ความเป็นมาของ เป๊ปซี่-โคล่า (Pepsi-Cola)

 


ค.ศ. 1898
นาย คาเลบ แบรดแฮม (Caleb D. Bradham) เภสัชกรจากเมืองนิวเบิร์น รัฐนอร์ธ คาโรไลนา ได้เปลี่ยนชื่อเครื่องดื่มคาร์บอเนต "แบรดส์ ดริงค์" (Brad's Drink) ที่เขาเป็นผู้ปรุงขึ้นเพื่อบริการลูกค้าร้านขายยาของเขา ไปเป็นชื่อ "เป๊ปซี่-โคลา" (Pepsi-Cola) เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม

ค.ศ. 1902
นายแบรดแฮม ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ภายใต้ชื่อ "เป๊ปซี่-โคล่า" (Pepsi-Cola)

ค.ศ. 1903
เพื่อคงต้นตำรับความเป็นเครื่องดื่มที่ผสมขึ้นโดยเภสัชกร แบรดแฮมจึงทำการโฆษณาเครื่องดื่มของเขาว่า เป็นเครื่องดื่มที่ "สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร"

ค.ศ. 1905
มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้ใหม่ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1898 โรงงานบรรจุขวด เป๊ปซี่-โคล่า สาขาแรก ก่อตั้งขึ้นที่เมืองชาร์ล็อตและเดอร์แฮม รัฐนอร์ธ คาโรไลน่า

ค.ศ. 1906
เป๊ปซี่เปลี่ยนโลโก้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นโลโก้แบบที่ 3 ในรอบ 8 ปี มีการเปลี่ยนแปลงข้อความในโลโก้ให้เป็นไปตามสโลแกน "The Original Pure Food Drink" เป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวด 15 โรงทั่วสหรัฐอเมริกา เครื่องหมายการค้าของเป๊ปซี่ จดทะเบียนในประเทศแคนาดา และมียอดขายมากถึง 38,605 แกลลอน

ค.ศ. 1907
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่ ในประเทศเม็กซิโก

ค.ศ. 1909
นักแข่งรถระดับแนวหน้า บาร์นี่ โอลด์ฟิลด์ คือผู้มีชื่อเสียงคนแรกที่ปรากฏตัวในโฆษณาเป๊ปซี่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีเนื้อความโฆษณาว่า "เครื่องดื่มชั้นยอด…เติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เป็นเครื่องบำรุงกำลังสำหรับการแข่งขันประลองความเร็ว" (A bully drink…refreshing, invigorating, a fine bracer for a race.")

เริ่มมีการใช้แนวคิดว่า "รสชาติเยี่ยมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ" ("Delicious and healthful") และใช้ต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษ

ค.ศ. 1920
เป๊ปซี่ได้รับการนำออกสู่ตลาดด้วยแนวคิด "ดื่มเป๊ปซี่ โคล่า แล้วคุณจะพอใจ" ("Drink Pepsi Cola. It will satisfy you.") เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดหุ้นนิวยอร์ค พุ่งขึ้นสูงถึง 26 เซ็นต์ต่อปอนด์ แบรดแฮม ก็ได้ลงทุนซื้อน้ำตาลเพื่อเก็บไว้เป็นจำนวนมากในขณะที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และพอถึงช่วงปลายปี เมื่อความต้องการน้ำตาลลดลง ราคาก็ตกลงอย่างมากจนเหลือเพียงแค่ 2 เซ็นต์ต่อปอนด์เท่านั้น

ค.ศ. 1923
บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ถึงคราวต้องประกาศล้มละลาย และต้องขายสินทรัพย์ให้แก่บริษัท คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น ในนอร์ธ คาโรไลน่า เป็นจำนวนเงิน 30,000 เหรียญสหรัฐ

รอย ซี. เม็กการ์เกล (Roy C. Megargel) นายหน้าค้าหุ้นจากตลาดหุ้น วอลล์ สตรีท ได้ซื้อเครื่องหมายการค้า, ธุรกิจ รวมถึงความนิยมที่ได้สร้างสมมา จาก คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น เป็นจำนวนเงิน 35,000 เหรียญสหรัฐ และก่อตั้งเป็นบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า คอร์เปอเรชั่น

ค.ศ. 1932
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ อาร์เจนติน่า ปีถัดมา ภาพยนต์โฆษณาชุด "New Generation" ยังมีศิลปิน และคนที่มีชื่อเสียง อีกหลายคนมาร่วมแสดง ตั้งแต่ "ไลโอเนล ริชี่" "ทีน่า เทอร์เนอร์" "กลอเรีย เอสเตฟาน" ไปจนนึงนักกีฬาชื่อดังอย่าง "โจ มอนตาน่า" และ "แดน มาริโน่" แต่โฆษณาชิ้นที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือ "Apartment 10G." ที่นำแสดงโดย ไมเคิล เจ ฟ็อกส์

