ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๓๐ ภาพขบวนแห่

ออกไปรับพระกุมารประสูติใหม่ จากที่ประสูติ ณ สวนลุมพินีกลับนคร. มีสิ่งที่น่าศึกษาหลายอย่างในภาพนี้. ภาพที่ติดต่อกับภาพนี้ทางเบื้องบน คือภาพพระมารดาบรรทมฝัน.
(จากหินสลัก แบบสาญี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๓๐

ภาพนี้เป็นภาพขบวนแห่ของกษัตริย์พุทธบิดา ออกไปรับพระกุมารประสูติใหม่ที่สวนลุมพินี กลับมาสู่นคร. ขบวนกำลังออกประตูเมือง มีประชาชนดูขบวนอยู่ตามเฉลียงเรือนหรือบนเชิงเทินที่ประตูเมืองเป็นต้น. สิ่งที่น่าสังเกตหรือศึกษามีดังต่อไปนี้ :-

ขบวนนี้อยู่ในลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า จาตุรังคิกเสนาหรือเสนาประกอบด้วยองค์สี่ คือช้าง ม้า รถ และพลเดินเท้า โดยสมบูรณ์, และที่หัวขบวนมีกองดุริยางค์นำหน้า เป่าเครื่องเป่าอย่างหนึ่ง ซึ่งแปลกมากตรงที่ไม่ต้องเป่าถึงปากเหมือนเป่าปี่ เป็นต้น. ม้ามาหลังช้าง, ช้างมาหลังรถ, รถมาหลังพลเดินเท้า, ซึ่งจะต้องเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย และเป็นเรื่องวิชาการรบของสมัยโบราณที่ศึกษาค้นคว้ากันถึงที่สุดแล้ว. เนื่องจากช้างเหล่านั้นเป็นช้างรบ มิใช่ช้างทรงของพระราชากระมัง จึงไม่มีเครื่องคลุมหรือเครื่องประดับใด ๆ. คนที่ขี่ช้างขี่ม้าอยู่ในชั้นที่เป็นนักรบหรือพวกกษัตริย์จึงมีเครื่องประดับศีรษะชั้นสูง ไม่โล้น ๆ เหมือนคนขับรถหรือพลเดินเท้า ดังนั้นคำที่ได้ยินอยู่เสมอ ๆ ในภาษาบาลีที่ว่า หตถาโรหา และ อสสาโรหา นั้นคงมิได้หมายถึงพลชั้นเลวหรือวรรณะต่ำดังที่เข้าใจกัน จักต้องเป็นนักรบที่เป็นวรรณะกษัตริย์ด้วย มิใช่ควาญช้างหรือคนขับรถให้ผู้อื่นนั่ง, ในภาพนี้รถมีม้าลากสองตัว มีพระราชาหรือผู้แทนพระราชาประทับ ทราบได้ตรงที่มีฉัตรกั้น และเป็นฉัตรชนิดที่มีมาลาแขวนตามแบบฉบับ.

