกทอดทิ้งนอนไร้จิตใจ [12]  จึงสรุปได้ว่าการตายในพุทธศาสนานั้น คือการตายทางชีวภาพ  ซึ่งหมายถึงอวัยวะทั้งหมดไม่ทำงาน [13]การกล่าวอย่างนั้นเพราะ จิตหรือวิญญาณมีที่อยู่อาศัย คือหทัยรูปซึ่งก็คือหัวใจนั้นเอง  ซึ่งเกี่ยวไปถึงสมองซึ่งเป็นที่ทำงานของวิญญาณ การยกเรื่องความตายนี้สามารถชี้ให้เห็นถึงความจริงบางอย่างว่า การกระทำการุณยฆาตนั้น อาจจะไม่มีความผิดเลย หากผู้ป่วยได้เข้าสู่สภาพของความตายตามทางการแพทย์ แต่อยู่ได้เพียงเครื่องมือสมัยใหม่ ผู้ที่อยู่ในอาการนี้หาได้เกี่ยวโยงกับการกระทำการุณยฆาตไม่ เพราะผู้นั้นได้ตายไปแล้ว เขาตายไปตามธรรมชาติ หาได้เกิดจากการกระทำของหมอหรือผู้ใดไม่ การุณยฆาตหากกระทำในกรณีผู้ที่ถูกกระทำอยู่ในสภาว คล้ายผักปลา ( Persistent vegetative state) ซึ่งหมายถึง คนป่วยไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นคนธรรมดาได้ ไม่มีความรู้สึกทางด้านสัมผัส สมองตาย (brain death) แต่มีเครื่องช่วยหายใจอยู่เท่านั้น ประดุจดังต้นไม้ที่ยืนตายซากอยู่รอแต่วันจะมีลมพัดให้ล้มก็เท่านั้นจนเป็นอย่างเช่นผัก และหมดซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นคนและไม่สามารถที่จะกลับมาสร้างประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้แล้ว หากมองตามหลักการโดยทั่วไปแล้วจะเห็นว่าพุทธศาสนามอง ชีวิตคนนั้น หาได้มีค่าเพราะการอยู่นานไม่ ดังข้อความว่า บุคคลผู้มีศีล มีใจมั่นคง แม้จะมีอายุสั้นเพียงวันเดียวก็ดีกว่าคนไร้ศีล จิตใจไม่มั่นคงที่มีอายุยืนถึงร้อยปี[14] และคนประมาทเหมือนคนตาย[15] ซึ่งมองตามทัศนะนี้แล้ว พุทธศาสนาเน้นถึงคุณค่าความเป็นคนที่คุณธรรมของสิ่งมีชีวิตนั้น (being) และสะท้อนถึงแนวคิดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ดังจะเห็นได้จากคำที่พระเถระกล่าวว่า

นับตั้งแต่เราบวชมาแล้วได้ ๒๕ ปี ยังไม่เคยได้รับความสงบใจ แม้ชั่ว

เวลาลัดนิ้วมือเลย เราไม่ได้เอกัคคตาจิต ถูกกามราคะครอบงำแล้วประคอง

แขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญเข้าไปสู่ที่อยู่ด้วยคิดว่า จักนำศัตรา

                   มา ชีวิตของเราจะมีประโยชน์อะไรเล่า ก็คนอย่างเราจะลาสิกขาเสีย

                   อย่างไรได้ ควรตายเสียเถิดคราวนี้........[16]

    ดังนั้นตามทัศนะของพุทธศาสนาแล้ว คุณค่าของคนอยู่ที่คุณภาพหาใช่ปริมาณไม่   แม้เราจะมีอายุร้อยปีแต่ทำความชั่วก็สู้คนที่มีอายุวันเดียวที่ไม่ทำความชั่วไม่ได้

 ปัญหาเรื่องการใช้เทคโนโลยีเพื่อยืดอายุ  ( Prolongation of life) การยืดชีวิตนั้นหากไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเองและประโยชน์ผู้อื่น พุทธศาสนามองว่าไม่เห็นสมควร ดังมีคำกล่าวไว้ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาว่า จริงอยู่ถ้าภิกษุผู้อาพาธนั้นได้ฟังพรรณนาของภิกษุนั้นแล้ว มรณภาพลงในระหว่าง ในเมื่ออายุแม้ยังเหลืออยู่ชวนวาระเดียว ด้วยความพยายามมีการอดอาหารเป็นต้นไซร้ เธอเป็นผู้ชื่อว่าอันภิกษุนี้แลฆ่าแล้ว  ท่านแนะนำว่าเราไม่ควรเกี่ยวข้องในการเข้าไปทำลายซึ่งชีวิตคนป่วย แต่ควรกระทำโดยการแนะนำถึงมรรคและผลของศีล และให้พิจารณาในกาย ในธรรม เป็นต้น หากความตายเข้ามาสู่ผู้ป่วยก็ให้เป็นไปตามธรรมชาติหรือตายไปตามธรรมดาของตนตามอายุ และตามความสืบต่อ(แห่งอายุ) [17] ฉะนั้น การถอดหลอดอาหารพุทธศาสนายังมองเห็นว่าไม่สมควรกระทำ แต่การปฏิเสธการรักษาหรือการให้ตายตามธรรมชาติโดยไม่ได้ใช้เครื่องมือในการยืดออกไปย่อมกระทำได้หากความตายได้มาถึงแล้วแต่อยู่ได้เพียงเครื่องเทคโนโลยี พุทธศาสนาย่อมมองถึงสัจจะของชีวิตว่าการยืดนั้นเป็นเพราะธรรมดาของชีวิตหรือเป็นเพราะการดำรงอยู่เพราะเพียงเครื่องมือต่างๆ

การใช้เครื่องยืดอายุนี้มีคำถามตามมาว่า การช่วยคนป่วยที่หมดหวังจะเป็นประโยชน์มากเท่าการนำไปช่วยคนที่มีหวังอยู่หรือไม่ เพราะเท่าที่ปรากฏทางการแพทย์ว่าการรักษาผู้ป่วยที่หมดหวังด้วยการยืดการตายจะใช้ทรัพยากรมากกว่าการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วๆไปหลายเท่าหรือหลายร้อยหลายพันเท่า ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้วิธีการยืดชีวิตให้วิจิตรพิสดารเพียงไรพุทธศาสนาได้ให้หลักในการตัดสินใจแล้วโดยจากที่กล่าวมาแล้วข้างและต้นพุทธศาสนายังมองไม่เห็นเหตุผลเพียงการอ้างเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่เพียงพอแล้วกระทำการุณยฆาต แต่พุทธศาสนาเน้นธรรมชาติของชีวิต และหากจะพูดถึงการใช้สิทธิแล้วหากการใช้สิทธิไปกระทบก่อให้เกิดความทุกขเวทนาต่อผู้อื่นๆพุทธศาสนาก็หาได้หาได้ให้เห็นสมควรไม่ แต่สิ่งที่สามารถกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้คือ การเดินตามลักษณะ มัชฌิมาปฏิปทา