ค.ศ. 1934
เป๊ปซี่ เริ่มออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนาดบรรจุขวด 12 ออนซ์ ในราคา 5 เซนต์ ซึ่งเป็นราคาเดียวกับเครื่องดื่มของคู่แข่งในขนาด 6 ออนซ์

ค.ศ. 1941
เพื่อเป็นการสนับสนุนกองทัพอเมริกา เป๊ปซี่เปลี่ยนสีของฝาขวดเป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน ร้านค้าเป๊ปซี่ใน ไทม์ สแควร์ นิวยอร์ค ได้เปิดกิจการตลอดช่วงระยะเวลาที่เกิดสงคราม ทำให้ครอบครัวมากกว่า 1 ล้านครอบครัวสามารถบันทึกข้อความสำหรับฝ่ายบริการของกองทัพที่อยู่โพ้นทะเลได้

ค.ศ. 1943
กลยุทธ์การโฆษณาชุด "Twice as much" เริ่มรวมเอาแนวความคิด "Bigger drink, better taste" เข้าไปด้วย

ค.ศ. 1946
เมื่อถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤติน้ำตาลขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตินี้ แม็ค ซื้อกิจการปลูกอ้อยน้ำตาลในคิวบา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากทีเดียว

ใช้ "Bigger Drink, Better Taste" เป็นแนวคิดหลัก และเป๊ปซี่-โคล่า ก็เริ่มแพร่ไปสู่ ละติน อเมริกา

ค.ศ. 1947
ผลกำไรนานาชาติสูงถึง 6,769,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้น เป๊ปซี่เริ่มขยายตัวไปสู่ ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง

ค.ศ. 1948
สำนักงานใหญ่ย้ายจาก เมืองลองไอแลนด์ นิวยอร์ค ไปยังใจกลางเมืองแมนฮัตตัน

ค.ศ. 1949
มีการเพิ่มประโยค "Why take less when Pepsi's best?" เข้าไปในโฆษณา "Twice as much" ซึ่งเป็นประโยคเด็ดที่โดนใจผู้ที่นิยมชมชอบเป๊ปซี่

รอน บราวน์ (Ron Brown) เลขาธิการกระทรวงพาณิชย์คนก่อน เป็นชาวอาฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่ปรากฏในแคมเปญโฆษณาที่เป๊ปซี่มุ่งเน้นเจาะตลาด อาฟริกัน-อเมริกัน

ค.ศ. 1950
นายอัลเฟรด เอ็น สตีล ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและ CEO ของเป๊ปซี่-โคล่า

ดาราฮอลลีวูด โจน ครอวฟอร์ด (Joan Crawford) ภรรยาของมิสเตอร์ สตีล เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมทสินค้าของบริษัท

โฆษณาของเป๊ปซี่-โคล่า ก้าวทันรสนิยมของผู้บริโภค ดังเช่นที่สตีลได้บุกเบิกการส่งเสริมการขายเป๊ปซี่-โคล่าว่าเป็นประสบการณ์มากกว่าการต่อรองราคา

สโลแกน "สองเท่าในราคา 5 เซ็นต์" (Twice as much for a nickel") ก็เหมือนกับ "ได้มากกว่า 1 ออนซ์" ("More Bounce to the Ounce") ส่งให้เป๊ปซี่มีทศวรรษที่เต็มไปด้วยพละกำลัง

ค.ศ. 1953
เมื่อชาวอเมริกันเริ่มตระหนักถึงเรื่องน้ำหนักตัว เป๊ปซี่เริ่มใช้กลยุทธ์ใหม่เกี่ยวกับเรื่องแคลอรี่ต่ำในแคมเปญ "ความสดชื่นแบบเบาๆ" ("The Light Refreshment")

ค.ศ. 1954
"ความสดชื่นแบบเบาๆ " ค่อยๆ รวมเข้ากับ "สดชื่นได้โดยไม่ต้องเติม" ("Refreshing Without Filling")

ค.ศ. 1956
นอกเหนือจากในอเมริกาแล้ว เป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่าเปิดดำเนินการ 149 โรง ใน 61 ประเทศ

ค.ศ. 1958
ในบางครั้ง เป๊ปซี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น the kitchen cola อันเนื่องมาจากการที่ครองตำแหน่งยี่ห้อที่ราคาไม่แพงมาเป็นเวลานาน ในขณะนี้ เป๊ปซี่กำหนดกลุ่มลูกค้าไว้ที่บรรดาผู้บริโภคหนุ่มสาวที่ทันสมัย ด้วยแนวคิด "อยากเข้ากันได้กับกลุ่ม ดื่มเป๊ปซี่สิ" ("Be sociable, have a Pepsi") ความโดดเด่นของขวดเกลียว เข้ามาแทนที่ขวดแบบเรียบแบบเก่าของเป๊ปซี่

ค.ศ. 1959
นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) นายกรัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต และริชาร์ด นิกสัน (Richard Milhous Nixon) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา พบปะกันใน "kitchen debate" ที่งานแสดงสินค้านานาชาติแห่งหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ก่อให้เกิดพาดหัวข่าวในอเมริกาว่า "Khrushchev Gets Sociable."

