ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๓๕–๓๖


 

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ แบบสาญจี ออกจากประตูเมือง ประทับหลังม้า มีเทวดาแบกท้องม้า ไม่ทำรูปพระองค์ มีฉัตรกั้นหลังม้า ออกไปในลักษณะที่คนเห็น ๆ กันอยู่ ตรงตามบาลีมัชฌิมนิกายที่กล่าวว่า เสด็จออกต่อหน้าเมื่อบิดามารดากันแสงอยู่, ไปจนถึงที่ลงจากม้าสุดทางขวามือ และม้าถูกพากลับเมือง.
(ภาพหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)


ภาพที่ ๓๕

 

ภาพที่ ๓๕ (ก)

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่หนึ่ง ของภาพที่ ๓๕, แสดงการออกผนวชเมื่อเขาเห็น ๆ กันอยู่ ม้ากำลังออกจากประตูเมือง เทวดากำลังจะแบกม้า ซึ่งพระองค์จะได้เสด็จขึ้นประทับ, ไม่ทำรูปพระองค์ แต่รู้ได้โดยมีฉัตรกั้น.
(ภาพหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)


 

ภาพที่ ๓๕ (ข)

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่สอง ของภาพที่ ๓๕, แสดงการทำพิธีอย่างหนึ่งที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นหนึ่ง ที่นอกประตูเมือง ก่อนจะเสด็จต่อไป, บัดนี้ได้เสด็จประทับบนหลังม้าแล้ว, ไม่ทำรูปพระองค์ แต่รู้ได้ตรงที่มีฉัตรกั้น, มีเทวดาแบกม้าพาไป.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)


ภาพที่ ๓๖

 

ภาพที่ ๓๖ (ก)

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่สาม ของภาพที่ ๓๕, แสดงการเสด็จออกไปตามลำดับ ๆ บนหลังม้าที่ฉัตรกั้น แต่ไม่ทำรูปพระองค์, มีเทวดาแบกม้าไปจนกว่าจะสุดทาง. ในขบวนมีสัญลักษณ์ของการให้ทาน คือคนที่ถือหม้อน้ำมีพวยสำหรับหล่อน้ำ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)


 

ภาพที่ ๓๖ (ข)

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่สี่ ของภาพที่ ๓๕, แสดงการเสด็จไปถึงที่หมายปลายทางแล้ว ลงจากหลังม้า ที่ตรงรอยพระบาทคู่ซึ่งมีฉัตรกั้นอยู่ข้างบน, ม้าไม่มีเทวดาแบกแล้ว, ม้าตัวล่างคือม้าเมื่อกลับสู่นคร กับนายฉันนะ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๓๕-๓๖

ภาพที่ ๓๕-๓๖ นี้เป็นภาพมหาภิเนษกรมณ์แบบสาญจี เป็นภาพเดียวแต่ยาวเกินไปกว่าที่จะพิมพ์ลงในหน้ากระดาษขนาดเล็กเช่นนี้ จึงได้ตัดออกเป็นสองภาพ ผู้ดูจะต้องดูพร้อมกันโดยเอามาต่อกันเข้า โดยอาศัยภาพต้นไม้ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เป็นเครื่องกำหนด. ภาพที่ ๓๕ เป็นท่อนต้น, และภาพที่ ๓๖ เป็นท่อนปลาย.

ก่อนแต่ที่จะอธิบายภาพนี้ ต้องทำความเข้าใจกันโดยวงกว้างเสียก่อนว่า การออกมหาภิเนษกรมณ์นั้น ในคัมภีร์ได้กล่าวไว้อย่างไรบ้างและแตกต่างกันอย่างไร. สำหรับภาพในหินสลักยุคเก่านั้นมีแตกต่างกันอยู่ถึง ๔ แบบเป็นอย่างน้อย, คือเท่าที่พบแล้ว, แบบสาญจีนั้น มีเทวดาไม่น้อยกว่า ๖ องค์ แบกที่ตัวม้าด้วยบ่าพาออกไปในลักษณะของขบวนแห่ที่มีชาวบ้านชาวเมืองดูอยู่ตลอดทาง, ส่วนแบบภารหุต (ภาพที่ ๓๗) นั้น มีเทวดาเพียง ๔ คนนำม้าออกไปโดยไม่ได้แบกหรือชู หากแต่ที่พื้นดินนั้นโรยดอกไม้ไว้กันเสียงดังของกีบม้าที่กระทบกับพื้น และดูเป็นทำนองลักลอบหนีออกไป, สำหรับแบบอมราวดียุคแรก (ภาพที่ ๓๘) นั้น เทวดา ๔ คนพาม้าออกไปเฉย ๆ ไม่มีชูตีนม้า ไม่มีดอกไม้โรย และออกในทำนองลอบหนีเช่นเดียวกับแบบภารหุต, ส่วนแบบอมราวดียุคถัดมาคือยุคกลางค่อนมาทางปลาย (ภาพที่ ๓๙) นั้น มีเทวดาชูตีนม้าและออกมาในรูปขบวนแห่ขนาดใหญ่ มีแต่เทวดาล้วน ทำนองลอบหนีด้วยเหมือนกัน, ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นอย่างน้อยเป็นข้อแรกว่า การออกบวชนั้นเป็นการออกอย่างลอบหนีหรือเป็นการออกซึ่งหน้า? และหินสลักของแบบไหนยุคไหนควรได้รับความเชื่อถือเพียงไร?.