 ปัญหาเรื่องกรรมกับแนวคิดเรื่องการุณยฆาตนั้น พุทธศาสนาถือว่า เจตนา (Volition) นั้นคือกรรม (เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ) นี้คือกรรมที่ส่งผลให้เกิดวิบากในภพต่อๆไป มิใช่กรรมที่เป็นเพียงอากัปกิริยาเคลื่อนไหวเท่านั้น และพุทธศาสนาหาได้ยกปรากฏการณ์ต่างๆไว้ที่กรรมอย่างเดียวไม่แต่ปรากฏการณ์ทุกอย่างขึ้นตรงต่อ กฎของธรรมชาติ (Law of nature) คือ

  1. อุตุนิยาม  กฎธรรมชาติที่ เกี่ยวกับอุณหภูมิ

  2. พีชนิยาม  กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์รวมทั้งพันธุกรรม

  3. กรรมนิยาม กฎธรรมชาติ เกี่ยวกับพฤติกรรมขอมนุษย์ คือ กระบวนการให้ผลของการกระทำ

  4. ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ และความสมเหตุเป็นผลแก่กันของสิ่งทั้งหลาย

  5. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติกับการะบวนการทำงานของ [18]

มีคำถามว่า การเข้าไปกระทำการุณยฆาตนั้น เป็นการทำให้เขาพ้นทุกข์แล้วจริงหรือ พุทธศาสนาให้คำตอบว่า ยังไม่ใช่ เพราะผู้ใดจะพ้นกรรมก็โดยตนเองเท่านั้น จะเห็นจากพระพุทธพจน์ที่ว่า

เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย เราทำกรรมอันใดไว้

ดีก็ตามชั่วก็ตาม เราจักได้รับผลของกรรมนั้น[19]

  ในทัศนะนี้การเวียนว่ายตายเกิด (Rebirth) เป็นแนวคิด (concept) ที่เป็นหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่า ความตายเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของสังสารวัฏและความตายไม่ใช่ที่สุดแต่เป็นเพียงการไปสู่ชีวิตใหม่และจะมีการเวียนว่ายอย่างนี้จนกว่า จะหมดกิเลส ถึงจะพ้นทุกข์ ดังข้อความว่า

                     พระโคธิกเถระ  เป็นพระเถระที่มุ่งปฏิบัติธรรมด้วยความเพียนจนได้ฌาน  แต่

อาพาธ (ป่วย)เป็นโรคเรื้อรังทำให้ทุกข์ทรมานจนเสื่อมจากฌานถึง6ครั้ง

ทำให้เสียใจจนฆ่าตัวตาย พระพุทธองค์ตรัสว่าพระโคธิกเถระเป็นปราชญ์

มีปัญญา มีฌาน มีความยินดีในฌานทุกกาลทุกเมื่อประกอบความเพียรทั้ง

กลางวันกลางคืน ไม่ใยดีชีวิต พระโคธิกเถระจะไม่กลับมาเกิดอีก

เพราะได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากได้ ปรินิพพานแล้ว      [20]

            physician –assisted suicide เป็นสิ่งทีพุทธศาสนายังไม่ให้การยอมรับตามหลักการที่เคร่งครัด เพราะการฆ่าตัวตายหาใช่ที่สุดของชีวิตไม่ ตราบใดที่มีขันธ์ทั้ง 5ครบ การฆ่าตัวตายเพื่อหลบหลีกทุกข์ในสังสารวัฏ  การเจ็บป่วยหรือลักษณะอาการที่เกิดทุกขเวทนานั้น เป็นสิ่งเฉาะตัวของผู้ป่วย หากการกระทำการุณยฆาตโดยมองเห็นอาศัยความกรุณาโดยใช้ความคิดของญาติ หรือ แพทย์ ซึ่งหน้าที่ของแพทย์คือการรักษาคนป่วยให้ดีที่สุด แต่หาใช่หน้าที่ในการดำรงชีวิตของผู้ป่วยหรือตัดสินใจแทนผู้ป่วยไม่ และการตัดสินใจอาจจะผิดพลาดได้  พุทธศาสนามองว่า ตราบใดที่เขายังมีกิเลสอยู่ หรือทำกรรมไม่ดี ความทุกขเวทนาย่อมเกิดแก่เขาตลอดไป ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน พุทธศาสนาถือว่า เป็นผลกรรมที่เขาได้กระทำ ไม่ว่ากรรมที่เป็นปัจจุบันหรือกรรมที่สั่งสมมาในอดีต หากกระทำใดๆที่ประสงค์จะให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์ ก็เป็นการช่วยให้พ้นทุกข์ในปัจจุบัน คือสังขารทุกข์เท่านั้นแต่หาใช่ การให้พ้นทุกข์ตามหลักพุทธศาสนา  ดังที่กล่าวมาข้างต้น

สิทธิ (right) ในที่นี้สิทธิตามธรรมชาติเป็นสิ่งทีควรยกมาพิจารณาเช่นสิทธิในชีวิต ว่าสมควรที่จะใช้ในการกระทำการุยฆาตหรือไม่ การทำการุณยฆาตในลักษณะของ(Voluntary active) ละการฆ่าตัวตายนั้นดูเหมือนจะมีส่วนคล้ายกัน เพราะมีความเกี่ยวข้องของการใช้สิทธิส่วนตัว(individual will)ร้องขอให้กระทำอย่างเช่นกรณีการร้องขอของพระฉันนะต่อพระสารีบุตรให้กระทำการุณยฆาตแต่พระสารีบุตรพยายามในการที่จะหายามารักษา แต่พระฉันนะก็ทนไม่ไหว ต่อมา พระสารีบุตรได้กล่าวธรรมให้ท่านฟัง พระสารีบุตรก็มาทูลถามพระพุทธเจ้า และพระองค์ตรัสว่า

                ดูกรสารีบุตร บุคคลใดแล ทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่น บุคคลนั้นเรา เรียกว่า ควรถูกตำหนิ

    ฉันนภิกษุหามีลักษณะนั้นไม่ ฉันนภิกษุหาศาตรามาฆ่าตัว อย่างไม่ควรถูกตำหนิ ฯ[21]

จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล (Personal freedom) แต่สิทธิในพุทธศาสนา หาใช่สิ่งที่ยึดเป็นหลักตายตัวได้ไม่ พุทธศาสนาว่าโดยปรมัตถ์แล้วเชื่อว่า สภาวะต่างๆนั้น เป็นอนัตตา  ฉะนั้นสิ่งใดเป็นอนัตตา หมายถึงนั่นไม่ใช่ของเรา มิใช่เราเป็นนั้น นั่นไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา [22] แต่สิทธิในส่วนระดับสมมติพุทธศาสนาก็หาได้ปฏิเสธไม่ ดังเช่นการยอมรับ สัจจะทั้งสองระดับ ฉะนั้นสิทธิในชีวิตจึงเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญ  แต่ไม่ได้หมายถึงให้กระทำการฆ่าตัวตายเมื่อต้องการ แต่พุทธศาสนากลับให้คนพิจารณาเสมอว่า เมื่อจิตบริสุทธิ์ ย่อมมีสุคติเป็นจุดหมาย แต่คนมีจิตเศร้าหมองย่อมมี ทุคติเป็นที่ไป จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนา ได้ให้สิทธิที่ติดตามตัวมา(Personal freedom)เป็นสำคัญ อย่างเช่นในพระไตรปิฎกเช่นกันเล่าว่า พระจำนวนหนึ่งเบื่อหน่ายในชีวิตแล้วฆ่าตัวตาย ในกรณีนี้พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า พระที่ฆ่าตัวตายไม่ผิด เพียงแต่การกระทำนั้นไม่สมควรแก่สมณวิสัยเท่านั้น ในทางวินัยพระที่ฆ่าตัวตายไม่ต้องอาบัติปาราชิก ส่วนพระที่ลงมือฆ่าคนที่ขอร้องต้องอาบัติปาราชิก......การฆ่าตัวตายไม่ถือว่าเป็นปาณาติบาต ในขณะที่การฆ่าผู้อื่นจะเพราะเขาขอร้องก็ตาม เพราะสงสารต้องการให้เขาพ้นทุกข์ก็ตาม พุทธศาสนาวินิจฉัยว่าเป็นปาณาติบาต[23]