ค.ศ. 1961
เป๊ปซี่ยังคงกลั่นกรองกลุ่มลูกค้า โดยคำนึงถึงความสำคัญของกลุ่มวัยรุ่นหลังยุคสงคราม เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สโลแกน "เป๊ปซี่ สำหรับผู้ที่คิดแบบหนุ่มสาว" บ่งบอกว่าวัยหนุ่มสาวนั้นเป็นสภาพความคิดและจิตใจมากเท่าๆ กับวัยตามอายุจริง โดยที่ยังสามารถใช้ยี่ห้อดึงดูดตลาดทุกส่วนไว้ได้

ฮาร์วี่ ซี. รัซเซล (Harvey C. Russell) นับเป็นคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่เป็นรองประธาน ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา

ค.ศ. 1962
เป๊ปซี่มีโลโก้ใหม่ นับเป็นอันดับที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของเป๊ปซี่ เริ่มใช้โลโก้ใหม่เป็นครั้งแรกบนฝาจีบ ตามติดมาด้วยการออกแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ "Pepsi Generation"

ค.ศ. 1963
หนึ่งในช่วงการศึกษาสถิติประชากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ยุคเบบี้ บูมเมอร์ในช่วงหลังสงครามเป็นปรากฎการณ์ทางด้านสังคมและด้านการตลาดอันหนึ่ง เป๊ปซี่มองเห็นถึงช่องทางของความเปลี่ยนแปลงนั้น จึงกำหนดตำแหน่งของตัวเองว่าเป็น เครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ - เป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น โฆษณา "Come alive! You're in the pepsi Generation" สร้างประวัติศาสตร์แก่วงการโฆษณา เป็นครั้งแรกที่การกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ที่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่อยู่ที่ลักษณะวิถีชีวิตของผู้บริโภค

ค.ศ. 1964
เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Diet Pepsi

ค.ศ. 1965
เริ่มมีการรุกตลาดอื่นนอกเหนือไปจากตลาดเครื่องดื่ม ฟริโต-เลย์ ของ ดัลลัส, เท็กซัส และ เป๊ปซี่-โคล่า มารวมกัน กลายเป็น บริษัท เป๊ปซี่ (Pepsi Co, Inc.)

ประสบความสำเร็จกับการออกกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ การกระจายสินค้าอย่าเต็มรูปแบบเริ่มขึ้น เมาเท่น ดิว เริ่มออกสู่ตลาดด้วยแคมเปญ "Ya-Hoo Mountain Dew… It's tickle your innards."

"Girlwatchers" แคมเปญอิสระชิ้นแรกของไดเอทเป๊ปซี่ มุ่งเน้นแนวคิดไปที่ประโยชน์ทางด้านความสวยงามที่ได้จากการดื่มโคล่าแคลอรี่ต่ำ เพลงโฆษณา "Girlwatchers" ได้รับความนิยมติดอันดับหนึ่งใน 40 จากนั้นโฆษณาของ เมาเท่น ดิว ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกมาในปี 1964 ก็ตามมา โดยออกอากาศเป็นครั้งแรก กับสโลแกนที่ติดหูในทันทีที่ว่า "Ya-hoo, Mountain Dew"

ค.ศ. 1967
เมื่อผลการวิจัยระบุได้ว่า ผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติของเป๊ปซี่แช่เย็น "Taste that beats the others cold. Pepsi pours it on" จึงเน้นย้ำว่าเป๊ปซี่คือผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า ในขณะที่มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แคมเปญนี้ยังได้ยึดมั่นภาพที่แสดงออกถึงความกระปรี้กระเปร่า และวิถีชีวิตของคนรุ่นหนุ่มสาว อันเกิดขึ้นในช่วงแคมเปญ Pepsi Generation ยุคแรกๆ ของเป๊ปซี่

ค.ศ. 1969
"You've got a lot to live. Pepsi's got a lot to give" บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการโฆษณาของเป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น

