ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๔๗

ภาพปางปรินิพพาน (แสดงภาพพระพุทธองค์ด้วยสัญลักษณ์ คือสถูปรูปบาตรคว่ำ) มีการถวายบังคมพระบรมศพ และการบรรเลงด้วยเครื่องบรรเลงรูปร่างแปลก มีบางอย่างซึ่งชาวอินเดียยอมรับว่า ในบัดนี้หาของจริงดูไม่ได้แล้ว ยังมีอยู่แต่ในภาพเช่นนี้. แถมมีภาพเทวดามีปีก ซึ่งจะต้องถกกันดูว่า ใหม่หรือเก่ากว่าเทวดาแบบฝรั่ง หรือใครเอาอย่างใคร.
(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๗

ภาพที่ ๔๗ นี้ เป็นภาพพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน. ผู้ดูควรจะเปิดข้ามไปดูภาพที่ ๔๘ และ ๔๙ เพื่อการเปรียบเทียบดูเสียก่อนจะช่วยให้เข้าใจอะไรบางอย่างได้เร็วขึ้นจากการเปรียบเทียบนั้น. ภาพที่ ๔๗ เป็นแบบสาญจี, ภาพที่ ๔๘ เป็นแบบภารหุต, และภาพที่ ๔๙ เป็นแบบอมราวดี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยกันทั้งนั้น ทั้งในส่วนทรวดทรงของสถูป และเครื่องประกอบหรือประดับ ที่เป็นมาตรฐานของศิลปกรรมสกุลนั้น ๆ.

ปัญหาข้อแรกที่จะต้องสนใจมีอยู่ว่า ภาพพระสถูปเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ทั้งของพระศพที่ปรินิพพานใหม่ ๆ และของพระสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ในประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับแบ่งพระสารีริกธาตุไป. ทำให้ต้องวินิจฉัยกันว่า ภาพสถูปภาพไหนเป็นภาพพระศพและภาพไหนเป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิธาตุในตอนต่อมา.

การที่ถือว่า พระสถูปแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของพระศพนั้น มีเหตุผลง่าย ๆ ตรงที่ว่า ไม่มีภาพอื่นใดที่แสดงถึงฉากตอนปรินิพพานเลย นอกจากภาพสถูปเช่นในภาพที่ ๔๗ นี้เป็นต้น. สมัยปัจจุบันนี้ เราเขียนภาพพระพุทธองค์ประทับนอนอยู่บนแท่นระหว่างต้นไม้สองต้น; แต่ในสมัยที่ยังไม่ยอมทำรูปพระพุทธองค์นั้น ทำไม่ได้ เพราะไม่ทำรูปคน, และแม้ที่จะทำเป็นแท่นว่างยาวระหว่างต้นไม้สองต้น ก็ไม่ปรากฏเลย, เมื่อภาพตอนอื่นเสร็จไปแล้วมาถึงตอนนิพพานก็ทำภาพพระสถูปชนิดนี้เลยทีเดียว, ดังนั้นจึงถือว่า พระสถูปรูปร่างเช่นนี้เอง คือสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน หรือกล่าวโดยเจาะจง ก็คือพระศพในวันที่เสด็จปรินิพพานนั้นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง ที่จะสังเกตได้ง่าย ๆ เหมือนกัน คือเมื่อฉากสำคัญทั้ง ๔ ฉาก (คือฉากประสูติ-ตรัสรู้-แสดงธรรมจักร-นิพพาน) จะต้องนำมาสลักไว้ในหินแท่งเดียวกัน ในลักษณะที่เรียกว่า epitome แล้วเราจะพบได้ทั่ว ๆ ไปว่า ฉากที่สี่คือปรินิพพานนั้นจะถูกแสดงไว้ด้วยรูปสถูปเช่นนี้เสมอ เป็นการตายตัว เช่นเดียวกันกับฉากตรัสรู้ที่แสดงด้วยภาพต้นโพธิ์, ฉากแสดงธรรมจักร แสดงด้วยภาพลูกล้อ, ส่วนฉากประสูตินั้น มีได้มากกว่า ๑ อย่าง เช่น ภาพกอบัวในกระถางแบบมถุรา, หรือลายขยุกขยิก (ดังในภาพที่ ๒๓) เป็นต้น, ซึ่งไม่ค่อยจะตายตัวเหมือนฉาก ๓ ฉากที่เหลือ. ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือได้โดยแน่นอนว่า รูปพระสถูปนั้น ถ้านับเนื่องอยู่ในพระพุทธประวัติแล้ว ย่อมเล็งถึงพระพุทธองค์ในขณะปรินิพพานด้วยเสมอไป, มิใช่เป็นเพียงรูปสถูปบรรจุพระอัฐิธาตุแห่งเวลาต่อมาแต่ประการใด.

