เซลล์ต้นแบบอวัยวะ (Stem Cell)
เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Technology)
พัฒนาการวิทยาศาสตร์โลกอนาคต

 

ข่าวใหญ่ Talk of the Town ทั่วโลกสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นข่าวการทดลองและพัฒนา "เซลล์ต้นแบบอวัยวะ" (Stem Cell) ที่ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐลงนามให้เงินทุนสนับสนุนงานทำวิจัย สเต็มเซลล์อย่างมีเงื่อนไข แม้ช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่ผ่านมาได้ให้คำมั่นที่จะคัดค้านการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเซลล์ต้นแบบอวัยวะด้วยวิธีการ "ทำลายตัวอ่อนมนุษย์" (Human Embryos)

ความคิดเห็นต่อประเด็นการพัฒนาเซลล์ต้นแบบอวัยวะที่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างแพร่หลายนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ และภาคธุรกิจที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อว่า หากการค้นคว้าวิจัยประสบความสำเร็จ มนุษย์จะสามารถใช้การทดลองเพาะเลี้ยง-ปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์นี้มาแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยและทุพพลภาพของอวัยวะต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ได้ เช่น การพัฒนาเซลล์เนื้อเยื่อทดแทนได้อย่างไม่มีที่จำกัด อย่างเซลล์ตับอ่อนที่ช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง หัวใจล้มเหลว และพาร์คินสัน

สเต็มเซลล์ซึ่งถูกเรียกว่า "เซลล์มหัศจรรย์" นี้อาจนำไปสู่การรักษาโรค การสร้างอวัยวะเทียม หรือแม้แต่การทำให้อายุยืนยาวขึ้น รวมทั้งยังอาจเปลี่ยนวิธีการรักษาในวงการแพทย์อย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

สเต็มเซลล์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาในห้องทดลองของ Neural Stem Biophamaceuticals ซึ่งมี ริชาร์ด คารร์ เป็นหัวหน้าผู้บริหาร (ซีอีโอ) เพื่อสร้างเส้นประสาทที่อาจนำไปสู่การรักษาโรคพาร์คินสันและอัลไซเมอร์ได้ และหากผลการทดลองของคารร์และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ออกมาถูกต้องก็อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทางการแพทย์ในศตวรรษ 21

บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวถึงวิธีการเปลี่ยนจากการใช้ยาตามปกติมาใช้วิธีการแพทย์แบบที่เรียกว่า Regenerative Medicine นับตั้งแต่มีการค้นพบ Embryonic Stem Cell เมื่อปี 1998 ฮาโรล วาร์มัส ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติในเวลานั้นกล่าวว่า "การวิจัยเหล่านี้มีแนวโน้มนำไปสู่การปฏิวัติวงการแพทย์รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพและความยืนยาวของชีวิต"

ในการประชุมด้านประสาทวิทยาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยหลายแห่งระบุว่า การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ประสาทในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาจนำไปสู่การซ่อมแซมเซลล์ประสาทแอ็กซัน การรักษาโรคอัลไซเมอร์ และสมองที่ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงได้ ไวซ์มาน ผู้ค้นพบสเต็มเซลล์เลือดในปี 1991 กล่าวว่า "นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด"

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายคัดค้านการทำวิจัย สเต็มเซลล์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และประเทศ มากมายทั่วโลกรวมทั้งฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น และไทย ได้ยกเหตุผลการขัดต่อความถูกต้องทางหลักศาสนาและศีลธรรม นั่นเป็นเพราะตามกระบวนการพัฒนาสเต็มเซลล์ นักวิทยาศาสตร์จะนำ สเต็มเซลล์ออกมาจากตัวอ่อนมนุษย์ที่มาจากการผสมเทียมเซลล์ไข่ของผู้หญิงและเซลล์สเปิร์มของผู้ชาย และเมื่อปฏิสนธิสเต็มเซลล์ออกมาชุดหนึ่งก็จะพัฒนาเป็นตัวอ่อนมนุษย์ ดังนั้นหากนำสเต็มเซลล์ออกไป ตัวอ่อนมนุษย์นั้นก็จะตายไปในที่สุด คล้ายกับการทำแท้งมนุษย์นั่นเอง ต่างจากมุมมองของฝ่ายสนับสนุนที่อ้างว่า การนำเอาสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ไม่ผิดต่อหลักศีลธรรม นั่นเพราะเป็นการผสมเทียมและยังมิได้มีการนำตัวอ่อนกลับไปฝังในรังไข่เพื่อเติบโตพัฒนาเป็นมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่ง "ตาย" ก่อนที่จะเกิด ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนก็ออกมาเตือนว่า การทำโคลนนิ่งมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าสัตว์ การสร้างสรรค์ตัวอ่อนมนุษย์ที่มีสุขภาพ แข็งแรงอาจมีเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับตัวอ่อนมนุษย์ที่ผิดปกติที่อาจถูกเลือกขึ้นมา

ในส่วนของประเด็นสำคัญนอกเหนือจากการขัดต่อหลักศาสนาและศีลธรรมอันเป็นที่ถกเถียงของนักวิทยาศาสตร์และนักธุรกิจแล้วก็คือ การที่ประธานาธิบดีบุชมีเงื่อนไขให้เงินสนับสนุนแก่โครงการวิจัยที่มีการทดลองกับเซลล์ต้นแบบอวัยวะจากตัวอ่อนมนุษย์ที่พัฒนาได้เพียง 60 ไลน์ หรือหลังการปฏิสนธิเพียง 2-3 วันที่ปัจจุบันกำลังพัฒนาอยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์เห็นว่า การจำกัดไลน์ของสเต็มเซลล์จะทำให้การทดลองดำเนินต่อไปได้แค่ในระยะสั้น  อีกทั้งการเข้าถึงการทำวิจัยสเต็มเซลล์ที่จำกัดไลน์ก็อาจเป็นไปได้ยากเช่นกัน นั่นเพราะเซลล์เหล่านี้ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยบริษัทธุรกิจหรือบรรดามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ค้นพบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะทำการทดลองใดๆ จึงกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงทางการค้าอย่างจำกัด หน่วยงานหรือบริษัทเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอกชนเท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาและก้าวหน้าต่อไปได้โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ การยิ่งมีไลน์ของสเต็มเซลล์มากขึ้นเท่าใด (หรือสเต็มเซลล์ที่มีการเติบโตมากขึ้น) การสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะช่วยรักษาโรคต่างๆ ก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น

แต่ดูเหมือนสิ่งที่สหรัฐกำลังหวั่นเกรงที่สุดขณะนี้และมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ตามมาอาจเป็น คำขู่ของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าอาจหันไปทำวิจัยในยุโรปเพราะมีการผ่านกฎหมายที่สนับสนุนการวิจัยด้านสเต็มเซลล์แล้ว หลายฝ่ายเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจจึงหวั่นเกรงว่าการวิจัยในสหรัฐอเมริกาจะชะลอตัวลงทำให้อาจต้องสูญเสียรายได้ไปมหาศาล และนี่เองทั้งนักวิทยาศาสตร์และภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์อาจใช้วิธีการกดดันรัฐบาลสหรัฐให้หาทางออกในเรื่องนี้อีกครั้ง

 

 

ข้อมูลจาก สำนักข่าวเอเอฟพี
เอเชี่ยน วอลล์สตรีต 13 สิงหาคม 2001
นิวสวีก 20 สิงหาคม 2001
และ Fortune.com 10 สิงหาคม 2001

   กลับหน้าแรกเรื่อง  Stem cell   

หน้าที่ 
  1. สเต็มเซลล์คืออะไร
  2. สเต็มเซลล์แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร
  3. สเต็มเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างไร
  4. การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนทำอย่างไร
  5. เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Technology)
  6. ความลับในเซลล์
  7. สเตมเซลล์จากเอ็มบริโอ
  8. สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่
  9. สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
  10. ยาปลูกอวัยวะ
  11. เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
 
 

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรกบทความพิเศษ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