อุบัติเหตุทางรังสีและหลักปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินทางรังสี…โดย พูลสุข พงษ์พัฒน์ ผู้อำนวยการกองการวัด พปส.

 

1.       อุบัติเหตุทางรังสี

2.       สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ

3.       ภาวะฉุกเฉินทางรังสีและระดับของความร้ายแรง

4.       หลักการปฏิบัติภาวะฉุกเฉินทางรังสี

5.       แนวปฏิบัติภาวะฉุกเฉินทางรังสี

-          การแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสี

-          การควบคุมทางเข้าออก

-          การจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์

-          การตรวจวัดรังสี

-          การรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางรังสี

-          เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้งานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี

 

 

อุบัติเหตุทางรังสี

                การปฏิบัติเกี่ยวกับรังสีนั้นแม้จะมีการเตรียมการที่ดีมีความพร้อมในด้านสถานที่ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ/อุปกรณ์เหมาะสม บุคลากรได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี ทั้งทางด้านการใช้ประโยชน์ จากรังสีตามลักษณะของงานนั้น และการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากรังสีที่เหมาะสม รวมทั้งมีมาตรการแนวปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานครบถ้วนก็ตาม บางครั้งก้อาจเกิดเหตุสุดวิสัยซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้

                อุบัติเหตุทางรังสี หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายเกี่ยวข้องกับรังสี ต้นกำเนิดรังสีอันเป็นผลให้ไม่สามารถควบคุมต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสีให้อยู่ในระดับที่กำหนดได้และอาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป

 

สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ

                ปัจจุบันการใช้สารกัมมันตรังสี(ต่อไปจะเรียกสั้นๆว่า สารรังสี) ในประเทศ ทั้งเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เกษตรกรรมและการศึกษาวิจัยต่างๆนั้น มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรังสีได้สืบเนื่องจากสาเหตุโดยสรุป 3 ลักษณะ ได้แก่

·        สารรังสีสูญหาย ถูกโจรกรรมหรือทิ้งไว้โดยปราศจากการควบคุมดูแล เช่น สารรังสีที่ใช้ในงานถ่ายภาพด้วยรังสีเกิดหายไปจากที่เก็บ หรือนำสารรังสีที่เลิกใช้แล้วไปเก็บไว้ในที่ซึ่งไม่มีมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสี

·        สารรังสีขาดเครื่องกำบังรังสี เกิดการค้างหรือหลุดออกมาจากเครื่องกำบังรังสี เนื่องจากเหตุขัดข้องขณะปฏิบัติงาน เช่นการค้างของสารรังสีที่ใช้ในงานถ่ายภาพด้วยรังสี ไม่สามารถนำลงคืนภาชนะเก็บซึ่งกำบังรังสีได้

·        สารรังสีแพร่กระจายออกจากที่เก็บหรือบริเวณที่ควบคุม เช่น เกิดการรั่วของสารรังสีขณะปฏิบัติงาน หรือมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถอดชิ้นส่วนหรือเครื่องมือ ซึ่งสารรังสีบรรจุอยู่ ทำให้สารรังสีแพร่กระจายออกไป

 

ภาวะฉุกเฉินทางรังสีและระดับของความร้ายแรง

                อุบัติเหตุทางรังสีแม้ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุเดียวกันแต่ความร้ายแรงของสถานการณ์อาจต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่นสภาพเหตุการณ์ คุณสมบัติของสารรังสีการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์และอื่นๆเป็นต้น บางครั้งความรุนแรงอาจขยายขอบเขตกว้างออกไปจนอยู่ในระดับที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้ สถานการณ์ดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ภาวะฉุกเฉินทางรังสี”

ความรุนแรงของสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี อาจแบ่งได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้

·        ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 1 สถานการณ์มีขอบเขตอยู่ภายในห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการหรือภายในอาคารหนึ่งอาคารใด

·        ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 2  สถานการณ์ขยายขอบเขตออกไปทั่วโรงงาน สถาบันการศึกษาวิจัย หรือโรงพยาบาลที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี

·        ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 3 สถานการณ์อาจมีผลกระทบต่อสถานที่ข้างเคียง

·        ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 4 สถานการณ์มีผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง

 

หลักการปฏิบัติภาวะฉุกเฉินทางรังสี

                การดำเนินการต่างๆในภาวะฉุกเฉินทางรังสี มีเป้าหมายที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติตามสาเหตุของอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดขึ้น แต่อาจมีมาตรการและแนวการปฏิบัติงานในรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของภาวะฉุกเฉินทางรังสีนั้นๆ

·       เป้าหมายการแก้ไขสถานการณ์ในแต่ละอุบัติเหตุ

 

          อุบัติเหตุที่เกิดจากสารรังสีสูญหาย ถูกโจรกรรม หรือทิ้งโดยปราศจากการควบคุมดูแล

1.       ต้องค้นหาสารรังสีให้พบ

2.       นำกลับไปเก็บไว้ในที่เก็บ ซึ่งมีความปลอดภัยทางรังสี หรือย้ายสถานที่เก็บไปยังที่ซึ่งมีมาตรการควบคุม/ป้องกันอันตรายจากรังสีอย่างรัดกุม

3.       การปฏิบัติการทั้งหมดจะต้องควบคุมให้ได้รับปริมาณรังสีต่ำที่สุดเท่าที่สมควรจะยอมให้รับได้

4.       หากมีผู้ประสบอุบัติเหตุ จำเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ เพื่อให้การรักษาพยาบาลได้ถูกวิธี

อุบัติเหตุเกิดจากการที่รังสีขาดเครื่องกำบังรังสี เกิดการค้างหรือหลุดออกมาจากเครื่องกำบังรังสี

                สร้างเครื่องกำบังรังสีใหม่ หรือนำสารรังสีเข้าเก็บไว้ในเครื่องกำบังรังสีที่มีอยู่

                การปฏิบัติงานทั้งหมดต้องควบคุมให้ได้รับปริมาณรังสีต่ำที่สุด เท่าที่สมควรจะยอมให้รับได้

                หากมีผู้ประสบเหตุ จำเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ เพื่อให้การรักษาพยาบาล ได้ถูกวิธี

อุบัติเหตุเกิดจากสารรังสีแพร่กระจาย

                                ต้องขจัดความเปรอะเปื้อนรังสีให้แก่บุคคล เครื่องมือ และสถานที่ซึ่งมีการเปรอะเปื้อนรังสี

                                รวบรวมเก็บ และกำจัดกากกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้น

                                การปฏิบัติงานทั้งหมด ต้องควบคุมให้ได้รับปริมาณรังสีต่ำที่สุดเท่าที่สมควรจะยอมให้รับได้

                                หากมีผู้ประสพเหตุ จำเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ เพื่อให้การรักษาพยาบาลได้ถูกวิธี

                หน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ

                        หน่วยงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานภาวะฉุกเฉินทางรังสี ได้แก่

หน่วยงานที่ใช้สารรังสีจนเกิดภาวะฉุกเฉินทางรังสี หน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่น เช่นตำรวจ หน่วยดับเพลิง โรงพยาบาล หน่วยงานฝ่ายปกครอง เป็นต้น และสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งนี้แต่ละหน่วยงานจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและขอบเขตของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และในบางกรณีอาจมีความรุนแรงจนกระทั่งจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

·        หน่วยงานที่ใช้สารกัมมันตรังสีมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นอันดับแรก ในการควบคุมการใช้สารกัมมันตรังสีให้เป็นไปอย่างปลอดภัย โดยการออกกฎระเบียบและแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความปลอดภัยทางรังสี และมีความเสี่ยงภัยต่อการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด

·        หน่วยงานที่ใช้สารกัมมันตรังสี  ควรวางแนวปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยของสารกัมมันตรังสีที่ครอบครองอยู่แนวปฏิบัติในการตรวจระวังอุบัติเหตุ ซึ่งคาดว่าอาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้และแนวปฏิบัติในการแจ้งเหตุเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ทันท่วงที

·        หน่วยงานที่ใช้สารกัมมันตรังสี ควรมีแผนฉุกเฉินทางรังสีในการใช้สารกัมมันตรังสีที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด โดยให้มีขอบเขตครอบคลุมอุบัติเหตุต่างๆซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงแนวทางการประเมินและการแก้ไขสถานการณ์ตลอดจนมาตรการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก

·        หน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันอันตรายให้กับประชาชน ได้แก่ การดับเพลิง การรักษาพยาบาล การป้องกันประชาชนไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ อันตราย การให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานค้นหาสารกัมมันตรังสีที่เกิดสูญหายช่วยเหลือในการปฏิบัติงานควบคุมการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี รวมทั้งการแถลงข่าวตอบข้อซักถามให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบ

·        สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันอันตรายจากรังสีให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยหลังจากได้รับแจ้งอุบัติเหตุภาวะฉุกเฉินทางรังสีแล้ว ต้องดำเนินการประเมินสถานการณ์ และคาดคะเนขอบเขตของอุบัติเหตุภาวะฉุกเฉินทางรังสีแล้ว ต้องดำเนินการประเมินสถานการณ์ และคาดคะเนขอบเขตของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับแจ้ง ประกอบกับข้อมูลจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นเพื่อให้สามารถวางแผน และดำเนินการปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

แนวปฏิบัติภาวะฉุกเฉินทางรังสี

การแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสี

 -    หน่วยงานใดที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี ซึ่งมีสถานการณ์อันอาจก่อให้เกิด

·        มีผู้ได้รับปริมาณรังสีทั่วร่างกายตั้งแต่ 0.25 ซีเวิร์ท (25เรม) ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณ เท้า หัวเข่า มือ หรือแขน ตั้งแต่ 1.50 ซีเวิร์ท (150เรม) ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณเท้า หัวเข่า มือ หรือแขน ตั้งแต่ 3.75 ซีเวิร์ท(375 เรม) ขึ้นไป หรือ

·        ความเสียหายอันเป็นเหตุให้ไม่สามรถปฏิบัติงานได้ตามปกติ ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป หน่วยงานนั้นจะต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติทราบทันที

 

                        -    หน่วยงานใดที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี ซึ่งมีสถานการณ์อันอาจก่อให้เกิด

·        มีผู้ได้รับปริมาณรังสีทั่วร่างกายตั้งแต่ 0.05 ซีเวิร์ท (5 เรม) ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณผิวหนังทั่วร่างกายตั้งแต่ 0.30 ซีเวิร์ท (30 เรม)ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณเท้า หัวเข่า มือ หรือแขน ตั้งแต่ 0.75 ซีเวิร์ท(75 เรม) ขึ้นไป หรือ

·        ความเสียหายอันเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป หน่วยงานนั้นจะต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติทราบ ภายใน 24 ชั่วโมง

 

-          ถ้าอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดขึ้นมีสถานการณ์ความรุนแรงน้อยกว่าที่กล่าวมาข้างต้นให้แจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติทราบ ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

 

-          การแจ้งเหตุภาวะฉุกเฉินทางรังสีสามารถติดต่อแจ้งมายังสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดสถานที่และเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีดังนี้

 

สถานที่ติดต่อ

 สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

 ถนนวิภาวดีรังสิต

 บางเขน

 กรุงเทพมหานคร 10900

 หมายเลขโทรศัพท์ 5795230-4, 5790138-9, 5790547, 5620086, 5620091

 หมายเลขโทรสาร 5613013

เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุ

-          ในเวลาราชการ แจ้งเจ้าหน้าที่กองสุขภาพ

-          นอกเวลาราชการและวันหยุดราชการ แจ้งหัวหน้าเวรรักษาความปลอดภัยเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูหรือผู้ช่วยหัวหน้าเวรฯ

 

การควบคุมทางเข้าออก

·        มาตรการและขอบเขตการควบคุมทางเข้าออกในบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี ขึ้นอยู่กับชนิดของอุบัติเหตุและระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้น เช่น ในกรณีสารกัมมันตรังสีสูญหายจะวางมาตรการควบคุมทางเข้าออกพื้นที่เกิดเหตุได้ก็ต่อเมื่อพบสารกัมมันตรังสีนั้นแล้ว ส่วนในกรณีสารกัมมันตรังสีขาดเครื่องกำบังรังสีได้แก่ การที่สารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดออกจากเครื่องกำบังรังสีการควบคุมทางเข้าออกจะมีขอบเขตเฉพาะในบริเวณที่มีระดับรังสีสูงกว่าปกติเท่านั้นและในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรังสี ซึ่งมีการเปรอะเปื้อนรังสี หรือคาดว่าจะมีการเปรอะเปื้อนนั้น การควบคุมทางเข้าออกอาจครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง

·        วิธีการควบคุมทางเข้าออกที่ดีที่สุด ได้แก่ การใช้สิ่งกีดขวางกำหนดขอบเขตพื้นที่ ควบคุมทางเข้าออกเช่น ในกรณีอุบัติเหตุทางรังสีเกิดขึ้นภายในห้อง หรือภายในอาคาร อาจควบคุมทางเข้าออกโดยางประตูและควรติดตั้งเครื่องหมายแสดงบริเวณรังสีไว้บนประตูและหน้าต่างทุกบาน เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณพื้นที่ควบคุม ส่วนการควบคุมทางเข้าออกในพื้นที่ซึ่งมีบริเวณกว้าง อาจใช้เครื่องกีดขวางการจราจร เครื่องหมายแสดงบริเวณรังสีไว้บนประตูและหน้าต่างทุกบาน เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณพื้นที่ควบคุม ในสถานการณ์เช่นนี้อาจต้องปิดระบบระบายอากาศในพื้นที่ควบคุม

·        ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรังสีที่มีการเปรอะเปื้อนรังสี ต้องพิจารณาสภาพภูมิอากาศในขณะนั้นและการพยากรณ์ อากาศ ประกอบกับการใช้สิ่งกีดขวางเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ควบคุมทางเข้าออก

·        การเข้าหรือออกในบริเวณพื้นที่ควบคุมจะต้องผ่านจุดตรวจ ที่มีการควบคุมความปลอดภัยทางรังสี และเป็นศูนย์รวมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี ซึ่งในบางกรณีอาจมีการ ขจัดความเปรอะเปื้อนรังสีเบื้องต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าพื้นที่ควบคุมการเข้าออกเป็นพื้นที่เปิดควรกำหนดจุดตรวจ ในบริเวณที่อยู่เหนือทิศทางลมผู้ที่เข้าไปในพื้นที่ควบคุมทางเข้าออก ควรมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากรังสีตามความเหมาะสม เช่น เครื่องวัดรังสีประจำตัวบุคคล ชุดป้องกันอันตรายจากรังสี หน้ากากป้องกันสารกัมมันตรังสี เป็นต้น

·        ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรังสี โดยมีภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 1 และ 2 ซึ่งมีขอบเขตของสถานการณ์อยู่ภายในอาคาร หรือ ภายในหน่วยงานที่เกิด อุบัติเหตุ หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสีมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดขอบเขตพื้นที่และดำเนินการควบคุมทางเข้าออก แต่ถ้าสถานการณ์มีระดับภาวะฉุกเฉินทางรังสีรุนแรงกว่าระดับ 1 และ 2 แล้ว หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสีจะต้องขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดขอบเขตพื้นที่และดำเนินการควบคุมทางเข้าออก

 

การจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์

·        การปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี ต้องมีเครื่องวัดรังสีเพื่อใช้ประเมินอันตราย จากรังสีที่เกิดขึ้น ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสีและหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นรวมทั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ควรมีชุดเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี ตามหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ

·        ชนิดและประเภทของเครื่องวัดรังสี ซึ่งจะนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี ขึ้นอยู่กับสารกัมมันตรังสีที่เกิดอุบัติเหตุและวิธีการที่จะใช้ตรวจวัดรังสี คุณสมบัติของเครื่องวัดรังสีที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสีโดยทั่วไป สอดคล้องกับ 4

·        เครื่องวัดรังสีที่จะนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี จะต้องได้รับการสอบ ปรับเทียบและซ่อมบำรุง อย่างสม่ำเสมอ และ ควรกำหนดรายละเอียด การดำเนินงานดังกล่าวไว้ในระเบียบข้อบังคับ ของการเตรียมการปฏิบัติงานในกรณีเกิดภาวะฉุกเฉินทางรังสี