ในภาพที่ ๔๗ นี้ มีสิ่งที่ควรศึกษาคือ ครึ่งบนเป็นส่วนของสถูปซึ่งเล็งถึงการปรินิพพาน, ครึ่งล่าง คือภาพหมู่คนซ้อนกันสองแถว เล็งถึงการบังคับและการสมโภชพระศพด้วยดนตรีเป็นต้น, ซึ่งถือกันว่าเป็นการกระทำของมัลลกษัตริย์แห่งนครกุสินาราอันเป็นเจ้าของประเทศที่นิพพาน ตลอดเวลาเจ็ดวันดังที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา หรือตำนานชื่ออื่น.

ส่วนที่เกี่ยวกับพระสถูปนี้ มีตัวสถูปรูปบาตรคว่ำ หรือมะนาวตัดครึ่ง, อยู่บนฐานประทักษิณ ๓ ชั้น, ข้างบนยอดมีแท่นสี่เหลี่ยม มีฉัตรปักอยู่ ๓ คัน, แต่ละคันมีมาลัยแขวน, ห้อยแผ่นผ้าหรือแผ่นธง ๒ ข้าง, มีเทวดาแบบกินนรขนาบ ๒ ข้าง ข้างละ ๒ ตัว, ซึ่งจะดูให้มีความหมายเป็นประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศก็ได้, ใต้เทวดาลงมา มีคนถือมาลัยบูชาอยู่ข้างละ ๒ คน. สำหรับเทวดานั้น มีลักษณะอย่างเดียวกันกับที่เคยทำประกอบสองข้างพระแท่นมีต้นโพธิ์ หรือแม้สองข้างวงล้อธรรมจักรดังในภาพที่ ๔๒, ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นเทวดาที่ประจำสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ในทุก ๆ แบบนั่นเอง, นับว่าเป็นแบบฉบับโดยเฉพาะของศิลปกรรมสกุลนี้ ซึ่งควรกำหนดไว้ตลอดไป จะสะดวกแก่การศึกษาของตนเองอย่างยิ่ง. เทวดาฝรั่งนั้น มีปีกเหมือนกัน แต่ทำเป็นรูปคนตามธรรมดาอย่างเต็มตัวแล้วมีปีกนิดเดียว ไม่น่าจะพาตัวลอยได้แถมมีมือถืออาวุธและอื่น ๆ รับใช้พระเป็นเจ้าได้ในทุกกรณี, ส่วนเทวดาแบบนี้ ทำตัวเป็นนก มีปีกหางมากพอที่จะบินไหว, แต่อย่างไรก็ตาม ปีกหรือหางเป็นต้นนั้น ไม่ควรเข้าใจไปว่าเป็นของจริงตามนั้น ควรถือเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการที่สามารถเหาะลอยไปได้เท่านั้นเอง คือมีฤทธิ์เป็นพิเศษในส่วนนั้น, จะทำตัวเป็นนกหรือทำตัวเป็นคน ย่อมแล้วแต่ศิลปะแห่งยุคนั้นหรือถิ่นนั้น.

