ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๓๙

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ แบบอมราวดียุคกลาง ๆ มีเทวดาแคระชูกีบม้า, แบบไทยเราเห็นได้ชัดว่าถ่ายมาจากแบบนี้ ผ่านทางแหลมมลายู, จงสังเกตลวดลายของรั้วเบื้องล่าง ซึ่งไม่เหมือนแบบสาญจีอีกต่อไป.
(จากหินสลัก แบบอมราวดียุคกลาง ๆ สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๓๙

ภาพอภิเนษกรมณ์แบบอมราวดียุคปลายนี้ ควรตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษตรงที่มีเทวดาชูตีนม้า, และมีพญานาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว. เท่าที่เห็นได้ชัดมีพญานาคอยู่ ๒ ตน ทางหน้าม้าตนหนึ่ง ทางหลังม้าตอนริมสุดทางบนตนหนึ่ง. ทั้งเชื่อว่าในส่วนของภาพที่หักออกไปเสียแล้วนั้น ยังจะมีอีก, และพญานาค ๒ ตนนี้อยู่ในท่าร่ายรำท่านหนึ่ง ซึ่งแพร่หลายที่สุดในศิลปกรรมแบบอมราวดียุคนี้ จนกล่าวได้ว่า ถ้ามีขบวนที่ไหน จะต้องมีท่าร่ายรำท่านี้, ซึ่งในเมืองไทยเรา เป็นท่ารำกลองยาวท่าหนึ่งนั่นเอง, ถามผู้ชำนาญทางนี้ดูก็จะบอกได้ว่าเรียกว่าท่าอะไร, และวัฒนธรรมกลองยาวนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าจะไม่มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้, หากแต่ได้ดัดแปลงมาสู่ความพอใจของเราเองนานมาแล้วเท่านั้น.

ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า เป็นการออกด้วยขบวนใหญ่ทำนองเดียวกับภาพที่ ๓๕ หากแต่แสดงตัดตอนด้วยม้าเพียงตัวเดียว, มีคนถือฉัตรกั้นม้าอีกตามแบบฉบับของยุคก่อนมีพระพุทธรูป, มีคนหรือเทวดาถืออะไร ที่ยังเข้าใจไม่ได้อยู่บางอย่าง เช่นคนที่อยู่ตอนท้ายม้าข้างคันฉัตร กำลังอุ้มอะไรไว้ในแขนเป็นต้น, คนที่อยู่ตรงหน้าอกม้า นุ่งผ้าผิดจากเขาทั้งปวง และควรจะเป็นมนุษย์ธรรมดา ถือห่วงอะไรอยู่ในมือ ทำนองจะอุปโลกน์ให้เป็นนายฉันนะได้สักคนหนึ่ง, คนนอกนั้นท่าทางเป็นแบบเทวดาของอมราวดีทั้งนั้น. ฉัตรในภาพนี้มีลักษณะหนาเทอะทะ มีลวดลายทำนองจะสานขึ้นด้วยตอกมากกว่าจะทำด้วยผ้า, เครื่องคาดที่สะเอวเทวดา ยังเป็นแบบเดียวกับของยุคแรกในภาพที่ ๓๘, หางม้าไม่ปล่อยตามธรรมชาติ แต่ถักหรือขมวดเป็นของแน่นแข็งและมีเครื่องประดับ, ไม่มีใครเกาะหางม้าเลย.

ถ้าเอาเทวดาทั้งสี่ที่ชูกีบม้าออกเสีย ก็กลายเป็นขบวนที่แห่แหนกันออกไปซึ่งหน้าอย่างเอิกเกริกโดยเปิดเผย, แล้วมองดูในมุมกลับกันอีกทีหนึ่งว่า แม้จะแห่กันออกไปอย่างเปิดเผย การที่จะเอาเทวดามาช่วยชูเท้าม้าอีกด้วยนั้น ก็ไม่เป็นการขัดข้องอะไร ทั้งยังจะสมเกียรติยิ่งขึ้นไป หรือเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นตามความรู้สึกที่ทำกันในสมัยนี้เอง. นี่แหละคือความยากลำบากอย่างยิ่งในการที่จะอธิบายว่า ทำไมหินสลักแห่งยุคโบราณได้ทำภาพมหาภิเนษกรมณ์ไว้จนเราเข้าใจไม่ได้ว่า ออกบวชโดยลอบหนีหรือออกโดยเปิดเผย, ทำนองเดียวกับที่ปกรณ์ชั้นบาลีพุทธภาษิต กล่าวไว้อย่างขัดกันกับอรรถกถาและหนังสือชั้นหลัง ๆ นั่นเอง.

