ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๓๑ (หินแผ่นนี้มี ๔ ภาพรวมกัน)

ทางมุมบนขวามือผู้ดู คือ ภาพพระมารดาบรรทมฝัน, มุมบนซ้าย ภาพการทำนายฝัน, มุมขวาล่าง ภาพการประสูติที่ลุมพินี. มุมซ้ายล่าง การพาพระกุมารไปให้ฤษีดู รอยพระบาทบนแผ่นผ้าคือ สัญลักษณ์แทนองค์พระกุมาร.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๓๑

ภาพนี้เป็นภาพศิลปะแบบอมราวดียุคกลางหรือค่อนมาข้างปลาย ต่อกันกับยุคมีพระพุทธรูป, จึงมีทรวดทรงอ่อนช้อยสะดุดตาทันที หลังจากที่เราดูกันมาแต่แบบสาญจีและภารหุต, ดังนั้น ขอให้ตั้งข้อสังเกตอันนี้ไว้ตลอดไป เพื่อความง่ายดายในการศึกษา.

ภาพนี้แสดงไว้ในลักษณะที่เรียก Epitome คือรวบเอาภาพเรื่องที่เกี่ยวข้องกันหลายภาพมาบรรจุไว้ในแผ่นเดียวกัน ซึ่งในภาพนี้ มีอยู่ ๔ ฉาก หรือ ๔ ตอนด้วยกัน, คือ มุมบนขวาพระมารดาบรรทมฝันมีช้างมาเข้าอุทรดังที่กล่าวแล้วในภาพที่ ๒๗-๒๘, มุมบนซ้ายเป็นภาพการทำนายฝันนั้น มุมล่างขวาเป็นภาพการยืนประสูติ, และมุมล่างซ้ายเป็นการนำพระกุมารประสูติใหม่ไปให้ฤษี หรือยักษ์ประจำเมืองดู. แผ่นหินมีขอบริมขรุขระและมีรอยร้าวที่มุมบนขวาเป็นทางยาวผ่าภาพคนนอนลงมา, ในการปั้นจำลอง ได้ทำให้เหมือนของเดิมทุกอย่าง สุดที่จะทำได้จึงเป็นรอยเกะกะอยู่. แม้ในภาพอื่น ๆ ข้างหน้า ที่มีรอยหักขรุขระบางส่วน ก็พึงทราบตามนี้.

ในภาพช่องมุมบนทางขวา ซึ่งเป็นภาพพระมารดาบรรทมฝันนั้น มีผู้ชายสี่คน หญิงหนึ่งคน. ที่เป็นชายคงจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ทิศ ซึ่งเป็นผู้มายกเอาพระนางพร้อมทั้งพระแท่นไปยังสุวรรณคีรี ผู้หญิงคงจะเป็นชายาหรือราชินีของท้าวโลกบาลเหล่านั้น ซึ่งทำหน้าที่ปรนนิบัติ, พระนางกำลังบรรทมและทรงพระสุบิน ในภาพนี้ไม่มีภาพช้างปรากฏ คงจะปล่อยไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ทราบได้เอง เพราะเป็นเรื่องที่แพร่หลายที่สุดอยู่แล้วในหินสลักแผ่นอื่น ๆ แห่งยุคนี้, หรือมิฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าเรื่องภาพช้างในพระสุบินนั้นมิใช่เรื่องสำคัญ.

สำหรับภาพมุมบนทางซ้ายซึ่งเป็นภาพการทำนายพระสุบินนั้น มีภาพพระราชาและพระมารดา, ภาพผู้ทำนายที่กำลังยกนิ้วมือชูขึ้นด้วยมือขวา ๔ คน, และหญิงผู้รับใช้อยู่ทางเบื้องหลังของพระราชาอีก ๒ คน. นิ้วมือที่ยกขึ้นนั้น ในภาพจะเห็นเป็นยกสองนิ้วด้วยกันทุกคน แต่เนื่องจากไม่ชัดเจนอาจจะมีสักคนหนึ่งที่ยกเพียงนิ้วเดียว ดังที่เราทราบกันอยู่แล้วในเรื่องพุทธประวัติ, ซึ่งหมายถึงโกณฑัญญะพราหมณ์หนุ่ม ซึ่งทำนายผิดกับเขาทั้งหมด คือไม่ทำนายว่าคติเป็นสอง ได้แก่ความเป็นจักรพรรดิหรือความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, แต่ทำนายว่าจักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแน่นอน. ถ้าผิดจากที่กล่าวนี้ เรื่องก็จะเป็นว่าในการทำนายนั้น ไม่มีการระบุว่าจะเป็นอะไรแน่ หากแต่ต้องเป็นในสองอย่างนั้นเท่านั้น, ส่วนการที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นั้น เป็นเพียงความคิดของโกณฑัญญะพราหมณ์ ซึ่งเก็บไว้ในใจตนแต่ผู้เดียว, จึงไม่จำเป็นต้องทำภาพคนคนหนึ่งที่ยกนิ้วเพียงนิ้วเดียวเป็นพิเศษ, และเป็นเรื่องที่เพิ่งเพิ่มเติมขึ้นทีหลัง.

