
ประวัติความเป็นมาของ "ชา"
ทุกวันนี้
ชาเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมากในสหราชอาณาจักร คนอังกฤษดื่มชากันมากกว่า 14
ล้านลิตรต่อปี ซึ่งก็ประมาณ 4 ถ้วยต่อวัน
ประเทศที่ส่งออกชามากที่สุดในโลกคืออินเดียและศรีลังกา
และมากกว่าครึ่งหนึ่งของชาที่ส่งออกถูกดื่มโดยประเทศที่อยู่ในสหราชอาณาจักร
ชาวอังกฤษไม่ใช่ชาติแรกที่ดื่มชา
หากแต่จะเป็นชาวจีนที่ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ฉ่า" หรือ
"เต๊" มาก่อนอย่างน้อย 4000 ปีก่อนที่ชาจะถูกส่งเข้าลอนดอนเป็นครั้งแรกในทศวรรษที่
1630 ชาได้ถูกดื่มเป็นครั้งแรกโดยจักรพรรดิ์ เฉิน หนาง ของจีน ในปี 2737 ก่อน ค.ศ.
จักรพรรดิ์ได้ออกเดินทาง และได้หยุดพักในบริเวณพุ่มไม้
ในขณะที่กำลังต้มน้ำไว้สำหรับดื่มอยู่นั้น ใบไม้ซึ่งต่อมานักพฤษศาสตร์เรียกมันว่า
Cameillia sinesis หรือใบชา ก็ได้ปลิวตกลงไปในหม้อต้มน้ำขององค์จักรพรรดิ์
เมื่อจักรพรรดิ์ได้ดื่มน้ำ ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก
และชาก็เป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอังกฤษยังคงใช้คำแสลงในการพูดว่า "ชา"
สำหรับชา ซึ่งมีการออกเสียงคล้ายคลึงกับภาษาจีนว่า "ฉ่า"
ชาวอังกฤษก็ยังไม่ใช่ชาติแรกในยุโรปที่เริ่มดื่มชา
ชาวโปรตุเกสเป็นชาติแรกของยุโรปที่เดินเรือไปถึงประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ.1513
ได้สังเกตว่าชาวจีนดื่มเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นแปลกๆ, ร้อน และมีสีน้ำตาล
ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในตอนแรกชาวจีนปฏิเสธที่จะขาย "ฉ่า" หรือ "เต๊"
ให้กับชาวโปรตุเกส แต่ในที่สุด
ชาวโปรตุเกสก็ได้รับอนุญาตในตั้งสถานีการค้าบริเวณชายฝั่งของประเทศจีน (มาเก๊า)
ซึ่งได้เริ่มส่งชาและสินค้าอื่นๆ ของจีนกลับประเทศโปรตุเกส
ชาวอังกฤษคนแรกที่เดินทางมาถึงประเทศจีนคือ กัปตัน เวดเดล
ซึ่งเดินเรือมาถึงท่าเรือที่มาเก๊า ในปี ค.ศ.1637
ต้องการที่จะเข้ามาทำการค้ากับประเทศจีน
แต่เขากลับไม่เป็นที่ต้อนรับของชาวโปรตุเกสและชาวจีนนัก และการต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น
โดยอังกฤษมีเรือรบและปืนที่ทรงอนุภาพมากกว่า และในที่สุด กัปตัน เวดเดล
ก็ได้รับอนุญาตในทำการค้าขายและเดินเรือกลับไปยังลอนดอนพร้อมกับสินค้าจำนวนมาก
รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ชา ด้วย
ซึ่งมันก็คือน้ำเปล่าที่มีสมุนไพรชนิดหนึ่งต้มอยู่ด้วย
หลายปีต่อมา
น้ำที่มีสมุนไพรต้มอยู่ด้วยนี้ ยังไม่ได้ขายในสหราชอาณาจักร จนกระทั่งปี ค.ศ.1662
กษัตริย์อังกฤษคือ พระเจ้าชาลที่ 2 ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงโปรตุเกสคือ แคทเธอลีน