     พุทธศาสนายังมองว่า การใช้สิทธิของผู้ที่ไม่ได้มีสิทธิที่ติดตามตัวมาเช่น การใช้สิทธิของญาติ อาจจะยังไม่ชัดเจนและอาจผิดพลาดได้ จะเห็นได้จากกรณีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่า ครั้งหนึ่งมีคนแขนด้วนขาด้วน ญาติพี่น้องก็เลี้ยงไว้ และญาติพี่น้องก็มองเห็นว่าไม่ประโยชน์เลย เห็นแล้วก็มีแต่ความทุกข์  บุรุษนี้สมควรตายดีกว่าอยู่ วันหนึ่งภิกษุณี ได้มาแนะนำให้กินยาให้ตาย เหตุนั้นพุทธองค์ทรงวินิจฉัยตัดสินว่า เป็นอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุณี จากข้อความนี้ จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสำคัญในการตัดสินใจแก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของสิทธิเช่น สิทธิของมารดา บิดา (Parent consent) และยังมองได้อีกว่า สิทธิของผู้อื่นหาใช่เครื่องมือของผู้ร้องขอไม่ แต่สิทธิแต่ละอย่างแยกกันต่างหาก การทำการุณยฆาตที่อ้างสิทธิยังไม่สมควรตามหลักพุทธศาสนา แต่ให้สิทธิในชีวิตและในการตัดสินใจในเรื่องการรักษาเป็นสำคัญ การปฏิเสธการรักษาจึงเป็นสิทธิและทางหนึ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ให้ยืดอายุแต่ขอตายอย่างธรรมชาติอย่างสงบ ฉะนั้น การกำหนดกฎเกณฑ์ประการใดเกี่ยวกับค่าทางจริยธรรมแล้วนั้นทางพระพุทธศาสนาถือว่า จริยธรรมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของสัจธรรม และต้องสอดคล้องกับสัจธรรม[24] จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 สรุป 

การกระทำการุณยฆาตนั้นเป็นกรณีที่ต้องใช้การพิจารณาอย่างมากเพราะเป็นปัญหาซึ่งกำลังถกเถียงกันในวงกว้างของทัศนะต่อการทำลายชีวิต (Human begin) แต่ประกอบด้วยความกรุณา พุทธศาสนาหาได้ให้หลักตายตัวในการพิจารณาปัญหานี้ไม่ แต่จากเหตุผลโดยรวมและหลักต่างๆแล้วพุทธศาสนายังไม่ทิ้งหลักการดังเดิมในการพิจารณาเรื่องนี้ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิในชีวิตตนเอง แต่การกระทำใดๆที่เป็นการละเมิดชีวิตผู้อื่น เป็นสิ่งไม่สมควรยิ่งนัก แต่อย่างไรก็ตามการทำการุณยฆาตนั้น คือการทำให้ตายอย่างสงบเป็นกิจกรรมทีเกี่ยวกับความตาย พุทธศาสนาได้กล่าวถึงความตายและให้ข้อคิด ว่าความตายนั้นสมควรให้เป็นไปตามธรรมชาติ ชีวิตนี้ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่ใช่ตัวตน การหมดจากกองทุกข์คือ ขันธ์ 5 เป็นจุดมุ่งหวังของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  พุทธศาสนา ให้ระลึกนึกถึงความตาย เพื่อให้เห็นถึงความจริงแท้ต่างๆ ฉะนั้น ความตายไม่ใช่สิ่งแปลกอะไรต่อความเป็นจริงของชีวิต แต่ทุกคนควรจะทำอย่างไรเมื่อความตายจะมาถึงและจะได้ชื่อว่าตายอย่างสงบและหมดทุกขเวทนา พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า

                              ผู้ใดไม่มีความอิงอาศัย  (คือไม่ขึ้นต่อตัณหาและทิฐิ),รู้ธรรมแล้วไม่ขึ้นต่ออะไรๆ

                                  (คือจิตใจเป็นอิสระ),ไม่มีตัณหาไม่ว่าเพื่อภพหรือเพื่อวิภพ (ภวาย วิภวาย วา ตัณฺหา=

                                    ความทะยานอยากเพื่อจะเป็น  หรือเพื่อจะไม่เป็น),เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบ[25]        

 

 เสนอข้อคิดเห็นได้ที่นี้

     บรรณานุกรม

 

กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, พระไตรปิฎกภาษาไทย 45 เล่ม ฉบับสังคายนา กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูประถัมภ์, 2530

เค  เง็น  ชยติภเลเก .ด.ร , จริยศาสตร์แนวพุทธ, ภาควิชาปรัชญา คณะศาสนาและปรัชญา    สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย,     2537

นฤมล มารคแมน, ปัญหาจริยธรรมอันเกี่ยวกับการุณยฆาต, กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2528

ปรีชา    ช้างขวัญยืน และ    สมภาร     พรมทา , มนุษย์กับศาสนา, กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2543 

พระธรรมโฆษาจารย์   (พุทธทาส  อินทปัญฺโญ) , ธรรมโมษณ์ อรรถานุกรมเล่ม 1, กรุงเทพฯ: กลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา , 2533

พระธรรมปิฎก ,ปุจฉา-วิสัชนา เทคโนโลยีการแพทย์กับจริยธรรมพุทธ,กรุงเทพฯ:อักษรสยามการพิมพ์ พิมพ์ ครั้งที่ 1 .2542

.-------------------, นิติศาสตร์แนวพุทธ, กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม พิมพ์ครั้งที่ 1, 2   , พิมพ์ครั้งที่ 3     2541

 ------------, พระพุทธธรรม   กรุงเทพฯ;   มูลนิธิพุทธธรรม      พิมพ์ครั้งที่ 4,    2538

-------------, กรรมกับโรคพันธุกรรมในทัศนะพระพุทธศาสนา, กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม       พิมพ์ครั้งที่  2 , 2538

มหามกุฏราชวิทยาลัย,ปฐมสมันตปาสาทิกา แปล 3 ภาค , กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูประถัมภ์, 2529

 เสน่ห์   จามริก, พุทธศาสนากับสิทธิมนุษย์ชน, กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2543

สมภาร   พรมทา , พุทธปรัชญา, กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.