ในแง่ของธรรมะหรือการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่มีความสำคัญอะไร, พระพุทธเจ้าจะทรงออกผนวชอย่างไรก็ได้, แต่ในแง่ของการศึกษานั้นมีปัญหามากทีเดียว, ที่สำคัญที่สุดก็คือมีปัญหาเกิดขึ้นว่า คัมภีร์ชั้นไหน พวกไหนยุคไหน ควรได้รับความไว้วางใจเพียงไรนั่นเอง ซึ่งเราจะค่อย ๆ สังเกตได้จากการศึกษาโดยวิธีของโบราณคดี ดังที่เรากำลังใช้กันอยู่กับภาพหินสลักเหล่านี้ ในที่นี้. ทำไมที่เมืองอมราวดีด้วยกัน ห่างกันไม่เกินสองร้อยปี ก็มีความเชื่อและความยึดถือไม่ตรงกันเช่นนี้ กระทั่งมีการนิยมนับถือพญานาคเพิ่มเข้ามาในหมู่พุทธบริษัทอย่างรุนแรงอีกด้วย.

ที่ว่ามีความนับถือพญานาคเพิ่มเข้ามานั้น คือในหินสลักอมราวดียุคหลัง ซึ่งมีมากที่สุดและงามที่สุดนั้น เต็มไปด้วยภาพพญานาค สัมพันธ์กันอยู่กับต้นโพธิ์ หรือสถูปปรินิพพานหรือแท่นบูชา เต็มไปหมด, จนศาสตราจารย์เฟอร์กัสสัน ผู้ไปสำรวจพระสถูปอมราวดีที่รกร้างอยู่ในป่า เมื่อ ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว ไม่เฉลียวว่าเป็นสถูปของพุทธศาสนา และภาพเหล่านั้นเป็นภาพพุทธประวัติโดยตรงเลย กลับเข้าใจไปเสียว่าเป็นของพวกที่ถือลัทธิบูชางูและต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียใต้ไปเสีย และได้เขียนตำราขึ้นเล่มหนึ่งชื่อ ลัทธิบูชางูและต้นไม้ของอินเดียใต้ มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปในโลกของโบราณคดีอยู่เป็นเวลานาน จนเพิ่งมารู้กันทีหลังว่ามันคนละเรื่องกัน, แม้กระนั้นหนังสือเล่มนั้น ก็ยังนับถือเป็นตำรากันมาจนทุกวันนี้ เพราะบรรยายได้ดีในบางแง่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับศาสนา, และบันทึกปรากฏการณ์ของพระสถูปอมราวดีและสภาพของหินสลักในเวลานั้นไว้อย่างมีค่าทางโบราณคดีที่สุดด้วย.

สำหรับความรู้สึกของพุทธบริษัทนั้น รังเกียจการบูชาหรือแม้แต่นับถือสัตว์เช่นงูหรือนาค หรือแม้แต่ต้นไม้, เมื่อมีใครนำเอาปนลงในพุทธศาสนาก็ย่อมนึกรังเกียจ และขอแยกพวกจากกัน, ดังนั้นน่าจะสันนิษฐานว่า พุทธศาสนายุคอมราวดีในอินเดียใต้นั้น ต้องมีหลายแบบ, อย่างน้อยก็สองแบบ คือของพวกพุทธบริษัทที่นับถือนาคหรืองูด้วย กับยุคก่อนที่ไม่นับถือเลยนั่นเอง. และควรจะนึกกันต่อไปอีกว่า ลัทธินับถือนาคในอินเดียใต้นั่นเองที่ถูกนำมาเพาะหว่านบนแหลมมลายูสมัยศรีวิชัย หรือก่อนหน้านั้นขึ้นไปด้วย, เพราะปรากฏว่ากษัตริย์วงศ์ไสเลนทรบางสมัยนับถือนาคด้วย และแพร่หลายไปถึงอาณาจักรฟูนัน หรือพนม, อย่างไม่เหมาะสมที่กษัตริย์พุทธมามกะ จะบูชางูพร้อมกันไปกับธรรมะหรือพระพุทธองค์ หรือแม้แต่โพธิสัตว์อวโลกิเตศวร.