ภาพมุมล่างขวา เป็นภาพสำคัญของเรื่อง คือภาพการประสูติซึ่งจะต้องสนใจสังเกตเป็นพิเศษ. ในภาพนี้มีพระมารดาผู้ประสูติยืนเหนี่ยวกิ่งไม้, มีเทวดาผู้ชาย ๔ ตนชูผ้ายาวพับซ้อนกันเป็นกลีบ ๆ จนหนา, บนผ้านั้นมีรอยเท้าเล็ก ๆ ๒ รอย, มีแท่นคล้ายฐานพระพุทธรูปวางอยู่ที่ศูนย์กลางของภาพทางริมล่าง และมีหญิงคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้างพระมารดา ในท่าทางแห่งการรับใช้ และดูเหมือนจะมีแส้ปัดแมลงอยู่ในมือด้วย, การที่มีรอยเท้า ๒ รอยอยู่บนผ้านั้น เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า หมายถึงมีพระกุมารประสูติใหม่อยู่บนนั้น, ทำเพียงรอยเท้า ไม่ทำองค์จริง เพราะอยู่ในสมัยก่อนมีพระพุทธรูป ไม่ยอมทำรูปพระศาสดาอย่างมนุษย์ ดังที่ได้วิจารณ์ไว้อย่างละเอียดแล้วในตอนคำนำต้นเล่ม. เทวดาทั้งสี่นั้น เห็นได้ว่าจะต้องเป็นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่อีกนั่นเอง. ซึ่งเป็นคติของพวกช่างหรืออาจารย์กลุ่มอมราวดี ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องตรงกันเสมอไปกับกลุ่มอื่นในข้อปลีกย่อยเช่นนี้. เช่นในประเทศไทยเรา ซึ่งรับเรื่องราวมาจากคัมภีร์หลายทิศทาง ดังจะเห็นได้จากข้อความในหนังสือปฐมสมโพธิ ที่มีกล่าวถึงเรื่องราวตอนนี้. ส่วนผู้หญิงอีกคนหนึ่งทางขวามือนั้นก็เหมือนกัน มีทางที่จะถามว่า เป็นเทวดาหรือมนุษย์, ถ้าเป็นชายาของท้าวโลกบาล มาเป็นเจ้ากี้เจ้าการเกี่ยวกับการประสูติโดยตรง ก็เข้าเรื่องกับเรื่องในภาพมุมบนขวา ที่มีชายาท้าวโลกบาลอยู่คนหนึ่งนั่นเอง. ถ้าเป็นดังนี้จริง ก็แปลว่ามนุษย์ไม่ถูกสลักบันทึกไว้ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการประสูติเลย ซึ่งเมื่อกล่าวตามความคิดของพวกช่างและอาจารย์กลุ่มอมราวดีแล้ว ก็มีทางที่จะเป็นไปได้เช่นนั้น. ส่วนฐานแท่นสำหรับเหยียบที่อยู่ตรงหน้าเทวดาทั้งสี่นั้น ไม่มีทางที่จะสันนิษฐานเป็นอย่างอื่น นอกจากว่าเป็นที่ซึ่งพระกุมารยืนแล้วเปล่งอาสภิวาจาประกาศความเป็นบุคคลสูงสุดของโลกนั่นเอง. เรื่องมีว่าพอเทวดารับแล้ว พระกุมารก็เลื่อนลงมาจากที่รับลงยังพื้นดินก้าวไป ๗ ก้าวแล้วประกาศว่า เสฏโฐ หมสมิ โลกสส เป็นต้น ซึ่งมีใจความว่า เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก เราเป็นพี่กว่าใครหมดในโลก, แล้วจึงถูกรับไปจัดการในฐานะเด็กคลอดใหม่. ดังนั้น บนฐานรองรับนั้น จักต้องมีรอยเท้าอยู่คู่หนึ่งเช่นเดียวกับที่อยู่บนผ้าที่ใช้รับ แม้ว่าบัดนี้จะไม่สังเกตเห็นเพราะลบเลือนไปแล้ว. สำหรับสิ่งที่ใช้รองรับพระกุมารนั้น เราเคยอ่านหรือฟังกันในเมืองไทยว่ารับด้วยข่ายทอง, แต่ในภาพนี้ ดูเป็นผ้าพับซ้อนกันหนา ๆ ทำนองเบาะนวม ดังนั้นควรศึกษากันต่อไปว่าผ้าชนิดนี้มีทางที่จะเรียกว่า ข่าย (หรือ ชาละ ในภาษาบาลี) ได้อย่างไรบ้าง.

ทีนี้เหลืออยู่แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ องค์พระมารดาที่ยืนเหนี่ยวกิ่งไม้ทำการประสูติ ซึ่งจะได้วิจารณ์กันต่อไปเป็นกรณีพิเศษ.