-------------------, พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้งและการุณยฆาต, กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2541

 สิวลี   ศิริไล, จริยศาสตร์สำหรับพยาบาล, กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    , 2539.

   

                                                                        วารสาร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , พุทธจักร, กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ปีที่55 ฉบับที่10. 2544.

………... พุทธจักร, กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ปีที่55 ฉบับที่11 .2544.

ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พุทธศาสน์ศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ:  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปีที่ 6    ฉบับที่ 2, 2542                        

 ---------       , ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ:  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปีที่ 2   ฉบับที่ 2, 2538

  ภาคภาษาอังกฤษ

 

A.B. Downing, Euthanasia and the right to death: the case for voluntary Euthanasia,London: Peter Owen, 1977

Baruch A. Brody, Suicide and euthanasia: historical and contemporary themes,Kluwer Academic Publishers, 1989

Charles A. Corr, Clyde M. Nabe, Donna M. Corr Belmon,Death and dying, life and Living, WadsworthThomson Learning, 2000

Gerald Dworkin Frey, Sissela Bok, R.G., Euthanasia and physician-assisted suicide, Cambridge: Cambridge University Press, 1998

John Arthur, Morality and moral controversies,Englewood Cliffs, N.J: Prentice-Hall, 1986

Kapleau,Philip, The Whell of death, London: George, Allen and Unwin.1972

Keown,Damien,Buddhism and Bioethics , London:Macmillan.2000

Margaret Otlowski,Voluntary euthanasia and the common law ,Oxford; New York: Oxford University Press, 2000

Margaret P. Battin, Rosamond Rhodes, Physician assisted suicide: New York: Routledge, 1998

Tom L. Beauchamp, Robert M, Ethical issues in death and dying, VeatchUpper Saddle River, N.J.: Prentice Hall, 1996

Robert Audi, the Cambridge dictionary of philosophy, Cambridge: Cambridge University Press, 1999

                                  

                                                  การอ้างอิง


[1] death Bok, R.G., Euthanasia and physician-assisted suicide, Cambridge: Cambridge University Press, 1998 หน้า 107

[2] Robert Audi, the Cambridge dictionary of philosophy, Cambridge: Cambridge University Press, 1999หน้า 252

 [3]Keown,Damien,Buddhism and Bioethics , London:Macmillan.2000หน้า 169

4] พระธรรมปิฏก, พระพุทธธรรม   กรุงเทพฯ; มูลนิธิพุทธธรรม  พิมพ์ครั้งที่ 4,  2538.หน้า 772

[5] เรื่องเดียวกัน .หน้า 733

[6] ่วินัยปิฏก. มหาวิ.1/  180/401

[7] สมภาร   พรมทา , พุทธปรัชญา, กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.หน้า 161

[8] วินัยปิฏก. มหาวิ. 1/167/ 383

[9] วินัยปิฏก. มหาวิ. 1/ 172/388

[10]  อัคคัญญสูตร  สุต. ที .ปา .11/51-71/87

[11] Tom L. Beauchamp, Robert M, Ethical issues in death and dying, Saddle River, N.J.: Prentice Hall, 1996 หน้า 7

[12] สํ.ข .17/247/174

[13] Keown,Damien,Buddhism and Bioethics ,.หน้า 155

[14] ขุททกนิกาย เล่มที่ 25 ข้อที่ 18

[15] ขุททกนิกาย เล่มที่ 25 ข้อที่ ข้อที่12

[16] สุต. สัปปทาสเถรคาถา ข้อ 352 เล่มที่ 18

 [17] มหามกุฏราชวิทยาลัย,ปฐมสมันตปาสาทิกา แปล 3 ภาค , กรุงเทพฯ: (มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูประถัมภ์, 2529 )หน้า 124

[18]  ที .อ.2/34 .สังคณี อ .408

[19] สุต. ขุ. ปญจก 22/58/72

[20] สํ.ส.15/488/176

[21] สุต. มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ข้อ 6/753   

[22] วิสุทธิ.ฏีกา 3/383

[23] สมภาร พรหมทา.พุทธปรัชญาหน้า335

[24] พระธรรมปิฎก ,ปุจฉา-วิสัชนา เทคโนโลยีการแพทย์กับจริยธรรมพุทธ,กรุงเทพฯ:อักษรสยามการพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 1 .2542หน้า2

[25] ในปุราเภทสูตร  ในสุตตนิบาต  (ขุ.สุ.25/417/501) 


   เส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ระหว่างเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง 28 สิงหาคม 2550 (ภาพดัดแปลงจาก Fred Espenak/NASA)

จันทรุปราคา 28 สิงหาคม 2550

10 สิงหาคม 2550 วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)

ช่วงเวลาหัวค่ำของคืนวันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2550 จะเกิดจันทรุปราคาครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายของปีและเป็นอุปราคาครั้งที่ 3 ของปี 2550 สามารถมองเห็นได้ในหลายพื้นที่ของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่อยู่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิกและหมู่เกาะต่าง ๆ ภายในมหาสมุทร จันทรุปราคาครั้งนี้เป็นจันทรุปราคาเต็มดวงซึ่งหมายความว่าดวงจันทร์จะเคลื่อนผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกหมดทั้งดวง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะไม่มีโอกาสเห็นจันทรุปราคาขณะดวงจันทร์ถูกบังหมดดวง เนื่องจากเวลานั้นเป็นเวลากลางวันซึ่งดวงอาทิตย์ยังไม่ตกและดวงจันทร์ยังไม่ขึ้นเหนือขอบฟ้า ยกเว้นพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่อาจมีโอกาสสังเกตได้ในช่วงที่ดวงจันทร์ถูกเงามืดบังอยู่ทั้งดวง

ขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง 28 สิงหาคม 2550
เหตุการณ์ เวลา มุมเงย
ของดวงจันทร์

(ที่กรุงเทพฯ)
1. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก (ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง) 14.54 น. -52°
2. เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์เริ่มแหว่ง) 15.51 น. -38°
3. เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง (ดวงจันทร์เข้าสู่เงามืดทั้งดวง) 16.52 น. -24°
4. กึ่งกลางของปรากฏการณ์ (ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด) 17.37 น. -14°
5. สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง (ดวงจันทร์เริ่มออกจากเงามืด) 18.22 น. -3°
6. สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์ทั้งดวงออกจากเงามืด) 19.24 น. 11°
7. ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก 20.21 น. 25°

จันทรุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นขณะดวงจันทร์อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ เริ่มสัมผัสเงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 14.54 น. ตามเวลาประเทศไทย เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วนเวลา 15.51 น. เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงเวลา 16.52 น. ดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดลึกที่สุดเวลา 17.37 น. ทั้งสี่ช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยไม่มีโอกาสสังเกตได้เนื่องจากยังเป็นเวลากลางวันและดวงจันทร์ยังไม่ขึ้นเหนือขอบฟ้า พื้นที่ของโลกบริเวณที่เริ่มเห็นจันทรุปราคาครั้งนี้ก่อนประเทศไทยคือประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ หมู่เกาะฮาวาย ตะวันออกของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ติมอร์ตะวันออก และด้านตะวันออกของอินโดนีเซีย