แห่งบากันซา ผู้ซึ่งนำความโชคดีมาสู่ลอนดอน ธุรกิจการขายชาเริ่มเกิดขึ้น
ทำให้การดื่มชากลายเป็นสิ่งที่นิยมกันในลอนดอนและในที่สุดก็ขยายไปทั่วทั้งเกาะอังกฤษ
มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น คือบริษัท
ลอนดอน อีส อินเดีย จำกัด ที่ได้รับอนญาตจากรัฐบาลอังกฤษในการนำเข้าชาจากประเทศจีน
และหลายปีต่อมา ชาก็มีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ในปี ค.ศ.1664 มีราคาถึง 95
ชิลลิ่งต่อกิโลกรัม ในตอนนั้นเงินจำนวนนี้สามารถซื้ออาหารชั้นดีและไวน์ได้อีกขวด
เฉพาะพวกคนที่มีฐานะเท่านั้นที่จะสามารถซื้อชาได้
และต้องระมัดระวังไม่ให้ดื่มมากจนเกินไป ดั่งของมีค่า
ชาได้ถูกเก็บไว้อย่างดีในกล่องโลหะ
เนื่องจากชาได้รับการคิดภาษีที่สูงมากโดยรัฐบาลอังกฤษ
ทางเดียวที่คนจนจะสามารถดื่นชาได้ก็คือการลอบนำชาเข้าประเทศ และในไม่ช้า
การนำเข้าชาที่ผิดกฎหมายก็กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับอังกฤษ
ด้วยการนำเข้ามาอย่างผูกขาดของบริษัท
อีส อินเดีย จำกัด กลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความสำคัญและรวยที่สุดในโลกในปี
ค.ศ.1772 อย่างไรก็ตาม
บริษัทก็แทบจะล้มละลายเนื่องจากชามีราคาสูงมากเกินกว่าคนทั่วไปจะซื้อได้
ทำให้มีชาที่เหลือเก็บเป็นจำนวนมาก
ทางรัฐบาลจึงอนุญาตให้ทำการส่งชาออกโดยปลอดภาษีไปยังประเทศอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกาเหนือ
โดยหารู้ไม่ว่าเป็นการวางแผนที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง
ชาวอเมริกันมีความโกรธแค้นต่อรัฐบาลอังกฤษมาก
เพราะปรับสินค้าของอเมริกันให้มีการเก็บภาษีที่สูงขึ้น
และการที่บริษัทของอังกฤษทำการขายชาที่ปลอดภาษีอย่างผูกขาดในอเมริกานั้น
ทำให้ธุรกิจการค้าขายของอเมริกันต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก

The Boston 'Tea Party'
ความรู้สึกการต่อต้านอังกฤษทวีความรุนแรงมากขึ้นในอเมริกาซึ่งเป็นอาณานิคมอังกฤษ
และเมื่อเรืออังกฤษ 3 ลำ ที่บรรทุกชาเข้าเทียบท่าเรือที่บอสตันในปี ค.ศ.1773
ฝูงชนชาวอเมริกันผู้โกรธแค้นก็ตัดสินใจใช้กำลังบุกเข้าไปในเรือบรรทุกชาแล้วนำชาทั้งหมดทิ้งลงทะเล
(The Boston 'Tea Party' -- งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน)
รัฐบาลอังกฤษตอบสนองโดยการส่งกำลังทหารเข้าไปในบอสตัน เกิดการต่อสู้ที่รุนแรง
สงครามประกาศอิสรภาพก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ในที่สุดสงครามก็นำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายอเมริกัน
และได้ก่อตั้งเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นในเวลาต่อมา
นำมาจาก http://www.thai.net/vibooncom/index.htm ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ
ครั้งที่
บทความพิเศษ