ศิลปกรรมแบบอมราวดียุคนับถือนาคนี้ใหญ่โตมาก จนเห็นได้ว่าได้ครอบงำพระราชา ประชาชน ตลอดถึงคณะสงฆ์อย่างสิ้นเนื้อสิ้นตัวทีเดียว. ผู้สนใจจงติดตามดูภาพต่าง ๆ ของอมราวดียุคนี้ ซึ่งไม่อาจจะนำมาบรรจุไว้ในสมุดเล่มนี้ เพราะมุ่งหมายจะแสดงอย่างอื่น และพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น, ในสมุดเล่มนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นอย่างกะทันหัน มีเพียงสองภาพ คือภาพที่ ๓๙ นี้ กับภาพที่ ๕๒ ซึ่งจะได้วิจารณ์กันต่อเมื่ออธิบายภาพนั้น, หินสลักที่ใหญ่และงามมากจำนวนประมาณ ๒๐๐ แผ่น ถูกนำไปประเทศอังกฤษ เก็บไว้ในบริติช มิวเซียม ตั้ง ๕๐ ปีมาแล้ว เป็นอมราวดียุคบูชางูเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผู้สนใจต้องติดตามดูภาพเหล่านั้น จากแค็ตตาล็อกโบราณวัตถุชุดนี้ หรืออย่างน้อยก็จากหนังสือชื่อ Sculptures from Amaravati in British Museum ของสถาบันแห่งนั้น แล้วท่านจะเห็นจริงด้วยทันทีว่า ทำไมศาสตราจารย์เฟอร์กัสสันจึงได้เข้าใจไปเช่นนั้น.

ในที่สุดนี้ ขอสรุปใจความเกี่ยวกับภาพอภิเนษกรมณ์ทั้ง ๔ ชนิดนี้ว่า มีทั้งแบบที่แสดงให้เห็นว่าออกโดยเปิดเผยและออกโดยซ่อนเร้น; ที่ออกโดยเปิดเผยนั้นสมกับหลักในบาลีที่เป็นพุทธภาษิต, ส่วนหนีออกนั้นตรงกับข้อความในอรรถกถาและหนังสือชั้นหลัง, ทั้งหมดมีลักษณะที่ชวนให้สงสัยในเรื่องอันเกี่ยวกับเทวดา คล้ายกับว่าถ้าปราศจากเทวดาเสียแล้ว พระสิทธัตถะจะออกบวชไม่ได้ ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน. เราควรจะปอกเปลือก หรือทำการถอดปุคคลาธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้กันได้ตามความพอใจแก่หนังสือที่เขียนขึ้นชั้นหลัง, เพราะหนังสือชั้นบาลีนั้นเขียนไว้อย่างชัดเจนดังที่กล่าวแล้ว. สำหรับหนังสือชั้นหลังนั้น ขอระบุหนังสือพุทธจริตของอัศวโฆษ ซึ่งมีข้อความตอนนี้อยู่ในบรรพที่ห้า โศลกที่ ๗๙ ถึง ๘๗ ดังต่อไปนี้

(๗๙) ดั่งนั้น พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าปวงชน งามยิ่งโดยพระโฉม เรืองรัศมีดั่งพระอัคนีในท่ามกลางแห่งความมืดอันเวิ้งว้างที่ทรงผ่านไปแล้ว, ได้ทรงซักซ้อมกับม้ายอดอาชาไนยอันขาวผ่องของพระองค์ ในหน้าที่ของมันอย่างกะว่าเป็นสหายร่วมงานของพระองค์ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนหลังเพื่อออกไปสู่ป่า เด่นดั่งดวงอาทิตย์มีประกายเป็นไฟขึ้นอยู่เหนือเมฆขาวแห่งฤดูใบไม้ร่วง ฉันใดก็ฉันนั้น.

