

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความถี่ต่อเนื่องกันเป็นช่วงกว้างเราเรียกช่วงความถี่เหล่านี้ว่า
"สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า"
และมีชื่อเรียกช่วงต่าง ๆ
ของความถี่ต่างกันตามแหล่งกำเนิดและวิธีการตรวจวัดคลื่น

สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่าง
ๆในสเปกตรัมมีสมบัติที่สำคัญเหมือนกันคือ
เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่ากับแสงและมีพลังงานส่งผ่านไปพร้อมกับคลื่น
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นมีชื่อเรียกดังนี้
1. คลื่นวิทยุ
คลื่นวิทยุมีความถี่ช่วง 104 - 109 Hz(
เฮิรตซ์ ) ใช้ในการสื่อสาร คลื่นวิทยุมีการส่งสัญญาณ 2 ระบบคือ
1.1 ระบบเอเอ็ม (A.M. = amplitude modulation)
ระบบเอเอ็ม มีช่วงความถี่ 530 - 1600 kHz( กิโลเฮิรตซ์ )
สื่อสารโดยใช้คลื่นเสียงผสมเข้าไปกับคลื่นวิทยุเรียกว่า
"คลื่นพาหะ"
โดยแอมพลิจูดของคลื่นพาหะจะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณคลื่นเสียง
ในการส่งคลื่นระบบ A.M.
สามารถส่งคลื่นได้ทั้งคลื่นดินเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงขนานกับผิวโลกและคลื่นฟ้าโดยคลื่นจะไปสะท้อนที่ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์
แล้วสะท้อนกลับลงมา
จึงไม่ต้องใช้สายอากาศตั้งสูงรับ
1.2 ระบบเอฟเอ็ม (F.M. = frequency modulation)
ระบบเอฟเอ็ม มีช่วงความถี่ 88 - 108 MHz (เมกะเฮิรตซ์)
สื่อสารโดยใช้คลื่นเสียงผสมเข้ากับคลื่นพาหะ
โดยความถี่ของคลื่นพาหะจะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณคลื่นเสียง
ในการส่งคลื่นระบบ F.M.
ส่งคลื่นได้เฉพาะคลื่นดินอย่างเดียว
ถ้าต้องการส่งให้คลุมพื้นที่ต้องมีสถานีถ่ายทอดและเครื่องรับต้องตั้งเสาอากาศสูง
ๆ รับ
2.
คลื่นโทรทัศน์และไมโครเวฟ
คลื่นโทรทัศน์และไมโครเวฟมีความถี่ช่วง 108 -
1012 Hz มีประโยชน์ในการสื่อสาร
แต่จะไม่สะท้อนที่ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์
แต่จะทะลุผ่านชั้นบรรยากาศไปนอกโลก
ในการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์จะต้องมีสถานีถ่ายทอดเป็นระยะ
ๆ เพราะสัญญาณเดินทางเป็นเส้นตรง
และผิวโลกมีความโค้ง
ดังนั้นสัญญาณจึงไปได้ไกลสุดเพียงประมาณ 80
กิโลเมตรบนผิวโลก
อาจใช้ไมโครเวฟนำสัญญาณจากสถานีส่งไปยังดาวเทียม
แล้วให้ดาวเทียมนำสัญญาณส่งต่อไปยังสถานีรับที่อยู่ไกล
ๆ
เนื่องจากไมโครเวฟจะสะท้อนกับผิวโลหะได้ดี
จึงนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจหาตำแหน่งของอากาศยาน
เรียกอุปกรณ์ดังกล่าวว่า เรดาร์
โดยส่งสัญญาณไมโครเวฟออกไปกระทบอากาศยาน
และรับคลื่นที่สะท้อนกลับจากอากาศยาน
ทำให้ทราบระยะห่าง