คนหนุ่มสาวและวิถีชีวิตยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญของแคมเปญ แต่ด้วยกลยุทธ์ "Live/Give" ซึ่งเป็นการรับรู้และการสะท้อนภาพของเหตุการณ์และอารมณ์ร่วมสมัย ก็เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างสมบูรณ์ในองค์ประกอบงานโฆษณา

ค.ศ. 1972
มีการเซ็นสัญญาการตกลงทางการค้าในเบื้องต้นระหว่าง สหภาพโซเวียต และ เป๊ปซี่

ค.ศ. 1973
"Join the Pepsi people, feelin' free" จับเอาอารมณ์แห่งความเป็นชาติรวมเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทางสังคมและการเมือง ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพสิ่งที่พวกเราเป็น นั่นก็คือ - หนึ่งบุคคล แต่หลากหลายบุคลิกภาพ

เป๊ปซี่มีโลโก้แบบใหม่ แบบที่เจ็ด ซึ่งได้พัฒนาเป็นทรงกล่องที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวพิมพ์เล็กน้อย และใช้ต่อจากนั้นมาตลอดทศวรรษ

สโลแกนใหม่ชิ้นที่สามของเมาเท่น ดิว "Put A Little Ya-Hoo in Your Life," เริ่มออกใช้เป็นครั้งแรก

ค.ศ. 1974
เปิดโรงงานเป๊ปซี่แห่งแรกในสหภาพโซเวียต

ออกอากาศภาพยนตร์โฆษณาของเมาเท่น ดิว ทางโทรทัศน์ ภายใต้สโลแกน "Hello, Sunshine, Hello, Mountain Dew."

ค.ศ. 1975
ด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบ แลนด์มาร์ค ชักชวนให้ผู้บริโภคนับล้านคนเชื่อได้ว่า รสชาติของเป๊ปซี่ เหนือกว่าใคร

"เป๊ปซี่ ไลท์" เครื่องดื่มรสมะนาวรสชาติโดดเด่น ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาด เพื่อเป็นการเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่เครื่องดื่มประเภท ไดเอท โคล่า แบบดั้งเดิม

เป๊ปซี่ในขวดพลาสติกขนาดบรรจุ 2 ลิตร เริ่มออกสู่ตลาด

ค.ศ. 1976
"Have a Pepsi day" เป็นแคมเปญที่สะท้อนภาพความเจริญรุ่งเรืองของการพัฒนาอารมณ์แห่งชาติ "Puppies" ซึ่งเป็นโฆษณาความยาว 30 วินาที ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เด็กชายตัวเล็กๆ และลูกสุนัขตัวน้อยๆ จำนวนหนึ่ง ได้กลายเป็นโฆษณาชุดคลาสสิคของเป๊ปซี่ในทันที

ค.ศ. 1979
เมื่อยุคปี 70 สิ้นสุดลง ความเสื่อมทรามของบ้านเมืองก็สิ้นสุดลงด้วย สำนึกรักชาติของชาวอเมริกันถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่อันน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องในวาระครบรอบ 200 ปีของประเทศอเมริกา และชาวอเมริกันเริ่มใส่ใจกับอนาคตโดยการมองโลกในแง่ดีแบบที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ในช่วงนี้เองที่เป๊ปซี่ได้ออกแคมเปญ "Catch that Pepsi spirit!" ที่โดนใจชาวอเมริกัน และเป๊ปซี่ เจเนอเรชั่นก็ถูกใช้มาจนถึงยุคปี 80

ค.ศ. 1982
ด้วยข้อพิสูจน์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่ารสชาติของเป๊ปซี่นั้นเหนือกว่าใคร คำถามเดียวที่ยังคงมีอยู่ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถบอกเล่าความสำเร็จนั้นในโฆษณา Pepsi Generation ได้ คำตอบก็คือ "Pepsi's got your taste for life!" อันเป็นการฉลองชัยชนะในเวลาที่แสนยิ่งใหญ่ และรสชาติที่เป็นเลิศ

ค.ศ. 1983
ตลาดเครื่องดื่มซอฟท์ ดริงค์ มีการแข่งขันที่มากขึ้น แต่สำหรับผู้บริโภคเป๊ปซี่แล้ว พวกเขาคือผู้ชนะในสงครามการแข่งขันนี้ จนต้องบอกว่า "Pepsi Now!"