ส่วนล่างที่เกี่ยวกับหมู่คนนั้น จะเห็นได้ว่าที่ตรงกึ่งกลางของคนแถวบน มีคนอยู่คนหนึ่งกำลังไหว้อยู่อย่างแหงนหน้า คงจะเป็นตัวประธานหรือตัวเจ้าภาพเอง นอกนั้นเป็นญาติหรือบริวาร, ถือเครื่องสักการะบ้าง, พนมมือบ้าง, ส่วนคนริมขวาสุดนั้นถือธงแผ่นผ้าผืนยาว ซึ่งจัดเป็นเครื่องสักการะด้วยเหมือนกัน. ส่วนแถวล่างนั้นเป็นชาวประโคมล้วน มีเครื่องดนตรีต่าง ๆ กัน, สองคนริมซ้ายสุด เป่าปี่หรือแตรซึ่งทางปากเป็นรูปงู. คนที่สามเป่าเครื่องเป่าชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยเลาสองเลา ซึ่งคงจะเป็นภาพนี้เอง ที่เจ้าหน้าที่ทางอินเดียแนะให้สังเกตว่า มีเครื่องดนตรีบางชนิดที่บัดนี้ในอินเดียเองก็ไม่มีแล้ว และไม่ทราบว่าเป็นอะไร, คนที่สี่และที่ห้า ตีเครื่องตีประเภทกลอง, ส่วนคนที่หกและที่เจ็ดตีเครื่องตีรูปร่างแบน ๆ. ทั้งหมดนี้ควรจะเป็นที่สนใจอย่างยิ่ง สำหรับครูบาอาจารย์ทางวิชาดนตรี ว่าทางอินเดียซึ่งเป็นต้นตอวัฒนธรรมประเภทนี้ แม้แก่ชาวไทยเรานั้น เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เขามีเครื่องดนตรีอะไร เป็นชุดอย่างไร ในขนาดที่ใช้ในราชสำนักหรือที่เป็นแบบมาตรฐาน. และที่ต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือที่เท้าของนักดนตรีเหล่านั้น มีผ้าพันแข้ง มีเชือกพันทับอย่างหยาบ ๆ ด้วย. ชะรอยจะมีความหมายถึงการแต่งตัวเต็มยศ หรือสุภาพหรือแสดงความเคารพด้วยนั่นเอง. คนทั้งสองแถวนี้ มีแถวละ ๗ คนเท่ากัน. ในคนทั้งหมดนี้ไม่มีใครที่แต่งศีรษะอย่างพระราชาเลย, ถ้าการสันนิษฐานว่าคนที่ไหว้อย่างแหงนหน้าในแถวบน เป็นกษัตริย์ที่เป็นประธาน เป็นการสันนิษฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็ต้องสันนิษฐานต่อไปว่า กษัตริย์ทั้งหลายเหล่านั้น ไม่แต่งศีรษะอย่างกษัตริย์ในคราวไว้ทุกข์แก่บุคคลสูงสุดไว้อีกกระมัง, เพราะว่าในภาพไหน ๆ ก็ตามที่แล้ว ๆ มา กษัตริย์แต่งศีรษะอย่างเห็นได้ว่าเป็นกษัตริย์เสมอ, ทั้งแบบสาญจี และแบบภารหุต, และเป็นอย่างเดียวกับศีรษะเทวดา, ส่วนในภาพนี้มีศีรษะลุ่น ๆ เกลี้ยง ๆ เหมือนชาวบ้านทั่วไป.

ในแง่ของศิลปะและโบราณคดีโดยตรงนั้น มีแง่ที่ควรศึกษาอย่างยิ่งก็คือแบบของพระสถูปนั่นเอง สำหรับผู้สนใจทางแบบแผนหรือแม้แต่คติที่ถือกันในทางศาสนา, เท่าที่ควรทราบกันไว้บ้างนั้นมีดังนี้ : -