เมื่อถึงเวลา 18.22 น. ดวงจันทร์เริ่มพ้นเงามืด เป็นการสิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง กรุงเทพฯ ดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตกพร้อมกับดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลา 18.32 น. นั่นหมายความว่าคนกรุงเทพฯ ไม่มีโอกาสเห็นดวงจันทร์ขณะถูกเงาโลกบังหมดทั้งดวง แต่จะเห็นได้ในช่วงเวลาหลังจากนั้น

ในภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี ดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตกเกือบพร้อมกับดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลา 18.15-18.16 น. แสดงว่าดวงจันทร์ยังคงอยู่ในเงามืดเมื่อมันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า คาดว่าท้องฟ้าที่ยังสว่างอยู่ ดวงจันทร์ที่มืดสลัวเนื่องจากถูกเงาโลกบดบัง และตำแหน่งที่อยู่ใกล้ขอบฟ้า น่าจะเป็นอุปสรรคทำให้มองเห็นดวงจันทร์ได้ค่อนข้างยากในเวลาดังกล่าว

ขณะที่ดวงจันทร์กำลังขึ้นเหนือขอบฟ้าที่กรุงเทพฯ ดวงจันทร์จะแหว่งประมาณ 3 ใน 4 ของดวง เงามืดของโลกทาบอยู่ด้านบนของดวงจันทร์โดยเยื้องไปทางขวามือ จากนั้นพื้นที่ด้านสว่างจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นระหว่างที่ดวงจันทร์เคลื่อนออกจากเงาโลก ทั่วประเทศจะเห็นดวงจันทร์กลับมาสว่างเต็มดวงในเวลา 19.24 น. แต่ปรากฏการณ์ยังไม่สิ้นสุดจนกว่าดวงจันทร์จะออกจากเงามัวในเวลา 20.21 น. จันทรุปราคาครั้งนี้ทวีปยุโรป แอฟริกา และเอเชียตะวันตก ไม่สามารถมองเห็นได้

แม้ว่าปรากฏการณ์ในวันที่ 28 สิงหาคม อาจมีอุปสรรคเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนและดวงจันทร์อยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้า แต่ก็เป็นโอกาสดีสำหรับการถ่ายภาพจันทรุปราคาให้ติดมาพร้อมกับทิวทัศน์ใกล้ขอบฟ้า เช่น ต้นไม้ ภูเขา ทะเล หรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ

จันทรุปราคาครั้งต่อไปที่เห็นในประเทศไทยเป็นจันทรุปราคาบางส่วน เกิดในคืนวันเสาร์ที่ 16 ต่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551 ดวงจันทร์ถูกบังประมาณ 81%


ภาพจำลองดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคา

จันทรุปราคาเต็มดวง : 16 กรกฎาคม 2543

วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)

เมื่อคืนวันที่ 16 กันยายน 2540 หลายคนที่เฝ้าติดตามดูจันทรุปราคาเต็มดวงในค่ำคืนนั้นคงพอจำได้ดีว่า คราสเต็มดวงตลอดหนึ่งชั่วโมงในคืนวันนั้นเป็นสีแดงส้ม ถือได้ว่าเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงที่สว่างมากทีเดียว แต่จันทรุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นจันทรุปราคาที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาวนานที่สุด คือ 1 ชั่วโมง 47 นาที ยาวนานกว่าจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในสหัสวรรษหน้า คาดว่าจะเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงที่มืดสลัวกว่าครั้งที่แล้วด้วย

เนื่องจากจันทรุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวค่ำดังนั้นดวงจันทร์จึงอยู่ไม่สูงมากนักจากขอบฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง คนไทยในประเทศน่าจะเริ่มเห็นดวงจันทร์ทางทิศตะวันออกได้ในเวลาประมาณ 19.00 น. หรือหลังจากนั้นไม่นาน ซึ่งดวงจันทร์ได้เข้าสู่เงามืดของโลกไปบางส่วนแล้ว โดยสังเกตได้ว่าขอบด้านล่างของดวงจันทร์มีลักษณะมืดคล้ำลง เงามืดของโลกจะกินลึกเข้าไปมากขึ้นจนกระทั่งเวลาใกล้ 20.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ดวงจันทร์เกือบจะถูกบังเต็มดวงแล้ว ในช่วงนี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของสีและความมืดสลัวของเงามืด โดยเงามืดที่ปรากฏบนพื้นผิวดวงจันทร์อาจดูสว่างขึ้นเล็กน้อย และมีสีออกน้ำตาลปนเทา เนื่องจากแสงที่หักเหในบรรยากาศโลกเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นบนพื้นผิวดวงจันทร์

จากนั้น 20.02 น. เป็นเวลาที่เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง แม้ว่าขณะนี้ดวงจันทร์ได้ถูกเงาของโลกบดบังหมดทั้งดวง แต่ดวงจันทร์จะสว่างพอที่จะมองเห็นได้ และมีสีแดง ส้ม หรือเหลือง และบางส่วนอาจมีสีฟ้าหรือสีอื่นนอกจากนี้ ขณะนี้ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนเข้าสู่ใจกลางของเงาโลก ซึ่งตามธรรมชาติแล้วดวงจันทร์ก็น่าจะมีความสว่างที่ลดลงมากกว่านี้ เวลา 20.56 น. เป็นเวลาที่ดวงจันทร์เข้าใกล้ศูนย์กลางเงามากที่สุดและจะเริ่มออกห่างศูนย์กลางเงานับจากนี้

ในขณะที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง นักดาราศาสตร์มีวิธีวัดความสว่างและสีของดวงจันทร์ซึ่งกระทำได้ง่ายด้วยการสังเกตด้วยตาเปล่า ตามมาตราของดองชง (Danjon’s scale) เรียกง่ายๆ ว่าค่าแอล (L) สีและความสว่างของดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงแต่ละครั้ง มีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ อาทิระยะห่างระหว่างดวงจันทร์กับศูนย์กลางเงา ปริมาณเมฆและฝุ่นละอองเถ้าถ่านในบรรยากาศโลก เราอาจประมาณค่าแอลได้จากตารางและถ้าจะให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดที่สุด อาจทำการประมาณค่าแอลทุกๆ 10-20 นาที นับตั้งแต่ดวงจันทร์เข้าสู่เงามืดทั้งดวง

  L   ความสว่างและสีของดวงจันทร์
0 ดวงจันทร์มืดมาก เกือบมองไม่เห็น
1 ดวงจันทร์มืด มีสีเทาหรือน้ำตาล มองเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวได้ยาก
2 ดวงจันทร์มีสีแดงเข้ม หรือสีสนิมเหล็ก บริเวณใกล้ใจกลางมืดมาก แต่ขอบดวงจันทร์สว่าง
3 ดวงจันทร์มีสีแดงอิฐ ขอบเงามืดมีสีเหลืองหรือสว่าง
4 ดวงจันทร์มีสีทองแดงหรือสีส้ม ดวงจันทร์สว่างมาก ขอบเงามีสีฟ้าและสว่างมาก