ควรจะย้อนไประลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่า หินสลักแบบสาญจีและภารหุตนั้น อยู่ในยุคเก่าเกินกว่าที่จะสลักภาพการประสูติในลักษณะเช่นภาพแบบสมัยอมราวดีเช่นนี้ได้, จึงทำเป็นเพียงสัญลักษณ์เช่นดอกบัวบาน หรือกอบัวบาน ดังที่แสดงมาแล้วในภาพข้างต้น ๆ, หรืออย่างมากที่แบบสาญจีจะแสดงได้ก็เพียงภาพช้างรดน้ำลงบนสตรีที่นั่งหรือยืนอยู่บนกอบัว ดังในภาพที่ ๒๕-๒๖ เท่านั้น, ดังนั้นเราจึงถือว่า ภาพแบบอมราวดีสมัยค่อนมาทางปลาย เช่นภาพที่ ๓๑ นี้ นับว่าเป็นภาพโดยสมบูรณ์ มิใช่สัญลักษณ์ หรือครึ่งภาพครึ่งสัญลักษณ์อีกต่อไป, ในกรณีที่เกี่ยวกับการประสูติ. และถ้าเป็นภาพที่สลักในยุคที่ถัดมาจากยุคนี้ซึ่งจะเป็นแบบคันธาระ, มถุรา, สารนาถ, หรือเบ็งคอลก็ตาม จะทำให้เห็นตัวพระกุมารชัดเจนเป็นทารก ที่กำลังโผล่ออกจากช่องข้างสะเอวก็มี ที่กำลังยืนประกาศอาสภิวาจาอยู่ก็มี. แม้ว่าการสลักภาพที่อมราวดีจะยืดออกมาถึงสมัยที่พ้องกับยุคคันธาระแล้ว ซึ่งเรียกว่า อมราวดียุคหลังสุด ก็ไม่เคยพบภาพที่สลักรูปพระกุมารออกจากช่องสะเอวเหมือนแบบคันธาระเป็นต้นเลย แม้ว่าจะได้สลักภาพพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เต็มไปหมดแล้วก็ตาม, ดังนั้นน่าจะถือว่าศิลปกรรมแบบอมราวดี ไม่ยอมสลักภาพการประสูติในลักษณะที่เป็นตัวเด็กจริง ๆ เลยก็ได้, เป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากทีเดียว.

ในปกรณ์ชั้นบาลี มีกล่าวแต่เพียงว่าพระมารดายืนประสูติ มิได้กล่าวถึงการเกาะเหนี่ยวกิ่งสาละเลย, เพิ่งจะมีในหนังสือชั้นหลัง, ซึ่งอยากจะสันนิษฐานว่าหนังสือชั้นหลังเหล่านี้เพิ่งจะเขียนขึ้นตามหินสลักนี้มากกว่า ซึ่งจะได้กล่าวในตอนถัดไป. ในตอนนี้จะวิจารณ์เฉพาะการยืนเหนี่ยวกิ่งไม้กันเสียก่อน. ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นว่า เหนี่ยวกิ่งไม้สาละทำไม, หรือมีความหมายอย่างไรที่ซ่อนอยู่.

เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้นึกกันไปถึงคำว่า สาลภัญชิกา ซึ่งหมายถึงชื่อแห่งกีฬาสนุกสนานชนิดหนึ่ง ซึ่งเล่นกันในฤดูดอกสาละบาน โดยพวกผู้หญิงในอุทยานที่มีต้นสาละ ด้วยการหักดอกขว้างปากันหรืออะไรทำนองนั้น อันถือว่าเป็นเวลาที่มีความสุขและสนุกสนานอย่างยิ่งฤดูหนึ่งและมีมาแล้วแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล. ภาพสลักเป็นภาพผู้หญิงยืนเหนี่ยวกิ่งไม้ทำนองนี้แล้ว เรียกว่า สาลภัญชิกา กันทั้งหมด ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการประสูตินี้หรือไม่ และได้กลายเป็นแบบลวดลายสำหรับการประดับประดาแบบหนึ่งไปในที่สุด ซึ่งมีอยู่แม้กระทั่งในหินสลักที่ภารหุต, และสาญจีที่ซุ้มประตูที่หัวซ้ายขวาและอาคิเตรฟบางอัน ซึ่งใครไปถึงก็จะสะดุดตาทันที เพราะเห็นแต่ไกล และอยู่ในลักษณะที่เรียกในภาษาแสลงว่าภาพโป๊. ถึงแม้ภาษาทางโบราณคดี ก็เรียกท่ายืนประสูติของพระพุทธมารดาในที่นี้ว่าท่าสาลภัญชิกาด้วยเหมือนกัน, ดังนั้นจะต้องวินิจฉัยกันดูว่า การยืนเหนี่ยวกิ่งสาละของพระพุทธมารดานี้ มีความหมายอย่างไรกันแน่.

ข้อแรกที่ใครจะนึกถึงก่อน ก็คือนึกว่าเป็นการบังเอิญหรือจำเป็น; ที่ว่าบังเอิญนั้น หมายความว่า เมื่อเสด็จแวะข้างทางเข้าไปในอุทยาน กำลังเหนี่ยวเก็บดอกสาละอยู่ ก็บังเอิญเจ็บครรภ์และคลอดพอดี, ที่ว่าจำเป็นนั้นใจความก็คล้าย ๆ กัน คือเมื่อต้องยืนประสูติ ก็จะต้องเหนี่ยวอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง เพื่อถนัดและปลอดภัย, แต่ทั้งสองความคิดนี้เป็นสิ่งที่น่าขันอย่างยิ่ง เพราะว่าอะไร ๆ ท่านก็เอาเทวดาเข้ามาช่วยกันอย่างเต็มที่แล้ว ยังจะต้องมีการบังเอิญและจำเป็นเช่นนี้อีกหรือ.