ถ้าถือเอาพระคัมภีร์เป็นหลักจะพบว่า คัมภีร์ที่เป็นชั้นบาลีกล่าวไปในทำนองว่าออกซึ่งหน้า, คัมภีร์ชั้นอรรถกถาและปกรณ์พิเศษชั้นหลังกล่าวไปในทำนองว่า ลอบหนีออกโดยความช่วยเหลือของเทวดา.

คัมภีร์ชั้นบาลีในพระไตรปิฎกและอยู่ในรูปของพระพุทธภาษิตโดยตรงนั้น เช่นบาลีสคารวสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ตรัสแก่พราหมณ์หนุ่มชื่อสคารวะ ภารทวาชโคตรว่า "ดูก่อนภารทวาชะ! ในโลกนี้ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ความคิดนี้เกิดมีแก่เราว่า ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, ส่วนบรรพชาเป็นโอกาสว่าง, ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้นไม่ได้, ถ้าไฉนเราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด, ดังนี้.

ดูก่อนภารทวาชะ! เรานั้นโดยสมัยอื่นอีกยังหนุ่มเทียว เกษายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยความหนุ่มที่กำลังเจริญ ยังอยู่ในปฐมวัย, เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย กำลังพากันร้องไห้ น้ำตานองหน้าอยู่, เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว…"

ยังมีบาลีสูตรอื่น ๆ อีก ที่มีคำตรัสในตอนออกบวชซ้ำกันทุกตัวอักษรกับที่ตรัสข้างบนนี้ เช่นบาลีปาราสิสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน, และบาลีโพธิราชกุมารสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ตรัสแก่ราชกุมารชื่อนั้น เป็นต้น.

จากคำที่ว่า "…เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย กำลังพากันร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน…" ดังนี้ มีใจความอันแสดงว่าออกบวชกันซึ่งหน้าก็ได้ มิได้ลอบหนีแต่ประการใด และมีหินสลักที่สาญจีอันสลักไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ ซึ่งเป็นหินสลักที่เก่ากว่าใครทั้งหมด เป็นเครื่องสนับสนุน; และคือหินสลักที่นำมาแสดงไว้ด้วยภาพที่ ๓๕-๓๖ ในที่นี้นั่นเอง, ขอให้สังเกตดูสิ่งต่าง ๆ ในภาพนั้น.