สำหรับจันทรุปราคาครั้งนี้ ผู้เขียนได้เคยคาดหมายความสว่างของดวงจันทร์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมฯ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2543 และนิตยสารอัพเดทฉบับเดือนมิถุนายนว่า

"...ค่าแอล ณ เวลากึ่งกลางของการเกิดน่าจะใกล้เคียงกับ 1.0 คือ ดวงจันทร์มืด มีสีเทาหรือน้ำตาล มองเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากดวงจันทร์เข้าไปใกล้ศูนย์กลางเงามาก และฝุ่นละอองเถ้าถ่านจากการปะทุของภูเขาไฟมายันในฟิลิปปินส์และภูเขาไฟอูสุบนเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อาจมีผลให้บรรยากาศในระดับสูงมีความทึบมากกว่าปกติได้ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตคือการที่ภูเขาไฟปินาตุโบในฟิลิปปินส์ ทำให้จันทรุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี พ.ศ. 2534 มีความสว่างและสีผิดปกติ อย่างไรก็ตามหากปริมาณเถ้าถ่านจากภูเขาไฟยังไม่มากพอหรือกระจายตัวน้อยจนเกือบไม่มีผลกับบรรยากาศ เราก็ยังคงเชื่อมั่นได้ว่าจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งนี้จะมืดกว่าครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุดที่มองเห็นในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2540..."

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นของ Alan M. MacRobert ซึ่งมีโอกาสมองเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งล่าสุด (ที่มองไม่เห็นในประเทศไทย) ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Sky & Telescope อ้างถึงการที่จันทรุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 20-21 มกราคม 2543 มีความสว่างมาก ทำให้ตีความได้ว่าจันทรุปราคาครั้งนี้อาจมีแนวโน้มที่จะสว่างมากกว่าที่ผู้เขียนคาดหวังไว้ข้างต้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะทำให้ค่าแอลอาจมีค่าราว ๆ 2 หรือมากกว่าก็เป็นได้ โดยผู้เขียนยังคงเชื่อว่าหากเปรียบเทียบความสว่างของดวงจันทร์ครั้งนี้กับ ครั้งที่เกิดในปี พ.ศ. 2540 ก็น่าจะพบว่าคราวนี้ดวงจันทร์มืดกว่าครั้งที่แล้ว และน่าจะสังเกตเห็นความแตกต่างได้

ขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง 16 กรกฎาคม 2543
เหตุการณ์ เวลา มุมเงย
ของดวงจันทร์
1. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก 17.47 น. -13°
2. เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน (เริ่มเห็นดวงจันทร์แหว่ง) 18.57 น.
3. เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง (ดวงจันทร์เข้าสู่เงามืดทั้งดวง) 20.02 น. 16°
4. กึ่งกลางของการเกิด 20.56 น. 27°
5. สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง (ดวงจันทร์ออกจากเงามืด) 21.49 น. 37°
6. สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์กลับมาเต็มดวง) 22.54 น. 48°
7. ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก 00.04 น. 54°

จันทรุปราคาเต็มดวงจะสิ้นสุดลงในเวลา 21.49 น. ทันทีที่บางส่วนของดวงจันทร์ออกจากเงามืดของโลก ขอบดวงจันทร์ด้านล่างจะสว่างขึ้นและหลังจากนั้นจะกลายเป็นจันทรุปราคาบางส่วน โดยดวงจันทร์เริ่มปรากฏเต็มดวงมากขึ้นๆ จนกระทั่งเวลา 22.54 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ดวงจันทร์กลับมาเต็มดวงสมบูรณ์เช่นเดิม อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าดวงจันทร์ยังคงดูมืดสลัวกว่าจันทร์เพ็ญปกติต่อไปอีกอย่างน้อย 15 นาที และจันทรุปราคาจะสิ้นสุดลงอย่างแท้จริงเมื่อดวงจันทร์ออกจากเงามัวของโลกในเวลาหลังเที่ยงคืนไม่นาน


วิวัฒนาการ และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

ใน ปี ค.ศ.1831 ชารลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ได้ล่องเรือไปยังหมู่เกาะกาลาปากอส ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหมู่เกาะซึ่งเกิดขึ้นใหม่จากลาวา ซึ่งประทุขึ้นของภูเขาไฟใต้ท้องมหาสมุทร ดาร์วินสังเกตว่า ทำไมสัตว์ที่พบบนเกาะแห่งนี้ จึงมีลักษณะพิเศษ แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทเดียวกันบนผืนแผ่นดินใหญ่ เขาจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า สัตว์เหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากแผ่นดินใหญ่ และถูกน้ำพัดพา ลอยหรือบินมายังเกาะแห่งนี้ และเมื่อเวลาผ่านไปนับล้านปี มันได้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเกาะ รูปร่างลักษณะของมันจึงแตกต่างไปจากบรรพบุรุษบนแผ่นดินใหญ่ ดาร์วินจึงนำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อสังเกตสามประการคือ สิ่งมีชีวิตทั้งมวลล้วนผันแปร มีความสามารถถ่ายทอดคุณสมบัติลักษณะ และต้องดิ้นรนแข่งขันเพื่อความอยู่รอด ปัจจัยทั้งสามนี้ทำให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดปรับตัวได้ดีกว่าชนิดอื่นๆ ซึ่งยังผลให้มันอยู่รอดปลอดภัยและแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ช้าก็คงเหลืออยู่น้อยหรือสูญพันธุ์ไป การปรับตัวที่ว่านี้เป็นไปอย่างช้าๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ผลที่ได้คือ คุณลักษณะต่างๆ จะปรากฏมากขึ้นๆ ในรุ่นต่อไป เขาเรียกกระบวนการเช่นนี้ว่า “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” (Natural selection) ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่า กลไกที่ขับดันให้เกิดการวิวัฒนาการมี 2 สาเหตุ คือ การกลายพันธุ์ และการอยู่รอดของผู้ที่เก่งกว่า


 

ภาพที่ 1 ชารลส์ ดาร์วิน



การกลายพันธุ์

>>> กลไกในการสืบทอดพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตคือ การคัดลอก DNA โดยธรรมชาติการคัดลอกจะมีความคลาดเคลื่อน (Error) ไปบ้างเล็กน้อย เมื่อการผิดพลาดทำให้เกิดความเพี้ยน เซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างจากเซลล์ต้นกำเนิดเล็กน้อย เนื่องจากรหัสพันธุกรรมใน DNA เปลี่ยนแปลงไป คำสั่งในการสร้างโปรตีน กลไกทางเคมี และการควบคุมการทำงานของเซลล์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย ครั้นเมื่อเซลล์รุ่นสองจะแบ่งตัวอีก มันกลายเป็นต้นแบบในการคัดลอกให้กับเซลล์รุ่นที่ 3 และการคัดลอกครั้งนี้ก็จะมีความคลาดเคลื่อนไปอีกเล็กน้อยด้วย ความคลาดเคลื่อนจะสะสมมากขึ้นในลักษณะรุ่นต่อรุ่น ทำให้เซลล์รุ่นที่ 3 มีความแตกต่างจากเซลล์รุ่นที่ 1 มากกว่าเซลล์รุ่นที่ 2 เมื่อเกิดการคัดลอกรุ่นแล้วรุ่นเล่านับแสนรุ่น สิ่งชีวิตในรุ่นหลังอาจมีความแตกต่างไปมากจนแทบไม่เหมือนบรรพบุรุษของมันเลย ลักษณะของการคัดลอกเช่นนี้มีลักษณะเหมือนการลอกการบ้านแล้วส่งต่อ คือ