แง่ที่ควรตีความหมายนั้น ยังมีไกลไปกว่านั้น คือพวกช่างต้องการจะสลักเพื่อบันทึกเรื่องราวไปในหินสลักว่า มีการประสูติในขณะที่กำลังเล่นกีฬาสาลภัญชิกากันอย่างเป็นสุขที่สุด หรืออีกทางหนึ่งก็ว่า การประสูตินั้น ทำความพอพระทัยให้แก่พระนาง เหมือนความพอใจของหญิงที่ได้เล่นสาลภัญชิกานั่นเอง, ดังนั้นจึงสลักภาพฉากนี้เป็นภาพหญิงยืนในท่าสาลภัญชิกาเสียทีเดียว, ไม่ได้ยืนกระหย่งขาประสูติ เหมือนสัตว์ที่ยืนคลอดลูกทั่ว ๆ ไปจะต้องทำ. ท่าสาลภัญชิกาจึงกลายเป็นสถาบันสำหรับความหมายของการประสูติไปในที่สุด และทำตามอย่างกันไปในทุกยุคและทุกถิ่น. ครั้นตกมาถึงยุคที่ร้อยกรองเรื่องพุทธประวัติอย่างไพเราะขึ้นเป็นคัมภีร์เป็นเล่ม ๆ โดยเฉพาะในตอนหลังก็เพิ่มข้อปลีกย่อยต่าง ๆ ลงไป ตามแต่ที่จะรวบรวมมาได้ และที่มากที่สุดก็คือได้มาจากภาพในหินสลักนั่นเอง และก็ตรงกันกับที่เล่าสืบ ๆ กันมาด้วยปากมาแต่ก่อน เพราะมีที่มาอย่างเดียวกับหินสลัก หรือจากหินสลักโดยตรงอีกนั่นเอง, เพราะหินสลักนั้นได้สลักกันเสร็จแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๓๐๐-๔๐๐ เป็นต้นมา และมีวิวัฒนาการมาตามทางหรือตามแนวของตนเองเรื่อยมา จนกระทั่งถึงยุคที่เขียนคัมภีร์เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐๐ เศษมาแล้ว ดังนั้นคัมภีร์เหล่านั้นจึงเขียนไปตามท้องเรื่องในหินสลักและที่เล่าสืบ ๆ กันมาโดยปากมนุษย์เท่านั้นเอง. เราต้องไม่ลืมว่า ธรรมเนียมในอินเดียโบราณนั้น แม้ในยุคที่มีการใช้หนังสือแล้ว ก็ยังนิยมการท่องคัมภีร์ต่าง ๆ ไว้โดยมุขปาฐะ ไม่นิยมเขียนลงไปในสิ่งใดเพราะเป็นการทำลายคุณค่า หรือความศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วยยังไม่มีเครื่องเขียนที่สะดวกเช่นกระดาษเป็นต้น แม้กระทั่งใบไม้ประเภทใบลานหรือใบตาล ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากในอินเดียภาคนั้น คือภาคกลางและภาคเหนือ จึงมีใช้การจารึกเพียงเล็กน้อย ลงในแผ่นหินที่สลักภาพ หรือแผ่นอิฐดินเผาบ้างในกรณีที่มิใช่เป็นการเขียนคัมภีร์ หรือแม้แต่สูตรสักสูตรหนึ่ง ดังนั้นเมื่อจะเขียนเรื่องราวอันกล่าวถึงอิริยาบถในการประสูติ ผู้เขียนหรือผู้ร้อยกรองก็ไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ นอกจากบรรยายไปตามหินสลัก หรือตาม "ปากชาวบ้าน" ซึ่งเก็บมาจากหินสลักอีกนั่นเอง เพราะในบาลีเดิมมีแต่กล่าวอย่างสั้นที่สุดว่า ยืนประสูติเท่านั้น จึงจำต้องเติมเรื่องที่ว่ายืนเหนี่ยวกิ่งสาละลงไป ตามภาพหินสลัก โดยที่หาทราบไม่ว่ามีความมุ่งหมายต่างกัน คือศิลปินผู้สลักภาพมุ่งหมายไปในทางว่า ประสูติในขณะที่ทรงแวะเข้าไปเล่นหรือไปชมกีฬาสาลภัญชิกาในสวนลุมพินี ข้างหนทางที่จะเสด็จไปกรุงเทวทหะ, ส่วนผู้เขียนคัมภีร์นั้น มุ่งให้เป็นการกระทำลงไปตรง ๆ เหมือนกับการบันทึกเหตุการณ์ว่า ทรงยืนเหนี่ยวกิ่งสาละแล้วทำการประสูติ ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติและเหตุผลมากเกินไป ด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์ของวิธีการของศิลปินนั่นเอง เรื่องทำนองปุคคลาธิษฐานต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ในทำนองของขลัง ศักดิ์สิทธิ์ และอัจฉริยะเป็นสถาบันขึ้นมาใหม่ ยากที่ใครจะวิจารณ์ได้ โดยไม่ต้องถูกหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิเพราะเหตุนั้น.

