กลับสู่หน้าแรกฟิสิกส์ราชมงคล

   
ก้าวแรกของการไปอวกาศ
 
     การศึกษาอวกาศในสมัยโบราณ เป็นศึกษาโดยการใช้จินตนาการและเครื่องมือที่ช่วยในการมองเห็น  เช่น  กล้องดูดาว  มีผลให้มนุษย์สามารถตอบคำถามให้กับตนเองในบางคำถาม  แต่ยังคงมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ยังค้างคาอยู่ในจินตนาการของมนุษย์  ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสามารถศึกษาอวกาศสามารถทำได้ดีกว่าในอดีตโดยการส่งเครื่องมือขึ้นไปศึกษาในอวกาศโดยตรง  จากในอดีตในวันที่ 17 ธันวาคม 1903  Orville และ  Wilbur  Wright  ได้ทำให้ความฝันเป็นจริง  ซึ่งสามารถพิชิตท้องฟ้าเหนือศีรษะของเรา  ซึ่งภายหลังความรู้ของการบินและจรวด ได้นำมนุษยชาติมาถึงยุคของอวกาศในปี 1957  ซึ่งมนุษย์สามารถไปยังอวกาศได้สำเร็จ
 
ยุคเริ่มต้นของจรวด
 
     จุดเริ่มต้นของความฝันในการสัมผัสอวกาศ หรือ การขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศของโลกเริ่มต้นโดย  Kepler ได้แสดงให้มนุษย์เห็นถึงความเป็นไปได้ในการไปดวงจันทร์และ  Jules  Verne ได้แต่งหนังสือ From the earth to the moon (จากโลกไปยังดวงจันทร์)  ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนในสมัยนั้นเห็นว่า  จรวดเป็นสิ่งที่สามารถไปสู่อวกาศได้  ซึ่งจรวดได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยแรกๆด้วยจุดประสงค์ทางการทหาร  ซึ่งจากหลักฐานในอดีต  ลูกศรไฟ (fire  arrows)ได้นำมาใช้ในสงครามเป็นเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา  แต่การใช้จรวดที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกในปี  1232 A.D. ในประเทศจีนโดยกลุ่ม  Chin Tartars ป้องกันเมืองของตนโดยใช้จรวดเพื่อต่อต้านพวก Mongols
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 Sir  William  Congreve (1772-1828) ทหารชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่  (Artillery  expert)ได้พัฒนาจรวดซึ่งใช้โมเดลพื้นฐานของอินเดีย  ซึ่งใช้ดินปืน  (Black  powder)ในช่วงน้ำหนักระหว่าง 3 ถึง 23 กิโลกรัม  ในช่วงสงครามนาโปเลีย  ส่วนชาวอังกฤษใช้จรวดจำนวน 200 ลูก  ยิงได้ภายใน 30 นาที  ต่อต้านฝรั่งเศสที่  Bowlogne ในปี ค.ศ.1806  ทำให้บ้านเมืองลุกไหม้เป็นไฟ และในปี ค.ศ. 1807  ชาวอังกฤษได้ใช้จรวดกว่า 300 ลูก  ใช้ต่อต้านพวก  Copenhagen  ในการป้องกันฝรั่งเศสจากกองทัพของ  Danish นับว่าจุดเริ่มต้นของการใช้จรวดมิใช่เพื่อที่จะพิชิตอวกาศ แต่ใช้เพื่อพิชิตศัตรูที่มารุกรานประเทศของตน
 
     การใช้จรวดในการสงครามสมันนั้น  ความถูกต้องแม่นยำยังมีไม่มาก  แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังการทำลายของจรวดได้อย่างมาก  และกองทัพอังกฤษได้ก่อตั้งหน่วยปืนใหญ่ขึ้นและเทคโนโลยีปืนใหญ่  ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังจากปี ค.ศ. 1815  และการศึกษาการพัฒนาของประสิทธิภาพของจรวดถูกให้ความสนใจน้อยลงและไม่มีการศึกษาทางทฤษฎีอย่างเด่นชัด

 