---->>> 1. เมื่อนักเรียนคนที่สองคัดลอกการบ้านจากเพื่อนคนแรกแล้วส่งต่อให้เพื่อนคนที่สาม คนที่สามจะคัดลอกความคลาดเคลื่อนที่คนที่สองทำไว้แตกต่างจากคนแรก

---->>> 2. เมื่อนักเรียนคนที่สามคัดลอกการบ้านจากเพื่อนคนที่สองแล้วส่งต่อให้เพื่อนคนที่สี่ คนที่สี่จะคัดลอกความคลาดเคลื่อนที่คนที่สามทำไว้แตกต่างจากคนที่สอง


---->>> 3. เมื่อนักเรียนคนที่สี่คัดลอกการบ้านจากเพื่อนคนที่สาม แล้วส่งต่อให้เพื่อนคนที่ห้า คนที่ห้าจะคัดลอกความคลาดเคลื่อนที่คนที่สี่ทำไว้แตกต่างจากคนที่สาม

---->>> 4. เมื่อนักเรียนคนที่ห้าสิบคัดลอกการบ้านจากเพื่อนคนที่สี่สิบเก้า แล้วส่งต่อให้เพื่อนคนที่ห้าสิบ คนที่ห้าสิบจะคัดลอกความคลาดเคลื่อนที่คนที่ห้าสิบทำไว้แตกต่างจากคนที่สี่สิบเก้า
เมื่อนำการบ้านของนักเรียนคนที่ห้าสิบมาเปรียบเทียบกับการบ้านของนักเรียนคนแรก เราจะพบว่าข้อความในการบ้านทั้งสองแตกต่างกันมากจนคิดไม่ถึงเลยว่า นักเรียนคนที่ห้าสิบลอกการบ้านต่อๆ กันมาจากนักเรียนคนแรก ในทำนองเดียวกัน ในสาย DNA ของมนุษย์หนึ่งคู่ ประกอบด้วยฐานนิวโตรจีเนียสจำนวนมากกว่า 1 หมื่นล้านฐาน ในการคัดลอกหนึ่งครั้งจะมีความคลาดเคลื่อนประมาณ 10 ฐาน ความแตกต่างนี้เองทำให้ลูกหลานของเรามีคุณลักษณะบางอย่างไม่เหมือนกับบรรพบุรุษ เมื่อความคลาดเคลื่อนสะสมกันหลายแสนรุ่นซึ่งอาจใช้เวลาหลานล้านปี ก็จะเกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ (สายพันธุ์ใหม่) เราเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า“การกลายพันธุ์” (Mutation)



 

ภาพที่ 2 วิวัฒนาการของแขนและปีก



การอยู่รอดของผู้ที่เหนือกว่า

>>> ในความเป็นจริงทุกสถานที่จะมีข้อจำกัดในตัวของมันอยู่ เช่น ห้องเรียนรองรับนักเรียนได้มากที่สุด 50 คน โรงอาหารรองรับนักเรียนได้ 500 คน รถโดยสารมี 42 ที่นั่ง หากมีผู้ต้องการใช้บริการมากกว่าข้อจำกัดนี้ ก็จะเกิดการแข่งขันขึ้นโดยปริยาย ผู้ที่มาก่อนหรือผู้ที่เหนือกว่า จะเป็นผู้ที่ได้ใช้บริการ

---->>> ระบบนิเวศในธรรมชาติก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ผู้ชนะที่จะได้รับบริการได้แก่ ผู้ที่มีความสามารถในการหาอาหาร ป้องกันตัว หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น ยกตัวอย่าง หากมีเกาะแห่งหนึ่งมีอาหารจำกัดสำหรับสัตว์ 10,000 ตัว สมมติว่าเกาะแห่งนี้มีสัตว์เพียงพันธุ์เดียว และมีอยู่ตัวหนึ่งซึ่งรหัสพันธุกรรมของมันแตกต่างไปจากสัตว์ตัวอื่น ทำให้มันมีความสามารถในการหาอาหารเก่งกว่าผู้อื่น เมื่อมันสืบพันธุ์ลูกของมันก็จะสืบทอดคุณสมบัติในการหาอาหารเก่งเอาไว้ด้วย เมื่อการสืบพันธุ์ก็จะเกิดขึ้นหนึ่งพันรุ่น ก็จะคงเหลือแต่ทายาทของสัตว์ตัวนี้เท่านั้นที่ครอบครองเกาะ เนื่องเพราะมีแต่พวกมันทวีจำนวนขึ้นและมีความสามารถในการหาอาหารที่เหนือกว่า ทายาทของสัตว์ 9,999 ตัวในรุ่นแรก ไม่สามารถหาอาหารสู้พวกมันได้ จึงขาดอาหารและสูญพันธุ์ไป (การสืบทอดทายาทหนึ่งพันรุ่นนั้น เป็นช่วงเวลาแค่พริบตาเมื่อเทียบกับช่วงเวลาทางธรณีวิทยาหลายร้อยล้านปี) เราเรียกเหตุการณ์เช่นนี้ว่า “การอยู่รอดของผู้ที่เหนือกว่า” (Survival of the fittest)

---->>> จากการศึกษาฟอสซิล (ซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์) พบว่า สิ่งมีชีวิตบางสปีชีส์อุบัติขึ้นเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนและยังมีสืบทอดลูกหลานให้เห็นในปัจจุบันดังเช่น ปลาดาว แต่บางสปีชีส์ที่เคยอุบัติขึ้นเมื่อหลายร้อนปีที่แล้ว กลับสูญพันธุ์หายไปดังเช่น ไดโนเสาร์ ดังกราฟที่แสดงในภาพที่ 3





 

ภาพที่ 3 วิวัฒนาการของสัตว์



ความหลากหลายทางชีวภาพ

>>> หลักฐานของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดเป็นฟอสซิลของจุลินทรีย์โบราณ อายุ 3.5 พันล้านปี ในทวีปออสเตรเลีย มีรูปร่างคล้ายแบคทีเรียสีฟ้าเขียวในปัจจุบัน ซึ่งมีความสามารถในการสังเคราะห์ด้วยแสง ในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจนออกมา จุลินทรีย์โบราณนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวคือ เซลล์โพรคาริโอต ไม่มีนิวเคลียส และอวัยวะพิเศษอื่นใด ตัวอย่างของเซลล์โพรคาริโอตได้แก่ แบคทีเรียชนิดต่างๆ
หนึ่งพันล้านปีต่อมา เซลล์โพรคาริโอตบางชนิดได้วิวัฒนาการให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต โดยเสริมสิ่งป้องกันตัว และระบบจัดหาพลังงานที่ดีกว่าจนกลายเป็นเซลล์ยูคาริโอต ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีความสลับซับซ้อนมากกว่า ในเวลาต่อมา เซลล์ยูคาริโอตได้กลายเป็นบรรพบุรุษของ พืช เห็ดรา และสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ อุบัติขึ้นประมาณหนึ่งพันห้าร้อยล้านปีที่แล้ว ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกนี้มีจำนวนระหว่าง 2 – 30 ล้านสปีชีส์ โดยที่บันทึกอย่างเป็นทางการแล้ว 1.4 ล้านสปีชีส์ ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5 อาณาจักรดังนี้