สำหรับเรื่องการคลอดทางสะเอวนี้ก็เหมือนกัน มีแง่ที่ต้องทำการวิจารณ์ในทำนองที่กล่าวมาแล้ว. จงสังเกตดูในภาพแบบอมราวดีภาพนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า พระหัตถ์ขวาของพระมารดาจับอยู่ที่ตรงสะเอว ตรงที่จะเป็นช่องประสูตินั่นเอง, แต่ถ้าเป็นภาพในยุคต่อมา คือยุคแบบคันธาระ, นาลันทา และสารนาถเป็นต้น พระหัตถ์ขวานั้นจะไปจับอยู่ที่อื่น เช่นไปจับอยู่ที่กิ่งไม้ข้างบนที่น้อมมาทางขวามืออีกเป็นต้น เพราะที่ตรงนั้นจะมีตัวพระกุมารโผล่ออกมาครึ่งท่อนอย่างแบบคันธาระ หรือเต็มทั้งองค์อย่างแบบนาลันทา เป็นต้น. ข้อนี้ต้องนึกดูว่า แบบอมราวดีนั้นทำก่อน ถ้ามีความรู้เรื่องการคลอดทางสะเอวอยู่ที่นั่นในยุคนั้น ก็คงจะไม่ทำพระหัตถ์ไปจับเสียที่สะเอว อันจะเป็นช่องประสูตินั้นเป็นแน่. ถ้าใครจะถือว่าทรงเอาพระหัตถ์ไปกุมแผลช่องประสูติเพราะความเจ็บปวดก็จะกลายเป็นเรื่องตลกสิ้นดี, เพราะว่าท่าทางอย่างนั้น เป็นท่าทางมาตรฐาน (typical & Classical) ของท่าสาลภัญชิกานั่นเอง. ในพระบาลีมีกล่าวแต่ว่า ยืนประสูติเท่านั้น ไม่มีกล่าวถึงการประสูติทางช่องที่สะเอว แต่ไปกล่าวถึงเรื่องที่มีความสำคัญน้อยกว่าการคลอดทางช่องสะเอวอีกหลายเรื่อง เช่น ว่าไม่มีการเปื้อนด้วยมลทินครรภ์แม้แต่น้อย เป็นต้นไปเสีย จึงทำให้เรามีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ในสมัยที่สลักภาพแผ่นนี้ที่อมราวดีนั้น จะยังไม่เกิดลัทธิที่ถือว่าคลอดทางสะเอวกันก็ได้, และแม้ในภาพสลักที่อมราวดียุคต่อมาจนกระทั่งสิ้นยุค ก็ไม่มีภาพที่แสดงถึงการคลอดทางสะเอวเลย, ซึ่งทำให้คิดว่า พวกอมราวดีไม่มีความรู้เรื่องการคลอดทางสะเอวเอาเสียทีเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ค่อย ๆ วิวัฒนาการขึ้นในยุคหลัง ด้วยเหตุผลที่เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระศาสดาโดยทุกวิถีทางนั่นเอง, ข้อนี้ทราบได้ง่ายนิดเดียวตรงที่ว่า ทางฝ่ายศาสนาอื่นเขา คนสำคัญล้วนแต่ไม่ได้คลอดทางช่องคลอดด้วยกันทั้งนั้น คือคลอดทางรักแร้บ้าง แม้ทางขาแข้ง ก็ยังมี, และมีบางองค์ถึงกับร้องออกมาว่าไม่ยอมออกทางช่องที่คับแคบและสกปรกเช่นที่เขาทำกัน ขอออกทางขาเป็นต้น. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พวกพุทธบริษัทในยุค พ.ศ. ๖๐๐ ถึง ๑๐๐๐ ก็ยอมไม่ได้ ในการที่จะให้พระพุทธองค์มีการประสูติอย่างสามัญชน จึงต้องเสด็จออกมาทางสะเอวนั่นเอง.

ถ้าดูกันในแง่ศิลปะแล้ว จะสังเกตเห็นทันทีว่า แบบอมราวดี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคกลางนั้น, มีความอ่อนช้อยสละสลวย (slenderness) กว่าแบบภารหุตและสาญจีอย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย, แม้ไทยเราก็ได้รับวัฒนธรรมทางนี้จากสายอมราวดีนี้, ดังที่ได้วิจารณ์ไว้แล้วในคำบรรยายภาพที่ ๒๑, เพื่อการศึกษาของศิลปินไทย. ขอให้เปรียบเทียบภาพพระมารดาบรรทมในภาพนี้ กับภาพบรรทมอย่างเดียวกันของแบบสาญจีและภารหุต ในภาพที่ ๒๗ (ตอนล่าง) และภาพที่ ๒๘ ตามลำดับ, ดูด้วยตนเอง แล้วสังเกตเอาเองว่าแบบไหนมีประพิมประพายอย่างไทยมากกว่ากัน.