 
Orville และ  Wilbur  Wright 
 
Jules  Verne
 
Kepler
 
Sir  William  Congreve
     ซึ่งบุคคลแรกที่นำการศึกษาของจรวดมาใช้ในการขนส่งในอวกาศคือ  Konstatin  Tslolkovsky (1857-1935)  เป็นบิดาทางด้านอวกาศ (Father of Cosmonautics)  ของรัสเซีย  ซึ่งในปี 1880  เขาได้คำนวณความเร็วที่ต้องการใช้ในการส่งวัตถุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปสู่อวกาศ  และเขาได้ทดลองการเผาไหม้ของจรวดขับดันซึ่งเกิดจากการผสมของ  ไฮโดรเจนเหลว (Liquid hydrogen) และ ออกซิเจนเหลว (Liquid Oxygen) ซึ่งสามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพของจรวดในรูปของตัวเลขและนำมาใช้จนกระทั่งปัจจุบัน  (เครื่องยนต์หลักของ Space Shuttle ใช้หลักการนี้เช่นกัน)  ด้วยความอัจฉริยะของเขา  รัสเซียซึ่งเป็นประเทศแรกที่ให้นโยบายของประเทศในด้านอวกาศ  ซึ่งได้มีส่วนของการศึกษาปัญหาของจรวดในปี ค.ศ.1924 (The Bureau for study of the Problems of Rockets)
ส่วนทางอเมริกา  ยังคงตามหลังรัสเซียอยู่มากแต่ยังมีการศึกษาทางด้านอวกาศเช่นกันโดย  Robert H. Goddard  (ช่วงปี ค.ศ. 1882-1945)  ซึ่งเขาสร้างจรวดลำแรกของเขาโดยใช้จรวดเชื้อเพลิงเหลว (liquid-fuel rockets)  และยิงไปบนท้องฟ้าในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926   และเขาเชื่อว่าถ้าหากมีพลังงานพอ  เราสามารถส่งจรวดไปในดวงจันทร์/ดาวอังคาร  แต่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอเมริกา
     เทคโนโลยีจรวดได้ถูกพัฒนาอย่างมากใน เยอรมนีเมื่อ  Hermann  Oberth  ได้ทำงานในการหาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ในการบินไปในอวกาศ  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางจรวดในเยอรมนี  และสมาคมของการท่องไปในอวกาศ  (The society for space travel)  ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1927 ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1920  ถึง  1930 เยอรมันได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์  อาจารย์และนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านจรวด จนกระทั่งกลางปี ค.ศ. 1930  รัฐบาลเยอรมนีได้ให้การสนับสนุนอย่างมากในเทคโนโลยีจรวด  หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 การพัฒนาทางอาวุธและจรวดของเยอรมนีถูกจำกัดลง  ซึ่งภายหลัง  Adolf  Hitler  ในปี ค.ศ. 1933  ได้เล็งเห็นว่า  จรวดสามารถส่งหัวจรวดสงคราม (Warheads) หรืออาวุธนิวเคลียร์ไปได้ในระยะทางไกลและข้าศึกไม่สามารถรู้ได้  ดังนั้น  เขาจึงสนับสนุนสมาคมจรวด (the Rocket Societies)  อย่างมาก  จนกระทั่ง Wernher  Von  Braun (1912-1977) สมาชิกหนุ่มของหนึ่งในสมาคมจรวด  ได้พัฒนาจรวด  V-2  ซึ่งเป็น ballistic  missile แรกของโลก  และเขายังต้องการพัฒนาจรวดซึ่งสามารถส่งได้ระห่างดาวเคราะห์หรือ (Interplanetary  flight) และชีวิตเขายาวมาถึงการส่ง Saturn V ซึ่งเป็นจรวดที่ใช้ในโครงการ  Apollo เพื่อส่งไปยังดวงจันทร์
 

 

 

Konstatin  Tslolkovsky

 

Hermann  Oberth

 

Adolf  Hitler

 