ในภาพที่ ๓๕ ซึ่งเป็นท่อนต้นนั้น มีม้ากำลังออกจากประตูเมืองชั้นนอก มีเทวดากำลังยกม้าขึ้นแบกบนบ่าที่ตรงนั้นเอง มีคนถือฉัตรเตรียมพร้อมสำหรับคอยกั้นคนที่นั่งบนหลังม้า, ทางในเมืองหรือประตูเมืองชั้นในนั้นมีประชาชนหรือเจ้านายก็ทราบไม่ได้แน่ มองตามอยู่เป็นอันมาก จากเฉลียงเรือนหรือเชิงเทิน, มีคนตามขบวนออกมาเป็นอันมาก ซึ่งคงจะไม่ใช่เทวดาไปเสียทั้งหมด และมีคนอีกจำนวนหนึ่งกำลังใช้หม้อขนน้ำมาจากสระ มารดที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นหนึ่ง ซึ่งมีใบคล้ายต้นโพธิ์ และอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ดูคล้ายกับเป็นการทำพิธีอะไรสักอย่างหนึ่ง เนื่องในการออกบวชนั้นเอง, สำหรับภาพม้าตัวที่สองนั้น มีเทวดาแบกกันเต็มที่และอยู่ในลักษณะที่พระสิทธัตถะขึ้นประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว เพราะมีฉัตรกั้นอยู่เป็นเครื่องหมาย แล้วก็พากันออกไป. ส่วนในภาพที่ ๓๖ หรือท่อนปลายนั้น คือเทวดาพาพระสิทธัตถะที่นั่งอยู่บนหลังม้า ออกไปเรื่อย ๆ จนไปถึงมุมขวามือ อันเป็นจุดหมายปลายทาง เทวดาก็วางม้าลง และเอาฉัตรไปกั้นที่รอยพระบาทสองรอย อันเป็นเครื่องหมายขององค์พระสิทธัตถะที่ไปถึงจุดที่หมายแล้ว, ส่วนม้าตัวล่างที่หันหน้ากลับนั้น เป็นม้ากลับเมืองกับนายฉันนะ ไม่มีใครแบก ไม่มีฉัตรกั้นอีกต่อไป, และมีท่าทางเศร้าอย่างที่สุด ดังที่กล่าวไว้ในเรื่องอันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว. สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดในภาพนี้ แสดงให้เห็นไปในทำนองว่าการออกผนวชนั้น ออกกันในเวลาที่เห็น ๆ กันอยู่ และเป็นการฝืนความประสงค์ของพระมารดาบิดา ดังที่กล่าวไว้ในบาลีพุทธภาษิตนั้นแล้ว. ดังนั้นจึงขอสรุปความสั้น ๆ ว่า ภาพอภิเนษกรมณ์ที่สาญจีซึ่งเก่ากว่าใครทั้งหมดนั้น สนับสนุนข้อความแห่งปกรณ์ชั้นบาลีอยู่เต็มตัว. สำหรับมติที่ว่าออกไปอย่างลอบหนีกลางคืน ซึ่งเป็นของปกรณ์ชั้นอรรถกถาและหนังสือชั้นหลังนั้น จะวิจารณ์กันในคำอธิบายของภาพที่ถัดไป. ในที่นี้ เราควรจะศึกษาภาพในหินสลักที่สาญจีนี้กันให้ทั่วถึงกันเสียก่อน.