ขอสรุปความเฉพาะภาพการประสูตินี้อีกครั้งหนึ่งว่า อย่าเอาภาพท่าสาลภัญชิกาไปปนกับ "ท่าการประสูติ" เพราะเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว, มิฉะนั้นแล้ว ภาพยักษีในท่าสาลภัญชิกา ที่มีอยู่มากในหินสลักแบบภารหุตและสาญจี ก็จะกลายเป็นภาพพระมารดาประสูติพระกุมารไปทั้งหมด และจะกลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับพุทธบริษัทอย่างยิ่ง.

ทีนี้ก็มาถึงภาพทางมุมซ้ายล่าง ซึ่งเป็นภาพการนำพระกุมารไปให้ใครคนหนึ่งดู.

เราเคยรู้กันทั่วไปในหมู่พวกพุทธบริษัทชาวไทยเราว่า เมื่อพระกุมารประสูติแล้วใหม่ ๆ มีการแสดงพระกุมารนั้นแก่พระฤษีชื่อ อสิตดาบส หรือกาฬเทวิล เมื่อเห็นภาพในทำนองภาพนี้ ก็เข้าใจว่าเป็นภาพแสดงพระกุมารแก่พระฤษีนั้นอีกเป็นธรรมดา. แต่คัมภีร์ทางฝ่ายอื่นนั้นมีแปลกออกไปว่า มีการนำพระกุมารไปนมัสการยักษ์ประจำเมือง (tutilary yaksha) ทำนองพระเสื้อเมืองทรงเมืองแห่งสมัยนี้ แล้วยักษ์นั้นแสดงตัวโดยโผล่ขึ้นมาจากธรณี แล้วทำการไหว้พระกุมารเสียเอง แทนที่จะให้พระกุมารไหว้, ดังนั้นหินสลักอมราวดีแผ่นนี้น่าจะเป็นการแสดงภาพที่ว่านั้น ไม่ใช่การแสดงแก่อสิตดาบส. ส่วนหินสลักแบบนาคารชุนโกณฑะนั้น ให้ความกระจ่างมากออกไปอีก คือมีภาพทั้งสองฉากนั้นไว้ในหินแท่งเดียวกัน และเนื่องกันทีเดียว, ทางส่วนขวาเป็นภาพการแสดงพระกุมารแก่ฤษี, ส่วนซ้ายเป็นการแสดงแก่เทวดาหรือยักษ์ประจำเมืองดังที่กล่าวแล้ว, อยู่ในลักษณะที่โผล่ขึ้นมาจากดินอย่างเดียวกันด้วย; ดังนั้นจึงควรถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับพุทธบริษัทไทยเราว่า นอกจากจะมีการแสดงพระกุมารแก่พระฤษีแล้ว ยังมีที่แสดงแก่ยักษ์ หรือเทวดาอันศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองอีกด้วย, ดังในภาพนี้.

แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องทราบด้วยว่า ในปกรณ์ชั้นบาลีของฝ่ายเถรวาทเรา ก็ไม่มีกล่าวถึงการแสดงพระกุมารแก่ฤษีนั้นเลย คงมีแต่ในชั้นอรรถกถา หรือปกรณ์ชั้นหลัง ๆ ที่แต่งเรื่องพุทธประวัติขึ้นเป็นเรื่องโดยสมบูรณ์ โดยรวบรวมมาจากเรื่องในอรรถกถานั้น ๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ ส่วนเรื่องการแสดงพระกุมารแก่ยักษ์หรือเทวดาประจำเมืองนั้น ไม่มีเลยแม้ในหนังสือชั้นหลัง เราได้ฟังเรื่องนี้บ้าง ก็มาจากต้นตอที่เป็นฝ่ายมหายาน, ซึ่งเป็นเค้าเงื่อนที่ทำให้เราเชื่อว่า พุทธศาสนาที่อมราวดีหรืออินเดียใต้นั้น มีอย่างมหายานเจืออยู่อย่างน้อยก็เฉพาะถิ่นหรือเฉพาะกาล เป็นแน่นอน.