ค.ศ. 1984
คนรุ่นใหม่เริ่มปรากฏตัวออกมา ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา หรือทั่วโลก และแม้แต่ในโฆษณาเป๊ปซี่ด้วย โฆษณาชุด "Pepsi. The choice of a New Generation" ประกาศถึงความเปลี่ยนแปลง และยิ่งได้สุดยอดเอ็นเตอร์เทนเนอร์ตลอดกาล ไมเคิล แจ๊คสัน มาแสดงในโฆษณาสองชุดแรกของแคมเปญใหม่นี้ สปอตทั้งสองชุดก็ได้กลายมาเป็น "โฆษณาที่มีผู้กระหายที่จะชมมากที่สุด" อย่างรวดเร็ว

Lemon Lime Slice เครื่องดื่มชนิดแรกที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้แท้ๆ เริ่มออกสู่ตลาด นับเป็นเครื่องดื่มประเภทใหม่ที่จัดอยู่ในประเภท "ผสมน้ำผลไม้" และต่อมาก็มีน้ำส้มแมนดารินออกสู่ตลาดเป็นลำดับต่อมา

Lemon Lime Slice กลายมาเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้อันดับหนึ่งในอเมริกา ต่อมาไดเอท เป๊ปซี่ เปลี่ยนสูตรโดยใช้สารให้ความหวานตัวใหม่ NutraSweet (aspartame).

ค.ศ. 1985
ไลออนเนล ริชชี่ นำขบวนเหล่าดาราเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาชุด "New Generation" ซึ่งตามด้วยนักร้องชื่อดังอย่างเช่น ทีน่า เทอร์เนอร์ (Tina Turner) และ กลอเรีย เอสเตฟาน (Gloria Estefan), ฮีโร่ทางด้านกีฬาอย่าง โจ มอนทานา (Joe Montana) และ แดน มาริโน (Dan Marino) อีกทั้งยังมีนักแสดงอย่างทั้งทางจอแก้วและจอเงินอย่าง เทรี การ์ (Teri Garr) และ บิลลี่ คริสตัล (Billy Crystal)

ผู้หญิงคนแรกที่สมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐ เจอราดีน เฟอร์ราโร (Geraldine Ferraro) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาเป๊ปไดเอทเป๊ปซี่ และ ไมเคิล เจ ฟ๊อกซ์ (Michael J. Fox) ก็นำความสามารถที่มีอยู่ตามสไตล์ของเขามาใช้ในโฆษณาชุดของ เป๊ปซี่ และ ไดเอท เป๊ปซี่ ด้วย และโฆษณาชุด "Apartment 10G." ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ก็ประสบความสำเร็จ และยังถือว่าเป็นชิ้นที่คลาสสิคอีกด้วย

ในช่วงปลายปี แคมเปญ คนรุ่นใหม่ ได้รับรางวัลด้านโฆษณา และรางวัลเกี่ยวกับภาพยนตร์มากกว่า 58 รางวัล ตามผลการสำรวจความคิดเห็นที่ออกมา ปรากฏว่าแคมเปญ " Ritchie" เป็นแคมเปญของเป๊ปซี่ที่ผู้บริโภคจดจำได้มากที่สุด

ค.ศ. 1986
เครื่องดื่ม 7-อัพ ได้เข้าไปสู่แคนาดา

"Dew It Country Cool" ได้กลายมาเป็นสโลแกนใหม่ของเมาเท่น ดิว หลังจากนั้น เป๊ปซี่ได้ขยายความนิยมเมาเท่น ดิว โดยการส่ง Diet Mountain Dew ตามออกมา เมาเท่น ดิว เป็นยี่ห้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ในตลาดเครื่องดื่ม และเติบโตตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา

ค.ศ. 1987
หลังจากที่ได้ห่างหายไปเป็นเวลา 27 ปี เป๊ปซี่ก็กลับมาสู่ ไทม์ สแควร์ นิวยอร์ค อีกครั้ง ด้วยป้ายโฆษณาบิลบอร์ดที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยขนาด 850 ตารางฟุต ประกาศว่าเป๊ปซี่คือ "America's Choice." (สิ่งที่อเมริกาเลือก)

ค.ศ. 1988
ไมเคิล แจ๊คสัน กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาชุด "New Generation" ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตอน ที่มีชื่อว่า "Chase" ออกอากาศระหว่างรายการประกาศผลรางวัล แกรมมี่ อวอร์ดส์ และได้รับการต้อนรับจากสื่อต่างๆ ว่าเป็นภาพยนตร์โฆษณาที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การโฆษณา ("the most-watched commercial in advertising history.")

ค.ศ. 1989
มีการขยายแนวคิด "The Choice of a New Generation" เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าของเป๊ปซี่ เป็น "A Generation Ahead!"

