ราชอาณาจักรเนปาล (KINGDOM OF NEPAL)

***********

                      สารบัญ

       1.  ข้อมูลพื้นฐาน
       2.  ประวัติศาสตร์โดยย่อ
       3.  การเมืองการปกครอง
       4.  ข้อมูลเศรษฐกิจ
       5.  ความสัมพันธ์ ไทย-เนปาล
       6.  ไทยกับพระพุทธศาสนาในเนปาล
       7.  ข้อมูลควรรู้  

                                                         -----------------------------------------

1. ข้อมูลพื้นฐาน

    ประมุขแห่งรัฐ   สมเด็จพระราชาธิบดีกิเนนดรา บีร์ บิกรัม ชาห์ เทพ (King Gyanendra Bir  Bikram Shah Dev)      
                         สมเด็จพระราชินี คือ Queen Komal Rajya Laxmi Devi Shah
                         พระราชโอรส คือ Crown Prince Paras Bir Bikram Shah Dev อภิเษกสมรสกับ Crown Princess Himani Rajya Laxmi Devi Shah เมื่อ 25 มกราคม 2001 มีพระธิดาและพระโอรส 3 พระองค์ คือ 1. เจ้าหญิง Purnika Rajya Laxmi Devi Shah 2. เจ้าชาย Navayuwaraj Hridayendra Bir Bikram Shah Dev 3. เจ้าหญิง Kritika Rajya Laxmi Devi Shah                                                                                                                                                  พระราชธิดา คือ Princess Prearana Rajya Laxmi Devi Singh  อภิเษกสมรสกับสามัญชนเมื่อต้นปี 2003
     หัวหน้ารัฐบาล  ฯพณฯ นาย Surya Bahadur Thapa นายกรัฐมนตรี
     ประชากร        ประมาณ 24 ล้านคน เชื้อสายมองโกลอยด์จากทิเบตและอินโดอารยัน จากตอนเหนือของอินเดีย
     ศาสนา           ฮินดู 85%   พุทธ 10%  มุสลิม 3.5%
     ภาษา             เนปาลีเป็นภาษาราชการ (58.4%)
     สกุลเงิน          1 รูปีเนปาล =  100 เปซ่า  และ  1  เหรียญสหรัฐ = 73.50 รูปีเนปาล  (โดยประมาณ)
     เวลา              ช้ากว่าเวลาที่ประเทศไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที
     ที่ตั้ง              อยู่ทางทิศใต้ของเทือกเขาหิมาลัย
                              ทิศเหนือจดทิเบต
                              ทิศตะวันออกจดรัฐสิกขิมและเบงกอลตะวันตกของอินเดีย
                              ทิศตะวันตกติดกับอุตรประเทศของอินเดีย
                              ทิศใต้ติดรัฐอุตรประเทศ พิหาร และเบงกอลตะวันตกของอินเดีย มีพื้นที่ รวม 147,181 ตร.กม.  ความยาวเส้นเขตแดน 2,926 ก.ม. ติดกับจีน 1,236 ก.ม. ติดกับอินเดีย 1,690 ก.ม.  เป็น 1 ใน 15 ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล และยากจนอันดับที่ 11 ของโลก  เป็น 1 ใน 27 ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด
     เมืองหลวง       กรุงกาฐมาณฑุ (Kathmandu) สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,337 เมตร หรือ 4,386 ฟุต
     อากาศ            ฤดูร้อน ตั้งแต่ เมษายน – พฤษภาคม
                          ฤดูฝน มิถุนายน – กันยายน
                          ฤดูหนาว ตุลาคม – มีนาคม อุณหภูมิระหว่าง 1-30 องศาเซลเซียส
                          อากาศโดยเฉลี่ยทั้งปี (โดยประมาณ)  11 องศาเซลเซียส
     ภูมิประเทศ       1.  บริเวณที่ราบเทไร ติดกับพรมแดนอินเดีย
                          2.  ป่าเชิงเขาซูเรีย และเขตเทไรส่วนใน
                          3.  บริเวณภูเขาตอนกลางซึ่งล้อมรอบหุบเขากาฐมาณฑุและเมืองโพคารา                                                          4.  เขตเทือกเขาหิมาลัย

                                                         -----------------------------------------

2.  ประวัติศาสตร์โดยย่อ

               ราชอาณาจักรเนปาลมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าสองพันปี โดยเริ่มจากชนเผ่าKirates ในเขตหุบเขากาฐมาณฑุ   ต่อมาในราวคริสตศตวรรษที่ 4  ตระกูล  Lichhavis   ได้ปกครองดินแดนนี้ โดยได้รับอิทธิพลฮินดูและพุทธจากอินเดีย ประวัติศาสตร์ปรากฏเด่นชัดขึ้น  เมื่อราชวงศ์มัลละ (Malla) ได้ปกครองพื้นที่ทางตะวันตกของเนปาล และหุบเขากาฐมาณฑุ(Kathmandu Valley) ทั้งหมดในพุทธศตวรรษที่ 18 ถึง 21 ต่อมาราชอาณาจักรของราชวงศ์มัลละได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 รัฐด้วยกัน คือ กาฐมาณฑุ  บัคตาปูร์ ลาลิตปูร์ (ปาทาน) และกีรติปูร์
              ในราว พ.ศ. 2311 กษัตริย์ Prithivi Narayan Shah ต้นราชวงศ์ชาห์ในปัจจุบันได้สถาปนาราชอาณาจักร Gorkha โดยรวบรวมอาณาจักรของเนปาลเป็นอาณาจักรเดียว  ต่อมาเนปาลได้รับชัยชนะในการทำสงครามกับผู้รุกราน อาทิ อังกฤษทางด้านอินเดีย และจีนทางด้านทิเบต ในช่วงนี้เนปาลปกครองโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศในบรรดาศักดิ์ “Rana”ที่สืบทอดกับมาในตระกูล Shamsher ประมาณ 100 ปี ช่วงดังกล่าวกษัตริย์เป็นประมุขเพียงในนามเท่านั้น   จนกระทั่ง พ.ศ. 2493    อำนาจในการบริหารประเทศจึงกลับคืนมาสู่กษัตริยอีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดี Tribhuvan และในช่วงเวลาเดียวกัน  พรรค Nepali Congress(NC) ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกในเนปาล
              พ.ศ. 2502    สมเด็จพระราชาธิบดี Mahendra  ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ   และได้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยมี นาย  B.P. Koirala หัวหน้าพรรค NC  ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
              ใน พ.ศ. 2505    ได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดการปกครอง“ ระบบปัญจยาต ”(Panchayat System)  หรือระบบรัฐสภาแบบสภาเดียวและไม่มีพรรคการเมือง             
              ช่วงต้นปี   พ.ศ. 2533   มีการชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยแบบมีพรรคการเมืองหลายพรรค(multi - party system)โดยมีการแทรกแซงจากต่างชาติโดยเฉพาะอินเดีย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2533 สมเด็จพระราชาธิบดีBirendra ทรงประกาศยกเลิกข้อห้ามที่มิให้มีพรรคการเมืองและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional  Monarchy)  มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร             
              กษัตริย์องค์ปัจจุบัน  คือ  สมเด็จพระราชาธิบดี Gyanendra เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชาห์ พระองค์ที่ 13  ขึ้นครองราชย์ เมื่อ  4  มิถุนายน  2544  ภายหลังโศกนาฎกรรมที่เกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์หมู่ สมเด็จพระราชาธิบดี  Birendra และพระราชวงศ์  เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544