สำหรับเรื่องการแสดงพระกุมารแก่ใครแน่นี้ ถ้าปล่อยให้สันนิษฐานอย่างอิสระหรือตามใจชอบแล้ว อยากจะสันนิษฐานว่าครั้งแรกที่สุดนั้น คงจะมีแต่เรื่องการแสดงแก่พระฤษีอสิตดาบสเท่านั้น ครั้นต่อมาเมื่อเรื่องนี้ตกมาถึงหมู่คนที่ไม่นิยมฤษี แต่นิยมเทวดา กลัวว่าเรื่องจะไม่ขลังและศักดิ์สิทธิ์พอ จึงแปลงเรื่องฤษีให้ไปเป็นเรื่องของเทวดาตามที่ตนชอบ จึงมีการสลักภาพเช่นนี้ในสมัยอมราวดีเป็นต้น ตามคติที่กระเดียดไปทางมหายาน, ครั้นต่อมาอีกถึงสมัยนาคารชุนโกณฑะ มีการรับเสียเลยทั้งสองมติ เพื่อให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นหรือสุดที่จะทำได้ ด้วยความหวังดีต่อคนทั่วไป หรือด้วยความเคารพต่อพระศาสดาจนไม่รู้ว่าจะเคารพอย่างไรกัน. สำหรับเรื่องที่แท้จริงนั้น มีแต่การแสดงแก่ฤษี หรือนักปราชญ์ของราชสกุลนั้น เป็นการเหมาะสมแล้ว จะต้องพาไปไหว้เทวดาชนิดที่อยู่ตามพื้นดินกันทำไมอีกเล่า ในเมื่อเทวดาชั้นสูงสุดบนฟ้าบนสวรรค์ ก็ยอมแพ้จนถึงกับมารับใช้ในการประสูติเป็นต้น อย่างกะเป็นข้าทาสบริวารอยู่แล้ว, มีแต่จะกลายเป็นการตลกสิ้นดี ให้เขาหัวเราะเยาะพุทธบริษัทเอง เพราะความเขลาของตัว, นับว่าเป็นเงื่อนหรือปมที่เราจะต้องปอกเปลือกหาเนื้อในกันอยู่ร่ำไป, มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการทำให้เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ (historical) กลายเป็นเรื่องนิยาย (legendary & mythological) มากขึ้นทุกที และห่อหุ้มพุทธศาสนาเองจนมอมแมมไม่เป็นที่สนใจแก่นักศึกษายิ่งขึ้น. หินสลักแห่งยุคต่าง ๆ ย่อมช่วยได้มากในการศึกษาข้อความทั้งในบาลีและอรรถกถา ตลอดถึงปกรณ์พิเศษอันเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ นับว่าเป็นสิ่งควรสนใจอย่างยิ่ง.

ในภาพมุมซ้ายล่างนี้ มียักษ์หรือเทพารักษ์โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินที่โคนต้นไม้ที่มีลักษณะเหมือนต้นไทร ในท่าพนมมือไหว้ มีหญิงชูผ้าในลักษณะที่เป็นเบาะ และมีรอยเท้าสองรอยอยู่ในเบาะนั้น นำเข้าไปหายักษ์นั้น, มีฉัตรกั้นให้แก่รอยเท้านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารอยเท้านั้นเล็งถึงพระกุมารประสูติใหม่นั่นเอง, คนถือฉัตรเป็นผู้หญิง, และยังมีคนอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงถือสิ่งของอยู่ในมือ ซึ่งคงจะเป็นของสักการะแก่ยักษ์นั้นเอง สังเกตดูจากภาพนี้พอจะเห็นได้ว่า ตามปรกติยักษ์นั้นไม่ได้แสดงตัว คงจะมีแต่แท่นที่โคนต้นไม้เท่านั้น และก็ได้แสดงตัวในขณะที่มีผู้นำพระกุมารเข้าไปถวายความเคารพ ซึ่งนับว่าเป็นการกลับให้เกียรติแก่พระกุมารอีกนั่นเอง สมกับท่าที่ประนมมืออยู่แล้ว และสมกับข้อความตามที่กล่าวไว้ในฝ่ายอื่นจากฝ่ายเถรวาท.

ในแง่ของโบราณคดี มีสิ่งที่ควรสังเกตอยู่หลายอย่าง เช่น หญิงชั้นเจ้านายใส่กำไลเท้าซ้อนกันหลายวง หญิงธรรมดาเพียงสองวง, ที่รองเหยียบแม้เวลาที่นั่งอยู่ ทั้งของพระราชาและพระราชินี, เบาะรองนั่งของโหราจารย์และคนอื่น ๆ เครื่องแต่งตัวทั้งของเทวดาและมนุษย์ รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า "ฉัตร" อีกตามเคย. และพึงทราบว่า คำว่ายักษ์นั้นมิได้หมายถึงยักษ์ที่มีหน้าตาท่าทางดุร้ายหรือกินคน แต่หมายถึงเทพารักษ์นั่นเอง. ข้อนี้สมกับเรื่องที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์บาลี แม้ในพระไตรปิฎกเอง ที่ใช้คำว่ายักษ์กับเทวดาหรือเทวบุตรที่มีเกียรติ, แม้พระพุทธองค์ก็เคยตรัสคำนี้เรียกเทวดาที่มาทูลถามปัญหาเป็นต้น, และเมื่อพวกเทวดาสนทนากันเอง ก็เคยใช้คำว่ายักษ์แก่กันและกันเป็นต้น เป็นคำที่มีเกียรติสูง เพราะคำคำนี้แปลว่าผู้ที่คนเขาพากันบูชา. นี้เป็นโบราณคดีทางภาษา ซึ่งควรจะสนใจกันเหมืนกัน.

รวมความแล้วภาพทั้ง ๔ ส่วนนี้ รวมกันเป็นภาพ Epitome ของการประสูติ หรือภาพการประสูตินั่นเอง ตามคติของพุทธบริษัทในอินเดียใต้ในสมัย พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ สำหรับเทียบเคียงกับสมัยอื่น สำหรับหาความรู้อันกว้างขวางต่อไป.