ในโครงการริเริ่มอันน่ายกย่องอย่างยิ่ง ที่ช่วยยับยั้งปัญหาการออกจากโรงเรียนกลางคันในโรงเรียนมัธยมของอเมริกา เป๊ปซี่-โคล่า ได้เริ่มโครงการนำร่องมูลค่าหลายล้านดอลล่าร์ "the Pepsi School Challenge" กับโรงเรียนใน ดัลลัส และ ดีทรอยท์

เป๊ปซี่-โคล่า แนะนำเครื่องดื่มรสชาติใหม่ออกสู่ท้องตลาด นั่นคือ Wild Cherry Pepsi

ค.ศ. 1990
ดาราวัยรุ่น เฟรด ซาเวจ (Fred Savage) และ เคิร์ก คาเมรอน (Kirk Cameron) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแคมเปญ "New Generation" และตำนานฟุตบอลอย่าง โจ มอนทานา (Joe Montana) ก็กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อีกครั้ง ตำนานวงการดนตรี เรย์ ชาร์ล (Ray Charles) ได้ร่วมงานกับ Uh-Huh Girls แล้วสโลแกนของไดเอท เป๊ปซี่ ก็เปลี่ยนเป็น "You Got The Right One Baby, Uh-Huh."

เครก อี. เวธเธอรัป (Craig E. Weatherup) ขึ้นนั่งตำแหน่ง CEO ของเป๊ปซี่โคล่า ในอเมริกาเหนือ เมื่อสาขาแคนาดาเข้ารวมกิจการกับสาขาอเมริกาเหนือ

เป๊ปซี่-โคล่า เผยโฉมโลโก้ใหม่ นับเป็นโลโก้แบบที่ 8 ในรอบ 93 ปี เพื่อที่จะรักษาความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของตัวหนังสือแบบเดิม จึงได้เปลี่ยนตัวหนังสือเสียใหม่ จากที่เป็นตัวสีน้ำเงิน แดง ตัวเล็กลงก็เปลี่ยนให้มีลักษณะของการเคลื่อนไหวมากขึ้น จัดวางตามแนวตั้งของขวด

โครงการโรงเรียนเป๊ปซี่ ชนะรางวัล "LIFT" จากกรมแรงงานของสหรัฐฯ ในฐานะที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา และเตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อการทำงานในอนาคต

ค.ศ. 1991
"You got the right one baby" เปลี่ยนเป็น "You got the right one baby, uh-huh!" จากนั้นบรรดา "Uh-Huh Girls" ก็ได้เป็นนักร้องประสานเสียงให้กับ เรย์ ชาร์ลส์ และแคมเปญนั้นก็กลายเป็นโฆษณาที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา สุดยอดนางแบบอย่าง ซินดี้ ครอว์ฟอร์ด (Cindy Crawford) ก็มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเป๊ปซี่ ในโฆษณาชุดที่ได้รับรางวัลซึ่งได้รับการสร้างสรรค์เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลโก้ และหน้าตาของบรรจุภัณฑ์ตัวใหม่ของเป๊ปซี่

ค.ศ. 1992
"Gotta have it." แคมเปญที่เข้ามาแทนที่ "Choice of a New Generation" ในขณะที่งานโฆษณาของเป๊ปซี่ในช่วงปี 90 ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

การเติบโตของตลาดเมาเท่น ดิวยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับการส่งเสริมจากทีมเมาเท่น ดิวชุดใหม่ที่มีความคิดไม่แปลกใหม่เหมือนใคร ผู้ซึ่งอ้างความมีชื่อเสียง เว้นเสียแต่รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งพวกเขาได้ "Been there, done that, tried that."

บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ใช้ปรัชญา "Right Side Up" ที่ซึ่งลูกค้าและลูกจ้างระดับสำคัญ อยู่ที่บนสุดขององค์กร

เอิร์ล กราฟส์ (Earl Graves) และ "Magic Johnson" นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง จัดการเปิดสาขาของเป๊ปซี่-โคล่า ในตลาดวอชิงตัน ดี.ซี. บริษัทใหม่ของพวกเขากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในอเมริกา

ค.ศ. 1993
โฆษณาชุด "Be young, have fun, drink Pepsi" ได้ ชากิล โอนีล (Shaquille O'Neal) นักเบสบอลซูเปอร์สตาร์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดในอเมริกา

ค.ศ. 1994 มีโฆษณาชุดใหม่ที่แนะนำ ไดเอท เป๊ปซี่ โดยย้อนไปยังโฉมหน้าดั้งเดิมเน้นความสดชื่น ที่เครก เวธเธอรัป ได้ชี้แจงความสัมพันธ์ระหว่างความสดชื่นและความเหนือชั้นกว่าของรสชาติเอาไว้

ค.ศ. 1995 ในแคมเปญใหม่ บริษัทได้ประกาศว่า "Nothing else is a Pepsi" และได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากการประกวดภาพยนตร์โฆษณาแห่งชาติประจำปี

สตาร์บัคส์ และ เป๊ปซี่ จับมือกันกับหุ้นส่วนกาแฟจากอเมริกาเหนือ ออกเครื่องดื่ม "Mazagran" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกาแฟคาร์บอเนต