(๘๐) อันดับนั้นอัศวราชตัวประเสริฐก็ระงับการส่งเสียงโดยทุกประการ เป็นเสียงซึ่งถ้าส่งออกแล้ว จักคำรามให้เกิดความสะพรึงกลัวในท่ามกลางแห่งความมืด และจักปลุกข้าราชบริพารทั้งหลายให้ตื่นขึ้น, คางของมันไม่ทำให้เกิดเสียงจากโลหะที่ผูกสอด, มันอดกลั้นการส่งเสียงร้องอย่างม้าทั้งหลาย ในเมื่อออกวิ่งไปด้วยก้าวย่างอันแน่วหนัก.

(๘๑) ทันใดนั้น ยักษ์ทั้งหลาย ได้ก้มตัวลงและชูกีบม้าไว้จากพื้นดินด้วยปลายนิ้วมือแห่งตน ๆ ซึ่งสั่นสะเทือนอยู่ด้วยความปลาบปลื้มยินดี, ที่เหนือข้อมือของเขาเหล่านั้นคาดไว้ด้วยแถบทองคำ และฝ่ามือของเขางามดั่งดอกบัว, ดังนั้นจึงเป็นเหมือนอย่างว่า เขาได้ทิ้งดอกบัวลงอเนกอนันต์ภายใต้แห่งม้านั้น

(๘๒) หอประตูอันปิดไว้ด้วยประตูอันประกอบด้วยสลักมหึมาอันไม่อาจจะถอดได้ง่าย ๆ ด้วยกำลังเท่ากำลังแห่งช้างนั้น บัดนี้ได้เปิดออกมาเองอย่างเงียบกริบ ในขณะที่พระราชบุตรได้ผ่านไปถึงที่นั้น.

(๘๓) ลำดับนั้น พระองค์ได้เสด็จออกจากนครของพระบิดา ด้วยความมั่นคงแห่งการตัดพระทัย ปราศจากเยื่อใยในพระบิดา ผู้เสียสละทุกอย่างเพื่อพระองค์, และในโอรสของพระองค์เอง, ในมหาชนผู้จงรักภักดี, และในความสุขอันหรูหราไม่มีของผู้ใดเปรียบ.

(๘๔) ทันใดนั้น พระองค์ผู้ซึ่งมีพระเนตรยาวเหมือนอุบล ที่เกิดจากเลนตมแต่ปราศจากมลทินแห่งเลนตม ได้ทรงเหลียวกลับทอดพระเนตรดูนคร และทรงเปล่งสีหนาทว่า "เราจักไม่กลับเข้าสู่นครกบิลพัสดุ์ จนกว่าจะได้เห็นฝั่งโน้นของชีวิตและความตายเสียก่อน"

(๘๕) ทวยเทพแห่งสำนักของท้าวกุเพระผู้เป็นเจ้าแห่งโภคทรัพย์ ได้ฟังพระสีหนาทนั้นแล้ว พากันชื่นชมยินดีและหมู่แห่งเทพเจ้าเหล่านั้น ได้พากันคาดหมายในความสำเร็จผลของพระองค์ ด้วยใจอันชื่นชม.

(๘๖) เทพเจ้าเหล่าอื่นซึ่งมีกายเป็นแสงเพลิง สำนึกกันว่าการออกของพระองค์จักประสบความลำบาก จึงส่องแสงสว่างอันใหญ่หลวงลงไปยังหนทางอันเต็มไปด้วยน้ำค้างแข็งแห่งราตรีอันเยือก ดุจดั่งพระจันทร์ส่องแสงลอดช่องแห่งเมฆ ฉันใดก็ฉันนั้น.

(๘๗) ม้าตัวประเสริฐ ดุจดั่งม้าแห่งสูรยเทพ ออกวิ่งดุจดั่งถูกกระตุ้นด้วยการลงเดือยในดวงใจ, พระราชกุมารก็เสด็จได้มากมายหลายสิบโยชน์ ก่อนแต่ที่ดวงดาวในท้องฟ้าจะลับแสงเพราะอาทิตย์อุทัย.

และมีข้อความต่อไปในโศลกที่ ๑ ถึง ๑๒ แห่งบรรพที่หกอีกว่า

(๑) เวลานั้น ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นจักษุของโลก อุทัยขึ้นมาพอดี, พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าปวงชน ได้ทอดพระเนตรเห็นอาศรมแห่งมุนีผู้เป็นเชื้อสายแห่งพระภฤคุ.

(๒) เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นอาศรมนั้นมีกวางป่าหลับอยู่อย่างไม่ระแวงภัย และหมู่นกก็จับกิ่งไม้อยู่อย่างสงบ พระองค์ก็ทรงรู้สึกโล่งพระทัยขึ้นมาเอง และปานประหนึ่งว่าความมุ่งหมายของพระองค์นั้น ได้ลุถึงจุดแห่งความสำเร็จสมพระประสงค์แล้ว.

(๓) เพื่อไม่เป็นการโอหัง แต่เป็นการเคารพต่อการบำเพ็ญพรตของนักพรต และโดยพระนิสัยอันสุภาพของพระองค์เอง พระองค์ได้เสด็จลงจากหลังม้า.

(๔) เสด็จลงจากหลังม้าแล้ว ทรงตบที่ม้านั้นเบา ๆ ตรัสว่า "หน้าที่ของเจ้าสมบูรณ์แล้ว", และด้วยพระทัยอันโปรดปราน ได้ตรัสด้วยถ้อยคำอันเป็นเสมือนหนึ่งการประพรมด้วยน้ำค้าง โดยสายพระเนตรแห่งพระองค์ แก่นายฉันนะนั้นว่า : -

(๕) "ในการวิ่งตามม้านี้ ซึ่งมีฝีเท้าดั่งม้าตารกษยะนั้น, เพื่อนเอ๋ย, เจ้าได้แสดงให้เห็นความจงรักต่อเรา พร้อมทั้งความเก่งกาจของเจ้าเองด้วย.

(๖) แม้ว่าฉันจักมีใจมุ่งมาดไปในทางอื่นอย่างสิ้นเชิง แต่ฉันก็รู้สึกประทับถึงขั้วหัวใจเพราะเจ้า ซึ่งเป็นผู้อุทิศชีวิตแก่เจ้านายของเจ้าด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน, รวมทั้งความสามารถของเจ้าด้วย.

(๗) คนโดยมากนั้น, แม้จะมีความจงรัก แต่อาจไม่มีความสามารถ, แม้จะมีความสามารถ แต่อาจจะไม่มีความจงรัก, มันเป็นการยากอย่างยิ่ง ที่จะค้นหาคนในโลกนี้ให้พบคนอย่างเจ้า ซึ่งในเวลาเดียวกัน มีทั้งความจงรักและความสามารถ.

(๘) ดั่งนั้น ฉันจึงรู้สึกปลาบปลื้มใจในการกระทำของเจ้า ที่แสดงความมีน้ำใจเช่นนี้แก่ฉัน โดยมิได้คำนึงถึงแม้แต่รางวัลที่ควรจะได้รับโดยสมควรกัน.

(๙) ใครเล่าที่จะไม่ระลึกด้วยความพอใจถึงคนที่ควรจะได้รับรางวัล? ในกรณีที่กระทำไปอย่างตรงกันข้ามจากที่กล่าวนี้แล้ว แม้เป็นญาติพี่น้องกันแท้ ๆ สักเพียงไร ก็จะกลายเป็นมิใช่ญาติต่อกันไปในที่สุด.

(๑๐) บุตรนั้น ใคร ๆ ก็ถนอมกันไว้เพื่อการสืบสกุล, บิดานั้น ใคร ๆ ก็เคารพ เพื่อให้ได้รับการปรนนิบัติบำรุงบำเรอ; ในโลกนี้มีการผูกพันกัน ก็เพราะเหตุกระตุ้นใจอย่างเดียวกัน; ความรู้สึกว่าคนนั้นคนนี้เป็นญาติของเราไม่อาจจะยืดยาวไปได้ ถ้าปราศจากต้นเหตุดังที่กล่าวนี้.

(๑๑) ทำไมจะต้องพูดกันมากมายเช่นนี้เล่า? โดยสรุปแล้วก็กล่าวได้ว่า เจ้าได้กระทำความเอื้อเฟื้ออย่างใหญ่หลวงแก่เรา. จงกลับไปด้วยม้านี้. ฉันได้ลุถึงจุดที่ประสงค์แล้ว.

(๑๒) พร้อมกับการกล่าวถ้อยคำนี้ เจ้านายผู้แกว่นกล้าได้ทรงเปลื้องอาภรณ์ประดับกายออกมอบให้นายฉันนะ ผู้มีดวงใจอันพล่านด้วยความเศร้า, เพื่อเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ตอบแทนแก่เขา.

ข้อความในพุทธจริตของอัศวโฆษเท่าที่ยกมานี้ เป็นข้อความที่ครอบคลุมเรื่องราวตอนออกอภิเนษกรมณ์ ไว้อย่างครบถ้วนและเพียงพอที่ผู้อ่านจะทำการสันนิษฐานหรือตีความใด ๆ เกี่ยวกับคำกล่าวที่ขัดขวางกันอยู่บางประการ แห่งภาพอภิเนษกรมณ์ทั้ง ๔ ภาพ หรือ ๔ สมัยนั้นแล้ว.

 


 

ภาพการนำพระโมลีที่ทรงตัดในวันออกผนวช พร้อมทั้งจุฑามโห (จุฬามณี) เครื่องประดับพระเศียร ขึ้นไปบูชากันในหมู่เทวดาในเทวสภา, แบบสาญจี ซึ่งคล้ายแบบภารหุตอย่างยิ่ง.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

 


 

ภาพการนำพระโมลี ที่ทรงตัดในวันออกผนวช พร้อมทั้งจุฑามโห (จุฬามณี) เครื่องประดับพระเศียร, ขึ้นไปบูชากันในหมู่เทวดา ในเทวสภาแห่งเทวโลก, ครึ่งล่าง เป็นภาพการฟ้อนรำ, การดนตรี, และการร้องเพลง ของพวกเทวดา.
(ภาพหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพการเชิญพระโมลี ที่ทรงตัดในวันออกผนวช ขึ้นสู่เทวโลก แบบอมราวดีที่ได้รับการยกย่องทางศิลป์ แม้สมัยปัจจุบันทางตะวันตกก็ให้เกียรติแก่ภาพชิ้นนี้ว่าถึงขนาด. ควรสังเกตดูเทวดานานาพรรณที่มีครบอยู่ในภาพนี้.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพการเชิญพระโมลี ที่ทรงตัดในวันออกผนวช ขึ้นสู่เทวโลก แบบนาคารชุนิโกณฑะ นับเนื่องอยู่ในกลุ่มอมราวดี, ไม่สวยเท่าแบบอมราวดี, เช่นคนหน้ากลม ตาพองเกินไป.
(จากหินสลัก แบบนาคารชุนิโกณฑะ สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพการเสด็จสรงน้ำ ณ ฝั่งน้ำเนรัญชรา โดยการช่วยเหลือของนาคมีพญานาคเป็นประมุข ก่อนหน้าวันตรัสรู้, รอยพระบาท คือสัญลักษณ์ของพระองค์, ศิลาแผ่นนี้ชำรุดมาก ยากแก่การศึกษาและจำลองภาพ.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพการรับบิณฑบาตมธุปายาสจากนางสุชาดา ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ในภาพนี้ จะเห็นภาพนางสุชาดาในหลายอิริยาบถ นับตั้งแต่เข้ามา, ถวาย, แล้วออกไป, เป็นวิธีฉลาดของศิลปินสกุลนี้ ที่ใช้วิธีแสดงภาพหลายฉากไว้ในภาพแผ่นเดียวและกลมกลืนกันไปอย่างน่าดู.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพการเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อจะไปยังฝั่งต้นมหาโพธิ์ ในวันก่อนหน้าคืนที่จะตรัสรู้, แม่น้ำอยู่ที่กลางภาพ, ตอนบนน้ำไหล นกต้องบิน, ตอนล่างน้ำหยุดชะงักตั้งขึ้นเป็นสันสูง ทำให้แผ่นดินแห้ง เสด็จดำเนินไปโดยสะดวก, แม้แต่นกก็ลงจับที่พื้นดิน ใกล้พระบาท ที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ในภาพนี้.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพพราหมณ์โสตถิยะ ถวายหญ้าคาสำหรับลาดเหนืออาสนะที่จะประทับนั่งเพื่อการตรัสรู้ในตอนเช้าก่อนหน้าคืนตรัสรู้ ที่ต้นมหาโพธิ์
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพถวายข้าวมธุปายาส แบบอมราวดี

@

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๙


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
หัวข้อธรรมในคำกลอน (คัดมาเฉพาะที่เป็นลายมือของท่าน)

: คำนำ | คำประพันธ์ | ความทุกข์เกิด | สัพพัญญู | ส.ค.ศ. | การงาน | กิเลสคุย | จริงซี่! | ยาระงับสรรพทุกข์ | ปิด-ปิด-ปิด | เปิด-เปิด-เปิด | นั่งริมธาร | นั่งเหนือเมฆ | บ้า ดี | อะไรที่ไหน | บาปใหญ่-บาปลึก? | ตัวกู-ตัวสู | ของกู-ของสู | ตัวกู-ตัวสู | สุจิต-ทุจิต | มีอยู่แล้ว | รักสงบ | สหายเอ๋ย | ความแก่ | ต้นสนเฒ่า | ตายก่อนตาย | ปริญญาจากสวนโมกข์ | มันมีเท่านี้เอง | รสแห่งความเปลี่ยนแปลง | ดับสังขาร | ยามไหนก็ได้ | เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง | ปากอย่างใจอย่าง | อะไรเผือก? | บุญเป็นอะไร | ชาวบ้าน-ชาววัด | เป็นมนุษย์หรือเป็นคน? | เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา | อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ | การพึ่งผู้อื่น | มองแต่แง่ดีเถิด | ตาบอด-ตาดี | โลกนี้คืออะไรแน่? | โลกรอดเพราะกตัญญู | ความสุข | ความอยาก | อาจารย์ไก่ | สูบบุหรี่? | ถ้าสตรีดื่มเหล้า | มีมาร-ไม่มีมาร


พินัยกรรม

: บทนำ | ๑.อนุสาวรีย์ของเรามีแล้ว | ๒.พินัยกรรมทำไม? | ๓.พินัยกรรม | | | | | | | ๑๐ | ๑๑ | ๑๒.พอสักว่าได้ยิน | ๑๓.หาธรรมเพื่อชีวิตเถิด | ๑๔.เกษตรกรรม | ๑๕.มัชฌิมา ๓ | ๑๖.ดีที่สุดก็ไม่ดีเท่าว่าง(จากดี) | ๑๗.อย่าให้มันเข้าไปอยู่ในใจ | ๑๘.อภิธรรมแท้ | ๑๙.ปมาณ/มิติ ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ | ๒๐.อนิจฺจํไปพลางก่อน | ๒๑.อภิธรรมหรือจ้ะ | ๒๒.พ้นตายได้นะจ้ะ | ๒๓.เราไม่มีปัญญาที่จะมีเงินถึงล้าน | ๒๔.สิ่งที่น่ารักและควรรักที่สุด | ๒๕.สุขจริงแท้–แท้จริง | ๒๖.ถ้ากินไข่ได้หมดฟอง | ๒๗.ความจริงที่พากันมองข้าม | ๒๘.พินัยกรรม ๓ ข้อ | ๒๙ | ๓๐.โลงมีหลาย


จิตประภัสสร


ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก

 


ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่นำผลงานของท่านมาลงเพื่อเป็นวิทยาทานมา ณ ที่นี้ด้วย

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์