 

ภาพพระพุทธบิดา ทรงแสดงพระสิทธัตถกุมารแก่พระฤษีที่มาขอดู. มีการต้อนรับและแสดงความเคารพต่อพระฤษีกันพร้อมหน้า. ภาพที่ใช้สัญลักษณ์แทนพระองค์จริงทำนองนี้ ไม่สามารถแสดงเหตุการณ์บางอย่าง เช่นพระบาทของพระกุมารเหยียบอยู่ที่ศีรษะพระฤษีได้ เหมือนภาพในชั้นหลัง. พระกุมาร คือรอยพระบาทที่อยู่ในแผ่นผ้าที่พระฤษีเองกำลังประคอง.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ. ๔๐๐-๗๐๐)

ภาพนี้มีเหตุการณ์ ๒ อย่างรวมอยู่ในภาพเดียวกัน : ทางขวามือผู้ดูเป็นภาพการแสดงพระกุมารประสูติใหม่แก่พระฤษี, พระกุมารแสดงด้วยรอยเท้าบนแผ่นผ้าที่พระฤษีเองกำลังประคองอยู่. ภาพทางซ้ายมือ เป็นภาพการพาพระกุมารไปนมัสการเทพเจ้าประจำเมือง, แต่เทพเจ้ากลับนมัสการพระกุมารเสียเอง. พระกุมารแสดงด้วยรอยพระบาทบนแผ่นผ้าที่ผู้หญิงคนหนึ่งประคองอยู่.
(จากหินสลัก แบบนาคารชุนิโกณฑะ สมัยอันธระ พ.ศ. ๔๐๐-๗๐๐)

 


 

ภาพเทวดาอัญเชิญให้จุติลงมาเกิด แบบภารหุต


 

ภาพสัญลักษณ์การประสูติ แบบภารหุต

@

 ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๑


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
หัวข้อธรรมในคำกลอน (คัดมาเฉพาะที่เป็นลายมือของท่าน)

: คำนำ | คำประพันธ์ | ความทุกข์เกิด | สัพพัญญู | ส.ค.ศ. | การงาน | กิเลสคุย | จริงซี่! | ยาระงับสรรพทุกข์ | ปิด-ปิด-ปิด | เปิด-เปิด-เปิด | นั่งริมธาร | นั่งเหนือเมฆ | บ้า ดี | อะไรที่ไหน | บาปใหญ่-บาปลึก? | ตัวกู-ตัวสู | ของกู-ของสู | ตัวกู-ตัวสู | สุจิต-ทุจิต | มีอยู่แล้ว | รักสงบ | สหายเอ๋ย | ความแก่ | ต้นสนเฒ่า | ตายก่อนตาย | ปริญญาจากสวนโมกข์ | มันมีเท่านี้เอง | รสแห่งความเปลี่ยนแปลง | ดับสังขาร | ยามไหนก็ได้ | เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง | ปากอย่างใจอย่าง | อะไรเผือก? | บุญเป็นอะไร | ชาวบ้าน-ชาววัด | เป็นมนุษย์หรือเป็นคน? | เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา | อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ | การพึ่งผู้อื่น | มองแต่แง่ดีเถิด | ตาบอด-ตาดี | โลกนี้คืออะไรแน่? | โลกรอดเพราะกตัญญู | ความสุข | ความอยาก | อาจารย์ไก่ | สูบบุหรี่? | ถ้าสตรีดื่มเหล้า | มีมาร-ไม่มีมาร


พินัยกรรม

: บทนำ | ๑.อนุสาวรีย์ของเรามีแล้ว | ๒.พินัยกรรมทำไม? | ๓.พินัยกรรม | | | | | | | ๑๐ | ๑๑ | ๑๒.พอสักว่าได้ยิน | ๑๓.หาธรรมเพื่อชีวิตเถิด | ๑๔.เกษตรกรรม | ๑๕.มัชฌิมา ๓ | ๑๖.ดีที่สุดก็ไม่ดีเท่าว่าง(จากดี) | ๑๗.อย่าให้มันเข้าไปอยู่ในใจ | ๑๘.อภิธรรมแท้ | ๑๙.ปมาณ/มิติ ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ | ๒๐.อนิจฺจํไปพลางก่อน | ๒๑.อภิธรรมหรือจ้ะ | ๒๒.พ้นตายได้นะจ้ะ | ๒๓.เราไม่มีปัญญาที่จะมีเงินถึงล้าน | ๒๔.สิ่งที่น่ารักและควรรักที่สุด | ๒๕.สุขจริงแท้–แท้จริง | ๒๖.ถ้ากินไข่ได้หมดฟอง | ๒๗.ความจริงที่พากันมองข้าม | ๒๘.พินัยกรรม ๓ ข้อ | ๒๙ | ๓๐.โลงมีหลาย


จิตประภัสสร


ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก

 


ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่นำผลงานของท่านมาลงเพื่อเป็นวิทยาทานมา ณ ที่นี้ด้วย

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์