เป๊ปซี่จัดเข้าเป็นประเภทของ Smooth Moos smoothies

ค.ศ.1996
ในเดือนกุมภาพันธ์ เป๊ปซี่สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการจัดทำเว็บไซต์บันเทิงบนโลกอินเทอร์เน็ต

ในที่สุดแล้ว เป๊ปซี่เวิร์ล ก็เป็นเลิศเหนือความคาดหมายทั้งปวง และได้กลายมาเป็นเว็บไซต์ยอดฮิตซึ่งนำเสนอเป๊ปซี่บนโลกอินเทอร์เน็ต

ค.ศ. 1997
ในช่วงต้นปีนี้เองที่เป๊ปซี่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการเผยแคมเปญ "GeneratioNext" ซึ่งเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังเยาว์และสดชื่นสดใส การเฉลิมฉลองของวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับทัศนคติที่ท้าทายแบบแผนเดิมๆ ด้วยความคิดใหม่ๆ ในทุกๆ ทาง

ค.ศ. 1998
เป๊ปซี่ยังคงสานต่อแคมเปญฮิต "GeneratioNext" ที่มี เจฟ กอร์ดอน นักขับรถซิ่งสตันท์ซูเปอร์สตาร์ (Jeff Gordon) เป็นพรีเซ็นเตอร์

ในปี 1998 เป๊ปซี่เผยโฉมรูปลักษณ์ใหม่ มีชื่อว่า "Globe" ที่เด่นสะดุดตาด้วยรูปโลโก้ใหม่ในแบบสามมิติบนพื้นสีน้ำเงิน โลโก้ใหม่นี้ปรากฎอยู่บนทุกๆ บรรจุภัณฑ์ของเป๊ปซี่ ไม่ว่าจะเป็นกระป๋อง ขวด หีบห่อต่างๆ ของเป๊ปซี่ ไดเอ็ทเป๊ปซี่ เป๊ปซี่ปลอดคาเฟอีน และไดเอ็ทเป๊ปซี่ปลอดคาเฟอีน

ค.ศ. 1999
โฆษณาชุดใหม่ "The Joy of Cola" ได้เสียงประกอบของดาราดังอย่าง มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando), ไอแซค (Isaac Hayes) และ ราชินีเพลงโซล อาเรธา แฟรงคลิน (Aretha Franklin) และยังมีดาราเด็ก ฮาล์ลี ไอเซนเบิร์ก (Hallie Eisenberg) ร่วมแสดงเป็น "Little Girl" อีกด้วย

เป๊ปซี่และลูคัสฟิล์มร่วมมือกันในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง "Star Wars: Episode I - The Phantom Menace" สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคที่รอชมมานาน ด้วยกระป๋องเป๊ปซี่และขวดที่มีรูปของตัวละครในเรื่องสตาร์วอร์สทั้งหมด 24 แบบ และยังมีกระป๋องทอง "โยดา" อีกด้วย

เป๊ปซี่ว่าจ้าง "spokealien" Marfalump ให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณา Marfalump ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย BBDO และ George Lucas' Industrial Light and Magic company หลงใหลในสองสิ่งคือ เป๊ปซี่และสตาร์วอร์ส โฆษณาชุด "Landing" และ "Play Acting" แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาอันยาวนานที่มนุษย์ต่างดาวรุ่นเด็กจะได้สำราญไปกับสองสิ่งนี้

เป๊ปซี่แห่งอเมริกาเหนือ ได้ต้อนรับ แกรี่ รอดคิน (Gary Rodkin) เข้ามาเป็นประธานกรรมการและ CEO

ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของธุรกิจ เป๊ปซี่ได้ประกาศ IPOs ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และในวันที่ 31 มีนาคม 2542 ก็ได้ตั้งบริษัท The Pepsi Bottling Group, Inc. (PBG) และกลายมาเป็นบริษัทการค้าและบริษัทผลิตขวดที่ใหญ่ที่สุดของเป๊ปซี่ ซึ่งบริหารงานโดย เครก เวธเธอรัป (Craig Weatherup)

มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้เป๊ปซี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ ที่แสดงความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยใช้ Pepsi Globe บนพื้นสีน้ำเงิน

เป๊ปซี่เฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี โดยมีบริษัทผู้ผลิตขวดเป๊ปซี่-โคล่าทั่วโลกมาร่วมงาน รวมทั้งดาราดังของเป๊ปซี่ เช่น เรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles), Kool and the Gang และ เดอะ โรลลิ่ง สโตน

ประธานาธิบดีบุชและนางบุช นางแธ็ตเชอร์ และวอลเตอร์ ครอนไคท์ (Walter Cronkite) ยังได้ช่วยกล่าวรำลึกถึงโอกาสที่ Pepsi's legacy ได้รับการยกย่องให้เกียรติ และมีการเผยภาพลักษณ์ใหม่สำหรับสหัสวรรษใหม่ โลโก้ที่เป็นสามมิติบนพื้นสีน้ำเงินได้กลายมากเป็นสัญลักษณ์สากลเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวเป๊ปซี่ ซึ่งได้รับการปรับให้พร้อมสำหรับนวัตกรรมและความเป็นผู้นำของโลกในขณะที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี้

ค.ศ. 2000
Faith Hill, Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. สามบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง เซ็นข้อตกลงในการรับรองผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่ร่วมกัน Faith Hill ผู้ซึ่งได้เขย่าชาร์ทด้วยเพลงฮิตของเธอ แสดงในโฆษณาชุด "Joy of Cola" ร่วมกับ Pepsi Girl ฮาล์ลี่ ไอเซ็นเบิร์ก (Hallie Eisenberg)

ภาพยนตร์โฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ในระหว่างการประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดส์ ดาราเบสบอล Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. ได้มาร่วมแสดงฝีมือในโฆษณาของเป๊ปซี่ด้วย แต่ละ slugger เกี่ยวข้องกับ "Takin' it to the Fields" โปรแกรมเบสบอลและซอฟท์บอลสำหรับเยาวชน และก็ได้ปรากฎตัวในโฆษณาผลิตภัณฑ์อีกด้วย

จากบอสตันถึงซานดิเอโกและทุกๆ ที่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกคืออะไร

ปัจจุบันมีมากกว่า 30 ตลาด ที่ได้ใช้แคมเปญ Pepsi Challenge รสชาติของเป๊ปซี่และเป๊ปซี่วันเป็นที่นิยมมากกว่าผลิตภัณฑ์โค้กในทุกๆ ตลาด โดยเฉพาะในฟิลาเดลเฟีย, เดย์ตัน, ทัสกัน, ซาน อันโตนิโอ และซีแอทเติล ในการส่งเสริมการขายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาวนั้น ผู้บริโภคซึ่งใช้แคมเปญ Pepsi Challenge จะได้รับ starter points สำหรับโปรแกรม Choose Your Music ประจำหน้าร้อนนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถถ่ายภาพและนำไปลงใน www.pepsi.com ได้อีกด้วย

ค.ศ. 2001
ซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป บริทนีย์ สเปียร์ส ปรากฎตัวในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเป๊ปซี่เป็นครั้งแรกในงานประกาศรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ สปอตโฆษณาที่โด่งดังชิ้นนั้นก็ได้เผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งแฟนๆ กว่า 2 ล้านคน คลิกเข้าไปชมโฆษณาชิ้นนี้ของเธอ ซึ่งมีชื่อชุดว่า "the Joy of Pepsi"

เว็บไซต์ PepsiStuff.com เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสะสมแต้มเพื่อนำมาแลกของรางวัลสุดพิเศษจากเป๊ปซี่กว่าครึ่งล้าน และนั่นก็เป็นโปรโมชั่นออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเป๊ปซี่

ชากีร่า นักร้องสาวชาวโคลัมเบียผู้กำลังมาแรง เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของเป๊ปซี่ พร้อมๆ กับตอนที่อัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกของเธอฮิตระเบิดในอเมริกา ในขณะเดียวกันเป๊ปซี่ได้ตกลงเป็นผู้สนับสนุนการทัวร์คอนเสิร์ตเพลงป๊อปสไตล์ละตินของเธอไปทั่วโลก

เป๊ปซี่ เผยโฉมโรงงาน FunWraps ให้ผู้บริโภคสามารถออกแบบกระป๋องเป๊ปซี่ได้เองด้วยดีไซน์สนุกๆ และข้อความส่วนตัว และจากการที่มีกีฬา ความบันเทิง และวันหยุดหลากหลายให้เลือก ผู้ดื่มเป๊ปซี่จึงออกแบบฉลากของเขาเองสำหรับโอกาสใดๆ ก็ได้ตามต้องการ

เป๊ปซี่ใช้สโลแกน "a little twist on a great thing" แนะนำเครื่องดื่มรสมะนาว "Pepsi Twist" และ "Diet Pepsi Twist" นับเป็นการกลับมาของโคล่า รสมะนาวของเป๊ปซี่ ซึ่งจำหน่าย Pepsi Light จนกระทั่งถึงตอนกลางของทศวรรษ 80
 


ที่มา : PepsiThai.com, http://www.pepsithai.com/about/brandhis.asp

นำมาจาก  http://www.thai.net/vibooncom/index.htm  ฟิสิกส์ขอขอบคุณครับ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