·        ชนิดของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้งานในภาวะฉุกเฉินทางรังสีตามอุบัติเหตุในแต่ละประเภท แสดงไว้ในหัวข้อรายการเครื่องมือ

 

การตรวจวัดรังสี

การตรวจวัดรังสี ต้องพิจารณาเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์โดยการจัดทำรายละเอียดวิธีการตรวจวัดรังสี ในแต่ละอุบัติเหตุทางรังสี และความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบนำไปใช้เป็นระเบียบปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินทางรังสี

1.       กรณีสารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดจากที่เก็บ ในกรณีสารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดจากที่เก็บซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางรังสี ที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายที่สุด ระดับรังสีในบริเวณใกล้เคียงกับสารกัมมันตรังสี อาจมีค่ามากกว่า 100 R/h แต่ถ้าสารกัมมันตรังสีมีเครื่องกำบังรังสีที่เหมาะสมแล้ว จะมีระดับรังสีเพียง 1 R/h ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้วัดระดับรังสีควรมีช่วงการวัดระดับรังสีกว้าง โดยทั่วไปควรใช้เครื่องมือ 2 ชุด ชุดแรกใช้วัดระดับรังสีในบริเวณที่มีรังสีสูง และอีกชุดหนึ่งใช้วัดระดับรังสีในบริเวณที่มีรังสีต่ำกว่า ในการวัดระดับรังสีควรให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่ห่างจากสารกัมมันตรังสีประมาณ 2-3 เมตร โดยสามารถที่จะอ่านค่าระดับรังสีจากที่กำบังรังสี เช่น ผนังห้อง เครื่องวัดระดับรังสีที่ใช้อาจใช้เครื่องวัดที่สามารถเลื่อนหัววัดรังสีให้ไกลออกไปได้ หรือชนิดที่สามารถถอดหัววัดรังสีและผูกติดกับอุปกรณ์ที่ยื่นเข้าไปวัดระดับรังสีได้ โดยทั่วไปสารกัมมันตรังสีที่ค้างหรือหลุดจากที่เก็บจะเป็นสารกัมมันตรังสีประเภทมีการปิดผนึกเป็นอย่างดี แต่การดำเนินงานไม่ควรมองข้ามโอกาส ซึ่งอาจมีการเปรอะเปื้อนรังสี  ดังนั้น เมื่อแก้ไขสถานการณ์ โดยการนำสารกัมมันตรังสีกลับสู่ที่เก็บแล้ว ควรตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการเปรอะเปื้อนรังสีเกิดขึ้น

2.       กรณีสารกัมมันตรังสีสูญหายหรือถูกโจรกรรม ในกรณีสารกัมมันตรังสีสูญหายหรือถูกโจรกรรมจะค้นหาได้ยากที่สุด โดยในขณะที่ยังไม่ทราบสถานที่แน่นอนของสารกัมมันตรังสีที่หายไป การค้นหาในเบื้องต้นจะดำเนินการได้เพียงสำรวจระดับรังสีในบริเวณพื้นที่ที่สงสัยเท่านั้น แต่ถ้ามีข้อมูลหรือสิ่งบ่งชี้ที่แน่นอนว่า อาจมีสารกัมมันตรังสีอยู่ในพื้นที่ใด จึงจะดำเนินการค้นหาสารกัมมันตรังสีในพื้นที่นั้นโดยละเอียดได้ วิธีการค้นหาสารกัมมันตรังสีในเบื้องต้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีที่ทราบว่าสารกัมมันตรังสีที่หายไปอยู่ภายในอาคารการค้นหาอาจ ใช้เจ้าหน้าที่เดินสำรวจระดับรังสีทั่วบริเวณระเบียงของอาคาร แต่ถ้าสงสัยว่าสารกัมมันตรังสีอยู่ในที่ซึ่งไม่มีขอบเขตแน่นอนการค้นหาอาจใช้การสำรวจระดับรังสีโดยทางรถยนต์หรือเครื่องบิน และ เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่สงสัยได้แล้ว จึงดำเนินการค้นหาโดยละเอียดต่อไป

 