                                                         -----------------------------------------

3.  การเมืองการปกครอง

ระบอบการปกครอง
              ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (House of Representatives – Pratinidhi Sabha) จำนวน 205 คน มีวาระ 5 ปี    และสภาสูง (National Assembly – Rajya Sabha) จำนวน 60 คน ซึ่ง 10 คน มาจากพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง 35 คนมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาฯ (ต้องมีผู้หญิงอย่างน้อย 3 คน) และ 15 คน     มาจากการเลือกตั้งจากเขตต่างๆ ทั่วประเทศ สมาชิกสภาสูง 1 ใน 3 หมดวาระทุก 2 ปี
หมายเหตุ  -  ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2545 สภาผู้แทนราษฎรและสภาสูงถูกยุบไป และยังอยู่ระหว่างรอกำหนดวันเลือกตั้ง ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งรัฐบาลให้เป็นผู้บริหารประเทศ
              ฝ่ายบริหาร : รัฐบาลมาจากพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ หรือหลายพรรคที่รวมกันแล้วมีเสียงข้างมากในสภาฯ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี
              เนปาลแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออกเป็น 5  ภาค  (Development Regions)  แต่ละภาคประกอบด้วย 2-3 โซน มีทั้งสิ้น 14 โซน     แต่ละโซนประกอบด้วย 4-8 เขต       รวมทั้งสิ้น 75 เขตบริหาร (Administrative Districts)  ในแต่ละเขตมีหัวหน้าผู้บริหาร เรียกว่า “Chief District Officer” มีหน้าที่รับผิดชอบการปกครองดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย   ร่วมมือประสานงานและปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงต้นสังกัด ในแต่ละเขตแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย คือ เขตพัฒนาหมู่บ้าน “Village Development Committee” โดยมีหัวหน้าบริหารเรียกว่า “Local Development Officer” 
              ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วยศาลชั้นต้น (District Court) ศาลอุทธรณ์ (Appellate Court) และศาลฎีกา (Supreme Court) ประธานศาลฎีกาได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ มีวาระ 7 ปี
              การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2534     เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยครั้งแรกในรอบ 32 ปี และได้รับความสนใจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯซึ่งนอกจากจะช่วยเหลือจัดทำหีบบัตรเลือกตั้งและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินไปโดยเสรีและยุติธรรมแล้ว นาย James Earl (Jimmy) Carter อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
              เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 สมาชิกรัฐสภาพรรค NC จำนวน 60 คน ได้เข้าชื่อยื่นหนังสือขอให้เลขาธิการพรรค NC  ในรัฐสภา เรียกประชุม  เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ  นาย Krishna Prasad Bhattarai นายกรัฐมนตรีเนปาล เนื่องจากนาย Bhattarai ไม่สามารถควบคุมคณะรัฐมนตรีในเรื่องการทุจริตและไม่สามารถปราบปรามการก่อการร้ายของกลุ่ม Maoists ซึ่งพยายามจะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในเนปาล โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
              เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2543 นาย Bhattarai ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากมีรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งรวมทั้งสิ้น 12 คน เป็นผลให้พรรค NC  ต้องเลือกสรรผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยมีผู้สมัคร 2 คน คือ นาย Girija Prasad Koirala และนาย Sher Bahadur Deuba ผลการลงคะแนนเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค NC ปรากฏว่า นาย Koirala ได้รับคะแนนเสียง 69 คะแนน ขณะที่ นาย Deuba ได้รับคะแนนเสียง 43 คะแนน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งเนปาลจึงได้แต่งตั้งให้นาย Girija Prasad Koirala ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
              วันที่ 19 กรกฎาคม 2544 นาย Koirala ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนปาล เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกลุ่ม Maoists และปัญหาคอรัปชั่นจากกรณีการเช่าเครื่องบิน Lauda Air ของสายการบินแห่งชาติ Royal Nepal Airlines Corporation รวมทั้งไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับพระราชวงศ์เนปาล เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544
              วันที่ 22 กรกฎาคม 2544    พรรค  NC  ได้ออกเสียงลงมติให้   นาย Sher Bahadur Deuba ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล
              สำหรับกลุ่ม Maoists  เป็นกลุ่มที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ตามแนวทางเหมา เจ๋อ ตุง และได้เรียกร้องให้เนปาลปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยใช้กำลังต่อต้านรัฐบาลและดำเนินสงครามประชาชน  ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 กลุ่มดังกล่าวสามารถควบคุมพื้นที่ในชนบทได้เป็นส่วนใหญ่ และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในระดับท้องถิ่นเนื่องจากกลุ่มดังกล่าวเอาชนะใจประชาชนด้วยการนำทรัพย์สินและอาหารที่ปล้นสะดมได้จากพ่อค้าและผู้มีฐานะในท้องถิ่นไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ยากไร้และใช้ความรุนแรงข่มขู่และลงโทษประชาชนที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ให้ความร่วมมือ
              ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2544 กลุ่ม Maoists ได้พยายามก่อความไม่สงบที่กรุงกาฐมาณฑุและบริเวณใกล้เคียงด้วยการลอบวางระเบิดตามจุดต่างๆเพื่อประท้วงการที่รัฐบาลเนปาลประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาธารณชน (Public Safety Regulations 2001) เพื่อให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการจับกุมบุคคลใดเพื่อคุมขังหรือกักกันบริเวณหากเห็นว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่ออธิปไตยของชาติหรือละเมิดกฎหมายและความสงบของบ้านเมือง  ซึ่งทำให้กองทัพบกและกลุ่ม Maoists ปะทะกันอย่างรุนแรง เป็นที่เข้าใจว่าการโจมตีของกลุ่ม Maoists  มีวัตถุประสงค์ที่จะลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ซึ่งทำให้ ฯพณฯ นาย Koirala ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนปาลเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2544
              หลังจากการเจรจากับกลุ่มก่อการร้ายล้มเหลว โดยกลุ่ม Maoists ได้ถอนตัวจากการเจรจาฝ่ายเดียวและกลับไปใช้ความรุนแรงอีก  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี Deuba ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน  (State of Emergency) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสั่งเคลื่อนย้ายกำลังทหารเพื่อปราบปราม   การก่อการร้าย และขยายอายุอีก 3 เดือน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545 อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้จะครบกำหนด ฯพณฯ นาย Koirala อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรค NC รวมทั้งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ CPN (UML) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด ได้ประกาศไม่สนับสนุนการขยายอายุภาวะฉุกเฉิน ซึ่งได้นำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 (ค.ศ.2002)
              พรรคการเมืองในสภา(ก่อนการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 22 พฤษภาคม 2545)ประกอบด้วย
                          พรรค Nepali Congress  มีส.ส. จำนวน 113 คน
                          พรรค Communist Party of Nepal/Unified Marxist-Leminist  มีส.ส. จำนวน 69 คน  
                          พรรค National Democratic Party (Rastriya Prajatantra Party-RPP) มีส.ส. จำนวน 11 คน
                          พรรค Nepal Sadbhavana (Goodwill) Party มีส.ส. จำนวน 5 คน
                          พรรค National People’s Front มีส.ส. จำนวน 5 คน
                          พรรค Nepal Workers’and Peasants’ Party  มีส.ส. จำนวน 1 คน
                          พรรค United People’s Front  มีส.ส. จำนวน 1 คน
                          ประธานสภาผู้แทนราษฎร  คือ  นาย Tara Nath Ranabhat                                                   อย่างไรก็ตาม ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเนปาลอีกครั้งเมื่อ  ฯพณฯ  นาย Deuba ได้กราบทูลสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ให้เลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปออกไปอีกกว่า 1 ปี โดยอ้างว่าเพื่อจัดการเจรจากับกลุ่มก่อการร้ายนิยมเหมาให้สำเร็จเสียก่อน แต่สมเด็จพระราชาธิบดี Gyanendra  กลับทรงปลด  ฯพณฯ นาย Deuba ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 4 ตุลาคม 2545  และทรงประกาศว่าจะใช้อำนาจปกครองประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในวันที่ 11 ตุลาคม 2545  ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้  ฯพณฯ นาย Lokendra Bahadur Chand  เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่   โดยมีนาย Badri Prasad Mandal เป็นรองนายกรัฐมนตรี และมีรัฐมนตรีอีก 7 คน ต่อมาได้มีการปรับเพิ่มคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ทำให้มีคณะรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 22 คน
                          การปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และการใช้พระราชอำนาจปกครองของกษัตริย์ทำให้ถูกผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพลวิพากษ์วิจารณ์ว่ากษัตริย์จะนำประเทศไปสู่ระบอบการปกครองแบบปัญจยาต ซึ่งห้ามมิให้มีพรรคการเมืองและกษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ (Absolute  Monarchy)                                                                                      ผู้นำพรรค NC พรรค CPN/UML พรรค NC (Democratic) ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรค NC และพรรคฝ่ายซ้ายต่างๆ ได้จัดประท้วงทางการเมืองตลอดมา นอกจากนี้ กลุ่ม Maoists ก็ทำการก่อการร้าย ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร พลเรือน และบังคับให้หยุดงานทั่วประเทศหรือตามท้องถิ่นต่างๆอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก นำไปสู่ความตกต่ำทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมมากที่สุดยุคหนึ่ง แม้ว่า ฯพณฯ นาย Chand จะได้ประสบผลไปขั้นต้นในการประสานดำเนินการเจรจากับกลุ่ม Maoists  คณะของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบเรื่อง Code of Conduct  22 ข้อร่วมกัน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า
                          เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ฯพณฯ นาย Chand  ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ความขัดแย้งกับพรรคการเมืองต่างๆ ได้  รวมทั้งยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจากับกลุ่มMaoists ทั้งนี้มีการหยุดยิงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2546และมีการเจรจาอย่างเป็นทางการกันมาแล้ว 2 รอบ ซึ่งกลุ่ม Maoists ก็ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตี วางระเบิด ลักพาตัว ปล้นสะดมเผาอาคารที่ทำการของรัฐบาล เรียกค่าไถ่ หนักขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2546และในเดือนตุลาคม หลังเทศกาลศาสนาฮินดูสิ้นสุดลง รัฐบาลได้มีมาตรการตอบโต้และกวาดล้างกลุ่ม Maoists อย่างจริงจังจนทุกวันนี้  และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2546 สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรเนปาลได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ฯพณฯ นาย  Surya  Bahadur Thapa อดีตนายกรัฐมนตรี 4  สมัย และเป็นผู้นำคนหนึ่งของ
พรรค Rastriya Prajatantra Party - RPP  ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทน ฯพณฯ นาย Chand 

