|
ก้าวแรกของการไปอวกาศ
การศึกษาอวกาศในสมัยโบราณ
เป็นศึกษาโดยการใช้จินตนาการและเครื่องมือที่ช่วยในการมองเห็น เช่น กล้องดูดาว
มีผลให้มนุษย์สามารถตอบคำถามให้กับตนเองในบางคำถาม
แต่ยังคงมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ยังค้างคาอยู่ในจินตนาการของมนุษย์
ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสามารถศึกษาอวกาศสามารถทำได้ดีกว่าในอดีตโดยการส่งเครื่องมือขึ้นไปศึกษาในอวกาศโดยตรง จากในอดีตในวันที่ 17 ธันวาคม
1903 Orville และ Wilbur Wright ได้ทำให้ความฝันเป็นจริง
ซึ่งสามารถพิชิตท้องฟ้าเหนือศีรษะของเรา ซึ่งภายหลังความรู้ของการบินและจรวด
ได้นำมนุษยชาติมาถึงยุคของอวกาศในปี 1957
ซึ่งมนุษย์สามารถไปยังอวกาศได้สำเร็จ
ยุคเริ่มต้นของจรวด
จุดเริ่มต้นของความฝันในการสัมผัสอวกาศ หรือ
การขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศของโลกเริ่มต้นโดย Kepler
ได้แสดงให้มนุษย์เห็นถึงความเป็นไปได้ในการไปดวงจันทร์และ Jules Verne ได้แต่งหนังสือ From
the earth to the moon (จากโลกไปยังดวงจันทร์)
ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนในสมัยนั้นเห็นว่า
จรวดเป็นสิ่งที่สามารถไปสู่อวกาศได้
ซึ่งจรวดได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยแรกๆด้วยจุดประสงค์ทางการทหาร ซึ่งจากหลักฐานในอดีต ลูกศรไฟ (fire
arrows)ได้นำมาใช้ในสงครามเป็นเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา
แต่การใช้จรวดที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกในปี 1232 A.D. ในประเทศจีนโดยกลุ่ม Chin Tartars
ป้องกันเมืองของตนโดยใช้จรวดเพื่อต่อต้านพวก Mongols
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 Sir William Congreve (1772-1828)
ทหารชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่ (Artillery
expert)ได้พัฒนาจรวดซึ่งใช้โมเดลพื้นฐานของอินเดีย ซึ่งใช้ดินปืน (Black powder)ในช่วงน้ำหนักระหว่าง 3 ถึง
23 กิโลกรัม
ในช่วงสงครามนาโปเลีย
ส่วนชาวอังกฤษใช้จรวดจำนวน 200 ลูก ยิงได้ภายใน 30 นาที
ต่อต้านฝรั่งเศสที่
Bowlogne ในปี ค.ศ.1806
ทำให้บ้านเมืองลุกไหม้เป็นไฟ และในปี ค.ศ. 1807 ชาวอังกฤษได้ใช้จรวดกว่า 300
ลูก ใช้ต่อต้านพวก Copenhagen
ในการป้องกันฝรั่งเศสจากกองทัพของ Danish
นับว่าจุดเริ่มต้นของการใช้จรวดมิใช่เพื่อที่จะพิชิตอวกาศ
แต่ใช้เพื่อพิชิตศัตรูที่มารุกรานประเทศของตน
การใช้จรวดในการสงครามสมันนั้น ความถูกต้องแม่นยำยังมีไม่มาก
แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังการทำลายของจรวดได้อย่างมาก
และกองทัพอังกฤษได้ก่อตั้งหน่วยปืนใหญ่ขึ้นและเทคโนโลยีปืนใหญ่ ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังจากปี
ค.ศ. 1815
และการศึกษาการพัฒนาของประสิทธิภาพของจรวดถูกให้ความสนใจน้อยลงและไม่มีการศึกษาทางทฤษฎีอย่างเด่นชัด
|
| ||||||||||||||||||||||||
|
ซึ่งบุคคลแรกที่นำการศึกษาของจรวดมาใช้ในการขนส่งในอวกาศคือ Konstatin Tslolkovsky (1857-1935) เป็นบิดาทางด้านอวกาศ (Father of
Cosmonautics) ของรัสเซีย ซึ่งในปี 1880
เขาได้คำนวณความเร็วที่ต้องการใช้ในการส่งวัตถุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปสู่อวกาศ
และเขาได้ทดลองการเผาไหม้ของจรวดขับดันซึ่งเกิดจากการผสมของ ไฮโดรเจนเหลว (Liquid hydrogen) และ
ออกซิเจนเหลว (Liquid Oxygen)
ซึ่งสามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพของจรวดในรูปของตัวเลขและนำมาใช้จนกระทั่งปัจจุบัน (เครื่องยนต์หลักของ Space Shuttle
ใช้หลักการนี้เช่นกัน)
ด้วยความอัจฉริยะของเขา
รัสเซียซึ่งเป็นประเทศแรกที่ให้นโยบายของประเทศในด้านอวกาศ
ซึ่งได้มีส่วนของการศึกษาปัญหาของจรวดในปี ค.ศ.1924 (The Bureau for
study of the Problems of Rockets)
ส่วนทางอเมริกา
ยังคงตามหลังรัสเซียอยู่มากแต่ยังมีการศึกษาทางด้านอวกาศเช่นกันโดย Robert H. Goddard (ช่วงปี ค.ศ.
1882-1945)
ซึ่งเขาสร้างจรวดลำแรกของเขาโดยใช้จรวดเชื้อเพลิงเหลว (liquid-fuel
rockets)
และยิงไปบนท้องฟ้าในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.
1926
และเขาเชื่อว่าถ้าหากมีพลังงานพอ
เราสามารถส่งจรวดไปในดวงจันทร์/ดาวอังคาร
แต่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอเมริกา
เทคโนโลยีจรวดได้ถูกพัฒนาอย่างมากใน
เยอรมนีเมื่อ Hermann Oberth
ได้ทำงานในการหาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ในการบินไปในอวกาศ
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางจรวดในเยอรมนี และสมาคมของการท่องไปในอวกาศ (The society for space
travel) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1927 ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1920
ถึง 1930
เยอรมันได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์
อาจารย์และนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านจรวด จนกระทั่งกลางปี
ค.ศ. 1930
รัฐบาลเยอรมนีได้ให้การสนับสนุนอย่างมากในเทคโนโลยีจรวด หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1
การพัฒนาทางอาวุธและจรวดของเยอรมนีถูกจำกัดลง ซึ่งภายหลัง Adolf Hitler ในปี ค.ศ.
1933 ได้เล็งเห็นว่า จรวดสามารถส่งหัวจรวดสงคราม
(Warheads)
หรืออาวุธนิวเคลียร์ไปได้ในระยะทางไกลและข้าศึกไม่สามารถรู้ได้ ดังนั้น เขาจึงสนับสนุนสมาคมจรวด (the
Rocket Societies)
อย่างมาก จนกระทั่ง
Wernher Von Braun (1912-1977)
สมาชิกหนุ่มของหนึ่งในสมาคมจรวด
ได้พัฒนาจรวด
V-2
ซึ่งเป็น ballistic
missile แรกของโลก
และเขายังต้องการพัฒนาจรวดซึ่งสามารถส่งได้ระห่างดาวเคราะห์หรือ
(Interplanetary flight)
และชีวิตเขายาวมาถึงการส่ง Saturn V ซึ่งเป็นจรวดที่ใช้ในโครงการ Apollo เพื่อส่งไปยังดวงจันทร์
|
| ||||||||||||||||||||||||
|
จาการพัฒนาของเขาเยอรมนีได้ใช้จรวด V-2 กว่า 2000 ลูก
พร้อมด้วยหัวอาวุธในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จรวดใช้ยิงไปที่ Antwerp London
และส่วนอื่นๆในเกาะอังกฤษ
จนกระทั่งเยอรมนีแพ้สงคราม
ทางสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ตั้งนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมากมายซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจรวด
และทางฝ่ายรัสเซียได้ใช้นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Sputnik ส่วนทางอเมริกาได้ยึดโรงงานใต้ดิน
Mittelwerke ในภูเขา Harz ใจกลางของเยอรมนี
ซึ่งได้มีอุปกรณ์การสร้างพอที่จะประกอบจรวด 68 V-2 ใช้โมเดลของจรวด V-2 เพื่อใช้กับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ (Scientific payload) แทนที่หัวจรวด
และใช้จรวดนี้ในการศึกษาชั้นบรรยากาศของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1946 ถึง
1952 ซึ่งจรวด ได้ถูกส่งจากที่ White Sands, New
Mexico ซึ่งได้ข้อมูลของชั้นบรรยากาศของโลกมากมาย เช่น อุณหภูมิ
ความดันของชั้นบรรยากาศ ความหนาแน่นอากาศ หรือ สนามแม่เหล็กของโลก เป็นต้น ที่ความสูงมากๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1957 สงครามเย็นเริ่มขึ้น
โดยการพัฒนาเทคโนโลยีของจรวดไม่ใช่การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์อีกต่อไป
แต่เป็นการทำอาวุธนิวเคลียร์
เช่น the thor
Intermediate Range Ballistic Missile (IRBM) และ Atlas Intercontinental Ballistic
Missile (ICBM)
Sputnik ดาวเทียมดวงแรกของโลก
ในช่วงปลายปี ค.ศ.1950
ความแตกต่างของการพัฒนาด้านการบินและจรวดเริ่มมีความไม่เด่นชัด นักบินถูกจัดให้ไปอยู่ใน The
National Advisory Committee for Aeronautics (NACA)
ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปบินเครื่องบินทดลอง (Experimental Aircraft)
เช่น Bell-X-1A และ X-2 ไปที่ขอบของชั้นบรรยากาศ
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของอเมริกาเล็งเห็นว่าการใช้เครื่องบินอวกาศ (Space
planes)
นั้นเป็นสิ่งที่ยานพาหนะที่ใช้ในการออกนอกโลก ซึ่งเครื่องบินที่เด่นชัดคือ X-15
ของ North American Aviation ในรูป
เชื้อเพลิงของเครื่องบินอวกาศนั้นสามารถทำความเร็วสูงได้ถึง Mach 8
(แปดเท่าของความเร็วเสียง)
และไต่ระดับได้ที่ความสูงประมาณ 112 km. เหนือพื้นโลก แต่แล้วในเดือนตุลาคม วันที่ 4 ปี ค.ศ.1957
อเมริกาประหลาดใจอย่างมากเมื่อรัสเซียได้ส่งดาวเทียมไร้คน (The
Unmanned Satellite) ที่ชื่อว่า Sputnik ไปในอวกาศครั้งแรก
ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นสงครามเย็นระหว่างสองประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น และเกิดการแข่งขันกันด้านอวกาศอย่างมาก
หลังจากการส่ง Sputnik ไปในอวกาศได้ไม่ถึงเดือน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.
1957 รัสเซียได้ส่ง Sputnik
II ซึ่งได้นำสุนัขชื่อ
Laika
เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่ส่งไปโคจรรอบโลก ในช่วงเวลานั้น
อเมริกาพยามส่งดาวเทียมขึ้นไปเช่นกัน ด้วยจรวดที่ชื่อว่า Navy Vanguard
แต่เกิดการระเบิดขึ้นที่ฐานส่งจรวด ในวันที่ 6 เดือนธันวาคม 1957
ต่อหน้าผู้ชมผ่านทางทีวีในประเทศซึ่งเป็นความโชคดีของอเมริกา Von Braun
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งภายหลังมาทำงานกับอเมริกาหลังจากสงครามโลก เขามีความเชี่ยวชาญในตรวด V-2 และได้ใช้การปรับปรุงของจรวด
Redstone อเมริกาจึงส่งดาวเทียมดวงแรกคือ Explorer I ได้สำเร็จในวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ.1958
|
| ||||||||||||||||||||||||
|
จากจุดเริ่มต้นของอเมริกาในการส่งดาวเทียมไปยังอวกาศนี้
ยังคงแพ้และตามหลังประเทศคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของการส่งจรวด เช่น Explorer I มีน้ำหนักเพียงแค่
14 kg ในขณะที่ Sputnik
มีน้ำหนักถึง 84 kg และ
Sputnik II
มีน้ำหนักถึง 1,350 kg
(ประสิทธิภาพของจรวดบอกในเชิงน้ำหนักบรรทุก
ซึ่งถ้าจรวดสามารถบรรทุกได้น้ำหนักที่มากกว่า ประสิทธิภาพย่อมดีกว่า ) และในเวลาต่อมา โซเวียต
ก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีก
เมื่อสามารถส่ง Probe Luna III
ไปถ่ายภาพด้านมืดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
เนื่องจากแรงผลักดันด้านการพัฒนาทางอวกาศของโซเวียต
อเมริกาจึงได้จัดตั้งองค์กรอวกาศของชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1
เดือน ตุลาคม ค.ศ. 1958
ชื่อว่า The National
Aeronautics and Space
Administration
หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ NASA
ซึ่งองค์กร NASA
ได้ถูกผลักดันให้สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศก่อนโซเวียต
และได้เงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลจาก 90 ล้านเหรียญในปี ค.ศ.
1958 จนกระทั่งถึง 3.7
พันล้านเหรียญในปี ค.ศ. 1963
โดยประธานาธิบดี Dwight
D. Eisenhower (1890-1969)
ได้คัดนักบินอวกาศอเมริกาจากกองทัพอากาศ ซึ่งมี Jr. John H. Glenn เป็นหนึ่งในนั้น และสร้าง Mercury Program ขึ้น ซึ่ง Mercury Atlas I
ได้ส่งไปในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1960 และเกิดระเบิดขึ้น 1
นาทีหลังจากปล่อยจรวดออกไป
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน
ค.ศ. 1960
Mercury-Redstone I
เกิดปัญหาหลังจากขึ้นไปสูง 10 cm (4 นิ้ว)
และเกิดตัวขับเคลื่อนเกิดดับและล้มลงบนฐานปล่อยจรวดทำลายหอส่ง ซึ่ง NASA มาประสบความสำเร็จที่โปรแกรม Mercury-Redstone II ในวันที่ 21 มกราคม ปี
ค.ศ.1961
ซึ่งสามารถส่งลิงชิมแปนซี(Chimpanzee) ที่เรียกชื่อว่า Ham ไปยังวงโคจรย่อย (suborbital flight)
และโซเวียตก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีกครั้งหลังจากให้โลกได้หยุดหายใจสักครู่ เมื่อถึงวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 Major Yuri A. Gagarin
ได้โคจรรอยโลกอย่างสมบูรณ์
โดย Vostok I ซึ่งเป็นข้อมูลพิสูจน์ว่า
สังคมคอมมิวนิสต์ชนะประชาธิปไตยได้อย่างสิ้นเชิง
ซึ่งภายหลังอเมริกาสามารถส่งนักบินอวกาศ Alan Shepard และ Gus Grissom ไปใน suborbital flight เช่นกันในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม
ในปีค.ศ.1961
และโซเวียตก็นำไปอีกก้าวหนึ่งโดยการส่งนักบินอวกาศ Gherman S.
Titov ไปโคจรรอบโลก 17
รอบ
ในที่สุดอเมริกาก็ได้นักบินอวกาศคนแรกอย่างสมบูรณ์โดย John Glenn ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.
1962 ซึ่งเขาได้โคจรรอบโลก
30รอบ
แต่ต้องเกิดปัญหากับเกราะกันความร้องของ Capsule (Capsules heat
shield) จึงต้องกลับสู่โลกก่อนกำหนด
จากปี ค.ศ. 1961 ถึง 1965
โซเวียตสามารถส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบโลกได้มากกว่าอเมริกา
รวมทั้งนักบินอวกาศหญิง
Valentina Tereshkova
ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1963 และได้ระยะเวลานานกว่าอเมริกา ในช่วงนี้ของการแข่งขัน
โซเวียตจะนำหน้าอเมริกาประมาณไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือน เช่น นักบินอวกาศ Alexei Leonor
ของโซเวียต
ชนะนักบินอวกาศของอเมริกา
Edward H. White II โดย 11 สัปดาห์ของการเดินบนอวกาศ(Spacewalk) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม
ค.ศ. 1965
|
| ||||||||||||||||||||||||
|
อเมริกาสามารถทำสถิติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอวกาศในด้านของการสื่อสาร(Communication)
โดย Echo I ซึ่งส่งในวันที่ 12
สิงหาคม ค.ศ. 1960
ซึ่งถูกหุ้มไปด้วยแผ่นอลูมิเนียม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30.4 เมตร ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นเสียง
และสัญญาณภาพ
และเป็นจุดเริ่มต้นของดาวเทียมสื่อสาร (Satellite
Telecommunication)
ซึ่งดาวเทียมดวงแรกที่ใช้ในการสื่อสารคือ Telstar ถูกส่งขึ้นใน 10 กรกฎาคม
ค.ศ. 1962 ซึ่งทั้ง Echo และ
Telstar
เป็นต้นแบบที่ใช้สำหรับดาวเทียมสื่อสารจนกระทั่งในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่า Echo และ Telstar เป็นผลงานที่เด่นชัดของอเมริกาในช่วงต้นปี
ค.ศ.1960
แต่ยังสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดี John F. Kennedy
(1917-1963)
ได้ให้คำกล่าวกันประชาชนทั้งประเทศว่า I believe this nation should
commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing
a man on the moon and returning him safely to the
Earth
และนี่เป็นเส้นทางการเดินทางของชาวอเมริกันที่เด่นชัดและนำไปสู่การเอาชนะโซเวียตในการเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา
ก้าวสำเร็จของอเมริกาโดย Armstrong (Armstrongs small
step)
ด้วยโครงการ Apollo
ของอเมริกาได้นำนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ในปี ค.ศ.1970
เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจใครอยู่เหนือกว่าใคร ซึ่งในปี ค.ศ.1963 โครงการApollo ได้ใช้เงินร่วม 2 ใน
3
ของเงินทุนของชาติด้านการพัฒนาโครงการอวกาศ
และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในโครงการ Apollo 11 เมื่อ Neil Armstrong และ Buzz Aldrin
ทั้งสองเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969
ซึ่งชาวโลกได้เฝ้าดูความสำเร็จของโครงการนี้ ผ่านจอทีวี ในช่วงประธานาธิบดี Richard M.
Nixon ได้กล่าวเกี่ยวกับโครงการ Apollo 11 ว่า the greatest week in the
history of the world since the creation และโครงการ Apollo นี้
ได้กลายเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่จนทำให้มนุษย์ได้หยุดคิดกับชีวิตบนโลกมนุษย์เกี่ยวกับเสรีภาพ ซึ่งได้มีประโยคสำหรับโครงการ
Apollo นี้ว่า Here men from the planet Earth first set foot upon the Moon
July 1969 A.D. We came in peace for all mankind
ซึ่งเป้าหมายนี้ยังคงจารึกอยู่ที่ทะเส Tranquility ข้างหลังซ้าย โดยนักบินอวกาศของ Apollo 11
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ
Apollo กลายเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ NASA แม้แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับ Apollo 13 ซึ่งเกิดจากถัง Oxygen รั่วขณะที่ไปได้ครึ่งทาง
ซึ่ง NASA พยายามนำนักบินอวกาศทั้ง 3 คนกลับมาโลกโดยปลอดภัย ภายหลังจากโครงการ
Apollo 11
ได้มีการส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ต่อเนื่องอีก 5 โครงการ ซึ่งรวมแล้วทั้ง 6 โครงการ
ได้นำหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกจำนวน 382 kg ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังจะค้นพบจุดเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล จนกระทั่งถึงโครงการ
Apollo 17 NASA ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ Dr. Harrison H.(Jack) Schmitt เพื่อไปสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย
ภายหลังยุคของโครงการ Apollo สิ้นสุดลง NASA เปลี่ยนเป้าหมายใหม่โดยศึกษาห้องทดลองในอวกาศ (Space lab) ซึ่งได้ใช้จรวด
Sature V มาดัดแปลงใน Stage ที่สาม
ใช้เป็นส่วนของห้องการทดลอง (Laboratory
module) ซึ่งมีชื่อว่า Skylab และส่งไปในอวกาศครั้งแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1973
แต่เกิดความเสียหายภายนอกตัวยาน
และได้นำไปซ่อมและส่งออกไปในอวกาศ
และได้ใช้สนับสนุนการทดลองในอวกาศเป็นระยะเวลา 28 59 และ 84 วัน
ตามลำดับ
|
| ||||||||||||||||||||||||
|
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1975
โครงการอวกาศกลายมาเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อ
Apollo 18 ได้เข้าประกอบกับยานอวกาศของรัสเซีย Soyuz ดังนั้น
Apollo-Soyuz กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ
หลังจากโครงการ Apollo ปิดไป
NASA เริ่มทำงานในความท้าทายใหม่ด้วยโครงการ Space shuttle ใน 12 เมษายน ค.ศ. 1981
ซึ่งเป็นการออกแบบยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่
(Reusable spacecraft) ภายหลัง
Space shuttle ได้ใช้เป็นยานอวกาศหลักของ NASA ในโครงการต่างๆ
เช่น
ใช้ในการส่งดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (deploy satellites)
ใช้ในการส่งยานอวกาศสำหรับไปดาวเคราะห์ดวงอื่น(Launch Interplanetary Probes)
การซ่อมแซมและการซ่อมบำรุงดาวเทียม (Repair and Maintenance satellite) การทดลองต่างๆ
(Conduct experiments)
และการตรวจตราโลก(monitor the Earth )
ในขณะที่ชาวอเมริกาให้ความสนใจกับโครงการ Space shuttle ทางโซเวียตให้เป้าหมายหลักในการพัฒนาโครงการอวกาศที่ต่างกัน ซึ่งได้พัฒนาโครงการ
Soyuz ในการออกแบบสถานีอวกาศ (Space station)
และศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปทำงานในสถานีอวกาศด้วยระยะเวลาที่นาน ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1971-1982 , 7
ส่วนของ Salyut Space Station ได้ถูกส่งไป
และนักบินอวกาศอีกหลายคน
ในปี ค.ศ.1986 Mir space station เป็นการพัฒนาระบบใหม่
ซึ่งใช้ในการอาศัยในอวกาศ
ในปี ค.ศ. 1988
นักบินอวกาศ Vladimir Titov และ Musa Manarov กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่อยู่ในอวกาศมากกว่า 1 ปี ในสถานีอวกาศ Mir
Satellite and Interplanetary Probes
รูปแบบของดาวเทียมในปัจจุบัน
เปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์
ดาวเทียมสามารถใช้หาตำแหน่งของเราบนโลก (Navigation beacons)
เป็นสถานีรับส่งสัญญาณสำหรับถ่ายทอดวิทยุและทีวี (Relay stations for radio and television signals) และในรูปแบบอื่นๆของการติดต่อสื่อสารเช่น มือถือ
ดาวเทียมยังใช้ในการค้นหาคำตอบของธรรมชาติบางอย่าง
ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้บนผิวโลกเนื่องจากสิ่งที่รบกวนจากชั้นบรรยากาศ และในบางโครงการ เช่น Landsat ของอเมริกา
เป็นดาวเทียมที่ใช้สอดส่องดูแลและจัดการทรัพยากรที่สำคัญของโลก
ความสำเร็จของโลกในการท่องไปดาวเคราะห์ดวงอื่นๆเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1960
โดยโครงการ Mariner ได้ถ่ายภาพระยะใกล้ของ Mercury Venus และ Mars ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1961
โซเวียตได้ส่ง Venera I ได้ผ่านเหนือชั้นบรรยากาศของดาวVenus ในระยะ 60,000 km และวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นี้ โครงการที่สำคัญของอเมริกามี
Vikings I และ II ได้ไปสำรวจดาวอังคารสำเร็จในปี 1976 โครงการต่อมา คือ
Voyager I และ II ในการสำรวจ Jupiter และ Saturn ในปี ค.ศ.1980-1981
ซึ่ง Voyager II ได้ไปต่อถึง Uranus ในปี ค.ศ.1986 และ
Neptune ในปี ค.ศ.1989
อีกโครงการที่สำคัญคือ Magellan ในปี 1991
ได้ถ่ายภาพแบบเรดาร์ (Radar mapping) ของพื้นผิวของดาว Venus มากกว่า 80 % ซึ่งให้ข้อมูลด้ายภูมิศาสตร์อย่างมาก
หากเรากล่าวถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์(Scientific Instrument) ที่มีราคาแพง
และมีประสิทธิภาพสูง
ถูกส่งผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปยังอวกาศเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนต่างๆจากชั้นบรรยากาศ โครงการที่เห็นได้ชัดเจนคือ
Hubble Space Telescope ซึ่งให้ชื่อเป็นเกียรติกับนักดาราศาสตร์ Edwin Hubble และถูกส่งออกไปในวงโคจร ที่เดือน เมษายน 1990 Space shuttle ใช้ส่งในการถ่ายภาพด้วยเหมือนกัน ซึ่งใช้ Electromagnetic spectrum ในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆบนโลกซึ่งตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น เช่น Ultraviolet และปรากฏการณ์ของ X-Ray (X-Ray phenomena)
The future
หากถามว่า
ทำไม่เราต้องศึกษาอวกาศในขณะที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก จากเหตุการณ์ในอดีต การทดสอบ Apollo
I Command module ในวันที่ 17 มกราคม 1967
เกิดการระเบิดภายในและนักบินอวกาศไม่สามารถหนีออกมาได้
และเสียชีวิต(Grissom,Edward H.,Roger B. )
โซเวียตก็เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นกันกับนักบินอวกาศ Vladimir Komarov ตายในปี 1967 เมื่อร่มชูชีพ(parachute)
ไม่สามารถปล่อยออกจาก Capsule ในระหว่างกลับมายังโลก หรือเหตุการณ์ Challenger
ที่เกิดระเบิดขึ้นหลังจากขึ้นจากพื้นโลก ในวันที่ 28 มกราคม 1986 อเมริกาได้เสียนักบินอวกาศจำนวน 7
คน
จากความสูญเสียที่ผ่านมา
ทำให้มนุษย์ได้รับบทเรียนและความรู้ในการแก้ไขเทคโนโลยีอวกาศและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
ซึ่งในปัจจุบัน อนาคตเป็นสิ่งที่ใช้ชี้นำไปสู่แนวทางใหม่ของการท่องไปในอวกาศ
อาทิเช่น X-price เป็นโครงการในการสร้างแรงจูงใจให้ทั่วโลก
สำหรับการส่งคนไปในอวกาศแบบประหยัด ซึ่งในแนวทางนี้ จะนำไปสู่
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปในอวกาศ (Space Tourism) ได้ในอนาคต
ผู้แต่ง : โอภาโส ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ
|
| ||||||||||||||||||||||||
ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน
ก ข ค ง จ ฉ ช ซ ฐ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป
นักวิทยาศาสตร์ หน่วย ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M จาก N-Z
A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

| หมวด : | ก | ข | ค | ซ | ฐ | ด | ต | ท | น | ป | ผ | พ | ฟ | ภ | ม | ย | ร | ล | ว | ศ | ส | ห | อ | ฮ | |
พจนานุกรมเสียง 1 แมว วัว 1 วัว 2 วัว 3 เหมียว แกะ พจนานุกรมภาพการ์ตูน
พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว ดนตรี Bullets แบบ JEWEL พจนานุกรมภาพต่างๆ
ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ โลกและอวกาศ
![]() |
![]() |
![]() |
| หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟิสิกส์ 1 | หนังสือฟิสิกส์ 1 ภาคกลศาสตร์ | หนังสือฟิสิกส์ 1 ภาค ของไหล ความร้อนและคลื่น |
ครั้งที่
บทความพิเศษ