ในภาษาไทยเรา คำว่าฉัตรหมายถึงฉัตรอย่างไทย เป็นชั้น ๆ หลาย ๆ ชั้น และมิได้ใช้กั้นแดด, แต่ในภาษาอินเดียสิ่งที่เรียกว่าฉัตร คือสิ่งที่เห็นอยู่ในภาพนี้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนร่มตามธรรมดา หรือกลดทั่วไป. ฉัตรที่ทำเป็นชั้น ๓ ชั้น เล็กขึ้นไปตามลำดับนั้น มีพบแต่ฉัตรหินที่ทำติดไว้บนยอดพระสถูปยุคโบราณในอินเดียเช่นที่สาญจีเอง, แต่ถึงกระนั้นก็มีน้อยที่สุด ตามที่ทราบกันในบรรดาสถูป ๑๔ องค์ที่สาญจีนั้น ปรากฏว่ามีฉัตรหินสามชั้นแต่สำหรับสถูปหมายเลข ๑ คือองค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเท่านั้น นอกนั้นเป็นรูปดอกเห็ดชั้นเดียว. แม้ฉัตรหินที่ทำสำหรับกั้นเหนือพระพุทธรูปก็พบแต่ที่มีชั้นเดียว. ฉัตรอีกแบบหนึ่งเป็นฉัตร ๓ คัน ปักเป็นแถวกัน อันที่อยู่ทางซ้ายขวาปักเอียงออก ดังที่ปรากฏในภาพที่ ๔๗ ที่ยอดของพระสถูปซึ่งทำหน้าที่แทนพระบรมศพ, ซึ่งเป็นแบบสาญจีเหมือนกัน. แบบอมราวดีไปไกลกว่านั้นอีก คือในตอนหลัง ๆ ทำเป็นฉัตรพวง, คือทำเหมือนอย่างว่า กิ่งไม้แตกกิ่งออกไปรอบ ๆ ตัวหลายกิ่ง กระทั่งหลายสิบกิ่ง และกิ่งนั้นคือคันฉัตร ที่ปลายกิ่งมีฉัตรแบบดอกเห็ดทุกกิ่ง จึงมีลักษณะเป็นฉัตรพวงหรือฉัตรกิ่งขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง, ซึ่งยังไม่เคยพบในเมืองไทยเรา. สรุปความว่า ฉัตรกั้นมนุษย์แม้พระพุทธองค์เอง มีแต่ฉัตรรูปเห็ดดอกเดียว ดังในภาพที่ ๓๐ นี้ทั้งนั้น. การที่นำเรื่องฉัตรมากล่าวไว้ในที่นี้ทุกแบบ ก็เพื่อจะไม่ต้องกล่าวแยกไว้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งทำความลำบาก และกินที่มาก. ขอให้กำหนดหมายไว้สำหรับภาพต่อไปข้างหน้าด้วย เพื่อการสังเกตและเข้าใจเอาเองได้. คำว่าฉัตรมีความหมายเปลี่ยนมาดังที่กล่าวมานี้, และพึงทราบว่า คำว่าฉัตรนี้ แปลว่าเห็ดก็ได้อีกด้วย ทั้งจะเป็นคำดั้งเดิมที่สุด เพราะฉัตรนั้นถอดแบบออกมาจากเห็ดนั่นเอง, ขอแต่อย่าเอาฉัตรในเมืองไทยเป็นเกณฑ์ก็แล้วกัน.

สิ่งที่ควรศึกษาสังเกตต่อไปคือบ้านเมือง. ในภาพนี้จะได้เห็นกำแพงเมืองและประตูเมือง บ้านเรือนและหลังคาบ้านตลอดจนถึงป่าที่นอกกำแพงเมืองออกมา. จะต้องนึกไว้เสมอว่า ภาพหินสลักนี้ทำไว้ตั้งสองพันปีเศษมาแล้ว และไม่มีภาพสลักยุคไหนเก่าเท่าชุดนี้ จึงเป็นที่สนใจของนักศึกษาหรือนักโบราณคดีอย่างยิ่ง ดังที่ศาสตราจารย์ ริดส์ เดวิดส์ แนะไว้. ที่ยอดหลังคา มีตุ่มแหลม ๆ เป็นแถว ทำนองจะเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่าบราลีในเมืองไทยเรา, ประตูเมืองจริง ๆ ก็คงจะแคบมากดังในภาพนี้, ที่ชวนคิดอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลายแบบรั้วอโศกนั้น ทำไมจึงไปมีอยู่ในลักษณะลูกกรงเฉลียงหรือนอกชาน หรือเชิงเทิน, เมื่อระลึกถึงข้อที่นักโบราณคดีถือกันว่า ลวดลายสลักหินตามสถูปนั้น เป็นภาพหรือลวดลายของสิ่งที่เคยเป็นไม้มาในยุคก่อนหน้านั้น แม้จะทำด้วยหินก็ยังคงทำให้เหมือนไม้อยู่นั่นเอง ดังนี้แล้วก็ชวนให้คิดไปว่า ไม้ไผ่ขัดแตะอย่างบ้านเรานั่นเอง คือต้นกำเนิดของลายรั้วอโศก, ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่เป็นการประหลาดอะไรที่ลายรั้วอโศกมามีอยู่ตามลูกกรงเฉลียงเรือนเช่นในภาพนี้. เมื่อดูที่จั่วมุขซุ้มประตูเมือง จะเห็นว่ามีหัวไม้แปยื่นออกมาจากจั่ว ใต้เครื่องมุงโดยรอบ ไม่ผิดจากหลังคาแบบประทุนเรือ ของเรือนมุงแฝกหรือกระท่อมนักบวชมุงด้วยใบไม้ ดังที่ปรากฏในภาพเขียนแบบที่ถ้ำอชันตานั่นเอง. แม้จะทำด้วยอิฐ หิน และปูนในตอนหลัง ก็ยังอดทำตามแบบที่ทำด้วยไม้แห่งยุคก่อนหน้านั้นไม่ได้. ที่เสาประตูเมืองริมซ้ายมีช่องเจาะไว้สำหรับมองหรืออะไรอย่างหนึ่งของคนที่อยู่ในนั้น นี้แสดงว่าไม่ใช่เสาโดยตรง แต่เป็นของใหญ่และกลวง มีช่องสำหรับติดต่อกับคนข้างนอก และมีกันสาดบังมิให้ฝนสาดเข้าไปในนั้น ซึ่งคงจะเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งในการสร้างประตูเมืองสมัยนั้น อันเป็นประโยชน์ทั้งในด้านงานพลเรือนและงานรบพุ่ง.

ในแง่ของวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็น่าจะได้แก่ยอดคันธงที่มีเครื่องหมาย ติรตนะ (เรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับ ติรตนะ นี้ ดูคำอธิบายภาพที่ -) ติดอยู่. นี้เป็นการแสดงว่า เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดมาเป็นเครื่องเตือนใจและเป็นเครื่องรางคุ้มครองในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทถึงที่สุด ลักษณะของธงเป็นอย่างที่เรียกว่าปฏากะ คือเป็นแผ่นผ้ายาว ทางหัวด้านหนึ่งติดไม้ยาวเท่าความกว้างของผ้า แล้วยึดไม้อันนั้นไว้ด้วยไม้อีกสองอันที่ยื่นออกมาจากคันธงโดยตรง (ดูภาพธงที่ริมบนสุดตรงกลางภาพ) แต่น่าประหลาดที่ว่าธงนั้นไปมีอยู่ตอนท้าย ๆ ขบวน, มิได้อยู่นำหน้าขบวนเหมือนแบบที่เรากระทำกันอยู่, ข้อนี้ทำให้นึกถึงการจัดขบวนแห่พระธาตุประจำปีที่สารนาถที่เคยไปเห็นมา คือมิได้เอาฉัตร (แบบธิเบต) และธงต่าง ๆ ไว้นำขบวน กลับเอาไปไว้ตรงหน้าช้างและหลังช้าง ที่ใช้ทรงพระบรมธาตุ, ดังนั้นความคิดที่ว่าถือธงนำหน้าขบวนนั้น อาจจะเป็นของใหม่มากก็ได้ ควรจะสืบสวนดู, แม้ภาพธงมีติรตนะที่ยอด ในภาพที่ ๕๐ ซึ่งเป็นภาพกองทัพแท้ ๆ ก็ยังเอาธงนั้นไว้ตอนท้าย ๆ ขบวนอีกเหมือนกัน.

การผูกแต่งสัตว์เช่นม้าเป็นต้น ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เช่นการผูกหางม้าไว้เสียกับเชือกรัดข้างตัวม้า มิให้กวัดแกว่งเกะกะหรือถึงกับเหวี่ยงเอาหน้าคนขับรถนั้น เป็นสิ่งที่คิดได้และทำกันมาแล้วเกินสองพันปี สมกับที่จะเป็นม้าที่ทะมัดทะแมงโดยแท้จริง. เครื่องประดับที่ทำให้สวยงามอย่างอื่น ๆ ก็ล้วนแต่น่าสนใจ และต้องเป็นต้นกำเนิดของวิชาการผูกม้าของชนชาติในเอเชียแต่โบราณมาแล้วโดยไม่ต้องสงสัย, ไม่มากก็น้อย.

มีภาพคันธนูหรือศร ที่ขึ้นสายไว้เสร็จอยู่จำนวนหนึ่ง ชวนให้คิดว่าการที่ต้องขึ้นสายไว้พร้อมอยู่จำนวนหนึ่งนั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่า "เตรียมพร้อม" อยู่เสมอนั่นเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รักษาพระองค์. อาวุธยิงไกลทุกชนิด ภาษาไทยโบราณเรียกว่าปืนทั้งนั้น, ดังนั้นจะเรียกว่ามีทหารถือปืนในขบวนก็กล่าวได้, ขอแต่ให้เขียนรูปปืนเป็นคันศรเช่นในภาพนี้เป็นต้นก็แล้วกัน อย่าไปเขียนเป็นรูปปืนปัจจุบันเหมือนที่เขียนตามผนังโบสถ์ไทยเรา, เพราะนั่นเป็นปืนชนิดที่เรียกว่าปืนไฟ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า fire arms ต่างหาก หาใช่ปืนเฉย ๆ ไม่ คนไทยโบราณเรียกปืนหมายถึงคันศร เป็นต้น แต่ลูกหลานชั้นหลังเอามาใช้กับปืนสมัยปัจจุบันเสียเอง แล้วจะไปโทษใครในเมื่อถูกเขาล้อ หรือแม้แต่ถามว่า มีปืนแบบฝรั่งใช้กันแล้วตั้งแต่สมัยสองพันปีเศษมาแล้วเทียวหรือ เพราะตัวไปเขียนภาพปืนชนิดนั้นเข้าไปในภาพพุทธประวัติทำนองนี้ตามผนังโบสถ์นั่นเอง, ผู้เขียนก็ดี เจ้าภาพผู้ให้เขียนก็ดี พึงตั้งข้อสังเกตและระมัดระวังกันใหม่ อย่าให้ฝาผนังโบสถ์ซึ่งเขียนเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นสิ่งซึ่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ไปเสียเองอีกต่อไปเลย.

สำหรับในแง่ของศิลป์นั้น อยากจะแนะให้สังเกตภาพงวงช้างซึ่งม้วนอยู่กับงาบ้าง พักอยู่บนงาบ้าง ซึ่งสวยกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าที่จะปล่อยให้ตกลงไปเฉย ๆ เหมือนที่ทำกันโดยมาก. ภาพพุ่มไม้นอกเมือง ก็นับว่าเป็นลวดลายที่งดงามน่าสนใจอีกแบบหนึ่ง ซึ่งควรติดตาม และนำมาใช้ในศิลปะไทยอย่างเหมาะสมบ้าง.

รวมความแล้วก็ว่า ภาพที่ ๓๐ นี้ ให้ความรู้ทางโบราณคดีอย่างยิ่ง ควรศึกษากันในแง่นี้เป็นพิเศษ.