สถานการณ์ทางการเมืองภายในล่าสุด  
                         เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2003 สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของฯพณฯ นาย  Thapa จำนวน 6 คน ที่มาจากพรรค RPP  ดังนี้
1. Dr. Prakash Chandra Lohani ดำรงตำแหน่ง รมว.ก.การคลัง
2. Mr. Kamal Thapa ดำรงตำแหน่ง รมว.ก.สารนิเทศและคมนาคม
3. Mr. Hari Bahadur Basnet ดำรงตำแหน่งรมว.ก.การศึกษาและการกีฬา
4. Mr. Buddhi Man Tamang ดำรงตำแหน่งรมว.ก.วางแผนจัดการและการทำงาน
5. Mr. Sarbendra Nath Shukla ดำรงตำแหน่งรมว.ก.วัฒนธรรม ท่องเที่ยวและการบินพลเรือน
6. Ms. Renu Kumari Yadav ดำรงตำแหน่ง State Minister ก. สตรี เด็กและสวัสดิการสังคม

              ทั้งนี้ รัฐมนตรี หมายเลข 1.- 5. จะเป็นรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มในครม. และได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรเนปาลแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2003 สำหรับรมต. สตรีคนเดียวในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครั้งนี้เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค RPP แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั้งไม่มีอำนาจเต็มจะปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงสตรี เด็ก และสวัสดิการสังคม และรายงานต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี Thapa สำหรับตำแหน่งอื่นๆ  ในคณะรัฐมนตรีที่ยังมิได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในกระทรวงฯ สำคัญๆ จะอยู่ในความรับผิดชอบของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี Thapa ผู้เดียว และมอบหมายให้รัฐมนตรีบางท่านรับผิดชอบกระทรวงฯ อื่นๆ บางกระทรวงด้วย สำหรับกระทรวงการต่างประเทศ แม้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี Thapa จะรักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วยก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติได้มอบหมายให้ Dr. Bhekh Bahadur Thapa ตำแหน่ง Ambassador-at-large (เทียบเท่ารัฐมนตรี) ทำหน้าที่ช่วยกำกับดูแลงานของกระทรวงฯ และคาดว่าหากจะมีการปรับ ครม. ครั้งต่อไป Dr. Bhekh Bahadur Thapa ก็จะขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาลอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  Thapa    กำลังอยู่ระหว่างการสรรหาผู้ที่เหมาะสมเข้าร่วมในคณะรัฐบาลต่อไป
              เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 นาย Tara Nath Ranabhat โฆษกสภาผู้แทนราษฎร ได้ประกาศว่า ตนจะขอลาออกจากตำแหน่ง หากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยกล่าวว่า กษัตริย์จำเป็นต้องแต่งตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่  หรือไม่ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งโดยแต่งตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองทุกพรรคขึ้น   ทั้งนี้ นาย Ranabhat เห็นว่า เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของตนสิ้นสุดลงในวันที่ 14 เมษายน 2547  ตนก็จะไม่ขอดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจากเป็นการไม่ถูกต้องที่จะมีโฆษกสภาผู้แทนราษฎรต่อไปเมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎร

สถานการณ์การเมืองภายในตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2546 - มกราคม 2547

              รัฐบาล Thapa พยายามจัดการเจรจาสันติกับกลุ่ม MAOISTS ขึ้น เป็นการเสนอเปิดเจรจาสันติ รอบที่ 3 กลางเดือนสิงหาคม 2546 แต่ประสบความล้มเหลว กลุ่ม MAOISTS ได้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2546 ทั้งในและนอกเมืองหลวง เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงมรสุม และเทศกาลสำคัญทางศาสนาฮินดูก็ตาม กลุ่ม MAOISTS ประกาศหยุดงานทั่วประเทศในเนปาล ระหว่าง 18-20 กันยายน 2546 มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังรัฐบาลกับกลุ่ม MAOISTS มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงธันวาคม 2546 ก็ไม่มีท่าทีจะยุติ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ต่อมาเมื่อ 16 ธันวาคม 2546 ทางการเนปาลได้จับกุมผู้นำนักศึกษา 3 คน เพื่อดำเนินคดีทำให้เกิดปฏิกิริยาประท้วงการกระทำของทางการเนปาลโดยองค์กรนักศึกษาทั่วประเทศ รวมตัวกันประท้วงทั้งในตัวเมืองหลวงและจังหวัดต่าง ๆ เป็นผลให้รัฐบาลเปิดศึกหลายด้าน แต่ในที่สุดต้องปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 3 แต่ไม่ทำให้ภาพพจน์รัฐบาล Thapa ดีขึ้น เพราะในช่วงนั้น พรรคการเมืองใหญ่ ทั้ง 5 พรรค ได้ออกโรงช่วยองค์กรนักศึกษาด้วย และต่อมาสถานการณ์บีบบังคับให้ ฯพณฯ นาย Thapa พิจารณาตัวเองซึ่งเป็นช่วงที่ ฯพณฯ นาย Thapa ออกเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิกกลุ่ม SAARC ระหว่างวันที่ 17-22 ธันวาคม 2546                                                                                                                       ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2546 หัวหน้าพรรค RPP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ ฯพณฯ นาย Thapa สังกัด ได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการให้ ฯพณฯ นาย Thapa ลาออก และนักศึกษา 7 องค์กรได้ร่วมกันก่อการประท้วงตามท้องถนนเพื่อต่อต้านรัฐบาลและสมเด็จพระราชาธิบดี Gyanendra ที่รวบอำนาจ และเป็นเผด็จการ ให้เนปาลฟื้นฟูให้มีรัฐสภา เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ (Republican) และให้จัดตั้งสภาชั่วคราวเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่         ส่วนกลุ่ม MAOISTS ที่ได้ก่อการกบฏต่อต้านรัฐบาลเนปาลมานานหลายปีแล้วนั้น ก็ได้เพิ่มการก่อการรุนแรงในหลายพื้นที่ และได้ประกาศเขตเอกราชในเขตชนบททางภาคตะวันตกของเนปาล และกลุ่ม MAOISTS ได้เพิ่มการก่อการร้ายถี่ขึ้นด้วยการวางระเบิด ลอบฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ข้าราชการของรัฐ ตลอดจนประชาชนตามพื้นที่ด้านนอกและใกล้เขตเมืองหลวง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนไม่น้อย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเนปาลได้เพิ่มมาตรการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อกลุ่มนักศึกษาที่ทำการประท้วงและกลุ่ม MAOISTS และกล่าวหาว่านักศึกษาได้รับการยุยงส่งเสริมจากกลุ่ม MAOISTS มาทำการก่อกวนและล้มล้างรัฐบาลและระบอบกษัตริย์ ฉะนั้น ความมั่นคงของเนปาลและกษัตริย์ของเนปาลจึงได้รับผลกระทบกระเทือนจากแรงกดดันจากกลุ่มนักการเมือง นักศึกษา และกลุ่ม MAOISTS อย่างมาก หากเนปาลไม่สามารถเจรจาให้เกิดการประนีประนอม และมีความสามัคคีในชาติได้ ความมั่นคงในชาติก็ต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตจะได้ติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

                                                       -----------------------------------------

4. เศรษฐกิจ

ข้อมูลเศรษฐกิจ
     Per Capita        210 USD ต่อปี (ประมาณ 8295 บาท)
     GDP                4.9 B. USD                                                                                                        GDP growth  5.8% (2001) 0.8% (2002) เกิน 4% (2003)
     อัตราเงินเฟ้อ       2.6% (2001) เกิน 5% (2003) 
     การว่างงาน        14 %
     การเพิ่มประชากร  2.34%
     การรู้หนังสือ        53.7%
     อาชีพ               เกษตรกร 93% นอกนั้นเป็นช่างฝีมือ ค้าขาย บริการท่องเที่ยว
     การตายของทารก 76 คน ต่อ 1,000 คน (2000)
     อายุเฉลี่ย           57 ปี
     มูลค่าส่งออก       0.724 B. USD (2001)  0.52 B. USD (10 เดือนแรก 2002)
     มูลค่านำเข้า        1.541 B. USD (2001)  1.10 B. USD (10 เดือนแรก 2002)   
     สินค้าส่งออก       เสื้อผ้าสำเร็จรูป พรม หนังสัตว์ ปอ ถั่ว ผ้าพาชมีนา ชา
     สินค้านำเข้า        ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องมือ โทรคมนาคม ปุ๋ย เครื่องจักรกล เส้นด้าย รถยนต์ ซีเมนต์                             วัสดุก่อสร้าง เครื่องไฟฟ้า เหล็กเส้น แผ่นเหล็ก ยารักษาโรค
     ประเทศคู่ค้า        นำเข้าจาก อินเดีย สิงคโปร์ อังกฤษ จีน ฮ่องกง ซาอุดีอาระเบีย ไทย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐอาหรับ อิมิเรตส์
                            ส่งออกไป  อินเดีย สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สวิส บังคลาเทศ เบลเยี่ยม
     

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
                 เนปาลเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง แม้ว่าเนปาลจะมีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าไม้ พลังน้ำจากเทือกเขาหิมาลัย แร่ธาตุ  และมีประชากรมากพอสมควร แต่ขาดแคลนเทคโนโลยี่และวิทยาการสมัยใหม่ที่จะสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์   นอกจากนั้น เนปาลยังต้องพึ่งพาทางออกในการขนส่งสินค้าผ่านประเทศอินเดีย ซึ่งมีอุปสรรคปัญหาหลายประการ     ทั้งในเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ การคดโกง รวมทั้งการลักลอบขนสินค้าโดยไม่ถูกกฎหมายซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและรายได้ตามปกติ  รัฐบาลเนปาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ปัญหาด้าน infrastructure และการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ แต่ก็ยังติดขัดเรื่องเงินทุนและระบบราชการซึ่งค่อนข้างไม่โปร่งใส มีการฉ้อฉลทุจริต รวมทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจที่สำคัญอยู่ในความควบคุมของชนชั้นสูงกลุ่มเล็กซึ่งต่อมาทำให้เกิดปัญหาการก่อการร้ายกลุ่มนิยมเหมา (Maoists)  ที่โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนที่ยากจนตามชนบทและแม้กระทั่งในกรุงกาฐมาณฑุเข้าใจว่า การล้มระบอบกษัตริย์และจัดตั้งพรรคการเมืองคอมมิวนิสต์เผด็จการจะสามารถทำให้เนปาลเจริญก้าวหน้าและมีความเสมอภาคเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปัจจุบัน
                 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ปฏิบัติการก่อการร้ายของกลุ่มนิยมเหมาซึ่งคาดว่ามีพลพรรคกว่าหมื่นคนได้สังหารชีวิตผู้คนทั้งฝ่ายผู้ก่อการร้าย ประชาชน ทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการไปมากกว่า 6 พันคน โดยไม่มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จ ทั้งยังได้ทำลายสิ่งก่อสร้างของทางการ เช่น สนามบิน โรงเรียน สถานีไฟฟ้า ประปา และอื่นๆ ไปอย่างมากมาย ประมาณว่ามีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้น ยังได้ขัดขวางเผาทำลายโครงการจัดสร้างถนน เขื่อน ซึ่งรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศประสงค์จะช่วยเหลือเกษตรกรในชนบทที่ห่างไกลให้สามารถขนส่งสินค้า  รวมทั้งพัฒนาการเกษตรให้ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับบรรยากาศความรุนแรงเป็นผลให้นักท่องเที่ยว ซึ่งเคยนิยมชมชอบบรรยากาศของเนปาลที่เป็นธรรมชาติ มีเทือกเขาหิมาลัยและปูชนียสถานต่างๆ มากมายต้องระงับการเดินทาง อัตรานักท่องเที่ยวได้ลดลงเรื่อยๆ จนมีจำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่เคยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเนปาล

ข้อคิดเห็นของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในสภาวะเศรษฐกิจเนปาลปัจจุบัน
1. โดยที่เนปาลไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้และต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากต่างประเทศ การรั่วไหลของเงินออกสู่ต่างประเทศจึงมีมากจากการที่เนปาลเป็นประเทศเล็กและยากจน มีกำลังต่อรองด้านการค้าน้อย ทำให้ความตกลงด้านการค้าและการพาณิชย์ของเนปาลอยู่ในสภาพเสียเปรียบต่อประเทศที่ใหญ่กว่าเสมอ
2. สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่มั่นคงสูง มีความไม่สงบเนื่องจากมีการต่อสู้ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ต่อต้านซึ่งนิยมลัทธิเหมาและกองกำลังทหารตำรวจเนปาลมาโดยตลอด     การเจรจาสันติระหว่างฝ่ายผู้นำกลุ่มผู้ต่อต้านซึ่งนิยมลัทธิเหมาและตัวแทนรัฐบาลเนปาลในระดับสูงที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้และปัจจุบันก็กำลังดำเนินอยู่นั้น ขาดปัจจัยหลักคือความเชื่อใจกันระหว่างทั้งสองฝ่าย กระบวนการเจรจาสันติจึงมีอุปสรรคมาก มีความเปราะบางสูง สามารถพลิกผันได้ทุกเมื่อ ปัจจัยนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการผู้ประกอบการและผู้ที่มีความสนใจจะมาลงทุนในเนปาลเป็นอย่างมาก   ทำให้การลงทุนของต่างชาติในเนปาลในธุรกิจการค้าด้านต่างๆ ประสบปัญหาชะลอตัว จนถึงหยุดนิ่งในระยะหลัง 
3. สถานการณ์ความไม่มั่นคงดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของประเทศในส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยวอีกด้วย บริษัทนำเที่ยว การบินพาณิชย์ทั้งภายในและระหว่างประเทศ โรงแรม ร้านอาหาร ต่างประสบปัญหาหนักจากการที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ สถานการณ์โลกโดยรวมเช่น การก่อการร้าย สภาวะสงครามในตะวันออกกลาง การแพร่ระบาดของโรค SARS ก็ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้คนนิยมการท่องเที่ยวมากนัก เนปาลสูญเสียรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างมาก ซึ่งความสูญเสียนี้ส่งผลกระทบถึงผู้คนในทุกระดับนับตั้งแต่ลูกจ้างจนถึงผู้ประกอบการ
4. สถานการณ์การเมืองและการบริหารประเทศที่ไม่ค่อยโปร่งใสนัก ประกอบกับสถานการณ์ความไม่มั่นคงดังกล่าวข้างต้น ทำให้องค์กรและประเทศผู้ให้ต่างๆ รวมทั้งธนาคารโลก  IMF  ADB และแหล่งเงินกู้ต่างๆ จำต้องทบทวนมาตรการ และวิธีการให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนต่างๆ  ต่อเนปาลอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้นในระยะหลัง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินโครงการมากที่สุด การทบทวนขององค์กรและประเทศผู้ให้เหล่านี้ อาจทำให้งานพัฒนาประเทศในหลายส่วนที่ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือสนับสนุนเหล่านี้ชะลอตัวหรือหยุดชะงักได้ เนื่องจากขาดเงินทุนสนับสนุน ทั้งนี้ เนปาลพึ่งพาเงินช่วยเหลือสนับสนุนจากองค์กรและประเทศผู้ให้ต่างๆ เป็นอย่างมาก
5. โดยที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงต่างๆ  เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงหลัง ทำให้เกิดปัญหาและความเดือดร้อนในกลุ่มประชาชนโดยทั่วกัน กลุ่มนักศึกษาได้ออกมาประท้วงการขึ้นราคาต่างๆ  จนก่อให้เกิดความไม่สงบในหลายเมืองทั่วประเทศ สภาพเศรษฐกิจเนปาลในขณะนี้ จึงอยู่ในลักษณะที่ขาดความมั่นคงและอาจถดถอย ได้หากเกิดความไม่สงบเพิ่มมากขึ้นอีก  นอกจากนี้  เนปาลยังประสบสภาวะแห้งแล้ง และสภาวะน้ำหลากและโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ผู้คนเดินทางมาหางานในเมืองหลวงและเมืองใหญ่มากขึ้น หากปีนี้สถานการณ์ไม่พลิกกลับในทางที่ดีขึ้น เนปาลอาจประสบกับปัญหาความยากจนที่หนักยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่มาก 
6. ปัจจุบันเนปาลส่งออกแรงงานไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก รายได้ส่วนที่แรงงานเนปาลส่งกลับประเทศนับเป็นรายได้หลักประเภทหนึ่ง  ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กองทุนสำรองเงินสกุลต่างชาติที่แลกเปลี่ยนได้ (Convertible currency reserve) ของเนปาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นรายได้ที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความผันผวนของสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก หลายครั้งที่แรงงานเนปาลต้องอพยพกลับประเทศทำให้เกิดการสูญเสียรายได้ในส่วนนี้ เช่น การอพยพแรงงานเนปาลกลับจากอิรักและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่ออเมริกาและพันธมิตรดำเนินการปฏิบัติการทางทหารในอิรัก เป็นต้น
7. การฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของเนปาลให้ดีและสามารถเจริญเติบโตขึ้นกว่าเดิมได้ จำเป็นที่กษัตริย์ รัฐบาล พรรคการเมือง และกลุ่มนักศึกษาตลอดจนกลุ่มผู้ต่อต้านซึ่งนิยมลัทธิเหมา จะต้องมีความตั้งใจจริงและจริงใจที่จะร่วมมือร่วมใจกันหาข้อยุติต่อปัญหาต่างๆ ตลอดจนบรรลุข้อตกลงร่วมกันโดยเร็ว ทั้งนี้ ประเด็นนี้เป็นเพียงปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น สถานการณ์โลกและสภาพเศรษฐกิจโลกก็ยังเป็นสิ่งที่เนปาลจะต้องติดตามและพลิกผันตนเองให้ทันสถานการณ์โลกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน รัฐบาลเนปาลได้มีความกระตือรือร้นที่จะผลักดันประเทศเข้าสู่สังคมโลก เห็นได้จากการที่เนปาลเข้าเป็นสมาชิกใหม่ขององค์การการค้าโลก (WTO) และ BIMST-EC                                                                        ในภาพรวมแล้ว เนปาลอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะปรับสภาพเศรษฐกิจของประเทศให้มีความคล่องตัว และพัฒนา จนเจริญเติบโตไปในทิศทางที่ดีได้

การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล
                  รัฐบาลของฯพณฯ นาย  Deuba ได้ประกาศงบประมาณของรัฐบาลในปี 2546 โดยมีตัวเลขโดยสรุป ดังนี้
                                               ปี 2545       ปี 2546 (พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)
                  รายจ่ายรวม                 1.05           1.23
                  รายจ่ายปกติ                0.62           0.74
                  รายจ่ายเพื่อการพัฒนา     0.43           0.49
                       แหล่งรายได้
                            ภาษี                0.75           0.92
                            คชล. ให้เปล่า     0.11           0.19
                            คชล. เงินกู้        0.14           0.16
                            เงินกู้ในประเทศ   0.12           0.15
                  รัฐบาลได้ชี้แจงว่า ในปีงบประมาณ 2546 นี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อความมั่นคงมากขึ้นโดยการปราบปรามผู้ก่อการร้ายและปกป้องสันติสุขให้แก่ประชาชน งบประมาณทางทหารจึงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่งบเพื่อการพัฒนาลดลงจนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเนปาล   ที่งบประมาณรายจ่ายปกติมากกว่างบเพื่อการพัฒนา ซึ่งทำให้ถูกฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก (จนถึง 2 มกราคม 2547 เนปาลใช้งบเพื่อการพัฒนาเพียงแค่ 4.38 พันล้านรูปีเนปาล จากงบประมาณที่ตั้งไว้ถึง 41.84 พันล้านรูปีเนปาล) ต้นเดือนมกราคม 2547 รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นาย Thapa ได้ประกาศว่าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 4 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าพอใจ แม้ประเทศจะประสบปัญหาความขัดแย้งภายในก็ตาม และรัฐบาลชุดนี้ ประกาศว่าจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการการลงทุนต่าง โดยเพิ่มการใช้งบเพื่อการพัฒนา และจะส่งเสริมให้คนต่างชาติมาลงทุนมากขึ้น                                                       -----------------------------------------

5.  ความสัมพันธ์ไทย-เนปาล

                  ประเทศไทยและเนปาลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี พ.ศ. 2502 ทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาโดยตลอด   มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ  อย่างสม่ำเสมอ ในระดับราชวงศ์ ข้าราชการระดับสูง และชาวเนปาลที่มีฐานะดีนิยมเดินทางมารับการตรวจสุขภาพและรักษาตัวในประเทศไทย

สถิติการค้า/การท่องเที่ยวไทย-เนปาล
                         พ.ศ.           2542               2543              2544    (ล้านบาท)
                    ไทยนำเข้า           1.2                 2.6               14.0
                    ไทยส่งออก       843.2          1,190.5           1,780.2   
      
                  สินค้าส่งออกของเนปาล  คือ   สินค้าหัตถกรรม  พรม  กระดาษ  ธูปหอม เสื้อผ้า เครื่องหนัง
                  สินค้าที่ไทยส่งไปเนปาล ได้แก่ ทองคำ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เครื่องจักร เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์โทรคมนาคม อาหาร ยา ฯลฯ
                  มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าเนปาล ปีละประมาณ 5 พันคน และชาวเนปาลเดินทางเข้าประเทศไทยปีละประมาณ 25,000 คน ในปี พ.ศ. 2542 มีนักท่องเที่ยวไทยไปเนปาล 8,709 คน คิดเป็นร้อยละ 2 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีหลัง  เนื่องจากมีเหตุการณ์ความไม่สงบในเนปาลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวได้ลดลงกว่าครึ่ง
                  มีนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนร่วมกับฝ่ายเนปาล เช่น บริษัท General Food Industries บริษัท Nepal Thai Food  ลงทุนเกี่ยวกับอาหารเส้นก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูป  บริษัท Nepal Ekarat Engineering  ผลิตเครื่องปรับกระแสไฟฟ้า และมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้จัดทำโครงการผลิตเสื้อแจ๊คเกตและกางเกง  ชื่อ บริษัท Reliance International
                  สำหรับธุรกิจโรงแรม  ร้านอาหารไทยมีจำนวน 2-3 ราย   และมีชาวไทยประกอบอาชีพเป็นคนครัว แพทย์ และเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศอยู่บ้าง   จำนวนคนไทยในเนปาล  รวมถึงพระสงฆ์ไทยที่จำวัดอยู่ ณ วัดไทยลุมพินี ข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯพร้อมด้วยครอบครัว รวมประมาณ 50 คน
                  ในระหว่างการเยือนอินเดียของสมเด็จพระราชาธิบดี Gyanendra เมื่อวันที่ 23-28 มิถุนายน2545   สมาพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมเนปาล (FNCCI)   ได้ลงนามใน MOU เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการก่อสร้างพลังงานจากกระแสน้ำ (hydropower) ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง ก็มีนักธุรกิจและบริษัทก่อสร้างของไทยให้ความสนใจที่จะมาร่วมลงทุนด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการก่อสร้างพลังงานกระแสน้ำและสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องซึ่งบริษัทไทยอาจเป็น sub-contractor จากเจ้าของโครงการซึ่งส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นหรือประเทศตะวันตกที่ให้ความช่วยเหลือแก่เนปาล นอกจากนี้ ยังมีอดีตนักศึกษาของ AIT ชาวเนปาลจำนวนประมาณ 4-500 คน ซึ่งจัดตั้งสมาคมศิษย์เก่าสถาบัน AIT   ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีความผูกพันกับประเทศไทย   และบางรายได้ทำงานในองค์กรระหว่างประเทศในไทย    เมื่อจบการศึกษาเป็นเวลาหลายปี    หลายรายเมื่อกลับไปเนปาลก็ได้รับราชการ  หรือจัดตั้งบริษัทดำเนินกิจการ  บริษัทก่อสร้างถนน  เขื่อนชลประทานฯลฯ ซึ่งอาจเป็นสายสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้เข้าไปประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างดี