ภายในตัวสถูปแท้ ๆ นั้น เต็มไปด้วยดินปนกรวดหรือหินตามธรรมชาติ, มีโพรงเล็ก ๆ ประกอบกันขึ้นด้วยแผ่นหิน ในลักษณะหีบสี่เหลี่ยม ในโพรงนั้น บรรจุหีบศิลาที่เล็กเข้ามา แต่สวยงามหรือประณีตยิ่งขึ้น, ในหีบนั้นซึ่งบางรายอาจจะมีซ้อนกันมากกว่า ๑ ใบ, บรรจุของมีค่าไว้ตามสมควร เช่นเศษทองเงินแกะหรืออัดเป็นภาพเล็ก ๆ เป็นเครื่องบูชาพระอัฐิ ซึ่งอยู่ในผอบหินที่ดีที่สุด กลึงหรือแกะสลักให้สวยที่สุดเท่าที่จะทำได้. จากโพรงศิลานี้ มีท่อเล็ก ๆ ประกอบขึ้นด้วยอิฐ ทำนองท่อระเหยอากาศ ตรงขึ้นไปทางเบื้องบนจะถึงยอดสุด เพื่อให้โพรงศิลาข้างใต้นั้นระบายอากาศได้นั่นเอง, และน้ำฝนส่วนน้อย อาจซึมลงไปถึงส่วนล่างได้ด้วยก็ได้. ดินซึ่งเป็นองค์สถูปทั้งหมดนั้น ก่ออิฐด้วยปูนยึดไว้ไม่ให้พัง แล้วใช้แผ่นหินสวย ๆ มีลวดลายหรือไม่มีแล้วแต่กรณี, บุหน้าอิฐทั้งหมดนั้นอีกต่อหนึ่ง จนดูเป็นหินไปทั้งองค์, ตรงที่จรดกับพื้นดินโดยรอบ เรียกว่า เมธิ หมายถึงฐาน, จากฐานออกมาโดยรอบ ทิ้งว่างไว้พอประมาณสำหรับเดินได้รอบ เรียกว่า ปทกษิณ. รองวงประทักษิณนี้ ยกรั้วขึ้นโดยรอบ เรียกรั้วนี้ว่า เวทิกา. (ดังที่เห็นได้ในภาพสถูปภายนี้); ดูในภาพแล้ว จะเห็นว่ารั้วนี้ มีกรอบอันล่างติดกับพื้น และเรียกหินชิ้นนี้ว่า อาลมพน, และมีชิ้นที่ยืนเป็นอันยืนเป็นระยะ ๆ ไป เรียกว่า สตมภ หรือสดมภ์ในภาษาไทย. ซึ่งแปลว่า เสา, ชิ้นที่เรียก สตัมภะ นี้ มีรูให้ชิ้นที่จะเสียบขวางเข้าไปอีก, สองหรือสามชิ้น แล้วแต่กรณี, อันที่จะเสียบร้อยสตัมภะทั้งหมดให้เนื่องกันนี้ แต่ละอัน ๆ เรียกว่า สูจิ. แปลว่า เข็ม เช่นเข็มเย็บผ้า, ยังมีชิ้นขนาดใหญ่เท่าชิ้นล่าง ครอบข้างบน

หัวสตัมภะอีกทีหนึ่ง ให้แน่นหนาเนื่องกันหมด, เหมือนอันที่เรียกอาลัมพนข้างล่าง แต่ไม่เรียกว่า อาลัมพน, ไปเรียกเสียว่า อุษณีษ์ ซึ่งแปลว่า ครอบหน้าหรือกรอบหน้า. ถ้าฐานประทักษิณมีหลายชั้น เช่นมี ๓ ชั้นดังในภาพนี้ ก็ต้องมีบันไดขึ้นไปจากชั้นล่าง เรียกบันไดนี้ว่า โสปาน, จากประทักษิณขั้นบนสุดขึ้นไปถึงตัวสถูปโดยตรง ซึ่งมีลักษณะเหมือนบาตรคว่ำดังเช่นในภาพนี้. เรียกส่วนที่เหมือนบาตรคว่ำนี้ว่า อณฑ แปลว่าฟองไข่, หรือบางทีก็เรียกว่า ครภ (ตรงกับภาษาไทยวา ครรภ์) แปลว่า ห้อง หรือ มดลูก, และเรียกพระอัฐิที่บรรจุไว้ในนั้นว่า พีช แปลว่า พืช, เหนืออัณฑะขึ้นไปถึงรั้วสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายแท่นสี่เหลี่ยม ส่วนนี้เรียกว่า หรมิกา หรือ หรรมิกา ในสำเนียงไทยเรา, บนหรรมิกานี้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับว่า มีพระพุทธองค์ประทับอยู่ ปักฉัตรไว้คันหนึ่งหรือหลายคันแล้วแต่กรณี ดังในภาพนี้มีปักไว้ ๓ คัน, และเรียกว่า ฉตร ซึ่งได้กลายมาเป็นภาษาไทยเราว่าฉัตร ตรงกันตามสำเนียงเดิม. ที่รั้วชั้นนอกสุด มีซุ้มประตูเข้าออกเรียกว่า โทรณ ดังที่เห็นอยู่ในภาพที่ ๔๗ นี้ ๑ ประตู. ที่เสาประตู มีคานขวางเหนือประตู ที่เสารั้ว ที่ขอบรั้วอันบนมีการสลักภาพตามความประสงค์. แม้ภาพที่นำมาแสดงในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ก็อยู่ตามที่เหล่านี้เอง. ทั้งหมดนี้เป็นส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกว่าสถูป ตามแบบมาตรฐานทั่วไป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ตายตัว, ส่วนลวดลาย หรือเครื่องประดับเบ็ดเตล็ดนั้น อาจจะทำได้ตามใจชอบ. พระสถูปแบบนี้เองที่ค่อยวัฒนาการมาเป็นสถูปแบบลังกา กระทั่งมาสู่ประเทศไทยกลายเป็นสถูปเช่นที่นครปฐม และนครศรีธรรมราช เป็นต้น. อะไรได้เพิ่มเข้ามาหรือหายไปอย่างไร ขอให้พิจารณาดูเอาเอง และเราควรจะคิดนึกปรับปรุงของเรากันใหม่อย่างไรต่อไปอีกบ้าง ก็น่าจะลองนึกกันดู เพื่อผลอันดีทางจิตใจยิ่งขึ้น ดีกว่าที่จะถือทิฏฐิมานะไปตะพึดแล้วเดินไกลออกไปทุกที จากสิ่งที่เคยเป็นแบบฉบับและมีค่าทางจิตใจอย่างสูงมาแล้วแต่กาลก่อน.