อาณาจักรโมเนอรา (Kingdom Monera) เป็นอาณาจักรของโพรคาริโอตเซลล์เดี่ยว ไม่มีนิวเคลียส ได้แก่ แบคทีเรียชนิดต่างๆ มีสมาชิกประมาณ 6,000 สปีชีส์ ซึ่งแบ่งตามกระบวนการทางชีวภาพเคมีได้ 3 จำพวกคือ

ออโตทรอฟ (Autotroph)
หมายถึง พวกที่สร้างอาหารได้ด้วยตนเอง โดยการเปลี่ยนสารอนินทรีย์เป็นสารอินทรีย์ เช่นการสังเคราะห์ด้วยแสง

เฮเทโรทรอฟ (Heterotroph)
หมายถึง พวกที่บริโภคสารอินทรีย์ที่สร้างขึ้นจากสิ่งมีชีวิตอื่น

มิโซทรอฟ (Mixotroph)
หมายถึง พวกที่บริโภคทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์

อาณาจักรโพรติสตา (Kingdom Protista)
เป็นอาณาจักรของยูคาริโอตเซลเดี่ยว มีสมาชิกประมาณ 60,000 สปีชีส์ เซลล์ถูกพัฒนาให้มีนิวเคลียสห่อหุ้มโครโมโซม และสร้างอวัยวะซึ่งทำหน้าที่เฉพาะทางได้แก่ คลอโรพลาสต์ มีหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสง โดยการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจน
ไมโทคอนเดรียน มีหน้าที่นำก๊าซออกซิเจนมาเผาผลาญอาหารให้เกิดพลังงานและคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งวิวัฒนาการในยุคต่อมาได้แยกเป็น พืช เห็ดรา และสัตว์ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพติสตาได้แก่ สาหร่าย โปรตัวซัว แพลงตอน


อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae)
มีสมาชิกประมาณ 250,000 สปีชีส์ ซึ่งมีเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกออโตทรอฟ ซึ่งใช้คลอโรฟิลล์สีเขียวเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจน พืชมีบทบาทสำคัญต่อวัฎจักรน้ำและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของบรรยากาศ นอกจากนั้นยังมีบทบาทที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของดินด้วยการดูดซับธาตุอาหาร อันได้แก่ คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกำมะถัน พืชจึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลก

อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi)
มีสมาชิกประมาณ 70,000 สปีชีส์ มีลักษณะคล้ายพืช แต่เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเฮโรทรอฟซึ่งบริโภคสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตอื่นสร้างไว้ เราจะเห็นได้ว่า เห็ดมักขึ้นอยู่ตามซากต้นไม้ ราและยีสต์มักขึ้นอยู่ตามอาหาร เห็ดราบางชนิดสามารถดูดกลืนสารอินทรีย์จากพื้นดินได้โดยตรง ไลเคนสามารถอาศัยอยู่บนพื้นหินแข็ง พวกมันมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวของป่าเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการดูดกลืนน้ำและการทำปฏิกิริยาทางเคมี

อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia)
มีสมาชิกประมาณ 1,000,000 สปีชีส์ จัดเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกออโตทรอฟ ซึ่งมีการบริโภคเป็นระบบห่วงลูกโซ่อาหารเป็นชั้นๆ เช่น กวางกินหญ้า เสือกินกวาง นกแร้งกินเสือ เป็นต้น สัตว์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีชีวภาพ เป็นต้นว่า กระดูกและกระดองสร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนต การหายใจของสัตว์ควบคุมปริมาณก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศไม่ให้มากเกินไป สายพันธุ์ของมนุษย์ (Homo) เพิ่งแยกออกมาจากสายพันธุ์ของลิงเมื่อ 3 ล้านปีก่อน สปีชีส์โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ของมนุษย์ในปัจจุบัน เพิ่งอุบัติขึ้นเมื่อประมาณ 2 แสนปีก่อนนี้เอง



ภาพที่ 4 วิวัฒนาการของอาณาจักรทั้งห้า


การจัดจำแนกกลุ่มของสิ่งมีชีวิต

>>> เนื่องจากสิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีมากมายหลายล้านสปีชีส์ นักวิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีการจัดกลุ่มเป็นระบบซับเซ็ท เรียงลำดับเป็นระดับ 7 ชั้น จากกลุ่มใหญ่ไปยังกลุ่มย่อย จากรายละเอียดน้อยไปรายละเอียดมาก ซึ่งเรียกว่า “แทกซาโนมี” (Taxanomy) ดังที่แสดงในภาพที่ 5 โดยมี “อาณาจักร” (Kingdom) มีระดับที่ใหญ่ที่สุด และ “สปีชีส์” (Species) เป็นระดับที่เล็กที่สุด โดยที่สมาชิกของสปีชีส์หนึ่งจะผสมพันธุ์ได้เฉพาะกับสมาชิกอื่นๆ ที่อยู่ในสปีชีส์เดียวกันเท่านั้น การผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมีโครโมโซมไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามยังมีการผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์ในบางกรณี เช่น ล่อ เกิดจากม้าผสมพันธุ์กับลา แต่ทายาทที่เกิดมาก็จะไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ต่อไป


ภาพที่ 5 การจัดจำแนกกลุ่มของสิ่งมีชีวิต

ตัวอย่างการจำแนกสปีชีส์ ได้แก่ สิงโต จัดเป็น สัตว์ (อาณาจักรสัตว์) มีกระดูกสันหลัง (ไฟลัม คอร์ดาตา) เลี้ยงลูกด้วยนม (คลาส แมมเมเลีย) ล่าเนื้อเป็นอาหาร (ออเดอร์ คาร์นิโวรา) มีอุ้งเท้าหน้ามี 5 นิ้ว อุ้งเท้าหลังมี 4 นิ้ว (วงศ์ เฟลิเด) จำพวกเสือ (สกุล แพนเธอรา) สปีชีส์สิงโต (สปีชีส์ แพนเธอรา ลีโอ) ดังที่แสดงในตารางที่ 1
- สิงโต (Lion หรือ Leo) เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกกันทั่วไป ส่วนในการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์นั้น จะขึ้นต้นด้วยชื่อสกุลแล้วตามด้วยชื่อพันธุ์เช่น แพนเธอรา ลีโอ


ขอขอบคุณเวปไซต์ลีซ่า ด้วยครับ
http://www.lesa.in.th/bio/evolution/evolution.htm


 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์