หมายเหตุ : - ขอบอกกล่าวไว้ด้วยว่า ภาพนี้ มิได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีตอนล่างต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง เป็นภาพกลางสวนป่า มีต้นโพธิ์ขนาดเล็กอยู่ในคอกรั้วแบบรั้วอโศกเล็ก ๆ อยู่ด้วย ซึ่งหมายถึงพระกุมารประสูติใหม่โดยแน่นอน. การที่ภาพนี้ มีเพียงเท่าที่เห็นนี้ ก็เพราะเหตุบังเอิญ คือในตอนที่ปั้นภาพนี้ เรามีต้นฉบับที่ถ่ายมาเพียงเท่าที่เห็นนี้ด้วยความพลั้งเผลอ เพราะภาพนี้ของจริงยาวเกินไป ใคร ๆ ก็มักถ่ายเอามาแต่ตอนนี้. บัดนี้กำลังปั้นจำลองใหม่ให้สมบูรณ์ และจะพิมพ์ขึ้นใหม่ในโอกาสหลัง.

@

 ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๐ ภาพขบวนแห่


หัวข้อธรรมในคำกลอน (คัดมาเฉพาะที่เป็นลายมือของท่าน)

: คำนำ | คำประพันธ์ | ความทุกข์เกิด | สัพพัญญู | ส.ค.ศ. | การงาน | กิเลสคุย | จริงซี่! | ยาระงับสรรพทุกข์ | ปิด-ปิด-ปิด | เปิด-เปิด-เปิด | นั่งริมธาร | นั่งเหนือเมฆ | บ้า ดี | อะไรที่ไหน | บาปใหญ่-บาปลึก? | ตัวกู-ตัวสู | ของกู-ของสู | ตัวกู-ตัวสู | สุจิต-ทุจิต | มีอยู่แล้ว | รักสงบ | สหายเอ๋ย | ความแก่ | ต้นสนเฒ่า | ตายก่อนตาย | ปริญญาจากสวนโมกข์ | มันมีเท่านี้เอง | รสแห่งความเปลี่ยนแปลง | ดับสังขาร | ยามไหนก็ได้ | เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง | ปากอย่างใจอย่าง | อะไรเผือก? | บุญเป็นอะไร | ชาวบ้าน-ชาววัด | เป็นมนุษย์หรือเป็นคน? | เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา | อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ | การพึ่งผู้อื่น | มองแต่แง่ดีเถิด | ตาบอด-ตาดี | โลกนี้คืออะไรแน่? | โลกรอดเพราะกตัญญู | ความสุข | ความอยาก | อาจารย์ไก่ | สูบบุหรี่? | ถ้าสตรีดื่มเหล้า | มีมาร-ไม่มีมาร


พินัยกรรม

: บทนำ | ๑.อนุสาวรีย์ของเรามีแล้ว | ๒.พินัยกรรมทำไม? | ๓.พินัยกรรม | | | | | | | ๑๐ | ๑๑ | ๑๒.พอสักว่าได้ยิน | ๑๓.หาธรรมเพื่อชีวิตเถิด | ๑๔.เกษตรกรรม | ๑๕.มัชฌิมา ๓ | ๑๖.ดีที่สุดก็ไม่ดีเท่าว่าง(จากดี) | ๑๗.อย่าให้มันเข้าไปอยู่ในใจ | ๑๘.อภิธรรมแท้ | ๑๙.ปมาณ/มิติ ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ | ๒๐.อนิจฺจํไปพลางก่อน | ๒๑.อภิธรรมหรือจ้ะ | ๒๒.พ้นตายได้นะจ้ะ | ๒๓.เราไม่มีปัญญาที่จะมีเงินถึงล้าน | ๒๔.สิ่งที่น่ารักและควรรักที่สุด | ๒๕.สุขจริงแท้–แท้จริง | ๒๖.ถ้ากินไข่ได้หมดฟอง | ๒๗.ความจริงที่พากันมองข้าม | ๒๘.พินัยกรรม ๓ ข้อ | ๒๙ | ๓๐.โลงมีหลาย


จิตประภัสสร


ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก

 


ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่นำผลงานของท่านมาลงเพื่อเป็นวิทยาทานมา ณ ที่นี้ด้วย

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์