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-เนปาล ครั้งที่ 4  (JC ไทย-เนปาล ครั้งที่ 4)
                  การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-เนปาล  ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6-8 ธันวาคม 2533 การประชุมดังกล่าว   มีหัวหน้าคณะเป็นระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นโดยสลับสถานที่จัดประชุมและห่างกันประมาณครั้งละ 2-3 ปี  เนื่องจากมักจะมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อยู่เสมอ   และครั้งล่าสุด คือ การประชุม JC ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26-27 มกราคม 2547   ซึ่งเลือนการประชุมจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2545 เพราะเนปาลกำลังมีปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง การประชุมฯ เป็นเวทีสำคัญที่ฝ่ายไทยและเนปาลสามารถหารือกันในด้านต่างๆ ได้ทุกเรื่องที่สำคัญคือด้านการค้า  การลงทุน  ความร่วมมือทางวิชาการ วัฒนธรรม ศาสนา และการท่องเที่ยว

โครงการความร่วมมือไทย-เนปาล ในกรอบงานด้านวัฒนธรรมและสังคม ประจำปี 2547
                  สถานเอกอัครราชทูตฯ กับบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานที่เนปาลได้ร่วมมือกันเสนอโครงการจัดพิมพ์หนังสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นภาษาเนปาลี-อังกฤษ ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการต่างประเทศ และปี 2547 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่  อนุมัติงบประมาณปี 2547  สนับสนุนโครงการด้วยแล้ว ในชั้นนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ โดยได้เปิดตัวหนังสือฉบับดังกล่าวไปแล้วในวันที่ 5 ธันวาคม 2546 ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ร่วมงาน

โครงการความร่วมมือไทย-เนปาลในกรอบงานด้านศาสนาและสังคม ประจำปี 2546
1. ในปี 2546 กรมการศาสนาและสำนักพระราชวังได้ร่วมกันพิจารณาวัดไทยในต่างประเทศที่สมควรได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินจำนวน 20 วัด ซึ่งได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละออง-ธุลีพระบาทแล้ว และวัดในเนปาล  คือ วัดไทยลุมพินี  เป็น 1 ใน 20 วัดไทยในต่างประเทศที่ได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2546   ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาอัญเชิญผ้าพระกฐินไปถวายแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษา ณ วัดไทยลุมพินีในช่วงออกพรรษา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2546                    2. ในปีงบประมาณ 2546  กระทรวงการต่างประเทศได้อนุมัติงบประมาณดำเนินงานด้านสันถวไมตรีเพื่อเป็นเงินบริจาค จำนวน 136,800 บาท  เพื่อให้กับองค์กรมิใช่รัฐบาลที่ดำเนินงานด้านการกุศลและสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในเนปาล 4 องค์กร คือ National Health Foundation, International Buddhist Society, Youth Eye Service และ Children’s Forum Nepal ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ จะได้ทำพิธีมอบเงินให้กับองค์กรทั้งสี่ในวันที่ 19 มิถุนายน 2546 ที่ผ่านมา


โครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
     - การก่อสร้างวัดไทยที่ลุมพินี  ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 และใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนาน เนื่องจากไทยประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2540  คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2547 
     - สำหรับโครงการวัดไทยที่ลุมพินี ฝ่ายไทยได้เคยสัญญาว่าจะสร้างโรงพยาบาลแม่และเด็ก (Maternity Hospital) ขนาด 30 เตียง แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณ ซึ่งกรมวิเทศสหการจะขอให้รัฐบาลพิจารณาเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยคลี่คลายลง
     - กระทรวงสาธารณสุข ได้รับที่จะให้ความช่วยเหลือเนปาลในวงเงินประมาณ 2 ล้านบาทในการก่อสร้างศูนย์สุขอนามัย (Health Post) ที่กรุงสิทธัตถนคร หรือไพรานา    ซึ่งห่างจากลุมพินีประมาณ 20 กิโลเมตรเพื่อช่วยบำบัดรักษาแก่คนยากจน เด็กและสตรี ในบริเวณดังกล่าวด้วย    ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข
     - การจัดทำความตกลงโอนตัวนักโทษอยู่ในระหว่างการพิจารณาของฝ่ายเนปาล
     - บ. การบินไทยฯ ได้ยกเรื่องการขอให้เนปาลเลิกเก็บ VATเนื่องจากฝ่ายไทยมิได้เรียกเก็บจากฝ่ายเนปาล  เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการเนปาล
     - การให้สัญชาติไทยแก่ชาวเนปาลอพยพที่พำนักอยู่ในไทยเป็นเวลานาน อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานความมั่นคงของไทย
  -  การจัดสรรทุนแก่นักศึกษาเนปาล ฝ่ายไทยให้ทุนแก่นักศึกษาเนปาลเข้ามาศึกษาฝึกอบรมในไทยปีละประมาณ 30 ทุน โดยผ่านกรมวิเทศสหการ

                                                         -----------------------------------------

6. ไทยกับพระพุทธศาสนาในเนปาล

6.1  วัดสิริกิตติวิหาร (SIRIKITTI VIHARA) ที่เมืองกีรติปูร์  (KIRTIPUR) กรุงกาฐมาณฑุ 
                  วัดพระพุทธศาสนาที่เมืองกีรติปูร์ ตั้งขึ้นเมืองปี พ.ศ. 2516   โดยพระสุทรรศันมหาเถระ  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้และเป็นอาจารย์อาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยตรีภูวัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 สมเด็จพระญาณสังวรพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกได้เสด็จฯ เยือนเมืองกีรติปูร์ นับแต่นั้นมาเมืองนี้ก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว   และสมเด็จพระสังฆราชทรงให้การอุปถัมภ์และสนับสนุนวัดนี้   โดยได้สร้างอุโบสถแบบสถาปัตยกรรมไทย และวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปฏิมาที่สวยงามซึ่งได้อัญเชิญไปจากประเทศไทยด้วย ซึ่งเป็นของขวัญอันงดงามของประชาชนชาวไทยร่วมกับบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน)ที่ร่วมกันสนับสนุนทุนทรัพย์ในการดำเนินการ นอกจากนี้สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงนำพระภิกษุสามเณรชาวเนปาลไปบวชเรียนศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสระเกศ และวัดปากน้ำ แล้วส่งกลับเนปาลเป็นกำลังสำคัญเพื่อฟื้นฟูและเผยแพร่พุทธศาสนาในเนปาลต่อไป   ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ   รวมทั้งชาวไทยในเนปาล   และบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ประจำเนปาลได้ร่วมกันให้ความอุปถัมภ์ดูแลวัดนี้ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดีเสมอมาจวบจนปัจจุบัน