ดูภาพที่ ๔๗ นี้ สำหรับเปรียบเทียบกับภาพที่ ๔๘-๔๙ ถัดไปอีกครั้งหนึ่ง.

@

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๔๗ ภาพปางปรินิพพาน


หัวข้อธรรมในคำกลอน (คัดมาเฉพาะที่เป็นลายมือของท่าน)

: คำนำ | คำประพันธ์ | ความทุกข์เกิด | สัพพัญญู | ส.ค.ศ. | การงาน | กิเลสคุย | จริงซี่! | ยาระงับสรรพทุกข์ | ปิด-ปิด-ปิด | เปิด-เปิด-เปิด | นั่งริมธาร | นั่งเหนือเมฆ | บ้า ดี | อะไรที่ไหน | บาปใหญ่-บาปลึก? | ตัวกู-ตัวสู | ของกู-ของสู | ตัวกู-ตัวสู | สุจิต-ทุจิต | มีอยู่แล้ว | รักสงบ | สหายเอ๋ย | ความแก่ | ต้นสนเฒ่า | ตายก่อนตาย | ปริญญาจากสวนโมกข์ | มันมีเท่านี้เอง | รสแห่งความเปลี่ยนแปลง | ดับสังขาร | ยามไหนก็ได้ | เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง | ปากอย่างใจอย่าง | อะไรเผือก? | บุญเป็นอะไร | ชาวบ้าน-ชาววัด | เป็นมนุษย์หรือเป็นคน? | เราสร้างดวง อย่าให้ดวงสร้างเรา | อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ | การพึ่งผู้อื่น | มองแต่แง่ดีเถิด | ตาบอด-ตาดี | โลกนี้คืออะไรแน่? | โลกรอดเพราะกตัญญู | ความสุข | ความอยาก | อาจารย์ไก่ | สูบบุหรี่? | ถ้าสตรีดื่มเหล้า | มีมาร-ไม่มีมาร


พินัยกรรม

: บทนำ | ๑.อนุสาวรีย์ของเรามีแล้ว | ๒.พินัยกรรมทำไม? | ๓.พินัยกรรม | | | | | | | ๑๐ | ๑๑ | ๑๒.พอสักว่าได้ยิน | ๑๓.หาธรรมเพื่อชีวิตเถิด | ๑๔.เกษตรกรรม | ๑๕.มัชฌิมา ๓ | ๑๖.ดีที่สุดก็ไม่ดีเท่าว่าง(จากดี) | ๑๗.อย่าให้มันเข้าไปอยู่ในใจ | ๑๘.อภิธรรมแท้ | ๑๙.ปมาณ/มิติ ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ | ๒๐.อนิจฺจํไปพลางก่อน | ๒๑.อภิธรรมหรือจ้ะ | ๒๒.พ้นตายได้นะจ้ะ | ๒๓.เราไม่มีปัญญาที่จะมีเงินถึงล้าน | ๒๔.สิ่งที่น่ารักและควรรักที่สุด | ๒๕.สุขจริงแท้–แท้จริง | ๒๖.ถ้ากินไข่ได้หมดฟอง | ๒๗.ความจริงที่พากันมองข้าม | ๒๘.พินัยกรรม ๓ ข้อ | ๒๙ | ๓๐.โลงมีหลาย


จิตประภัสสร


ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก

 


ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่นำผลงานของท่านมาลงเพื่อเป็นวิทยาทานมา ณ ที่นี้ด้วย

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์