|
การเกิดสุริยุปราคาในประเทศไทย
ในประเทศไทย
การเกิดสุริยุปราคามีขึ้นไม่บ่อยนักแต่เชื่อกันว่ามีสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นและเห็นได้ในประเทศไทยหลายครั้งด้วยกัน
เท่าที่มีการบันทึกไว้พออ้างอิงได้
คือ

ภาพวาดสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ทรงเสด็จทอดพระเนตร
การเกิดสุริยุปราคา
เมื่อปี พ.ศ. 2231 ณ
พระตำหนักเย็น
- สุริยุปราคาที่เกิดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
2 ครั้งด้วยกัน
ซึ่งพระองค์เสด็จทอดพระเนตรร่วมกับบาทหลวงเยซูอิต
ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์และได้นำความรู้ทางดาราศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาเผยแพร่และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาในสมัยนั้น
ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11
ธันวาคม พ.ศ. 2228
ซึ่งเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงโดยเสด็จทอดพระเนตรที่เมืองละโว้
ผ่านกล้องโทรทรรศน์
และครั้งที่สองเมื่อวันที่
30 เมษายน พ.ศ. 2231
ซึ่งเป็นสุริยุปราคาบางส่วน
สันนิษฐานว่าทรงเสด็จทอดพระเนตร
ณ พระตำหนักเย็น
ทะเลชุบศรทั้ง 2
ครั้งโดยทอดพระเนตรภาพดวงอาทิตย์บนฉากที่รับภาพจากกล้องโทรทรรศน์ที่บาทหลวงตั้งถวายให้ทอดพระเนตร
หลังจากนั้นประเทศไทยก็ว่างจากข่าวคราวการเกิดสุริยุปราคา
จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถทางด้านดาราศาสตร์
โดยทรงศึกษาวิชาการด้านนี้ด้วยพระองค์เองจากตำราโหราศาสตร์ไทยและตำราโหราศาสตร์สากล
ที่ทรงสั่งซื้อจากต่างประเทศ
ทรงวัดเส้นรุ้งเส้นแวงด้วยพระองค์เองทรงคำนวณว่าจะเกิด
สุริยุปราคาเต็มดวง
ที่บ้านคลองลึกตำบลหว้ากอ
อำเภอเมือง
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันที่
18 สิงหาคม พ.ศ. 2411
ได้อย่างแม่นยำ
ทั้งๆที่ทรงคำนวนไว้ล่วงหน้าถึง
2 ปี โดยทรงใช้กล้องโทรทรรศน์ส่วนพระองค์ในการทอดพระเนตร
ทำให้พระองค์ทรงได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ
และทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น
"พระบิดาแห่งดาราศาสตร์ไทย"
และในวันนี้คือวันที่
18 สิงหาคม
ก็ได้รับการกำหนดให้เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ"
ของทุกปี
การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้
จึงนับว่ามีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเหตุการณ์หนึ่งทีเดียว

ภาพถ่ายขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ
เมื่อปี พ.ศ. 2411

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4
ขณะเสด็จทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ

กล้องโทรทรรศน์ส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ทรงใช้ทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ
เมื่อพ.ศ. 2411
เป็นกล้องที่นับว่าทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น
การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นครั้งต่อมาคือในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันที่ 6
เมษายน ปี พ.ศ. 2418
กินเวลามืดนาน 4 นาที 42
วินาที
เห็นได้ชัดที่แหลมเจ้าลาย
จังหวัดเพชรบุรี
ในสมัยรัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.
2472
เป็นสุริยุปราคาเต็มดวง
กินเวลามืดนาน 6 นาที
เห็นได้ชัดที่อำเภอโพธิ์
จังหวัดปัตตานี
และในสมัยรัชกาลปัจจุบันเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง
2 ครั้งด้วยกัน คือ เมื่อวันที่
20 มิถุนายน พ.ศ. 2498
เห็นได้ชัดที่อำเภอบางประอิน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
และอีกหลายจังหวัด
รวมทั้งกรุงเทพฯ ด้วย
กินเวลามืดนาน 6
นาทีและครั้งที่ 2
ซึ่งกินเวลาห่างกันถึง 40
ปี คือ
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2538
เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงซึ่งเห็นได้ชัดในหลายจังหวัดของประเทศไทย
นานเกือบ 2 นาที
โดยจังหวัดที่เห็นได้ชัดเจนและมากอำเภอที่สุด
คือจังหวัดนครสวรรค์
ครั้งต่อไปที่ประเทศไทยจะมีโอกาสได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงได้อีก
คือ ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.
2613 หรืออีก 75 ปีข้างหน้า
โดยเงามืดจะเคลื่อนผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
|