Wernher  Von  Braun

     จาการพัฒนาของเขาเยอรมนีได้ใช้จรวด V-2  กว่า 2000 ลูก  พร้อมด้วยหัวอาวุธในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จรวดใช้ยิงไปที่  Antwerp  London และส่วนอื่นๆในเกาะอังกฤษ  จนกระทั่งเยอรมนีแพ้สงคราม  ทางสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ตั้งนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมากมายซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจรวด  และทางฝ่ายรัสเซียได้ใช้นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Sputnik  ส่วนทางอเมริกาได้ยึดโรงงานใต้ดิน Mittelwerke  ในภูเขา  Harz  ใจกลางของเยอรมนี  ซึ่งได้มีอุปกรณ์การสร้างพอที่จะประกอบจรวด  68 V-2 ใช้โมเดลของจรวด V-2  เพื่อใช้กับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์  (Scientific  payload) แทนที่หัวจรวด  และใช้จรวดนี้ในการศึกษาชั้นบรรยากาศของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1946 ถึง 1952  ซึ่งจรวด  ได้ถูกส่งจากที่ White Sands, New Mexico ซึ่งได้ข้อมูลของชั้นบรรยากาศของโลกมากมาย  เช่น อุณหภูมิ ความดันของชั้นบรรยากาศ ความหนาแน่นอากาศ หรือ สนามแม่เหล็กของโลก  เป็นต้น ที่ความสูงมากๆ  จนกระทั่งในปี ค.ศ.1957  สงครามเย็นเริ่มขึ้น  โดยการพัฒนาเทคโนโลยีของจรวดไม่ใช่การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์อีกต่อไป   แต่เป็นการทำอาวุธนิวเคลียร์  เช่น  the thor Intermediate Range Ballistic Missile (IRBM) และ  Atlas Intercontinental Ballistic Missile (ICBM)
 
Sputnik ดาวเทียมดวงแรกของโลก
 
                       ในช่วงปลายปี ค.ศ.1950  ความแตกต่างของการพัฒนาด้านการบินและจรวดเริ่มมีความไม่เด่นชัด  นักบินถูกจัดให้ไปอยู่ใน The National  Advisory  Committee for Aeronautics (NACA) ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปบินเครื่องบินทดลอง (Experimental Aircraft) เช่น  Bell-X-1A และ  X-2  ไปที่ขอบของชั้นบรรยากาศ  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของอเมริกาเล็งเห็นว่าการใช้เครื่องบินอวกาศ (Space planes)  นั้นเป็นสิ่งที่ยานพาหนะที่ใช้ในการออกนอกโลก  ซึ่งเครื่องบินที่เด่นชัดคือ X-15 ของ  North  American  Aviation   ในรูป  เชื้อเพลิงของเครื่องบินอวกาศนั้นสามารถทำความเร็วสูงได้ถึง Mach 8 (แปดเท่าของความเร็วเสียง)  และไต่ระดับได้ที่ความสูงประมาณ 112 km. เหนือพื้นโลก  แต่แล้วในเดือนตุลาคม  วันที่ 4 ปี ค.ศ.1957  อเมริกาประหลาดใจอย่างมากเมื่อรัสเซียได้ส่งดาวเทียมไร้คน (The Unmanned Satellite) ที่ชื่อว่า Sputnik ไปในอวกาศครั้งแรก  ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นสงครามเย็นระหว่างสองประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น และเกิดการแข่งขันกันด้านอวกาศอย่างมาก
                       หลังจากการส่ง Sputnik  ไปในอวกาศได้ไม่ถึงเดือน  ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1957  รัสเซียได้ส่ง Sputnik II  ซึ่งได้นำสุนัขชื่อ Laika  เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่ส่งไปโคจรรอบโลก  ในช่วงเวลานั้น  อเมริกาพยามส่งดาวเทียมขึ้นไปเช่นกัน  ด้วยจรวดที่ชื่อว่า  Navy Vanguard  แต่เกิดการระเบิดขึ้นที่ฐานส่งจรวด  ในวันที่ 6 เดือนธันวาคม 1957  ต่อหน้าผู้ชมผ่านทางทีวีในประเทศซึ่งเป็นความโชคดีของอเมริกา  Von Braun  นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งภายหลังมาทำงานกับอเมริกาหลังจากสงครามโลก  เขามีความเชี่ยวชาญในตรวด V-2  และได้ใช้การปรับปรุงของจรวด Redstone อเมริกาจึงส่งดาวเทียมดวงแรกคือ  Explorer I  ได้สำเร็จในวันที่ 31  มกราคม ปี ค.ศ.1958