ในบรรดาภาพคนที่มองตามม้าอยู่บนเฉลียงเรือนนั้น มีบางคนที่ชี้มือตามมาในทำนองอาลัยอาวรณ์ก็มี, ซึ่งผินหน้าไปร้องไห้เสียทางอื่นก็มี, และมีหญิงคนหนึ่งออกมายืนเด่นอยู่ริมกำแพงชั้นนอก, หญิงคนหนึ่งกำลังก้มลงตักน้ำในสระนอกกำแพง คงจะอยู่ในจำพวกที่นำน้ำไปรดต้นไม้อันศักดิ์สิทธิ์นั้น, มีคนหรือเทวดาที่ถือแส้ปัดแมลงและแผงบังสูรย์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งคงจะเป็นเครื่องแสดงเกียรติมากกว่าที่จะใช้เพื่อประโยชน์เช่นนั้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทราบกันอยู่แล้ว, ต้นไม้ที่อยู่ในรั้วแบบรั้วอโศกล้อมไว้นั้นจะถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสิทธัตถะในที่นี้ไม่ได้ เพราะไปอยู่บนหลังม้าเสียแล้ว จะมามีสัญลักษณ์อยู่ที่นี่อีกก็มากเกินไป จึงได้สันนิษฐานไปในทำนองว่า เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาประจำบ้านเมือง ซึ่งอุทิศแก่เทพเจ้า หรือพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้, และจะต้องมีการรดน้ำเพื่อบูชาบวงสรวงอ้อนวอน ทุกคราวที่เหตุการณ์ขนาดใหญ่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ตรงกับความประสงค์หรือขัดกันกับความประสงค์ก็ตาม. ต้นไม้ต้นนี้ มีมาลาแขวนเหมือนต้นโพธิ์ตรัสรู้ แต่ไม่มีแท่นว่างที่ตรงโคน จึงเชื่อได้ว่าไม่มีใครนั่งอยู่ที่นั่น จึงถือว่าต้นไม้นั้นเอง เป็นตัววัตถุศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรือพระสิทธัตถะเลย, ชวนให้นึกไปถึงประเพณีประจำบ้านเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว, และอาจจะเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันในเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งออกบวชด้วยซ้ำไป ซึ่งมีความหมายเป็นการอนุโมทนาบุญกุศลนั่นเอง. เมื่อพิจารณาดูถึงกิริยาอาการที่แบกม้า รู้สึกว่าเป็นการกระทำอย่างมนุษย์มากกว่าอย่างเทวดา ซึ่งจะทำอย่างง่าย ๆ สักว่าเอามือชูนิดหน่อยก็พอแล้ว เพราะมีฤทธิ์, ส่วนในภาพนี้แบกอย่างมนุษย์ชาวบ้านแบกของหนัก และต้องระวังถึงกับกอดขาม้าเอาไว้ทีเดียว เราไม่ค่อยจะเข้าใจความมุ่งหมายของศิลปินผู้กระทำในส่วนนี้, แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องยุติกันทั่วไปแล้วว่าในเรื่องออกบวชนี้ มีเทวดาเข้ามาช่วยให้เกิดความสำเร็จในการออก ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องเป็นมนุษย์พวกกษัตริย์ด้วยกัน, เลยชวนให้อยากจะตู่เอาว่าธรรมเนียมแห่นาคด้วยม้าในบ้านเรา น่าจะได้เค้าเงื่อนมาจากเรื่องราวอันนี้เอง. นอกจากคนที่แบกม้าแล้ว คนนอกนั้นก็อยู่ในท่าทางของผู้ร่วมขบวนแห่, มีคนถือหม้อน้ำไปด้วย ถ้าเป็นเรื่องของขบวนแห่, ก็เป็นเรื่องการโปรยทานอีกนั่นเอง หาใช่น้ำเพื่อนำไปดื่มกินไม่, นี้ยิ่งทำให้เห็นว่าการออกบวชนี้เป็นการออกอย่างเปิดเผยยิ่งขึ้นทุกที. พระบาทสองรอย มีลายธรรมจักรตรงกลาง นี้เป็นแบบฉบับทั่วไป กระทั่งถึงสมัยนี้เป็นเวลากว่าสองพันปีแล้ว, คนที่ไหว้พระบาทอยู่คนหนึ่งนั้น คงจะเป็นนายฉันนะทูลลากลับ ใต้รอยพระบาทลงมาทางริมขอบ มีภาพต้นไม้ซึ่งแสดงว่าเป็นป่า, ม้าที่กลับเมืองนั้น มีคนเดินนำข้างหน้า ในลักษณะจูงหรือเรียกไปซึ่งคงจะเป็นนายฉันนะอีกนั่นเอง แถมยังมีคนเดินตามหลังอีกด้วย ยิ่งแสดงว่าเป็นคนที่เข้าขบวนแห่แล้วกลับอีกนั่นเอง, ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เพิ่มน้ำหนักไปในทางที่จะทำให้เข้าใจว่า ในสมัยที่สลักหินที่สาญจีนี้ มีความรู้เรื่องการออกบวชกันในลักษณะเช่นนี้ หาใช่เป็นการหนีออกด้วยกันสองคนกับนายฉันนะไม่ เป็นเรื่องที่ควรศึกษากันใหม่ต่อไป.

ม้าแถวบน ๔ ตัวซึ่งเป็นม้าขาออกนั้น มีการอธิบายไว้ในหนังสือที่พิมพ์ออกเป็นทางการของอินเดียเอง ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเห็นเทวทูต ๔ ครั้ง ข้อนี้ไม่น่าเชื่อเลย เพราะเห็นได้ว่าเป็นการแสดงการออกไกลออกไปตามลำดับ ๆ อย่างชัดเจนอยู่แล้ว เผอิญศิลปินผู้สลักไปกะแบ่งให้เป็นภาพม้า ๔ ตัว (สำหรับขาออก) เท่านั้น การตีความ (Identify) ของภาพสลักต่าง ๆ ที่สาญจีนี้มีประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราไม่อาจจะเห็นด้วยได้ ทั้งที่เป็นการตีความโดย ยอหน์มาแชล ร่วมกับพระเถระชาวลังกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว ในเมื่อมีการขุดแต่งสถูปสาญจี ซึ่งจะได้วิจารณ์กันโดยละเอียดสักคราวหนึ่งข้างหน้า, ในที่นี้เพียงแต่บอกให้ทราบไว้ว่า การอธิบายภาพต่าง ๆ นั้น เรามิได้เอาตามที่เคยมีผู้อธิบายไว้ก่อนทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอธิบายไว้นานแล้ว เพิ่งพบข้อบกพร่องผิดพลาดทีหลัง กันอยู่เรื่อย ๆ