6.2  วัดไทยลุมพินี  ในศาสนูปถัมภ์ของรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
                  วัดไทยลุมพินี ตั้งอยู่ในปริมณฑลสังเวชนียสถาน ที่ประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวนลุมพินีวัน  ราชอาณาจักรเนปาล  จัดสร้างขึ้นด้วยศรัทธาของพุทธบริษัทแห่งประเทศไทย    โดยทุนงบประมาณแผ่นดินในนามของรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณลุมพินีจากคณะกรรมการบูรณะฟื้นฟูลุมพินี  (LUMPINI DEVELOPMENT TRUST) เนปาล จำนวน 2 แปลง รวมพื้นที่ 5 เอเคอร์ (13 ไร่เศษ) เป็นเวลา 99 ปีด้วยวัตถุประสงค์เพื่อบูชาคุณพระพุทธศาสนา และเป็นการร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ทั้งนี้ โดยมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 เห็นชอบและอนุมัติในหลักการให้สร้างวัดไทยที่ลุมพินีได้ โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน งานก่อสร้างได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2538  โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก  เสด็จทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์  เมื่อวันที่  19  พฤศจิกายน  2538  และกรมการศาสนาได้รับมอบหมายให้ดูแลงานก่อสร้างศาสนสถานตามแผนงานที่กำหนดไว้ในปี 2539 ด้วยงบ-ประมาณของรัฐบาลไทย   และทุนการบริจาคสมทบจากพุทธบริษัทชาวไทยและนานาชาติที่บริจาคมาอย่างต่อเนื่อง  ขณะนี้ได้ก่อสร้างได้เสร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว  และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลนและแผนงานที่กำหนดในปี 2548
                  นอกจากนี้ ยังมีวัดพุทธเนปาล ที่อยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก อีกจำนวน 1 วัด คือ วัดมุนีวิหาร เมืองภักตปูร์

6.3  เมืองจานักปูร์ (มิถิลานคร) เมืองในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ที่มีความสำคัญทางศาสนาฮินดูและพุทธอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุประมาณ 370 ก.ม.

                                                         -----------------------------------------
                
7. ข้อมูลควรรู้

7.1  สภาพความเป็นอยู่ 
                  หากคำนึงว่าเนปาลเป็นประเทศทุรกันดารแล้ว  ก็ถือได้ว่าเนปาลมีทางเลือกให้ชาวต่างชาติซื้อหาความสะดวกสบายได้พอประมาณ อาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านพอจะหาซื้อได้อย่างไม่ลำบากนัก เพราะส่วนใหญ่เครื่องอุปโภคบริโภคจะนำเข้าจากต่างประเทศ    มีสถานศึกษาในลักษณะโรงเรียนนานา-ชาติที่มีมาตรฐานให้เลือกถึง 3 โรงเรียน (ถึงแม้จะเก็บค่าเล่าเรียนแพงเทียบได้กับโรงเรียนนานาชาติในยุโรป)

 
สิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษและตลอดเวลา คือ สุขอนามัย การล้างผักและผลไม้ให้สะอาดด้วยด่างทับทิมหรือน้ำยาล้างผัก การกรอง และน้ำดื่มที่ต้องกรองและต้ม  การดูแลความสะอาด พื้นฐานของที่พักอาศัย ตลอดจนเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ  นอกจากนี้ แพทย์ในเนปาลยังแนะนำว่าสำหรับการดำรงชีวิตให้มีสุขภาพดีในเนปาล    ควรพิจารณาการดูแลสุขภาพในลักษณะป้องกันคือการฉีดวัคซีน มากกว่าการแก้ไขหรือการรักษา  (ซึ่งมักจะสิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า)

 

7.2  การเดินทางสัญจรภายในประเทศ เครือข่ายการคมนาคม และการสื่อสาร ไปรษณีย์
                 - การเดินทางภายในประเทศเนปาล – เนปาลมีรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองชายแดน คือ จานักปูร์กับอินเดียเท่านั้น ไม่สามารถอาศัยโดยสารไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศได้ การเดินทางหลักจึงเป็นเพียงทาง
รถยนต์และทางเครื่องบินเท่านั้น การเดินทางทางรถยนต์ควรเป็นในฤดูร้อนและฤดูหนาว ในระยะที่มีฝนตกและฤดูมรสุมควรต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางทางบกเพราะอาจประสบปัญหาเส้นทางขาดเนื่องจากหินถล่มได้
                 -  เครือข่ายการคมนาคม     นอกจากสายการบินไทยและสายการบินแห่งชาติเนปาลแล้วยังมีสายการบินพาณิชย์ต่างชาติ อีก 8 สายที่บินเส้นทางระหว่างประเทศสู่ประเทศเนปาล คือ Air China, Qatar Airways, Austrian  Airlines,  Indian  Airlines,  Transavia  Airlines/Martin Air,  Gulf  Air, Biman Bangladesh และ Druk Air สำหรับเส้นทางภายในประเทศเชื่อมกรุงกาฐมาณฑุและเมืองใหญ่ๆ ในเนปาลนั้น   นอกจากสายการบินแห่งชาติเนปาลแล้ว ยังมีสายการบินพาณิชย์ภายในประเทศของเอกชนอีกกว่า 5 สายการบิน
                 - การสื่อสารโทรคมนาคม และการไปรษณีย์ -  โทรศัพท์และโทรสารใช้ได้แต่อัตราค่าบริการระหว่างประเทศแพงมาก (นาทีละ 100 รูปีเนปาลหรือ 55 บาท) เนปาลมีบริการ Internet ที่ราคาไม่แพง (Unlimited internet usage – 13,000 รูปีเนปาลหรือ 7,150 บาทต่อปี)   การส่งจดหมายออกจากเนปาลไม่มีตู้ไปรษณีย์ทั่วไป มักนิยมไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์ จดหมายเข้าหากไม่ลงทะเบียนหรือสั่งจ่ายด่วนอาจสูญหายได้  ไม่มีการส่งไปรษณีย์ตามบ้านทั่วไป ยกเว้นเป็นสถานที่ที่เป็นที่รู้จักกันดีมากๆ  ผู้คนนิยมเปิดบริการตู้ไปรษณีย์ที่ที่ทำการฯ มากกว่า

7.3  การจับจ่ายใช้สอย
                  การซื้อของในเนปาลใช้เงินสกุลท้องถิ่นคือรูปีเนปาล  บัตรเครดิตนั้นไม่เป็นที่นิยม ยกเว้นในร้านค้าใหญ่ๆ หรือในโรงแรม หากจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต  บัตร VISA, MASTERS และ AMERICAN EXPRESS จะใช้ได้ค่อนข้างง่ายกว่าบัตรอื่นๆ  คนเนปาลถือเงินสกุลต่างชาติไม่ได้เนื่องจากผิดกฏหมาย

7.4  การรักษาพยาบาล และมาตรฐานด้านสาธารณสุข
                  หากเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือเกิดอุบัติเหตุ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในคลินิกที่ชาวต่างชาตินิยมไปรับการรักษาได้  แต่หากเป็นโรคเรื้อรัง หรือเจ็บป่วยรุนแรงอาจพิจารณาเดินทางกลับมารักษาตัวในกรุงเทพฯ  เนื่องจากการแพทย์ทุกแขนงมีความล้าหลังมากในเนปาล
                  คลินิกและโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสามารถเข้ารับการรักษาได้ คือ CIWEC, NORVIC, Blue Cross, B and B Hospital, Patan Hospital และ Tilganga Eye Hospital  (กรณีโรคที่เกี่ยวกับตา)
                  สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แนะนำให้ข้าราชการที่จะมาประจำการที่เนปาลทำการตรวจรักษาฟันและฉีดวัคซีนจากกรุงเทพฯ ให้เรียบร้อย โรคที่แพทย์แนะนำให้ป้องกัน คือ
                  ก. หากในรอบ 10 ปีไม่ได้มีการฉีดวัคซีน - Tetanus (บาดทะยัก), Hepatitis A (ไวรัสตับอักเสบเอ)
                  ข. หากในรอบ 3 ปีไม่ได้มีการฉีดวัคซีน – Rabies (ป้องกันพิษสุนัขบ้า), Japanese Enciphalites (ไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ), Meningitis A+C 
                  นอกจากนี้แพทย์ยังแนะนำให้ตรวจร่างกายว่ามีภูมิต้านทานเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้วหรือไม่  หากยังไม่มี ก็สมควรฉีดวัคซีนป้องกันไว้ด้วย

7.5  แหล่งบันเทิง สวนสาธารณะ สโมสรกีฬา
                  กาฐมาณฑุมีโรงหนังท้องถิ่น    แต่อาจพอใจที่จะดูหนังที่บ้านมากกว่า (มีร้านให้เช่า CD/ VCD/DVD) กาฐมาณฑุมีร้านหนังสือดีๆ หลายแห่ง สามารถซื้อหาหนังสือภาษาอังกฤษดีๆ ได้ในราคาย่อมเยา สถานบันเทิง เช่น ผับ บาร์ มีหลายสถานที่ให้เลือก ส่วนใหญ่มักอยู่ในย่านนักท่องเที่ยว เช่น thamel หรือในโรงแรมใหญ่ๆ   นอกจากนั้น ยังมีสโมสรกีฬาที่นักการทูตประเทศต่างๆ และชาวต่างชาตินิยมเป็นสมาชิก ทั้งที่อยู่ในโรงแรมและที่ข้างนอกด้วย แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก

7.6  โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่างๆ
                  เนปาลมีสถานีโทรทัศน์ 1 สถานีและแพร่ภาพเป็นระยะๆ ทุกวันเป็นภาษาเนปาลี แต่ในกรุงกาฐมาณฑุมีบริษัทที่ให้บริการ Cable Television หลายบริษัท ซึ่งคิดค่าบริการไม่แพงมาก (ประมาณ 400 รูปีเนปาล=200 บาทต่อเดือน)    วิทยุส่วนใหญ่ออกอากาศเป็นภาษาท้องถิ่น  แต่มีบางรายการที่ออกอากาศเป็นภาษาอังกฤษ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสารต่างๆ มีให้เลือกมากทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน

7.7  การใช้ภาษาอังกฤษของคนระดับต่างๆ ในท้องถิ่น
                 เจ้าหน้าที่เนปาลที่ข้าราชการจำเป็นต้องประสานงานด้วยเป็นประจำ เช่น เจ้าหน้าที่โต๊ะไทย ฝ่ายพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศเนปาล  ฝ่ายรับรองแขกพิเศษ ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ท่าอากาศยานกรุงกาฐมาณฑุ แผนกคลังสินค้า การบินไทย  เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยรวมแล้วสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี การซื้อของตามห้างร้านสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่ตามท้องตลาดอาจต้องใช้ภาษาท้องถิ่นหรือภาษามือช่วย แต่คนเนปาลมีอัธยาศัยไมตรี การดำเนินชีวิตประจำวันจึงไม่ค่อยมีปัญหานักในเรื่องภาษา

7.8  ข้อควรระมัดระวังเมื่อเดินทางในเนปาล
                 สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ระหว่างช่วงเวลาต่างๆ ของวัน ตลอดจนลมภูเขาที่อาจทำให้ป่วยได้ง่าย  ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศจากร้อนชื้นเป็นร้อนแห้งหรือเย็นจัด ประกอบกับอากาศที่มีออกซิเจนเจือจางอาจต้องให้เวลาร่างกายปรับสภาพบ้าง 
                 การกินอยู่ในเนปาล  ต้องระวังมากในเรื่องอาหารและน้ำดื่มตลอดเวลาที่เดินทางในเนปาล รับประทานอาหารในร้านที่มั่นใจได้ และดื่มน้ำสะอาดบรรจุขวดที่มีฝาขวดปิดสนิทเท่านั้น น้ำอัดลมหรือน้ำหวานต้องระมัดระวังเช็ดปากขวดหรือฝากระป๋องให้สะอาดก่อน  หากใช้หลอดได้ ควรใช้เสมอ    ห้ามดื่มน้ำประปาเพราะไม่สะอาด
                 การท่องเที่ยวตามศาสนสถานต่างๆ  ส่วนใหญ่แล้วคนเนปาลจะมีไมตรีจิตต่อนักท่องเที่ยวมาก แต่โดยที่สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นศาสนสถาน ผู้เยี่ยมชมจึงต้องพิจารณาธรรมเนียมปฏิบัติของคนท้องถิ่นตามสมควร
                 สภาพความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยที่ผู้คนปัจจุบันยากจนและไม่มีงานทำกันมาก มิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ จึงมีมากขึ้น นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังตัว และดูแลทรัพย์สินของตน เนื่องจากมิจฉาชีพจะเพ่งเล็งกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะการรุมเข้ามาขายของ หรือการรุมขอทาน 
                 หมายเลขโทรศัพท์ของตำรวจท่องเที่ยว ณ จุดสำคัญ ที่ควรทราบ
                       Police Headquarter, Naxal   4412 780, 4411 549
                       Bhrikuti Mandap   4247 041, 4247 037
                       thamel     4429 750
                       Basantapur    4268 969
                       TIA Tourist Information Center  4470 537ฃ

7.9  ร้านอาหารนานาชาติ ในกรุงกาฐมาณฑุที่แนะนำ
       อาหารไทย
           1. ครัวไทย (Krua Thai)  thamel   โทร. 4414 291
           2. หยิน หยาง (Yin Yang) thamel   โทร. 4425 510
           3. Four Seasons   thamel   โทร. 4435 543-5
       อาหารจีน
           1. China Garden  โรงแรม Soaltee Crowne Plaza โทร. 4273 999 # 6159
           2. The Imperial Pavillion โรงแรม Malla   โทร. 4418 385
           3. Royal Singi   โรงแรม Royal Singi, Kamaladi โทร. 4424 190-1
           4. Arniko   โรงแรม de l’Annapurna  โทร. 4221 711 # 4118
           5. Beijing Roast Duck  BICC Complex, New baneshwor โทร. 4468 589
      อาหารญี่ปุ่น
           1. Koto    Durbar Marg   โทร. 4226 025
              thamel    โทร. 4256 449
      อาหารอินเดีย
           1. Ghar-e-Kabab  โรงแรม de l’Annapurna  โทร. 4221 711 # 4116
           2. Bukhara   โรงแรม Soaltee Crowne Plaza โทร. 4273 999# 6555
           3. Naach Ghar   โรงแรม Yak and Yeti   โทร. 4248 999 # 2901
      อาหารฝรั่ง
           1. Rox    โรงแรม Hyatt Regency  โทร. 4491 234# 5235
           2. Al Fresco   โรงแรม Soaltee Crowne Plaza โทร. 4273 999# 6123
           3. Chimney    โรงแรม Yak and Yeti   โทร. 4248 999 # 2911
           4. Olive Garden (อิตาเลียน) โรงแรม Radisson  โทร. 44423 888# 1330
           5. The Tara (ฝรั่งเศส)  โรงแรม Malla   โทร. 4410 966
           6. Kilroy’s of Kathmandu thamel    โทร. 4250 440-1
      อาหารเนปาลี
           1. Krishnarpan    โรงแรม Dwarika’s  โทร. 4470 770, 4479 488

7.10  สถานคาสิโนในกรุงกาฐมาณฑุ
           1.  Casino Nepal ในโรงแรม Soaltee Crowne Plaza  โทร. 4280 588
           2.  Casino Royale ในโรงแรม Yak and Yeti   โทร. 4223 933
           3.  Casino Everest ในโรงแรม Everest    โทร. 4780 100
           4.  Casino Anna ในโรงแรม de l’Annapurna   โทร. 4228 650    
           5.  Casino Red ในโรงแรม Radisson    โทร. 4421288, 4420311

7.11 สำนักงาน บริษัท การบินไทยฯ เนปาล  ที่ Durbar Marg โทร. 4224 917
7.12 สำนักงานสายการบิน Royal Nepal Airlines ที่ New Road        โทร. 4220 757

                                                         -----------------------------------------

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ          

                            อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

A B C D E F G H I J K L M N

O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3   

เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL 

พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
แผ่นใสการเรียนการสอน วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

เอกสารการสอน PDF

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์  กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

 

 

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์

แบบฝึกหัดออนไลน์

ทดสอบออนไลน์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรกวีดีโอการศึกษา

 

กลับหน้าแรกฟิสิกส์ราชมงคล

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

 

วีดีโอการเรียนการสอน