|
|
|
|
เหตุที่ฟ้าเป็นสีฟ้า อาทิตย์ตกดินเป็นสีแดง ลำแสงสามารถถูกทำให้กระเจิงได้ เมื่อกระทบกับอนุภาคเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลวหรือก๊าซ หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า แสงที่กระเจิงก็คือ ลำแสงที่ถูกเปลี่ยนทิศทางไปเมื่อผ่านหรือกระทบกับตัวกลาง การกระเจิงเกิดได้เมื่อตัวกลางที่แสงผ่านนั้นมีขนาดหรือความหนาแน่น ไม่สม่ำเสมอกัน แสงจากดวงอาทิตย์ เป็นแสงสีขาว ซึ่งประกอบด้วยแสง 7 สี จากม่วงถึงแดง โดยสีแดงจะมีความยาวคลื่นยาวที่สุด และสีน้ำเงินหรือสีม่วง จะเป็นสีที่มีความยาวคลื่นสั้น จอห์น ทินดอลล์ (John Tyndoll ) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้แสดงให้เห็นว่าหากอนุภาคในอากาศมีขนาดเล็กมากๆ จนเล็กกว่าความยาวคลื่นของแสง แสงที่ถูกกระเจิงจะเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุดที่ตาสามารถมองเห็นได้ คือสีน้ำเงิน (หรือน้ำเงินเข้มจนเกือบเป็นสีม่วง) ส่วนแสงสีอื่นๆ โดยเฉพาะแสงสีแดงนั้นไม่กระเจิง เนื่องจากความยาวคลื่นสูงกว่าขนาดของอนุภาคมาก ในท้องฟ้าและบรรยากาศชั้นบน จะประกอบด้วยฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมากๆ ดังนั้นจึงกระเจิงแสงสีฟ้าได้ดีทำให้มองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า แต่หากเรามองขอบฟ้าที่อยู่ต่ำๆ จะไม่เห็นว่าเป็นสีฟ้ามากนัก ค่อนข้างจะหมองมัวทั้งนี้เพราะในระดับต่ำที่สายตามองผ่านนั้นแสงจะต้องกระเจิงผ่านอนุภาคของฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่
ท้องฟ้าตอนกลางวัน
ยามเย็นที่พระอาทิตย์ตกดิน จะมองเห็นเป็นสีส้ม หรือสีแดงทั้งนี้เพราะแสงที่กระเจิงมาจากดวงอาทิตย์โดยตรงนั้น จะผ่านอนุภาคขนาดใหญ่ที่อยู่ต่ำใกล้ผิวโลก ซึ่งกระเจิงคลื่นสีแดงได้ดีกว่า อาจสงสัยว่าสีสันอันสวยงามของอาทิตย์ตกดินแต่ละที่นั้นเหตุใดจึงแตกต่างกัน เรียกว่ามีความสวยงามคนละแบบ ทั้งนี้เกิดจากสารมลพิษที่มีอยู่ในอากาศ อันได้แก่ ฝุ่นละอองและก๊าซต่างๆ ในแต่ละบริเวณนั้นแตกต่างกัน และมีปริมาณไม่เท่ากัน
ท้องฟ้าในยามเย็น
| |||||||||||||||||||||||