สรุปความสำหรับภาพที่ ๓๕-๓๖ นี้ว่า หินสลักที่สาญจีซึ่งเก่ากว่าใครนั้น แสดงภาพมหาภิเนษกรมณ์ไว้ในลักษณะที่เป็นการออกโดยเปิดเผย ขัดกันอย่างยิ่งกับเรื่องราวต่าง ๆ ดังที่เราทราบกันอยู่โดยทั่วไป, แต่กลับไปตรงกับข้อความในปกรณ์ชั้นบาลี ซึ่งแย้งกันกับเรื่องในอรรถกถาและหนังสือพุทธประวัติชั้นหลัง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว. และหินสลักแผ่นนี้ให้ความรู้ทางโบราณคดีอื่น ๆ อย่างน่าสนใจที่สุดด้วย.

@

 ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๕-๓๖


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
หัวข้อธรรมในคำกลอน (คัดมาเฉพาะที่เป็นลายมือของท่าน)

: คำนำ | คำประพันธ์ | ความทุกข์เกิด | สัพพัญญู | ส.ค.ศ. | การงาน | กิเลสคุย | จริงซี่! | ยาระงับสรรพทุกข์ | ปิด-ปิด-ปิด | เปิด-เปิด-เปิด | นั่งริมธาร | นั่งเหนือเมฆ | บ้า ดี | อะไรที่ไหน | บาปใหญ่-บาปลึก? | ตัวกู-ตัวสู | ของกู-ของสู | ตัวกู-ตัวสู | สุจิต-ทุจิต | มีอยู่แล้ว | รักสงบ | สหายเอ๋ย | ความแก่ | ต้นสนเฒ่า | ตายก่อนตาย | ปริญญาจากสวนโมกข์ | มันมีเท่านี้เอง | รสแห่งความเปลี่ยนแปลง | ดับสังขาร | ยามไหนก็ได้ | เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง | ปากอย่างใจอย่าง | อะไรเผือก? | บุญเป็นอะไร | ชาวบ้าน-ชาววัด | เป็นมนุษย์หรือเป็นคน? | เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา | อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ | การพึ่งผู้อื่น | มองแต่แง่ดีเถิด | ตาบอด-ตาดี | โลกนี้คืออะไรแน่? | โลกรอดเพราะกตัญญู | ความสุข | ความอยาก | อาจารย์ไก่ | สูบบุหรี่? | ถ้าสตรีดื่มเหล้า | มีมาร-ไม่มีมาร


พินัยกรรม

: บทนำ | ๑.อนุสาวรีย์ของเรามีแล้ว | ๒.พินัยกรรมทำไม? | ๓.พินัยกรรม | | | | | | | ๑๐ | ๑๑ | ๑๒.พอสักว่าได้ยิน | ๑๓.หาธรรมเพื่อชีวิตเถิด | ๑๔.เกษตรกรรม | ๑๕.มัชฌิมา ๓ | ๑๖.ดีที่สุดก็ไม่ดีเท่าว่าง(จากดี) | ๑๗.อย่าให้มันเข้าไปอยู่ในใจ | ๑๘.อภิธรรมแท้ | ๑๙.ปมาณ/มิติ ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ | ๒๐.อนิจฺจํไปพลางก่อน | ๒๑.อภิธรรมหรือจ้ะ | ๒๒.พ้นตายได้นะจ้ะ | ๒๓.เราไม่มีปัญญาที่จะมีเงินถึงล้าน | ๒๔.สิ่งที่น่ารักและควรรักที่สุด | ๒๕.สุขจริงแท้–แท้จริง | ๒๖.ถ้ากินไข่ได้หมดฟอง | ๒๗.ความจริงที่พากันมองข้าม | ๒๘.พินัยกรรม ๓ ข้อ | ๒๙ | ๓๐.โลงมีหลาย


จิตประภัสสร


ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก

 


ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่นำผลงานของท่านมาลงเพื่อเป็นวิทยาทานมา ณ ที่นี้ด้วย

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์