 

ICBM
 
NACA Research X Aircraft

 

Sputnik
 
Laika
 
จากจุดเริ่มต้นของอเมริกาในการส่งดาวเทียมไปยังอวกาศนี้  ยังคงแพ้และตามหลังประเทศคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด  เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของการส่งจรวด  เช่น Explorer I มีน้ำหนักเพียงแค่ 14 kg ในขณะที่  Sputnik มีน้ำหนักถึง 84 kg และ  Sputnik II  มีน้ำหนักถึง 1,350 kg  (ประสิทธิภาพของจรวดบอกในเชิงน้ำหนักบรรทุก  ซึ่งถ้าจรวดสามารถบรรทุกได้น้ำหนักที่มากกว่า  ประสิทธิภาพย่อมดีกว่า )  และในเวลาต่อมา โซเวียต ก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีก  เมื่อสามารถส่ง Probe Luna III  ไปถ่ายภาพด้านมืดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
                     เนื่องจากแรงผลักดันด้านการพัฒนาทางอวกาศของโซเวียต  อเมริกาจึงได้จัดตั้งองค์กรอวกาศของชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 เดือน ตุลาคม ค.ศ. 1958  ชื่อว่า The National  Aeronautics and Space  Administration  หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ NASA
ซึ่งองค์กร NASA  ได้ถูกผลักดันให้สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศก่อนโซเวียต  และได้เงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลจาก 90 ล้านเหรียญในปี ค.ศ. 1958  จนกระทั่งถึง 3.7 พันล้านเหรียญในปี ค.ศ. 1963  โดยประธานาธิบดี Dwight  D. Eisenhower (1890-1969)  ได้คัดนักบินอวกาศอเมริกาจากกองทัพอากาศ  ซึ่งมี Jr.  John  H. Glenn  เป็นหนึ่งในนั้น  และสร้าง Mercury  Program ขึ้น  ซึ่ง Mercury Atlas I ได้ส่งไปในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1960  และเกิดระเบิดขึ้น 1 นาทีหลังจากปล่อยจรวดออกไป  ในวันที่ 21 พฤศจิกายน  ค.ศ. 1960  Mercury-Redstone I  เกิดปัญหาหลังจากขึ้นไปสูง 10 cm (4 นิ้ว)  และเกิดตัวขับเคลื่อนเกิดดับและล้มลงบนฐานปล่อยจรวดทำลายหอส่ง  ซึ่ง NASA  มาประสบความสำเร็จที่โปรแกรม  Mercury-Redstone II  ในวันที่ 21 มกราคม ปี ค.ศ.1961  ซึ่งสามารถส่งลิงชิมแปนซี(Chimpanzee)  ที่เรียกชื่อว่า Ham  ไปยังวงโคจรย่อย (suborbital  flight)
 
     และโซเวียตก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีกครั้งหลังจากให้โลกได้หยุดหายใจสักครู่  เมื่อถึงวันที่ 12 เมษายน ค.ศ.  1961  Major Yuri A. Gagarin  ได้โคจรรอยโลกอย่างสมบูรณ์  โดย Vostok I ซึ่งเป็นข้อมูลพิสูจน์ว่า  สังคมคอมมิวนิสต์ชนะประชาธิปไตยได้อย่างสิ้นเชิง  ซึ่งภายหลังอเมริกาสามารถส่งนักบินอวกาศ  Alan Shepard  และ  Gus  Grissom ไปใน suborbital  flight  เช่นกันในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม ในปีค.ศ.1961  และโซเวียตก็นำไปอีกก้าวหนึ่งโดยการส่งนักบินอวกาศ Gherman S. Titov  ไปโคจรรอบโลก 17 รอบ  ในที่สุดอเมริกาก็ได้นักบินอวกาศคนแรกอย่างสมบูรณ์โดย John Glenn  ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962  ซึ่งเขาได้โคจรรอบโลก 30รอบ  แต่ต้องเกิดปัญหากับเกราะกันความร้องของ Capsule (Capsule’s heat shield) จึงต้องกลับสู่โลกก่อนกำหนด
 
    จากปี ค.ศ. 1961 ถึง 1965  โซเวียตสามารถส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบโลกได้มากกว่าอเมริกา รวมทั้งนักบินอวกาศหญิง  Valentina Tereshkova  ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1963  และได้ระยะเวลานานกว่าอเมริกา  ในช่วงนี้ของการแข่งขัน  โซเวียตจะนำหน้าอเมริกาประมาณไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือน  เช่น  นักบินอวกาศ Alexei Leonor ของโซเวียต  ชนะนักบินอวกาศของอเมริกา  Edward H. White II โดย 11 สัปดาห์ของการเดินบนอวกาศ(Spacewalk)  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1965
 
 

 

 

 Jr.  John  H. Glenn

 

Ham

 

Yuri A. Gagarin

 

Valentina Tereshkova 

 
     อเมริกาสามารถทำสถิติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอวกาศในด้านของการสื่อสาร(Communication) โดย Echo I  ซึ่งส่งในวันที่ 12 สิงหาคม  ค.ศ. 1960  ซึ่งถูกหุ้มไปด้วยแผ่นอลูมิเนียม  มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30.4 เมตร  ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นเสียง และสัญญาณภาพ  และเป็นจุดเริ่มต้นของดาวเทียมสื่อสาร (Satellite Telecommunication)  ซึ่งดาวเทียมดวงแรกที่ใช้ในการสื่อสารคือ  Telstar ถูกส่งขึ้นใน 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1962  ซึ่งทั้ง Echo และ Telstar  เป็นต้นแบบที่ใช้สำหรับดาวเทียมสื่อสารจนกระทั่งในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่า Echo และ Telstar เป็นผลงานที่เด่นชัดของอเมริกาในช่วงต้นปี ค.ศ.1960  แต่ยังสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดี  John F. Kennedy (1917-1963)  ได้ให้คำกล่าวกันประชาชนทั้งประเทศว่า  “I believe this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon  and  returning him safely to the Earth”  และนี่เป็นเส้นทางการเดินทางของชาวอเมริกันที่เด่นชัดและนำไปสู่การเอาชนะโซเวียตในการเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา
 
ก้าวสำเร็จของอเมริกาโดย Armstrong (Armstrong’s small step)
 
     ด้วยโครงการ Apollo ของอเมริกาได้นำนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ในปี ค.ศ.1970 เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจใครอยู่เหนือกว่าใคร  ซึ่งในปี ค.ศ.1963  โครงการApollo ได้ใช้เงินร่วม 2 ใน 3  ของเงินทุนของชาติด้านการพัฒนาโครงการอวกาศ  และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในโครงการ Apollo 11 เมื่อ  Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ทั้งสองเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969  ซึ่งชาวโลกได้เฝ้าดูความสำเร็จของโครงการนี้ ผ่านจอทีวี  ในช่วงประธานาธิบดี Richard M. Nixon ได้กล่าวเกี่ยวกับโครงการ Apollo 11 ว่า “the greatest week in the history of the world since the creation” และโครงการ Apollo นี้  ได้กลายเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่จนทำให้มนุษย์ได้หยุดคิดกับชีวิตบนโลกมนุษย์เกี่ยวกับเสรีภาพ  ซึ่งได้มีประโยคสำหรับโครงการ Apollo นี้ว่า “Here men from the planet Earth first set foot upon the Moon July 1969  A.D.  We came in peace for all mankind “  ซึ่งเป้าหมายนี้ยังคงจารึกอยู่ที่ทะเส Tranquility ข้างหลังซ้าย  โดยนักบินอวกาศของ Apollo 11 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ
 
     Apollo กลายเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ NASA แม้แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับ Apollo 13 ซึ่งเกิดจากถัง Oxygen รั่วขณะที่ไปได้ครึ่งทาง  ซึ่ง NASA พยายามนำนักบินอวกาศทั้ง 3 คนกลับมาโลกโดยปลอดภัย  ภายหลังจากโครงการ Apollo 11  ได้มีการส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ต่อเนื่องอีก 5 โครงการ  ซึ่งรวมแล้วทั้ง 6 โครงการ  ได้นำหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกจำนวน 382 kg  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังจะค้นพบจุดเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล  จนกระทั่งถึงโครงการ Apollo 17 NASA  ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ Dr. Harrison H.(Jack) Schmitt เพื่อไปสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย
 
     ภายหลังยุคของโครงการ Apollo สิ้นสุดลง  NASA เปลี่ยนเป้าหมายใหม่โดยศึกษาห้องทดลองในอวกาศ (Space lab)  ซึ่งได้ใช้จรวด Sature V มาดัดแปลงใน Stage ที่สาม  ใช้เป็นส่วนของห้องการทดลอง (Laboratory  module) ซึ่งมีชื่อว่า Skylab และส่งไปในอวกาศครั้งแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1973  แต่เกิดความเสียหายภายนอกตัวยาน  และได้นำไปซ่อมและส่งออกไปในอวกาศ  และได้ใช้สนับสนุนการทดลองในอวกาศเป็นระยะเวลา 28 59 และ 84 วัน ตามลำดับ

 

 

Echo I

 

John F. Kennedy

 

Neil Armstrong

 

Neil Armstrong และ Buzz Aldrin

 

     ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1975  โครงการอวกาศกลายมาเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อ Apollo 18 ได้เข้าประกอบกับยานอวกาศของรัสเซีย Soyuz  ดังนั้น  Apollo-Soyuz กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ หลังจากโครงการ Apollo ปิดไป  NASA  เริ่มทำงานในความท้าทายใหม่ด้วยโครงการ Space shuttle  ใน 12 เมษายน ค.ศ. 1981  ซึ่งเป็นการออกแบบยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reusable spacecraft)  ภายหลัง Space shuttle  ได้ใช้เป็นยานอวกาศหลักของ NASA ในโครงการต่างๆ  เช่น  ใช้ในการส่งดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (deploy satellites)  ใช้ในการส่งยานอวกาศสำหรับไปดาวเคราะห์ดวงอื่น(Launch Interplanetary Probes)  การซ่อมแซมและการซ่อมบำรุงดาวเทียม (Repair and Maintenance satellite)  การทดลองต่างๆ (Conduct experiments)  และการตรวจตราโลก(monitor the Earth )
 
      ในขณะที่ชาวอเมริกาให้ความสนใจกับโครงการ Space shuttle  ทางโซเวียตให้เป้าหมายหลักในการพัฒนาโครงการอวกาศที่ต่างกัน  ซึ่งได้พัฒนาโครงการ Soyuz ในการออกแบบสถานีอวกาศ (Space station)  และศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปทำงานในสถานีอวกาศด้วยระยะเวลาที่นาน  ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1971-1982 , 7 ส่วนของ Salyut Space Station ได้ถูกส่งไป  และนักบินอวกาศอีกหลายคน  ในปี ค.ศ.1986  Mir space station เป็นการพัฒนาระบบใหม่  ซึ่งใช้ในการอาศัยในอวกาศ  ในปี ค.ศ. 1988  นักบินอวกาศ Vladimir Titov  และ Musa Manarov  กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่อยู่ในอวกาศมากกว่า 1 ปี  ในสถานีอวกาศ Mir
 
Satellite and Interplanetary Probes
 
      รูปแบบของดาวเทียมในปัจจุบัน  เปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์  ดาวเทียมสามารถใช้หาตำแหน่งของเราบนโลก (Navigation beacons)  เป็นสถานีรับส่งสัญญาณสำหรับถ่ายทอดวิทยุและทีวี (Relay stations for radio and television signals) และในรูปแบบอื่นๆของการติดต่อสื่อสารเช่น มือถือ  ดาวเทียมยังใช้ในการค้นหาคำตอบของธรรมชาติบางอย่าง  ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้บนผิวโลกเนื่องจากสิ่งที่รบกวนจากชั้นบรรยากาศ  และในบางโครงการ เช่น  Landsat ของอเมริกา  เป็นดาวเทียมที่ใช้สอดส่องดูแลและจัดการทรัพยากรที่สำคัญของโลก
      ความสำเร็จของโลกในการท่องไปดาวเคราะห์ดวงอื่นๆเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1960 โดยโครงการ Mariner  ได้ถ่ายภาพระยะใกล้ของ Mercury Venus และ Mars  ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1961      โซเวียตได้ส่ง Venera I ได้ผ่านเหนือชั้นบรรยากาศของดาวVenus ในระยะ 60,000 km และวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นี้  โครงการที่สำคัญของอเมริกามี Vikings I และ II ได้ไปสำรวจดาวอังคารสำเร็จในปี 1976  โครงการต่อมา คือ Voyager I และ II  ในการสำรวจ Jupiter  และ Saturn ในปี ค.ศ.1980-1981  ซึ่ง Voyager II ได้ไปต่อถึง Uranus ในปี ค.ศ.1986  และ Neptune ในปี ค.ศ.1989  อีกโครงการที่สำคัญคือ  Magellan ในปี 1991  ได้ถ่ายภาพแบบเรดาร์ (Radar mapping) ของพื้นผิวของดาว Venus มากกว่า 80 % ซึ่งให้ข้อมูลด้ายภูมิศาสตร์อย่างมาก
 
     หากเรากล่าวถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์(Scientific Instrument) ที่มีราคาแพง  และมีประสิทธิภาพสูง  ถูกส่งผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปยังอวกาศเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนต่างๆจากชั้นบรรยากาศ  โครงการที่เห็นได้ชัดเจนคือ Hubble Space Telescope ซึ่งให้ชื่อเป็นเกียรติกับนักดาราศาสตร์ Edwin Hubble และถูกส่งออกไปในวงโคจร ที่เดือน เมษายน 1990  Space shuttle ใช้ส่งในการถ่ายภาพด้วยเหมือนกัน  ซึ่งใช้ Electromagnetic spectrum  ในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆบนโลกซึ่งตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น  เช่น  Ultraviolet และปรากฏการณ์ของ X-Ray (X-Ray phenomena)
 
The future
      หากถามว่า ทำไม่เราต้องศึกษาอวกาศในขณะที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก  จากเหตุการณ์ในอดีต การทดสอบ Apollo I Command module ในวันที่ 17 มกราคม 1967  เกิดการระเบิดภายในและนักบินอวกาศไม่สามารถหนีออกมาได้ และเสียชีวิต(Grissom,Edward H.,Roger B. )
โซเวียตก็เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นกันกับนักบินอวกาศ Vladimir  Komarov  ตายในปี 1967  เมื่อร่มชูชีพ(parachute) ไม่สามารถปล่อยออกจาก Capsule ในระหว่างกลับมายังโลก  หรือเหตุการณ์  Challenger ที่เกิดระเบิดขึ้นหลังจากขึ้นจากพื้นโลก ในวันที่ 28 มกราคม 1986  อเมริกาได้เสียนักบินอวกาศจำนวน 7 คน

 

      จากความสูญเสียที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์ได้รับบทเรียนและความรู้ในการแก้ไขเทคโนโลยีอวกาศและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ซึ่งในปัจจุบัน อนาคตเป็นสิ่งที่ใช้ชี้นำไปสู่แนวทางใหม่ของการท่องไปในอวกาศ อาทิเช่น X-price เป็นโครงการในการสร้างแรงจูงใจให้ทั่วโลก สำหรับการส่งคนไปในอวกาศแบบประหยัด ซึ่งในแนวทางนี้ จะนำไปสู่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปในอวกาศ (Space Tourism) ได้ในอนาคต
 
 

ผู้แต่ง : โอภาโส ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
     
 
     

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

 

 

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟิสิกส์ 1 หนังสือฟิสิกส์ 1 ภาคกลศาสตร์ หนังสือฟิสิกส์ 1  ภาค ของไหล ความร้อนและคลื่น

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรกบทความพิเศษ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