-          ความยุ่งยากในการค้นหาสารกัมมันตรังสีที่หายไปในหลายกรณีพบว่าสารกัมมันตรังสียังคงเก็บไว้ภายในเครื่องกำบังรังสีจึงมีระดับรังสีต่ำมาก ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องวัดรังสีเพื่อค้นหาสารกัมมันตรังสีที่หายไปควรพิจารณาถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

-          หลังจากนำสารกัมมันตรังสีที่หายไปกลับคืนมาได้แล้ว ควรตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสีซึ่งอาจเกิดขึ้นได้

กรณีเกิดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี ควรดำเนินการตรวจวัดรังสีอย่างน้อย 3 วิธี คือ

1.       ตรวจวัดระดับรังสีบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี โดยใช้เครื่องมือวัดรังสีชนิดถือติดตัว

2.       ตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีในพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี โดยใช้เครื่องวัดรังสีชนิดถือติดตัวและใช้วิธีตรวจสอบโดยการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิว

3.       ตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีในอากาศ

นอกจากนี้ ควรมีการตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสี ให้แก่ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางรังสี และสิ่งของทุกชนิดที่นำออกไปจากพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี ก่อนที่จะนำไปทิ้งหรือนำกลับมาใช้ใหม่

การเลือกใช้เครื่องวัดรังสีที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานมีความสำคัญอย่างยิ่งเครื่องวัดรังสีที่นำมาใช้ ควรมีความไวต่อชนิดและคุณสมบัติของรังสีที่จะทำการตรวจวัด และเครื่องวัดรังสีหลายชนิดที่ใช้ในงานประจำสามารถนำมาใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสีได้ อย่างไรก็ตามเครื่องวัดรังสีเหล่านี้มีข้อจำกัดในการวัดรังสีสูงและอาจเกิดการเปรอะเปื้อนสารกัมมันตรังสี ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องจัดหาเครื่องมือวัดรังสีที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ต่อการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ อาจติดต่อขอยืมมาจากหน่วยงานอื่นๆที่มีอยู่

 

การรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางรังสี

                                การรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางรังสี มีหลักการดำเนินงานพื้นฐาน เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทั่วไป แต่ต้องปรับวิธีการรักษาพยาบาล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ขั้นตอนในการรักษาพยาบาล  ที่คณะแพทย์ควรดำเนินการ ได้แก่การกำหนดประเภท สาเหตุความรุนแรงและความรีบด่วนในการรักษาพยาบาล ของผู้ป่วยแต่ละราย

                                ประเภทผู้ป่วยเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสีสามารถแบ่งออกได้ 5 กลุ่มดังนี้

1.       ผู้ป่วยมีอาการให้เห็นว่าเกิดจากการได้รับรังสีและมีบาดแผลหรือแผลไหม้ตามผิวหนัง

2.       ผู้ป่วยไม่มีอาการให้เห็นว่าเกิดจากการได้รับรังสี แต่มีบาดแผลหรือแผลไหม้ตามผิวหนัง

3.       ผู้ป่วยมีอาการที่อาจคาดว่าได้รับรังสี

4.       ผู้ป่วยไม่มีอาการให้เห็นว่าเกิดจากการได้รับรังสี และไม่มีบาดแผล(ปริมาณรังสีต่ำกว่าค่าที่จะทำให้เกิดการป่วยทางรังสี

5.       ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีเกินกว่าขีดกำหนด แต่ยังต่ำกว่าค่าที่จะทำให้เกิดการป่วยทางรังสี

ผู้ป่วยในกลุ่มที่1 และ 2 ถึงแม้ว่าจะได้รับรังสีหรือไม่ก็ตาม ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางรังสีโดยด่วน แต่ถ้าบาดแผลหรืออาการไหม้ของผู้ป่วยไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องรีบรักษาพยาบาลแล้ว ควรดำเนินการชำระล้างการเปรอะเปื้อนทางรังสีในเบื้องต้น ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้บาดแผลหรืออาการไหม้ดังกล่าวเกิดอาการสาหัส และควรได้รับคำแนะนำในการรักษาพยาบาลด้วย อย่างไรก็ตามการขจัดการเปรอะเปื้อนรังสี เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งเนื่องจากอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายการเปรอะเปื้อนรังสี ในสถานพยาบาล ซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องขนย้ายผู้ป่วยที่มีการเปรอะเปื้อนรังสี ควรใช้แผ่นพลาสติกคลุมบนเปลหามขึ้นรถพยาบาล และใช้แทนผ้าห่ม ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายการเปรอะเปื้อนรังสีได้ วัสดุที่ใช้งานแล้วให้ทิ้งโดยผ่านขบวนการขจัดกากกัมมันตรังสีหรือนำมาขจัดการเปรอะเปื้อนรังสีก่อนที่จะนำไปใช้ต่อไป

สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่ 3 นั้น ไม่จำเป็นต้องรีบทำการรักษาพยาบาลทันที แต่ต้องประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ และความเร่งด่วนอันดับต่อมา ได้แก่ การตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้น โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ พร้อมทั้งมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ พอสมควรโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยในกลุ่มนี้ไม่ว่าจะได้รับรังสีชนิดใดก็ตามต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ เช่นกัน ดังนั้น ควรส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางรังสีซึ่งจะให้การรักษษพยาบาลตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ในกรณีที่คาดว่าจะมีประชาชนได้รับรังสีควรดำเนินการตรวจสอบหาผู้ที่ได้รับรังสีโดยละเอียด ซึ่งการตรวจสอบเพื่อหาผู้ได้รับรังสีนี้ หากวินิจฉัยจากอาการที่เกิดขึ้นจะกระทำได้ยากมาก เนื่องจากอาการป่วยทางรังสีอาจปรากฏให้เห็นได้ต่อเมื่อได้รับรังสีไปแล้ว 6 สัปดาห์

               

การตรวจหาผู้ที่ได้รับรังสี จึงควรดำเนินการโดยวิธีสอบประวัติผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจได้รับรังสี โดยสอบถามรายละเอียดสถานที่อยู่ของผู้นั้น ในขณะที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี

 

ผู้ป่วยกลุ่มที่ 4 และ 5 นั้น ตามปกติไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่จะต้องมีการติดตามผลของผู้ป่วยกลุ่มที่ 4 เพื่อให้มั่นใจว่าการวินิจฉัยครั้งแรกถูกต้องและเพื่อประเมินปริมาณรังสีที่ได้รับให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ส่วนผู้ป่วยในกลุ่มที่ 5 ควรมีการเก็บประวัติปริมาณรังสีที่ได้รับ และหากมีความจำเป็นควรดำเนินการประเมินปริมาณรังสีใหม่

           

            แนวปฏิบัติงานของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

                        สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มีแนวปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี ดังนี้

1.       ประเมินสถานการณ์และคาดการผลกระทบทางรังสีจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

2.       ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

3.       ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี ในการปฏิบัติงานแก้ไขสถานการณ์

4.       ประสานงานในการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์

 

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้งานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี

 

กรณี สารกัมมันตรังสีสูญหายหรือถูกโจรกรรม

เครื่องมือ

·        เครื่องวัดรังสีแกมม่า หรือนิวตรอนทั่วไป เช่น จี เอ็ม ไอออนไนเซชั่นแชมเบอร์ หรือ เรม

·        เครื่องวัดการเปรอะเปื้อนรังสีเบต้า แกมม่า ซึ่งมีความไวสูง เช่น แพนเค็ก(pancake)สำหรับสารกัมมันตรังสีที่ไม่มีบรรจุในแคปซูล

·        เครื่องวัดการเปรอะเปื้อนรังสีแอลฟ่าซึ่งมีความไวสูง เช่น เครื่องวัดแบบพรอพโพชันนัล หรือ ซิลทิเลชัน สำหรับสารกัมมันตรังสีที่ไม่มีบรรจุในแคปซูล

·        ฟิล์มแบดจ์  หรือ TLD ซึ่งมีช่วงวัดปริมาณรังสีอยู่ใน ระดับปกติ

·        เครื่องวัดรังสีชนิดเสียบกระเป๋าซึ่งสามารถอ่านค่าได้โดยตรง พร้อมเครื่องประจุ

 

ชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี

·        สำหรับสารกัมมันตรังสี ซึ่งไม่ได้บรรจุในแคปซูล หากพบหรือคาดว่ามีการเปรอะเปื้อนรังสีให้ใช้เครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ต่างๆดังอุบัติเหตุที่เกิดการเปรอะเปื้อนทางรังสี

 

                อุปกรณ์ประกอบ

·        ถ่านไฟฉาย, สารกัมมันตรังสีที่ใช้ทดสอบเครื่องวัด, ถุงพลาสติก, ถังเก็บสารกัมมันตรังสี, เทปปิดผนึกที่เขียนได้, กระดาษกรองสำหรับเช็ดพื้นผิวเวลาตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสี, คีมจับสารกัมมันตรังสี, ที่บังคับการทำงานระยะไกล, ถังเก็บกากกัมมันตรังสี, ป้ายเครื่องหมายแสดงบริเวณอันตรายจากรังสี, สีสเปรย์, เชือกและไม้ปักสำหรับขึงเชือก

 

กรณี สารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดจากที่เก็บ

เครื่องมือ

·        เครื่องวัดรังสีแกมม่าซึ่งมีระดับรังสีสูง เช่น เครื่องวัดแบบ จี เอ็ม

·        ฟิล์มแบดจ์ หรือ TLD ซึ่งมีช่วงการวัดปริมาณรังสีสูงกว่าปกติ

·        เครื่องวัดปริมาณรังสีชนิดเสียบกระเป๋า อ่านค่าได้โดยตรงพร้อมเครื่องประจุ

               

ชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี

·        ไม่จำเป็น

 

อุปกรณ์ประกอบ

·        ถ่านไฟฉาย, สารกัมมันตรังสีที่ใช้ทดสอบเครื่องวัด, ถังเก็บสารกัมมันตรังสี, ก้อนตะกั่ว, คีมจับสารกัมมันตรังสีที่บังคับการทำงานระยะไกล, เชือกและไม้สำหรับปักเชือก, ป้ายเครื่องหมายแสดงบริเวณอันตรายจากรังสี

               

กรณี เกิดการเปรอะเปื้อน

เครื่องมือ

·        เครื่องวัดการเปรอะเปื้อนรังสีซึ่งมีความไวสูงตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของสารกัมมันตรังสี

 

ชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี

·        เสื้อ กางเกง ป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี, ถุงมือ, ถุงหุ้มรองเท้า, หน้ากาก หรือ เครื่องช่วยหายใจตามความเหมาะสม

 

อุปกรณ์ประกอบ

·        ถ่านไฟฉาย, สารกัมมันตรังสีที่ใช้ทดสอบเครื่องวัด, ถุงพลาสติก, เศษผ้า, น้ำยาขจัดการเปรอะเปื้อนรังสี, เทปปิดผนึกที่เขียนได้, กระดาษกรองสำหรับเช็ดพื้นผิวในการตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสี, ถังเก็บกากกัมมันตรังสี, ป้ายเครื่องหมายแสดงบริเวณอันตรายจากรังสี, สีสเปรย์, แผ่นโพลีเอทธิลีน

รู้หรือไม่

 

[พลังงานนิวเคลียร์คืออะไร][รังสีคืออะไร]

ข้อมูลกากกัมมันตรังสีในประเทศไทย

การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย

การจัดการกากกัมมันตรังสี

กัมมันตภาพรังสีคืออะไร

อุบัติเหตุ เชอร์โนบิล & ทรีไมล์ไอส์แลนด์

การได้รับรังสีทั่วไปจากแหล่งต่างๆ

แหล่งข้อมูลด้านพลังงานนิวเคลียร์

กากกัมมันตรังสีคืออะไร

รังสีกับมนุษยชาติ

ขีดจำกัดขนาดของรังสี, อาการเจ็บป่วย

การป้องกันอันตรายจากรังสี

คำศัพท์นิวเคลียร์

อุบัติเหตุทางรังสีและหลักปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินทางรังสี

หน่วยวัดรังสี[รังสีกับสิ่งแวดล้อม][ผลกระทบจากรังสีต่อร่างกาย]

จำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก[งานคุณภาพกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์]

ธาตุผี โคบอลท์(Co-60)

[ฟิล์มวัดรังส][ตารางธาตุ][พลังงานทดแทน]

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

 

 

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล